- หน้าแรก
- บ่าวอัจฉริยะ ข้าจะไปสอบจอหงวนแทนนายน้อยเอง
- ตอนที่ 17 ความตกตะลึงของฮูหยินเฒ่าสวี
ตอนที่ 17 ความตกตะลึงของฮูหยินเฒ่าสวี
ตอนที่ 17 ความตกตะลึงของฮูหยินเฒ่าสวี
ตอนที่ 17 ความตกตะลึงของฮูหยินเฒ่าสวี
เมื่อสวีฮูหยินหันกลับไป ก็เห็นแม่สามีของตนเองกำลังค้ำไม้เท้า เดินเข้ามาในประตูด้วยท่าทางดุดัน
“ท่านแม่ เหตุใดท่านจึงกลับมาแล้วเล่า”
ใบหน้าของฮูหยินเฒ่าสวีเต็มไปด้วยความโกรธและความกังวล นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงห้าวและดังว่า
“ข้าเพิ่งจากไปได้เพียงสองวัน เจ้าก็มาหาเรื่องหลานชายของข้า หากข้าจากไปนานกว่านี้อีกไม่กี่วัน หลานชายของข้าไม่ถูกเจ้าตีตายไปแล้วหรือ”
นางเคาะไม้เท้าเสียงดัง “ปัง ปัง ปัง”
“เหวินเอ๋อร์เล่า หลานชายคนโตของข้าเล่า หลานชายคนโตที่น่าสงสารของข้าเอย ถูกทำให้ตกใจจนหนีไปที่ใดอีกแล้ว
คราวก่อนที่ล้มจนขาเจ็บก็เพื่อหลบเจ้า เจ้ายังกล้ามาทำให้เขาตกใจอีก หากหลานชายคนโตของข้าเป็นอะไรไป ข้าไม่ละเว้นเจ้าแน่”
ฮูหยินเฒ่าสวีกล่าวด้วยความโกรธเต็มใบหน้า พลางค้ำไม้เท้าสาวเท้าเดินอย่างรวดเร็วเข้าไปด้านใน
“หลานรักอย่ากลัว ย่ามาแล้ว”
สวีฮูหยินมองดูท่าทางของแม่สามี ในใจก็ทอดถอนหายใจออกมาอย่างเงียบๆ
ท่าทางเกเรของบุตรชายตนเองนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะแม่สามีของตนให้ความท้ายอย่างไม่มีขอบเขต
แต่เมื่อเห็นท่าทางโซเซของฮูหยินเฒ่าสวี ก็เกรงว่านางจะล้มลงไป หากเป็นเช่นนั้นตนเองจะต้องถูกสามีตำหนิ จึงรีบเข้าไปประคอง พลางกล่าวว่า
“ท่านแม่ ท่านอย่ารีบร้อน เหวินเอ๋อร์กำลังทบทวนบทเรียนอยู่ที่ห้องหนังสือ ข้าชื่นชมเขาแทบไม่ทัน จะตีเขาได้อย่างไร”
ฮูหยินเฒ่าสวีชะงักฝีเท้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจและสงสัย
“อะไรนะ เจ้าพูดอีกรอบหนึ่ง ข้าหูไม่ค่อยดี.....”
