เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4: เมืองเล็กๆ อันแสนงาม

บทที่ 4: เมืองเล็กๆ อันแสนงาม

บทที่ 4: เมืองเล็กๆ อันแสนงาม


บทที่ 4: เมืองเล็กๆ อันแสนงาม

พาหนะคู่ใจของกัวเสี่ยวเซียงคือรถโฟล์คสวาเกน กอล์ฟ ที่มีอายุอานามไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีแน่นอน ไม่ต้องสืบเลย รถคันนี้เป็นรถมือสองที่กัวเสี่ยวเซียงซื้อมาหลังจากมาถึงอังกฤษ เจ้าอ้วนเคยสารภาพว่าเขาควักเงินซื้อมาในราคา 600 ปอนด์...แม้ว่ารถยนต์ระดับท็อปของโลกอย่าง โรลส์-รอยซ์, เบนท์ลีย์, แอสตัน มาร์ติน หรือจากัวร์ จะถือกำเนิดในอังกฤษ แต่คนธรรมดาทั่วไปในอังกฤษกลับไม่ค่อยขับรถแบรนด์ท้องถิ่นนัก ในทางกลับกันคนอังกฤษชอบขับรถอเมริกัน รถเยอรมันหรือแม้แต่รถญี่ปุ่นมากกว่า อย่างเช่น ฟอร์ด เฟียสต้า และ ฟอร์ด โฟกัส เป็นรถสองรุ่นที่มีสถิติการจดทะเบียนสูงสุดในเกาะอังกฤษ นอกจากนี้ โฟล์คสวาเกน กอล์ฟ ก็มีการจดทะเบียนเยอะมากเช่นกัน ดังนั้นรถมือสองรุ่นเหล่านี้ในอังกฤษจึงมีเกลื่อนตลาดแถมราคายังถูกแสนถูก ในบางแง่มุมหยางจิ้งก็ค่อนข้างชื่นชมไอ้อ้วนกัวเสี่ยวเซียง อยู่เหมือนกันโดยเฉพาะเรื่องการพึ่งพาตัวเอง ถ้ากัวเสี่ยวเซียงอยู่ในจีน เขาคือสมาชิกกลุ่ม "เอ้อไต้" (ลูกคนรวย) แบบเต็มตัว บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของพ่อเขาอย่าว่าแต่ในบ้านเกิดเลย ต่อให้มองไปทั้งมณฑลก็จัดว่าเป็นบริษัทอสังหาฯ ระดับแนวหน้าที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

ในฐานะลูกชายคนเดียวของตระกูลกัว เจ้าอ้วนย่อมไม่ขัดสนเรื่องเงินทองแน่นอน แต่หลังจากที่เขามาอังกฤษ เขาก็แทบจะไม่รับเงินช่วยเหลือจากทางบ้านอีกเลย ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเทอมที่นี่ เกือบทั้งหมดมาจากเงินที่เขาหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง คนจีนมาเรียนต่ออังกฤษแค่ค่าเทอมปีหนึ่งก็เกือบหนึ่งหมื่นปอนด์เข้าไปแล้ว ถ้ารวมค่ากิน ค่าที่พัก ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายจิปาถะ ปีหนึ่งต้องมีสองหมื่นปอนด์เป็นอย่างน้อย แต่กัวเสี่ยวเซียงมาอยู่ลอนดอนเกือบหกปีแล้ว นอกจากช่วงแรกที่ทางบ้านสนับสนุนเงินก้อนใหญ่มาให้ ปีต่อๆ มาเขาก็แทบไม่ใช้เงินที่บ้านเลย แม้แต่เงินทุนตั้งตัวก้อนนั้น เขาก็ใช้ไปเพียงนิดเดียว ส่วนเงินก้อนใหญ่หมอนี่เก็บออมไว้หมด เจ้ารถกอล์ฟอายุรุ่นปู่คันนี้ถูกเจ้าอ้วนดูแลรักษาค่อนข้างดี อย่างน้อยบนทางหลวงสาย M4 มันยังสามารถวิ่งทำความเร็วได้ถึงแปดสิบไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 128 กม./ชม.)

