เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 - ดาวเด่นในทีมสมัครเล่น

บทที่ 14 - ดาวเด่นในทีมสมัครเล่น

บทที่ 14 - ดาวเด่นในทีมสมัครเล่น


บทที่ 14 - ดาวเด่นในทีมสมัครเล่น

นักเตะผิวสีคนนี้ดูอายุไม่ออกเลย เพราะผิวที่ดำคล้ำช่วยปกปิดอายุที่แท้จริงของเขาไว้จนมิด

รูปร่างของเขาค่อนข้างสูง น่าจะประมาณ 185 เซนติเมตร ล่ำสันบึกบึน แม้จะไม่ได้ดูกล้ามใหญ่โต แต่ก็ให้ความรู้สึกทะมัดทะแมง โดยเฉพาะตอนที่เขาวิ่งไปรอบๆ สนาม พลังการระเบิดและความเร็วของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก การเคลื่อนไหวก็พลิ้วไหว มีความยืดหยุ่นและแรงขับเคลื่อนตามแบบฉบับของนักเตะผิวสี

เย่ชิวและโรลันด์ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างสนามพักใหญ่ ทั้งคู่ต่างก็ลงความเห็นตรงกันว่า ทักษะของนักเตะผิวสีคนนี้ไม่ได้โดดเด่นอะไร แค่มีพื้นฐานที่พอใช้ได้เท่านั้น ในจังหวะบุก เขาอาศัยพละกำลังและความเร็วในการพุ่งชนซะส่วนใหญ่ ซึ่งสไตล์การเล่นแบบนี้ ถ้านำมาใช้ในทีมสมัครเล่น ที่ต้องเจอกับคู่แข่งที่มีสภาพร่างกายและความเร็วด้อยกว่า ย่อมสร้างความอันตรายได้อย่างมหาศาล

"นี่น่ะเหรอคนที่นายเล็งไว้?" โรลันด์สังเกตเห็นสายตาของเย่ชิวมาสักพักแล้ว แต่เขามองไม่ออกเลยว่านักเตะคนนี้มีดีตรงไหน

เย่ชิวยิ้ม "นายมองไม่ออกเหรอ?"

"มองไม่ออกจริงๆ!" โรลันด์แทบจะพ่นลมหายใจออกมา นักเตะทักษะระดับนี้ เดินชนกันเกลื่อนในอะคาเดมีของอาแจ็กซ์

แน่นอนว่า สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ สภาพร่างกายของเขายอดเยี่ยมมาก ข้อดีของคนผิวสีเขามีครบถ้วน และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาสามารถบุกทะลวงป่วนแนวรับคู่แข่งในแดนหน้าได้อย่างดุดัน แต่คนแบบนี้น่ะเหรอที่จะได้เข้าอาแจ็กซ์?

"หมอนี่ขยันแล้วก็ทุ่มเทมากเลยนะ!" เย่ชิวพูดด้วยรอยยิ้ม

"นักเตะที่ทุ่มเทในสนามมีตั้งเยอะแยะ!" โรลันด์คิดว่านี่ไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอ

เย่ชิวมองผู้ช่วยของเขาแล้วเตือนสติว่า "แต่นักเตะที่ร่างกายดีขนาดนี้ วิ่งเร็วขนาดนี้ อึดขนาดนี้ แถมลงสนามแล้วยังสู้ยิบตาขนาดนี้ มีสักกี่คนกัน? ลองยกตัวอย่างมาให้ฉันฟังสักคนสิ!"

คำพูดนี้ทำเอาโรลันด์ถึงกับพูดไม่ออก และเริ่มจะคล้อยตามว่า ถ้าจะหาข้อดีสักข้อ นี่ก็คงนับเป็นข้อดีได้ล่ะมั้ง

"แล้วนายสังเกตไหมล่ะ แม้ทักษะหมอนี่จะไม่ได้ละเอียดอ่อนอะไร แต่ตอนที่เขาเข้าเบียดแย่งบอล หรือตอนเล่นเกมรับ มันน่าสนใจมากเลยนะ!"

