- หน้าแรก
- ฝึกเซียนสำนักพี่ ฟรีทุกอย่าง
- ตอนที่ 32 กองทัพสำนักหลิงเซียว!
ตอนที่ 32 กองทัพสำนักหลิงเซียว!
ตอนที่ 32 กองทัพสำนักหลิงเซียว!
ตอนที่ 32 กองทัพสำนักหลิงเซียว!
"ท่านอาจารย์ ท่านมีพลังฝีมือสอดคล้องกับสวรรค์ ใช่ว่ามีวิธีช่วยเหลือนางหรือไม่?"
เมื่อมองดูสภาพอันน่าเวทนาของเด็กสาว เซียวหลิงซีก็เกิดความไม่ยินยอมพร้อมใจ จึงเอ่ยถามขึ้น
"ภายในสำนักเทียนเต้า ข้าสามารถกดข่มเปลวเพลิงมารในร่างกายได้ ทว่าเมื่อออกไปภายนอกสำนักเทียนเต้า แม้แต่ข้า ก็ไม่มีวิธี" ซูไป๋ส่ายหน้ากล่าว
"หรือว่า นางทำได้เพียงนอนรอความตายเท่านั้น?"
เมื่อได้ยินวาจาของซูไป๋ บนใบหน้าของทุกคนก็ปรากฏความหมองหม่นสายหนึ่ง ในใจเกิดความโศกเศร้าเงียบๆ
"ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว หากนางสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างฐานรากได้ก่อนอายุสิบแปดปี ก่อสร้างแท่นเต๋าเทวมาร ก็จะสามารถกดข่มเปลวเพลิงมารในร่างกายของนางได้ ผ่านพ้นเคราะห์ภัยในครานี้ไปได้" ซูไป๋กล่าว
"เช่นนั้นท่านอาจารย์ นางห่างจากอายุสิบแปดปี อีกนานเท่าใด?" จูเก๋อเฟิงถามด้วยเสียงเบา
"ยังเหลือเวลาอีกสองปี" ซูไป๋มองดูข้อมูลของเด็กสาวตรงหน้า
นาม มู่หลิงเซียน
อายุ สิบหก
ตบะความเพียร มนุษย์ธรรมดา
กายา กายาเทวมาร
ทุกคนเมื่อฟังจบ ต่างก็รู้สึกถึงความอึดอัดใจขึ้นมาช่วงเวลาหนึ่ง
สองปีสร้างฐานราก........
ช่างเป็นเรื่องเล่าที่เหลวไหลยิ่งนัก!
เป็นเรื่องราวที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิงที่จะกระทำให้สำเร็จ!
ทว่า.......
เซียวหลิงซีกล่าวว่า "หากให้นางกราบเข้าสำนักเทียนเต้า ฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนของสำนักเทียนเต้า จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างฐานรากในสองปี?"
"ข้าฝึกฝนยังคงไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็ใกล้จะก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมปราณระดับห้าแล้ว สองปีสร้างฐานราก ใช่ว่าไม่มีความหวัง!" จูเก๋อเฟิงก็แววตาเป็นประกายขึ้นมาเช่นกัน
ทว่าซูไป๋กลับส่ายหน้า เพราะว่า การคิดจะเข้าสู่สำนัก ความจงรักภักดีต่อสำนักต้องอยู่ที่หกสิบขึ้นไป!
ส่วนมู่หลิงเซียนผู้นี้ ความจงรักภักดีกลับเป็นศูนย์!
ไม่เข้าใจในสำนักเทียนเต้าเลยแม้แต่น้อย จะมีคำกล่าวเรื่องความจงรักภักดีมาจากที่ใดได้?