หลังจากออกจากลอนดอน กัวเสี่ยวเซียงกับหยางจิ้งก็ใช้เส้นทางหลวง M4 ซึ่งเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดจากลอนดอนไปฟิชการ์ด ถ้าไม่ใช่เพราะต้องทำเวลา กัวเสี่ยวเซียงคงไม่เลือกเส้นทางนี้เด็ดขาด แม้ทางหลวง M4 จะระยะทางสั้น แต่บางช่วงต้องเสียค่าผ่านทาง อย่างเช่นแค่ขับข้ามสะพานเซเวิร์นที่ทอดข้ามแม่น้ำเซเวิร์นซึ่งยาวที่สุดในอังกฤษก็ต้องจ่ายถึง 6.6 ปอนด์แล้ว เมื่อรวมกับค่าผ่านทางช่วงอื่นๆ ระยะทาง 260 ไมล์นี้ต้องเสียค่าผ่านทางรวมกันหลายสิบปอนด์เลยทีเดียว...จริงๆ แล้วจะไปทางหลวง M40 หรือ A40 ก็ได้ ซึ่งเรียกว่าเส้นทางสายเหนือ เส้นนี้ไม่เสียค่าผ่านทาง แต่มันยาวถึง 310 ไมล์ แถมสภาพถนนก็ไม่ดีเท่าทางหลวง M4 ถ้าเปรียบเทียบกับที่จีน มันก็

เหมือนความต่างระหว่างการวิ่งบนถนนทางหลวงจังหวัดกับการวิ่งบนมอเตอร์เวย์นั่นแหละ เพื่อประหยัดเวลา

กัวเสี่ยวเซียงยอมกัดฟันขับรถกอล์ฟขึ้นทางหลวง M4 โชคดีที่ค่าผ่านทางสามสิบห้าปอนด์นั้นถือว่าคุ้มค่า ทั้งคู่สลับกันขับรถบนทางหลวง และใช้เวลาเพียงห้าชั่วโมงก็เดินทางมาถึงเมืองฟิชการ์ด เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของช่องแคบเซนต์จอร์จ

ฟิชการ์ดเป็นเมืองท่าขนาดเล็กตามสไตล์อังกฤษดั้งเดิม พื้นที่เมืองไม่ใหญ่นัก รัศมีโดยรอบประมาณหนึ่งกิโลเมตร มีประชากรราวสามพันกว่าคน แต่ทัศนียภาพของเมืองนี้ยอดเยี่ยมมาก ในปี 1971 ภาพยนตร์เรื่อง Under Milk Wood ที่นำแสดงโดย เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ก็ใช้เมืองชายทะเลแห่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก เมืองฟิชการ์ดในเดือนกันยายนสวยงามกว่าลอนดอนมาก เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับกระแสน้ำอุ่นแอตแลนติกเหนือ แม้อุณหภูมิจะสูงกว่าลอนดอนเล็กน้อย แต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกร้อนอบอ้าว ลมทะเลที่พัดผ่านเข้ามาอย่างต่อเนื่องให้ความรู้สึกสดชื่นสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก

"ถ้าเป็นไปได้นะ ฉันยอมอยู่ที่นี่ดีกว่ากลับไปลอนดอนอีก!"

หยางจิ้งซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะผู้โดยสารบิดขี้เกียจพลางลดกระจกรถลง สูดอากาศภายนอกที่มีกลิ่นอายทะเลจางๆ เข้าไปอย่างหิวกระหาย กัวเสี่ยวเซียงพยักหน้าเห็นด้วย

"ใครจะไม่อยากล่ะ? แต่เสียดายที่พวกเราต่างก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้"

หยางจิ้งยิ้มพลางมองทิวทัศน์ที่ราวกับภาพวาดนอกหน้าต่าง ทันใดนั้นเขาก็ถามขึ้นว่า

"เจ้าอ้วน ปราสาทวาร์ดี้ที่นายว่า ไม่ใช่ตรงนั้นหรอกนะ?"