การประเมินความสามารถในการเล่นเกมรับของนักเตะคนหนึ่ง ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย

อันดับแรก เขาต้องสามารถจับตาดูและตามประกบตัวผู้เล่นที่สอดขึ้นมาทำทางได้ทันท่วงที ต้องคาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้าและยืนประจำตำแหน่งของตัวเองให้มั่นคง ต้องสามารถอุดช่องโหว่ในแนวรับของทีมตัวเองได้ในจังหวะแรก

นอกจากนี้ ยังต้องดูความสามารถในการตัดสินใจของนักเตะด้วย ว่าเขาเลือกจังหวะในการยืนคุมโซนหรือประกบตัวผู้เล่นได้แม่นยำแค่ไหน

อย่ามองว่าเขาเป็นแค่กองกลางนะ แต่เวลาที่ทีมเสียบอล เขาทำหน้าที่ในส่วนนี้ได้ดีมาก บวกกับความขยันและวิ่งอึด เย่ชิวจึงมองว่า แม้นักเตะคนนี้จะไม่ได้มีบทบาทในเกมรุกมากนัก แต่ในด้านเกมรับ เขามีศักยภาพที่น่าจับตามองทีเดียว

พอได้ยินคำอธิบายของเย่ชิว โรลันด์ก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า เย่ชิวเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า การเดินทางมาครั้งนี้ เป้าหมายคือการตามหากองหลังไม่ใช่เหรอ?

"นายคิดว่าหมอนี่มีแววจะเอาดีทางกองหลังได้งั้นเหรอ?" โรลันด์รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ ดูจากหน้าตา หมอนี่ก็น่าจะอายุยี่สิบกว่าแล้ว แถมยังคลุกคลีอยู่ในลีกสมัครเล่น เซนส์บอลคงไม่ได้เรื่อง การจะให้เขาเปลี่ยนจากแนวรุกมาเล่นแนวรับในตอนนี้ มันจะเป็นไปได้เหรอ?

"ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ไงล่ะ?" เย่ชิวตอบพร้อมกับหัวเราะ

โรลันด์ถึงกับหมดคำพูด

ในตอนนั้นเอง นักเตะในสนามฝึกซ้อมก็ฝึกซ้อมเสร็จพอดี แต่ละคนเดินเหงื่อโชกออกมาจากสนาม

เย่ชิวเรียกโรลันด์ แล้วเดินตรงรี่เข้าไปหานักเตะผิวสีคนนั้นทันที และในตอนนั้นเอง นักเตะคนอื่นๆ ในสนามก็สังเกตเห็นชายแปลกหน้าสองคนที่โผล่มาอย่างกะทันหัน พวกเขาจึงหันมามองด้วยความสนใจ

"สวัสดี ฉันเป็นผู้จัดการทีมบีสองของอาแจ็กซ์ ชื่อเย่ชิว!" เย่ชิวเดินเข้าไปหานักเตะผิวสี พร้อมกับยื่นนามบัตรให้เพื่อแนะนำตัว "พอจะมีเวลาคุยกันหน่อยไหม?"

"อาแจ็กซ์เหรอ?" บนใบหน้าที่ดำคล้ำของนักเตะผิวสี ไม่อาจบอกได้ว่าเขากำลังรู้สึกประหลาดใจหรือไม่ แต่ดวงตาของเขาเบิกกว้าง

ก็แหงล่ะ สำหรับคนที่เล่นอยู่ในสโมสรสมัครเล่นในลีคภูมิภาคของฝรั่งเศสอย่างเขา อะคาเดมีอันเลื่องชื่ออย่างอาแจ็กซ์ ก็เปรียบเสมือนสิ่งที่อยู่สูงส่งจนเกินเอื้อม แค่ได้ยินชื่อก็ต้องรู้สึกเกรงขามแล้ว ใครจะไปคิดล่ะว่าผู้จัดการทีมของอาแจ็กซ์จะมาหาถึงที่แบบนี้?

