- หน้าแรก
- พลิกยุคแปดศูนย์ ล่าสมบัติมหาเศรษฐี
- บทที่ 10: ทักษะการตรวจสอบ
บทที่ 10: ทักษะการตรวจสอบ
บทที่ 10: ทักษะการตรวจสอบ
บทที่ 10: ทักษะการตรวจสอบ
ปฏิกิริยาของเจ้าอ้วนถือเป็นเรื่องปกติ ต่อให้สลับเป็นหยางจิ้งเอง ถ้าเขาไม่รู้มาก่อนว่าในหนังสือ พจนานุกรมชีวประวัติบุคคลสำคัญแห่งชาติ เล่มนี้มีภาพสเก็ตช์ของปิกัสโซซ่อนอยู่สามใบ แล้วจู่ๆ ภาพสเก็ตช์มูลค่ามหาศาลเหล่านี้มาปรากฏตรงหน้า เขาก็คงมีอาการไม่ต่างจากเจ้าอ้วนตอนนี้เท่าไหร่หรอก หยางจิ้งใช้มือซ้ายตบบ่าเจ้าอ้วนเบาๆ แล้วยิ้มพูดว่า
"ยังไม่รู้เลยนะว่าของจริงหรือเปล่า!"
"มันจะมีปลอมได้ยังไง!"
เจ้าอ้วนเบิ่งตาตี่ๆ ของเขาจ้องเขม็งไปที่หยางจิ้ง แต่น่าเสียดายที่หมอนี่อ้วนเกินไปแถมตาเล็ก ต่อให้เบิ่งแค่ไหนมันก็ไม่โตเท่าตาเจ้าหญิงกำมะลอหรอก...
"เห็นชัดๆ ว่าภาพสามใบนี้ซุกอยู่ในปกหนังสือมาตลอด ฉันสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นฝีมือของบารอนวิลเลียม
ผู้เฒ่า เหล่าหยาง นายดูสิ หนังสือเล่มนี้เป็นฉบับปี 1958 นั่นหมายความว่า ภาพสเก็ตช์สามใบนี้มีโอกาสสูงมากที่จะถูกใส่เข้าไปหลังปี 1958"
ยิ่งพูดเจ้าอ้วนก็ยิ่งคึก สองปีมานี้เขาติดตามหยางจิ้งเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับวัตถุโบราณและของสะสมมา
ไม่น้อย
"จากที่ฉันสืบมา ปู่ของวิลเลียม วาร์ดี้ หรือบารอนวิลเลียมผู้เฒ่า เสียชีวิตในปี 1965 และดูเหมือนตอนเขามีชีวิตอยู่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับปิกัสโซด้วย ในตระกูลวาร์ดี้ยังเก็บรักษาภาพวาดสีน้ำมันของปิกัสโซไว้สองภาพ ว่ากันว่าเป็นภาพที่ปิกัสโซวาดตามคำเชิญของบารอนผู้เฒ่าในตอนนั้น ถ้าบารอนผู้เฒ่ากับปิกัสโซสนิทกันจริง ในยุค 60 การที่ปิกัสโซจะวาดภาพสเก็ตช์เฟอร์นิเจอร์สามใบนี้ให้บารอนผู้เฒ่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตอนนั้นบารอนผู้เฒ่าเพิ่งจะลงทุนใน IKEA ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยมที่สุดของตระกูลวาร์ดี้ในรอบหลายสิบปี ที่สำคัญที่สุดคือ ในยุค 60 ราคาภาพสเก็ตช์ของปิกัสโซมันตกต่ำถึงขีดสุด แม้ปิกัสโซจะวาดให้สามภาพ แต่บารอนผู้เฒ่าอาจไม่ได้ใส่ใจนัก เลยหยิบเสียบไว้ในปกหนังสือ พจนานุกรมชีวประวัติบุคคลสำคัญแห่งชาติ ที่ใช้ประดับห้องทำงานนั่นแหละ! แล้วพอเขาเสียชีวิต ลูกชายหรือไม่ก็หลานชายคงจะเบื่อพวกหนังสือเก่าๆ เลยเอาไปวางทิ้งไว้บนหิ้ง จนสุดท้ายวันนี้โชคก็มาตกที่พวกเราสองคน!"