สวีฮูหยินประคองแม่สามีของตน เอ่ยข้างหูอีกครั้งว่า
“เหวินเอ๋อร์ ตอนนี้มีความก้าวหน้าแล้ว เช้าวันนี้ก็ไปสถานศึกษาของตระกูล บ่ายก็ไปอีก พอกลับมา ก็มุ่งหน้าเข้าห้องหนังสือเพื่อทบทวนบทเรียนทันที”
น้ำเสียงของนางยังมีร่องรอยของการร้องไห้ รีบใช้ผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมแท้ปักลายดอกเหมยเช็ดน้ำตาที่หางตา
ในเวลานี้ มีเสียงเด็กหญิงที่เจือแววไร้เดียงสาเล็กน้อยดังขึ้นจากหน้าประตู
“ท่านย่า ท่านแม่ เหตุใดพวกท่านจึงมากันหมดเล่า”
ที่แท้เป็นคุณหนูรองสวี สวีหว่านหรูมาถึง วันนี้ที่สถานศึกษาของตระกูลเมื่อเห็นน้องชายร่วมอุทรของตน นางทั้งตกใจและดีใจ
เมื่อกลับมาถึงบ้านคิดว่าน้องชายจะยอมเรียนหนังสือเสียที จึงรีบหาพู่กันและจานฝนหมึกที่หาได้ยากมามอบให้
ไม่คิดว่าจะได้พบมารดาและท่านย่าที่นี่
“หรูเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงมา” สวีฮูหยินเอ่ยถาม
คุณหนูรองสวีรีบทำความเคารพแล้วตอบว่า
“วันนี้ลูกเห็นน้องชายที่สถานศึกษาของตระกูล ท่านอาจารย์หวังยังเอ่ยปากชมเขา ลูกดีใจแทนน้องชาย จึงคิดจะนำหมึกฮุยและพู่กันหูมามอบให้น้องชาย”
หญิงเฒ่าเพิ่งได้ยินสิ่งที่สะใภ้พูด ก็ยังมีความรู้สึกเลื่อนลอยและไม่เชื่ออยู่บ้าง คราวนี้หลานสาวพูดเช่นนี้ด้วย ทั้งยังบอกว่าหลานชายของตนได้รับคำชมจากท่านอาจารย์หวัง
“ท่านอาจารย์หวัง หรือก็คือท่านอาจารย์หวังเหรินซิน ผู้ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือว่า ‘อักษรวิจิตรเลิศภพจบแดน บทกวีใหม่ใต้หล้าแซ่ซ้อง’ ท่านนั้นหรือ”
“เรียนท่านย่า ใช่แล้ว วันนี้น้องชายเรียนกับท่านอาจารย์หวังพอดี”
“ท่านอาจารย์หวังเที่ยงธรรมและไม่ประจบสอพลอที่สุด เขายกย่องชมเชยเหวินเอ๋อร์จริงหรือ”
ใบหน้าของคุณหนูรองสวีเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “เรียนท่านย่า ใช่แล้ว หว่านหรูได้ยินอาจารย์ชมตัวน้องชายกับตา ‘ศิลาหยาบในวันวานกลายเป็นหยกในวันนี้ ความเพียรศึกษาในวันนี้เปลี่ยนเป็นรูปโฉมใหม่’”
“ศิลาหยาบกลายเป็นหยก ดี ดี ดี” ฮูหยินเฒ่าสวีกล่าวคำว่าดีติดต่อกันหลายครั้ง ดวงตาก็เริ่มแดงก่ำขึ้นมา
คุณหนูรองสวีกล่าวต่อไปว่า “ลูกได้ยินมาว่า การเปลี่ยนแปลงของน้องชาย ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้เด็กรับใช้ข้างกายคนหนึ่ง”
สวีฮูหยินได้ยินท่านอาจารย์หวังชมเชยบุตรชาย ก็ดีใจจนเนื้อเต้น น้ำตาจะไหลออกมาอีกครั้ง
นางเติบโตมาในหมู่บุรุษตั้งแต่เด็ก ชอบรำดาบจับทวน แต่กลับเป็นคนเจ้าน้ำตาที่สุด ไม่ว่าจะถูกตำหนิหรือตื้นตันใจ ก็ล้วนหลั่งน้ำตาได้ง่าย