"ใช่แล้ว แมวมองของเราที่นี่แนะนำนายให้ฉันรู้จัก เอริก อบิดัล ใช่ไหม?" เย่ชิวถามยิ้มๆ

ส่วนโรลันด์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้แต่สงสัย แมวมองของอาแจ็กซ์ไปสนใจหมอนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

"ครับ ท่าน!" อบิดัลมีท่าทีประหม่าเล็กน้อย

เย่ชิวพยายามส่งยิ้มให้ดูเป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งอันที่จริง รอยยิ้มของเขาก็ดูมีอัธยาศัยดีอยู่แล้ว

"ฉันคือผู้จัดการทีมบีสองของอาแจ็กซ์ ตอนนี้ทีมของฉันกำลังต้องการกองหลัง แล้วแมวมองของเราก็บอกว่า ฉันควรจะมาดูที่นี่ เพราะที่นี่มีนักเตะฝีเท้าดีอยู่คนหนึ่ง!"

"ผมเหรอ?" อบิดัลรู้สึกปลาบปลื้มจนทำตัวไม่ถูก และแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

"ใช่!" เย่ชิวพยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้า "แต่ฉันคิดว่า ฟอร์มการเล่นของนายในตำแหน่งกองกลางและกองหน้า มันห่วยแตกสิ้นดี!"

ยังไม่ทันที่อบิดัลจะรู้สึกผิดหวัง เย่ชิวก็พูดต่อว่า "แต่ฉันพบว่า แม้นายจะไม่มีจุดเด่นในเกมรุกเลย แต่นายมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็นกองหลังได้ ฉันเชื่อว่านายเองก็คงรู้สึกเหมือนกัน ว่าตอนอยู่ในสนาม เวลานายได้บอลแล้วจะทำเกมบุก นายมักจะรู้สึกทำตัวไม่ถูก หรือไม่ก็มักจะตัดสินใจผิดพลาดอยู่เสมอ"

"แต่ในทางกลับกัน ตอนที่นายไม่มีบอล และต้องเปลี่ยนมาเล่นเกมรับ นายกลับรู้ทันทีว่าจะต้องทำอะไร ใช่ไหมล่ะ?"

นี่คือสิ่งที่เย่ชิวสังเกตเห็นในสนามเมื่อกี้ เขารู้สึกว่าเวลาอบิดัลได้บอล เขามักจะลังเลและตัดสินใจไม่เด็ดขาด แต่พอเป็นเกมรับ เขากลับทำได้เด็ดขาดมาก ดังนั้นในเกมรุก เขาจึงไม่มีส่วนร่วมมากนัก ทำได้แค่อาศัยความเร็ววิ่งป่วนแนวรับคู่แข่งไปทั่ว แต่ในเกมรับ เขากลับทำผลงานได้ดีและช่วยทีมได้มาก

"คุณรู้ได้ยังไงครับ?" อบิดัลอ้าปากค้างมองเย่ชิวอย่างตกตะลึง เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าชายคนนี้เป็นพยาธิในท้องเขาหรือเปล่า ถึงได้รู้ไปหมดว่าเขาคิดอะไรอยู่ หรือนี่คือสายตาอันเฉียบแหลมของแมวมองตัวจริง?

เย่ชิวแกล้งทำเป็นยิ้มอย่างมีเลศนัย "เรื่องพวกนี้มันบอกกันไม่ได้หรอก มันต้องอาศัยประสบการณ์และการวิเคราะห์ แต่ฉันรับประกันได้เลยนะ ถ้านายยังขืนเล่นกองกลางหรือกองหน้าต่อไป ชาตินี้ทั้งชาตินายก็คงได้เตะอยู่แค่ในลีกล่างๆ นี่แหละ เพราะทักษะของนายมันไม่พอที่จะไปเล่นในลีกสูงสุดหรอก แต่..."