"จูเก๋อเฟิง เซียวเหยียน พวกเจ้าฝึกฝนต่อไป หลิงซี ชิงเหยา พวกเจ้าไปปลอบโยนนางสักหน่อยเถิด นางควรจะได้รับความกระทบกระเทือนมา"
"อีกประการหนึ่ง อย่าได้นำเรื่องกายาเทวมารและเรื่องที่นางสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงสองปีไปบอกแก่นาง" ซูไป๋สั่งการ
"ขอรับ/ค่ะ ท่านอาจารย์!" ทั้งสองคนพยักหน้า จากนั้นจึงเดินก้าวไปข้างหน้า คิดจะปลอบโยนมู่หลิงเซียน
"พวกเจ้า..... พวกเจ้าเป็นใคร?!" มู่หลิงเซียนเมื่อเห็นเซียวหลิงซีและเย่ชิงเหยาทั้งสองคน ก็อุทานขึ้นมาทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
"พวกเจ้าอย่าได้ตื่นตระหนก ที่แห่งนี้ไม่มีความอันตรายแล้ว" เซียวหลิงซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
...........
ช่วงเวลาต่อมา อารมณ์ของมู่หลิงเซียนก็สงบลงแล้ว เพียงแต่ยังคงไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะสัมผัสติดต่อกับผู้ใด
เซียวหลิงซีไปพบซูไป๋ รายงานสถานการณ์บางประการ
"ท่านอาจารย์ ศิษย์ได้เข้าใจถึงสถานการณ์บางประการของนางแล้ว"
"นางมีนามว่ามู่หลิงเซียน เป็นผู้คนจากเมืองชิงอวิ๋นที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ ในครั้งนี้เดินทางมาพร้อมกับสมาคมการค้าเพื่อมาซื้อโอสถยังเมืองอวิ๋นสุ่ย ทว่ากลับถูกกลุ่มโจรโจมตี สมาคมการค้าทั้งหมดนอกจากนางแล้วล้วนย่อยยับสิ้น"
"อีกประการหนึ่ง เป็นเพราะเปลวเพลิงมารในร่างกายของนางไม่สามารถควบคุมได้ มักจะระเบิดออกมาโดยไม่ได้คาดคิดอยู่บ่อยครั้ง ดังนี้ นางจึงไม่กล้าสัมผัสติดต่อกับผู้ใด......"
เมื่อฟังการบอกเล่าของเซียวหลิงซี ซูไป๋ก็หลับตาทั้งสองข้างลงอย่างช้าๆ ตกอยู่ในความครุ่นคิด
ความจงรักภักดีต่อสำนัก 20
เป็นเพราะการปลอบโยนของเซียวหลิงซีและเย่ชิงเหยา อารมณ์ของมู่หลิงเซียนจึงสงบลง อาจเป็นเพราะได้ช่วยชีวิตนางไว้ ดังนี้ความจงรักภักดีต่อสำนักของนางจึงเพิ่มพูนขึ้นมาบ้าง
เพียงแต่ ห่างจากเกณฑ์การรับศิษย์ ยี่คงขาดไปไม่น้อย!
สำนักเทียนเต้ารับสมัครศิษย์ ไม่มองดูตบะความเพียร ไม่มองดูรากปราณ ไม่มองดูชาติกำเนิดว่ายากดีมีจน มีเพียงเงื่อนไขเดียวเท่านั้น!
ความจงรักภักดีต่อสำนักไม่เพียงพอ แม้ว่าซูไป๋จะมีความคิดนี้ ก็ย่อมไม่ได้เด็ดขาด!
นี่คือเส้นแบ่งล่างสุด!
...........