เมื่อได้ยินบุตรสาวพูดถึงเด็กรับใช้ จึงกล่าวซ้ำๆ ว่า
“ใช่ ใช่ ใช่ เด็กรับใช้คนนี้เป็นบุตรชายของตระกูลเย่ในบ้าน หลังจากเขามาแล้ว เหวินเอ๋อร์ก็เปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ”
ฮูหยินเฒ่าสวีฟังแล้ว ยิ่งมีความตื่นเต้น เคาะไม้เท้าติดต่อกัน อยากจะพบหลานรักของตนในทันที
เมื่อคนทั้งสามเดินมาถึงหน้าห้องหนังสือ ผลักประตูออกเบาๆ ก็เห็นเพียงเงาร่างอ้วนท้วนที่คุ้นเคยนั่งอยู่ข้างโต๊ะริมหน้าต่าง คนผู้นั้นนั่งหลังตรง ในมือถือพู่กัน กำลังตวัดพู่กันเขียนอย่างรวดเร็วบนกระดาษเซวียน
คนผู้นี้ก็คือแก้วตาดวงใจของนายหญิงตระกูลสวีทั้งสองคน สวีปิ่งเหวินนั่นเอง
ฮูหยินเฒ่าสวีเห็นภาพนี้ ก็รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังฝันหวานอยู่
นางรักใคร่หลานชายของตนอย่างมืดบอด แต่มีผู้ใหญ่คนใดไม่หวังให้ลูกหลานของตนประสบความสำเร็จ นางปรารถนายิ่งกว่าผู้ใด ฝันถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ
การไปไหว้พระในคราวนี้นั้น ก็เพื่ออนาคตของบุตรหลานทั้งสิ้น
“พระโพธิสัตว์คุ้มครอง พระโพธิสัตว์คุ้มครอง”
คุณชายน้อยสวีตั้งใจฟังบทเรียนในช่วงบ่าย ทั้งยังตั้งใจไปถามคำศัพท์บางคำจากท่านอาจารย์ จะรอคอยข้อตกลงที่จะเขียนร่วมกับคุณชายน้อยเสิ่นในวันพรุ่งนี้ได้อย่างไร เมื่อกลับมาจึงให้เย่หมิงอยู่เป็นเพื่อนแล้วเริ่มเขียนทันที
ในใจของเขามั่นใจว่า เจ้าลิงเสิ่นตัวนั้นจะต้องแอบเขียนอยู่ที่บ้านอย่างแน่นอน
ทั้งสองคนในอดีตไม่ว่าจะเล่นอะไรก็ต้องดวลกันให้รู้ผลแพ้ชนะ คราวนี้การเขียนหนังสือก็คงเป็นเช่นเดียวกัน
ทว่าทั้งสองคนแบ่งหน้าที่กันไว้แล้ว คนหนึ่งเขียนส่วนหนึ่ง แล้วนำมารวมกัน ดังนั้นจึงไม่มีการเขียนซ้ำกันจนเสียเวลาเปล่า
เย่หมิงมีประสาทการรับฟังที่ว่องไวกว่าคุณชายน้อยสวี ได้ยินบทสนทนาในลานบ้านตั้งนานแล้ว เมื่อเห็นบุคคลสำคัญของตระกูลสวีหลายคนที่เขาจำเป็นต้องสร้างความประทับใจเดินเข้ามา จึงรีบทำความเคารพ
คุณชายน้อยสวีก็เห็นคนที่มา รีบวางพู่กันแล้ววิ่งไปหาฮูหยินเฒ่าสวีทันที
“ท่านย่า เหตุใดท่านจึงกลับมาแล้ว ไม่แจ้งให้หลานทราบจะได้ไปรับท่าน”
“หลานรักของย่าเอย” ฮูหยินเฒ่าสวีกอดศีรษะของคุณชายน้อยสวี รักใคร่อย่างที่สุด ดูซิว่าหลานของนางฉลาดและกตัญญูเพียงใด
“หลานรักของย่า เจ้ากำลังทบทวนบทเรียนอยู่หรือ”
“เรียนท่านย่า หลานกำลังเขียนหนังสืออยู่ขอรับ” คุณชายน้อยสวีรีบปกปิดสิ่งที่ตนเองเขียน
“ตอนนี้ยังให้พวกท่านดูไม่ได้ รอให้ข้ากับเจ้าลิงเสิ่นเขียนเสร็จแล้ว ค่อยให้ท่านย่าและท่านแม่ดู”