เย่ชิวจงใจหยุดพูดเพื่อดึงดูดความสนใจของอบิดัล ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตาแห่งความสงสัย เย่ชิวถึงได้พูดต่อ "ถ้านายเปลี่ยนไปเล่นแดนหลัง เปลี่ยนไปเล่นกองหลัง ฉันเชื่อว่านายมีศักยภาพพอที่จะก้าวขึ้นไปเป็นกองหลังระดับแนวหน้าของฝรั่งเศส หรือแม้กระทั่งของยุโรปได้เลยนะ และนี่ก็คือเหตุผลที่ฉันมาที่นี่!"

"ระดับแนวหน้าของฝรั่งเศส? ระดับแนวหน้าของยุโรป?" แค่สองคำนี้ของเย่ชิว ก็ทำเอาอบิดัลถึงกับมึนตึ้บไปเลย

ตั้งแต่เกิดมาจนอายุ 20 ปี เขาเตะบอลเพราะความชอบมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยมีใครมาบอกเขาเลยว่า เขาสามารถก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะระดับแนวหน้าของฝรั่งเศสได้ แม้ผลงานในลีกสมัครเล่นของเขาจะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่คนส่วนใหญ่ก็คิดว่า อย่างเก่งเขาก็คงได้เป็นแค่ตัวสำรองในสโมสรอาชีพระดับล่างๆ โดยอาศัยสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งเท่านั้น

แต่ตอนนี้ ผู้จัดการทีมของอาแจ็กซ์กลับมาบอกเขาว่า เขาสามารถเป็นนักเตะระดับแนวหน้าของฝรั่งเศส เป็นนักเตะระดับแนวหน้าของยุโรปได้

มึนตึ้บ มึนตึ้บไปหมดแล้ว!

"ฉันรู้ว่านายคงไม่อยากจะเชื่อ แต่มีนักเตะหลายคนนะ ที่ไม่สามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ก็เลยต้องถูกกลืนหายไปตลอดกาล!" เย่ชิวไม่ได้รีบร้อนที่จะเกลี้ยกล่อมอบิดัล แต่กลับดูใจเย็นมาก "นายเคยได้ยินชื่อ ฟาน นิสเตลรอย ของพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ไหม?"

"เคยครับ!" อบิดัลพยักหน้า หมอนี่ทำประตูเป็นกอบเป็นกำในเอเรอดีวีซี จนทีมยักษ์ใหญ่อย่าง แมนยู เรอัล มาดริด และอีกหลายทีมต้องจ้องตาเป็นมัน ในยุโรป ใครที่ติดตามฟุตบอลบ้าง จะไม่เคยได้ยินชื่อเขาได้ยังไง?

"บอกไปนายอาจจะไม่รู้นะ เมื่อก่อนฟาน นิสเตลรอยเคยเล่นตำแหน่งสวีปเปอร์มาก่อน แล้วก็ย้ายมาเล่นเซ็นเตอร์แบ็ก ตามด้วยมิดฟิลด์ตัวรับ จากนั้นก็ขยับมาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง ปีก แล้วสุดท้ายถึงมาจบที่กองหน้า ถึงได้มีฟาน นิสเตลรอยอย่างในทุกวันนี้ และฉันกล้าการันตีได้เลยว่า ถ้าเขาเอาแต่เล่นเซ็นเตอร์แบ็ก ชาตินี้เขาก็คงไม่มีทางก้าวมาถึงจุดนี้ได้หรอก!"