เจ้าอ้วนหันมามองหยางจิ้งพลางยิ้มกริ่ม
"เหล่าหยาง บทวิเคราะห์ของฉันเป็นไงบ้าง?"
หยางจิ้งยิ้มพลางชูนิ้วโป้งให้
"สุดยอดมาก! แต่จะวิเคราะห์ไปทำไม? ในเมื่อภาพก็อยู่ในมือเราแล้ว แถมเรายังซื้อมาจากตระกูลวาร์ดี้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นขอแค่พิสูจน์ได้ว่าภาพสามใบนี้เป็นของจริง นายจะไปสนที่มาของมันทำซากอะไร? ตอนนี้ที่เราต้องทำคือหาใครสักคนมาตรวจสอบภาพสามใบนี้! ว่าไงจ๊ะ 'เสี่ยวเซียง' ของฉัน?"
เจ้าอ้วนหัวเราะแหะๆ ยอมรับแต่โดยดี และเป็นครั้งแรกที่ไม่โมโหเวลาโดนเรียกชื่อเล่นมุ้งมิ้ง ต่อหน้าภาพ
สเก็ตช์อันน่ามหัศจรรย์สามใบนี้ คำเรียกชื่อ "เสี่ยวเซียง" ก็ทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว หยางจิ้งมองภาพทั้งสามใบ ในใจพลันขยับวูบ เขาหยิบภาพเหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง ใช้นิ้วก้อยข้างซ้ายสัมผัสเบาๆ ผลปรากฏว่าเป็นไปตามที่เขาคาดไว้
มีกระแสความร้อนสายหนึ่งพุ่งจากนิ้วก้อยเข้าสู่ร่างกายของเขาทันที ย้อนไปเมื่อสองวันก่อนตอนที่พบภาพทั้งสามใบนี้ "แหวนศักดิ์สิทธิ์" เคยส่งสัญญาณเตือนเรื่องพลังงาน แต่หลายวันที่ผ่านมาหยางจิ้งพยายามคิดหาวิธีหลายอย่างก็ไม่รู้ว่าไอ้พลังงานบ้าบอนั่นจะดูดซับยังไง มันทำให้เขารู้สึกท้อแท้มาก ในเมื่อเขาสามารถค้นพบภาพสเก็ตช์ที่ซ่อนอยู่ในกองหนังสือไร้ค่ากว่าสองร้อยเล่มได้ นั่นพิสูจน์แล้วว่าแหวนศักดิ์สิทธิ์นี้มันวิเศษสุดๆ ถ้ามันช่วยเขาตรวจสอบวัตถุโบราณได้ตลอดไป อีกไม่นานเขาก็คงก้าวสู่จุดสูงสุดของชีวิตได้แน่ๆ แต่ปัญหาคือ แม้แหวนศักดิ์สิทธิ์จะมหัศจรรย์ แต่มันต้องการสิ่งที่เรียกว่า "พลังงาน" มาหล่อเลี้ยง แถมไอ้แหวนนี่ก็ไม่ยอมบอกเขาด้วยว่าต้องดูดซับพลังงานยังไง หรือต้องไปหาจากที่ไหน แหวนศักดิ์สิทธิ์ทำตัวเหมือนคนเป็นใบ้ ไม่ยอมพูดอะไรเลย ปล่อยให้หยางจิ้งผู้เป็น "โฮสต์" ต้องงมหาทางเอง
ซึ่งมันทำให้เขาปวดหัวมาก
แต่ตอนนี้หยางจิ้งเข้าใจแล้วว่าพลังงานที่ว่าคืออะไร และต้องดูดซับยังไง เห็นได้ชัดว่า พลังงานที่แหวนต้องการต้องดูดซับมาจากวัตถุโบราณหรือของสะสม เฉพาะของที่มีมูลค่า มีประวัติศาสตร์หรือของที่
ถูกสร้างขึ้นด้วยความประณีตบรรจงเท่านั้น ถึงจะมีพลังงานที่แหวนต้องการ หนังสือสองร้อยกว่าเล่มนั้นมีประวัติศาสตร์พอๆ กับภาพสเก็ตช์สามใบนี้ แต่หนังสือพวกนั้นไม่มีพลังงาน หรืออาจจะพูดได้ว่ามีพลังงานแต่ไม่เป็นที่ยอมรับของแหวน เพราะหนังสือพวกนั้นพิมพ์ด้วยเครื่องจักร แตกต่างจากภาพสเก็ตช์สามใบนี้ที่ปิกัสโซลงมือวาดด้วยตัวเองอย่างสิ้นเชิง ยังไงซะ ภาพสามใบนี้ปิกัสโซก็วาดมันออกมาอย่างตั้งใจ ในภาพย่อมมี "จิตวิญญาณ" ของปิกัสโซแฝงอยู่ เฉพาะพลังงานที่แฝงอยู่ในวัตถุโบราณที่มีคุณค่าเช่นนี้เท่านั้นที่แหวนศักดิ์สิทธิ์จะยอมรับและดูดซับได้