“เขียนหนังสือ เจ้าหรือ” สวีฮูหยินคิดว่าตนเองหูฝาด บุตรชายของตนเมื่อวานเพิ่งเขียนอักษร เช้าวันนี้ไปเรียน ตอนเย็นกลับบอกว่าจะเขียนหนังสือหรือ
การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเช่นนี้จะให้นางเชื่อได้อย่างไร
คุณชายน้อยสวีหันไปมองสวีฮูหยิน แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า
“ใช่ขอรับ ท่านแม่ ขข้ารับปากกับพี่หมิงไว้แล้วว่าจะเขียนหนังสือเล่มนี้ ท่านพ่อสอนข้าว่า คำพูดของสุภาพชนคำไหนคำนั้น
ท่านปู่ ท่านพ่อล้วนเป็นสุภาพชน เช่นนั้นข้าก็เป็นบุตรของสุภาพชน ย่อมไม่ผิดคำพูดต่อพี่หมิง”
ยังไม่รอให้นายหญิงสวีกล่าวสิ่งใด เขาก็หันไปมองฮูหยินเฒ่าสวีอีกครั้ง
“ท่านย่า ตอนนี้หลานนึกเสียใจแล้ว เสียใจที่ในอดีตไม่ได้ใช้ความเพียรพยายามให้มากกว่านี้” เขาเหลือบมองเย่หมิงแวบหนึ่ง รีบเก็บคำพูดที่เกือบจะหลุดปากออกมา แล้วกล่าวเปลี่ยนเรื่องว่า
“พี่หมิงบอกว่าเลื่อมใสในตัวข้าที่มีคุณสมบัติของจอหงวน ข้าต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ต่อให้ฉลาดเฉลียวเพียงใดก็ไม่สามารถละเลยการเรียนได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะไปสถานศึกษาของตระกูลทุกวัน หากมีวันใดที่ข้าเกียจคร้าน ท่านย่าห้ามตามใจข้า แต่ต้องเคี่ยวเข็ญข้า”
“ดี ดี ดี” ฮูหยินเฒ่าสวีกล่าวชมเชยติดต่อกัน “ย่าจะเคี่ยวเข็ญเจ้าอย่างดีแน่นอน”
นางได้ยินจากปากของหลานชายคำก็ “พี่หมิง” สองคำก็ “พี่หมิง” ประกอบกับคำพูดของแม่หนูรองและลูกสะใภ้ก่อนหน้านี้ จะไม่รู้ได้อย่างไรว่า การเปลี่ยนแปลงของหลานชายนี้ย่อมไม่ขาดความดีความชอบของหมิงเอ๋อร์คนนี้แน่นอน
นางมองไปด้านข้าง เด็กชายที่น่ารักหมดจด หน้าตาหล่อเหลา กำลังก้มศีรษะลงเล็กน้อย ยืนอยู่ด้านข้างอย่างสงบ
ใบหน้าของฮูหยินเฒ่าสวีเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เมตตา ยื่นมือไปกุมมือของเย่หมิง
“เด็กดี เจ้าก็คือหมิงเอ๋อร์ที่เหวินเอ๋อร์พูดถึงใช่หรือไม่”
“เป็นเด็กดีจริงๆ ไอหยา” นางกล่าวกับสวีฮูหยินเสิ่นหว่านอี๋ว่า
“หว่านอี๋ ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเหวินเอ๋อร์จึงชอบเด็กคนนี้ ข้ามองดูก็ชอบยิ่งนัก กลิ่นอายตำราอบอวลไปทั้งตัวทีเดียว”
เย่หมิงถูกมือที่อบอุ่นของฮูหยินเฒ่าสวีกุมไว้ ใบหน้าเผยรอยยิ้มเอียงอาย
“เรียนฮูหยินเฒ่า คุณชายคือดาวบุญมาจุติ ตัวข้าหากมีสิ่งใดที่คู่ควรให้ฮูหยินเฒ่าชมเชย ล้วนเป็นเพราะพึ่งใบบุญของคุณชายทั้งสิ้นขอรับ”
คำพูดประโยคนี้ทำให้ฮูหยินเฒ่าสวีและสวีฮูหยินอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความจริงใจยิ่งขึ้น