เหตุผลที่เย่ชิวยกตัวอย่างนี้ขึ้นมา ก็เพื่อจะบอกเขาว่า สำหรับนักเตะอาชีพแล้ว ฝีเท้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่การหาตำแหน่งที่ใช่ให้เจอก็สำคัญไม่แพ้กัน

ทุกคนย่อมมีความปรารถนาที่จะโด่งดังอยู่ในใจลึกๆ ทุกคนอยากจะพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้โลกได้เห็น เพียงแต่บางคนอาจจะไม่มีโอกาส แต่บางคนมีโอกาสแล้วคว้าไว้ไม่ได้ มีเพียงคนที่มีโอกาสและคว้ามันไว้ได้เท่านั้น ที่จะสามารถทำความฝันให้เป็นจริงได้

อบิดัลเป็นผู้อพยพผิวสี เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แถบชานเมืองลียง เขาชอบเตะบอล และฝันอยากจะเป็นเหมือนซูเปอร์สตาร์ในทีวี ที่ได้เปล่งประกายเจิดจ้าอยู่บนสนามหญ้า เพียงแต่ที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้รับโอกาสนั้นเลย

แต่ตอนนี้ การปรากฏตัวของเย่ชิว ผู้จัดการทีมบีสองของอาแจ็กซ์ เปรียบเสมือนการที่พระเจ้าเปิดประตูต้อนรับเขา

ประเด็นคือ เขาจะกล้าก้าวเท้าออกไปไหม?

ระหว่างที่อบิดัลกำลังลังเลอยู่นั้น ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากข้างสนาม

"เฮ้ ไอ้หนุ่มนั่น กำลังหลอกล่อนักเตะของเราอยู่หรือเปล่าห๊ะ?"

เย่ชิวหันไปมอง ก็เห็นชายชาวฝรั่งเศสรูปร่างอ้วนท้วนกำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ดูจากสภาพร่างกายแล้ว แค่เดินก็น่าจะเหนื่อยแล้ว การต้องมาวิ่งเหยาะๆ แบบนี้คงแทบขาดใจ

"เอริกเป็นนักเตะที่มีสัญญาผูกมัดกับดูแชร์ของเรา ถ้านายจะพาตัวเขาไป ก็ต้องจ่ายค่าฉีกสัญญามา!" ชายอ้วนพูดอย่างหน้าไม่อาย

เย่ชิวถึงกับงง "ค่าฉีกสัญญา? พวกคุณไม่ใช่ทีมสมัครเล่นหรอกเหรอ?"

"ผิดแล้ว!" ชายอ้วนคำนวณอย่างรวดเร็ว "พวกเราไม่ใช่ทีมสมัครเล่น พวกเราเป็นทีมกึ่งอาชีพ ฉันมีเงินอุดหนุนให้พวกเขา เพราะฉะนั้น การที่เขาเล่นให้ฉันก็ถือเป็นงานพาร์ตไทม์นะเว้ย!"

มือสมัครเล่นกับกึ่งอาชีพ เส้นแบ่งมันค่อนข้างเลือนราง ไม่ว่าจะมีสัญญาหรือไม่ก็ตาม มันก็ยากจะจัดการ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการย้ายทีมข้ามประเทศ

"คุณลุงเบแนม!" อบิดัลเรียกชื่อชายอ้วนด้วยสีหน้าลำบากใจ

"หุบปาก!" เบแนมตวาด "พวกเขาจะพานายไป ก็ต้องจ่ายค่าฉีกสัญญามาสิ ไม่งั้นทีมเล็กๆ อย่างเราจะเอาตัวรอดได้ยังไงล่ะ?"

เย่ชิวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เข้าใจทันที

การบริหารทีมสมัครเล่นในเมืองเล็กๆ แบบนี้ ต้องใช้เงินไม่น้อย และดูจากสภาพของชายอ้วนคนนี้แล้ว ก็คงไม่ใช่พวกเศรษฐีมีเงินถุงเงินถัง น่าจะกำลังขัดสนอยู่พอดี พอได้ยินว่ามีทีมมาขอซื้อตัว ก็เลยรีบฉวยโอกาสเรียกค่าฉีกสัญญา

"หนึ่งแสนดอลลาร์ พาตัวเขาไปได้เลย!" เย่ชิวก็ไม่ได้คิดมาก ถือซะว่าเป็นการทำบุญของอาแจ็กซ์ ช่วยเหลือทีมสมัครเล่นให้รอดพ้นจากวิกฤตการเงินก็แล้วกัน

"หนึ่งแสน?" เบแนมแกล้งทำหน้าดูถูก

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ต่อราคา เย่ชิวก็ส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด "ฉันเป็นแค่ผู้จัดการทีมบีสอง เสนอราคาได้แค่นี้แหละ ถ้าคุณรับไม่ได้ ก็ช่วยไม่ได้แล้วล่ะ!" พูดจบ เขาก็หันไปหาโรลันด์ "ไปกันเถอะ!"