เมืองอวิ๋นสุ่ย งานชุมนุมร้อยสำนัก
ที่แห่งนี้ยังคงมีผู้คนล้นหลาม ผู้คนต่างคิดจะกราบเข้าสำนักเซียน เพียงแต่ จำนวนป้ายชื่อของสำนักกลับลดน้อยลงไปเกินกว่าหนึ่งเท่าตัว
"เอ๊ะ เหตุใดสำนักจึงลดน้อยลงไปถึงเพียงนี้? ป้ายชื่อของสำนักหลิงเซียวก็ไม่มีแล้ว หรือว่าพวกเขาไม่ได้เปิดรับสมัครศิษย์ในเมืองอวิ๋นสุ่ยแล้ว?" มีผู้คนสงสัย
"เจ้ายังคงไม่ทราบ? ภายนอกเมืองอวิ๋นสุ่ยของพวกเรามีสำนักเทียนเต้าปรากฏขึ้นมา มาถึงก็เกือบจะทำลายล้างสำนักหลิงหลาง ทั้งยังล่วงเกินสำนักหลิงเซียว ยามนี้สำนักหลิงเซียวได้ออกประกาศแจ้งความนานแล้ว ว่าจะไม่รับสมัครผู้คนจากเมืองอวิ๋นสุ่ยของพวกเราอีกต่อไป!"
"หา? ยังคงมีเรื่องราวเช่นนี้ด้วย? ทว่านั่นก็ไม่ควรจะลดน้อยลงไปเกินครึ่งกระมัง? สำนักอื่นๆ เล่า?"
"เจ้านี่โง่เง่าจริง สำนักตั้งเท่าใดที่เป็นลูกน้องของสำนักหลิงเซียวหรือคิดจะประจบเอาใจสำนักหลิงเซียว สำนักหลิงเซียวเอ่ยวาจาออกมาแล้ว ย่อมมีสำนักจำนวนมากที่ไม่เปิดรับสมัครศิษย์ในเมืองอวิ๋นสุ่ยแล้ว!"
"พับผ่าสิ ข้าอุตส่าห์รวบรวมเงินเงินได้หลายร้อยตำลึงอย่างยากลำบาก ยังคงคิดจะเข้าร่วมสำนักหลิงเซียวอยู่เลย!"
"เจ้าสำนักเทียนเต้าผู้นี้แข็งแกร่งก็จริงอยู่ แต่ใครใช้ให้เขาไปล่วงเกินสำนักหลิงเซียว ทั้งยังคงส่งผลให้เมืองอวิ๋นสุ่ยของพวกเราต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย
กลุ่มคนวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ เห็นชัดว่าต่อสถานการณ์ของเมืองอวิ๋นสุ่ยแล้วไม่ได้มองในแง่ดีเลย
และในเวลานี้เอง ทันใดนั้น แสงแดดก็ถูกบดบัง กลิ่นอายพลังอันน่ากลัวอย่างถึงที่สุดสายหนึ่ง ม้วนตัวลงมาจากเส้นขอบฟ้า
"ครืน ครืน!"
เงาขนาดใหญ่ปกคลุมไปทั่วทั้งลานกว้าง คนทั้งหลายเงยหน้าขึ้น ต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึกทันที
รถศึกโบราณคันหนึ่ง ขวางกั้นอยู่บนท้องฟ้าอันกว้างไกล ปลดปล่อยความดุร้ายอันยิ่งใหญ่ ทำให้ทุกคนเกิดความหวาดกลัว
บนรถศึก มีร่างสามสายยืนตระหง่านอยู่ ความน่าเกรงขามอันยิ่งใหญ่ของพวกมัน ทำเอาฟ้าดินต้องสั่นสะท้าน
ด้านหลังรถศึก มีเรือเหาะขนาดใหญ่มากกว่าสิบสี่ลำติดตามมา บนเรือเหาะแต่ละลำ มีผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนนับไม่ถ้วนยืนอยู่ กลิ่นอายพลังพุ่งทะยานสู่ฟ้า!
ไม่ว่าจะเป็นบนรถศึก หรือบนเรือเหาะ ต่างก็มีธงผืนใหญ่แขวนอยู่ ผืนธงโบกสะบัดตามลม
บนผืนธงมีลวดลายจุดวงกลมสีแดงสลักไว้ ภายในจุดวงกลม ยังคงมีอักษรคำว่าหลิงเซียวสลักอยู่
"เป็น....... เป็นผู้คนจากสำนักหลิงเซียว!"