ในขณะเดียวกัน การจะดูดซับพลังงานได้นั้น เขาต้องให้นิ้วก้อยข้างซ้ายสัมผัสกับวัตถุเป้าหมายโดยตรง
ดูเหมือนแหวนจะไม่มีพลังดูดซับจากระยะไกลแบบที่เคยได้ยินในตำนาน ก็แน่ล่ะ ขนาดวิชา "มหาเวทย์ดูดดาว" ของเริ่นอว่อสิง หรือวิชา "สลายพลัง" ของติงชุนชิวแห่งสำนักหมู่ดาว ยังต้องสัมผัสตัวเป้าหมายก่อนถึงจะใช้ได้เลย... วินาทีที่กระแสความร้อนไหลเข้าสู่ร่างกาย อินเทอร์เฟซโปร่งใสก็เปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หยางจิ้งเหลือบมองเจ้าอ้วนตามสัญชาตญาณ พบว่าเจ้าอ้วนไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย เขาถึงค่อยเบาใจและรู้ว่าอินเทอร์เฟซโปร่งใสนี้มีเพียงเขาที่เป็นโฮสต์เท่านั้นที่มองเห็น เมื่อเห็นเจ้าอ้วนกำลังจ้องมองภาพทั้งสามใบด้วยความหลงใหล หยางจิ้งก็เลิกสนใจเขาแล้วหันมาสำรวจอินเทอร์เฟซแทน เป็นอย่างที่คิดเมื่อกระแสความร้อนพุ่งเข้าสู่ร่างกาย อินเทอร์เฟซมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย อย่างน้อยคำเตือนสีแดงที่บอกว่าพลังงานไม่พอก็หายไปแล้ว และตัวอักษรในระบบก็เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวอ่อน เห็นได้ชัดว่าพลังงานจากภาพสเก็ตช์สามใบนั้นทำให้พลังงานที่เกือบจะหมดเกลี้ยงในแหวนได้รับการเติมเต็มจนพอเพียง สังเกตได้จากการเปลี่ยนสีของตัวอักษร การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้หยางจิ้งแอบดีใจอยู่ลึกๆ อย่างไรก็ตาม หยางจิ้งยังพบการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างบนอินเทอร์เฟซ นั่นคือที่ส่วนล่างตรงกลางมีสัญลักษณ์ที่ดูเหมือน "ผังทักษะ" ปรากฏขึ้นมา ในผังทักษะนี้ชื่อทักษะเกือบทั้งหมดมองไม่เห็นและเป็นสีเทา มีเพียงทักษะเดียวที่เปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนและแสดงชื่อทักษะออกมา ทักษะที่กลายเป็นสีเขียวอ่อนนั้นชื่อว่า "ตรวจสอบ" หยางจิ้งลองกดลงไปดู ปรากฏตัวอักษรบรรทัดหนึ่งขึ้นมาทันที
"ทักษะตรวจสอบ เป็นหนึ่งในทักษะพื้นฐานที่ติดมากับแหวนศักดิ์สิทธิ์ จะถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อแหวนผูกมัดกับยีนของโฮสต์เรียบร้อยแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานในการเปิดใช้งาน หลังจากโฮสต์เปิดทักษะตรวจสอบแล้ว สามารถตรวจสอบวัตถุใดๆ ก็ได้ตามความต้องการของโฮสต์ โดยการตรวจสอบแต่ละครั้งจะใช้พลังงานในระดับหนึ่ง โปรดให้โฮสต์หมั่นเติมพลังงานอย่างสม่ำเสมอ"
จบตอนที่ 10