เมื่อเห็นเย่ชิวทำท่าจะเดินหนีจริงๆ อบิดัลก็เริ่มร้อนรน "คุณลุงเบแนม!"

เบแนมเป็นคนดูแลอบิดัลมาตั้งแต่เด็ก และเขาก็เป็นห่วงอนาคตของอบิดัลเช่นกัน พอเห็นเย่ชิวจะเดินหนี เขาก็รีบตะโกนไล่หลังว่า "ก็ได้ๆ แสนนึงก็แสนนึง มีดีกว่าไม่มีล่ะวะ!"

เย่ชิวหันไปขยิบตาให้โรลันด์ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาด้วยรอยยิ้ม เขาจำได้ว่าตอนที่โมนาโกมาดึงตัวอบิดัลไปจากที่นี่ พวกเขาจ่ายไปตั้งสองแสนห้าหมื่นดอลลาร์เชียวนะ ถ้าคิดดูแล้ว...

"ถ้าตกลงตามนี้ เราก็มาเซ็นสัญญากันเลยดีกว่า เดี๋ยวฉันจะโทรไปที่อัมสเตอร์ดัม รับรองว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะโอนเข้าบัญชีคุณไม่ขาดตกบกพร่องแน่!" เย่ชิวตัดสินใจจัดการเรื่องนี้ให้จบอย่างรวดเร็ว

"ไม่ต้องทำสัญญาหรอกน่า พานายไปจัดการสัญญากับเขาเลยเถอะ!" เบแนมถอนหายใจราวกับว่าตัวเองขาดทุนป่นปี้ แต่จู่ๆ เขาก็เกิดมีแรงฮึดขึ้นมาอีกครั้ง "อ้อ คุณผู้จัดการทีมจากอาแจ็กซ์ ฉันยังมีนักเตะฝีเท้าดีอีกคนนะ ชื่อแพต สนใจจะไปดูไหมล่ะ? ห้าแสนดอลลาร์ ขาดตัว เอาไปเลย!"

เย่ชิวถึงกับเหงื่อตก นี่กะจะเปลี่ยนอาชีพมาเป็นพ่อค้ามนุษย์จริงๆ ใช่ไหมเนี่ย?

หลังจากสลัดหลุดจากการตื๊อของเบแนม เย่ชิวก็ตกลงกับอบิดัลว่า ทันทีที่เขาไปถึงอาแจ็กซ์และเซ็นสัญญาเสร็จ เงินหนึ่งแสนดอลลาร์ก็จะถูกโอนให้เบแนมทันที แต่อบิดัลก็ไม่ได้กังวลใจหรอก เพราะระดับอาแจ็กซ์คงไม่เบี้ยวเงินเขาแน่

และเนื่องจากอบิดัลเล่นอยู่ในทีมสมัครเล่น จึงไม่มีปัญหาเรื่องตลาดซื้อขายนักเตะ เขาสามารถลงแข่งให้อาแจ็กซ์ได้ทันที แต่เขาต้องขอกลับไปบอกกล่าวกับที่บ้านก่อน และรับปากว่าจะไปรายงานตัวที่ศูนย์ฝึกซ้อมของอาแจ็กซ์ในเช้าวันจันทร์อย่างแน่นอน

เมื่อจัดการเรื่องนี้เสร็จ เย่ชิวก็เบาใจไปเปราะหนึ่ง

ความจริงแล้วเขาตั้งใจจะไปตามหาแฟรงก์ ริเบรีด้วยซ้ำ แต่หลายปีมานี้หมอนั่นย้ายทีมบ่อยมาก จนไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ทีมไหนแล้ว คงต้องรอโอกาสหน้าค่อยค่อยตามหาเอาทีหลัง

แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ การกระทำของเขาในครั้งนี้ กลับไปเหยียบตาปลาของแฟรงก์อีกคนเข้าให้แล้ว

ผู้จัดการฝ่ายกีฬาที่มีอิทธิพลอย่างมากในวงการฟุตบอลดัตช์!