"สวรรค์ของข้า ท่านเซียนหลายพันคน นี่....... ช่างเป็นการลงมือที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน?!"
"น่ากลัวเกินไปแล้ว สำนักหลิงเซียวคิดจะกระทำสิ่งใด?"
ผู้คนทั่วทั้งเมืองอวิ๋นสุ่ยต่างเงยหน้าขึ้นมอง หัวใจดวงหนึ่งเต้นระทึกอย่างรุนแรง ตกตะลึงจนตาค้าง
เพียงแค่อาศัยความน่าเกรงขามในส่วนนี้ ก็เพียงพอที่จะสั่นประสาทขุมกำลังส่วนใหญ่ในโลกหล้าได้ ทำให้พวกมันไม่กล้าเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้า!
นี่คือขุมกำลังห้าร้อยอันดับแรกของพันธมิตรเซียน!
ในเวลานี้เอง บนรถศึกโบราณคันนั้น ชายชราผู้หนึ่งพลันลืมตาทั้งสองข้างขึ้น ในชั่วพริบตา ห้วงมิติก็เกิดการสั่นสะเทือน
"ลอย!"
เขาใช้มือโบกสะบัด ยอดเขาแห่งหนึ่งภายนอกเมืองอวิ๋นสุ่ยพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน สุดท้ายลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าอันกว้างไกล ถูกเขาใช้มือข้างหนึ่งค้ำยันไว้
"ซี้ด~"
ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก
มือยกขุนเขา นี่คือมหาอิทธิฤทธิ์ระดับใดกัน?!
"สวรรค์! ชายชราผู้นั้น เป็น...... เป็นหยวนเจินเหริน ผู้อาวุโสศาลาบังคับกฎของสำนักหลิงเซียว!"
"ได้ยินมาว่าผู้อาวุโสของสำนักหลิงเซียวล้วนมีตบะขั้นจินตาน น่ากลัวถึงเพียงนี้!"
"ในตำนานกล่าวว่าท่านจินตานสามารถย้ายขุนเขาถมทะเลได้ ที่แท้เป็นเรื่องจริง!"
"เช่นนั้นอีกสองคนที่สามารถนั่งเสมอภาคกับท่านจินตานได้ หรือว่า......."
"ซี้ด!"
ผู้คนสูดลมหายใจเข้าลึก ปรากฏสีหน้าตื่นตระหนกตกใจอย่างถึงที่สุด ในใจบังเกิดความยำเกรงอันไม่มีที่สิ้นสุดขึ้นมา
"ตัวข้าผู้เป็นเจินเหรินรับคำสั่งจากเจ้าสำนัก ให้มาล้างบางสำนักเทียนเต้า ผู้ที่ล่วงเกินสำนักหลิงเซียว จะไม่ละเว้นแม้แต่ไก่หรือสุนัข!"
หยวนเจินเหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ วาจาดังก้องไปทั่วเส้นขอบฟ้า ราวกับอสนีบาตระเบิดออก ดังก้องไปทั้งสี่ทิศ
จากนั้น เขาใช้มือโบกสะบัด ขุนเขาบนท้องฟ้าอันกว้างไกลก็กดข่มไปยังทิศทางของยอดเขาสำนักเทียนเต้า
ขุนเขาแห่งหนึ่งตกลงมาจากสรวงสวรรค์ ความน่าเกรงขามอันน่ากลัวนั้น ทำให้ทุกคนที่ได้ร่วมเป็นพยานในภาพเหตุการณ์นี้ต่างรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ!
กลุ่มคนของเมืองอวิ๋นสุ่ย ต่างมองไปยังทิศทางที่ขุนเขากดข่มลงไป อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นเบาๆ วาจาหนึ่ง
"สำนักเทียนเต้า จบสิ้นแล้ว!"
...