…………

…………

แฟรงก์ อาร์เนเซน เป็นคนที่มีความเย่อหยิ่งมาก แม้ประวัติการค้าแข้งของเขาจะไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการฝ่ายกีฬาระดับแนวหน้าของยุโรป และเขาก็มักจะยึดมั่นในหลักการที่ว่า ใครที่เก่งกว่า ก็ควรจะมีอำนาจมากกว่า

บางที นี่อาจจะเป็นความกระหายอำนาจและความต้องการที่จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจเขาก็เป็นได้

แต่เขาก็มีผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความเก่งกาจและวิสัยทัศน์อันเฉียบแหลมของเขา

ในปี 1994 เขาไปเจอกับเด็กหนุ่มชาวบราซิลคนหนึ่ง ที่มีรูปร่างหน้าตาธรรมดาๆ ฟันเหยิน แถมฟันหน้ายังยื่นออกมาจนน่าเกลียด ผมก็ฟูฟ่องพันกันยุ่งเหยิงราวกับรังนก ดูสกปรกมอมแมม เป็นภาพลักษณ์ของเด็กยากจนที่มาจากสลัมในริโอเดจาเนโรโดยแท้

แต่ด้วยคำแนะนำของเขา เอเยนต์ของเด็กคนนั้นยอมจ่ายเงิน 5,000 ดอลลาร์เพื่อดัดฟัน ตัดผมให้เรียบร้อย และปรับเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวใหม่ หลังจบฟุตบอลโลก เด็กคนนั้นก็ย้ายมาร่วมทีมพีเอสวี ไอนด์โฮเฟนที่อาร์เนเซนทำงานอยู่ ด้วยค่าตัว 4.7 ล้านดอลลาร์ จากนั้นเขาก็โด่งดังเป็นพลุแตก และในอีกสองปีต่อมา เขาก็ย้ายไปบาร์เซโลนาด้วยค่าตัว 19.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทำลายสถิติโลกในตอนนั้น และเขาก็กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ที่เจิดจรัสที่สุดในวงการฟุตบอล

เขาคนนั้นก็คือ โรนัลโด!

นี่คือความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของอาร์เนเซน แต่ผลงานชิ้นเอกของเขาไม่ได้มีแค่โรนัลโดเท่านั้น ยังมีสตัม ที่อาร์เนเซนดึงตัวมาจากวิลเลม ทเว และสามปีต่อมาก็ขายให้แมนยูไนเต็ดด้วยราคาสูงลิ่ว และเมื่อปีที่แล้ว เขาก็เพิ่งดึงตัวฟาน นิสเตลรอย กองหน้าที่ไม่มีใครรู้จักจากฮีเรนวีนมาร่วมทีม และเพียงแค่ฤดูกาลเดียว ฟาน นิสเตลรอยก็ยิงไปถึง 31 ประตูจาก 34 นัด กลายเป็นหนึ่งในดาวยิงที่น่าจับตามองที่สุดในยุโรป

ผลงานทั้งหมดนี้ ทำให้อาร์เนเซนรู้สึกภาคภูมิใจ และทำให้ชื่อเสียงของเขาในวงการฟุตบอลยุโรปพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เขาเริ่มหลงระเริงคิดไปว่า นักเตะทุกคนที่เขาหมายตาไว้ จะต้องยอมศิโรราบต่อเขา

เมื่อไม่นานมานี้ เครือข่ายแมวมองของเขาได้ส่งรายงานเกี่ยวกับกองหน้าคนหนึ่งในทีมเยาวชนของเดอ กราฟสคัปที่เมืองดูตินเคมใกล้ๆ กับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน พวกเขาประเมินกองหน้าคนนี้ไว้สูงมาก และเชื่อว่าเขาจะเป็น นิว ฟาน นิสเตลรอย ของวงการฟุตบอลดัตช์

ฟาน นิสเตลรอย เป็นนักเตะที่อาร์เนเซนเป็นคนดึงตัวมาจากฮีเรนวีนด้วยตัวเอง เขาจึงรู้ซึ้งถึงความสามารถของฟาน นิสเตลรอยเป็นอย่างดี และรู้ว่าตอนนี้ฟาน นิสเตลรอยมีมูลค่ามหาศาลแค่ไหน เมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งจะประกาศกร้าวออกสื่อไปว่า ถ้าอยากได้ตัวฟาน นิสเตลรอยล่ะก็ ถ้าไม่มีเงิน 20 ล้านดอลลาร์ ก็ไม่ต้องมาคุยกับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟนเลย ลองคิดดูสิว่ามูลค่าของ นิว ฟาน นิสเตลรอย จะมหาศาลขนาดไหน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การบริหารงานของอาร์เนเซนที่พีเอสวี ไอนด์โฮเฟนนั้นยอดเยี่ยมมาก การซื้อนักเตะดาวรุ่งมาในราคาถูก แล้วนำมาปั้นให้เก่ง ก่อนจะขายออกไปในราคาสูงลิ่ว ไม่เพียงแต่ทำให้พีเอสวี ไอนด์โฮเฟนมีความแข็งแกร่งในการแข่งขันเอเรอดีวีซีมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้สโมสรฟันกำไรเละเทะ จนสถานะทางการเงินมีความมั่นคงสุดๆ

แน่นอนว่า การมีกลุ่มบริษัทฟิลิปส์คอยหนุนหลัง พีเอสวี ไอนด์โฮเฟนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินอยู่แล้ว แต่อาร์เนเซนก็ยังคงภูมิใจในผลงานของตัวเองอยู่ดี

ทว่า ในขณะที่เขากำลังเตรียมจะลงมือคว้าตัวฮุนเตลาร์ เขากลับได้รับข่าวร้าย

ฮุนเตลาร์ พร้อมด้วยพ่อแม่ของเขา ได้เดินทางไปที่เดอ โทคอมสต์ในอัมสเตอร์ดัม และได้รับการต้อนรับจากเย่ชิว ผู้จัดการทีมบีสองของอาแจ็กซ์ ทั้งสองฝ่ายได้เซ็นสัญญาอาชีพเป็นเวลา 4 ปีเรียบร้อยแล้ว ฮุนเตลาร์จึงกลายเป็นนักเตะของอาแจ็กซ์อย่างเป็นทางการ

ข่าวนี้ทำเอาอาร์เนเซนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ!

"เย่ชิว?" อาร์เนเซนไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาแจ็กซ์มีไอ้หมอนี่โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ ไอ้หมอนี่มันบังอาจมาขัดขวางแผนการของเขา!

สำหรับอาร์เนเซนแล้ว ฮุนเตลาร์อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เขารู้สึกเหมือนถูกหยามหน้า เพราะดูตินเคมนั้นอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกของเขา และฮุนเตลาร์ก็เป็นคนที่เขาเล็งเอาไว้แล้ว การถูกแย่งชิงไปแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการโดนล้วงคองูเห่า ซึ่งเขาไม่อาจยอมรับได้

"คอยดูเถอะ แกจะต้องชดใช้!" อาร์เนเซนจดจำชื่อที่เรียกยากๆ ของศัตรูคนนี้ไว้ในใจอย่างฝังแน่น

จบบทที่ บทที่ 14 - ดาวเด่นในทีมสมัครเล่น

คัดลอกลิงก์แล้ว