กัวเสี่ยวเซียงมองตามทิศทางที่นิ้วของหยางจิ้งชี้ไป และพบว่าบนเนินเขาเล็กๆ ใกล้กับท่าเรือชานเมืองมีสิ่งปลูกสร้างสีเทาขาวหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่รำไรภายใต้แมกไม้ที่ปกคลุม กัวเสี่ยวเซียงส่ายหน้าแล้วพูดว่า

"รอเดี๋ยว ฉันจะจอดรถข้างทางแล้วโทรศัพท์ถามดู แต่ถ้าคาดไม่ผิด ตรงนั้นแหละน่าจะเป็นจุดหมายของเรา"

หลังจากวางสาย เจ้าอ้วนก็สตาร์ทรถอย่างรวดเร็วแล้วมุ่งหน้าไปยังทิศทางของสิ่งปลูกสร้างที่เห็นเมื่อครู่

เมืองไม่ใหญ่นัก หลังจากขับรถเลี้ยวไปเลี้ยวมาตามถนนที่ไม่กว้างนัก เนินเขาเล็กๆ ที่มีความสูงประมาณห้าสิบถึงหกสิบเมตรก็ปรากฏแก่สายตาทั้งคู่ แม้เนินเขาจะไม่สูงแต่ก็ปกคลุมด้วยป่าไม้หนาทึบและท่ามกลางแมกไม้นั้น สิ่งปลูกสร้างที่เห็นจากไกลๆ เมื่อครู่ก็ยิ่งดูสูงใหญ่และอลังการมากขึ้น

"ที่นี่แหละ"

กัวเสี่ยวเซียงจอดรถแล้วพูดกับหยางจิ้งที่อยู่ข้างๆ

"รอสักครู่ เดี๋ยวจะมีคนมารับเราเข้าไป ปราสาทส่วนตัวแบบนี้ถ้าไม่มีคนนำทาง เราเข้าไปไม่ได้หรอก"

รออยู่ประมาณห้านาที ชายผิวขาววัยสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งก็ขับรถมาถึงจุดที่ทั้งคู่จอดรถอยู่ ชายผิวขาวคนนี้

หยางจิ้งก็รู้จัก เขาชื่อ เท็ดดี้ บัตเลอร์ เป็นเอเจนซี่จัดหางานโดยเฉพาะ งานหลายอย่างที่พวกเขาเคยทำก่อนหน้านี้ล้วนรับมาจากมือของบัตเลอร์ทั้งสิ้น

"เฮ้ กัว, หยาง พวกนายมาสายไปหน่อยนะ คนอื่นๆ มาถึงกันหมดแล้ว เหลือแค่พวกนายนี่แหละ"

หยางจิ้งยิ้มตอบ

"โทษทีพวก นายก็รู้ว่าการบึ่งมาจากลอนดอนมันต้องใช้เวลา"

บัตเลอร์หยิบซองบุหรี่ออกมา พิงกับหน้ารถกอล์ฟของกัวเสี่ยวเซียงแล้วจุดสูบมวนหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า

"งานครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ นะ นี่คือปราสาทของจริงและบารอนวาร์ดี้ก็อารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นพวกนายต้องระวังให้มาก อย่าไปก่อเรื่องวุ่นวายเข้าล่ะ"

กัวเสี่ยวเซียงยิ้มตอบ

"เรื่องนั้นพวกเรารู้อยู่แล้ว และเราก็เข้าใจความลำบากใจของบารอนวาร์ดี้ด้วย อยู่ปราสาทมาสี่ร้อยกว่าปีเกือบห้าร้อยปี จู่ๆ ต้องมาเสียมันไปจากมือ อารมณ์เขาคงไม่ดีหรอก วางใจเถอะพวก พวกเราไม่ได้เพิ่งทำเป็นครั้งแรก เรารู้จักขอบเขตน่ะ"

"อืม พวกนายรู้ก็ดีแล้ว กัว นายกับหยางครั้งนี้มีหน้าที่หลักคือเคลียร์ของในห้องใต้หลังคาของอาคารหลัก

ส่วนที่อื่นๆ พวกนายไม่ต้องยุ่ง มีคนอื่นคัดแยกไว้แล้ว พวกนายแค่ต้องเคลียร์ห้องใต้หลังคาให้สะอาดหมดจดก็พอ เข้าใจไหม?"

กัวเสี่ยวเซียงพยักหน้า ส่วนหยางจิ้งพูดขึ้นว่า

"งั้นเราเข้าไปดูหน่อยไหม?"

บัตเลอร์พยักหน้า สูดบุหรี่เข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะขยี้ก้นบุหรี่ให้ดับสนิทแล้วพูดว่า

"ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว เหลือเวลาอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก่อนจะมืด พวกนายอาศัยจังหวะนี้เข้าไปสำรวจดูก่อน แล้วตอนกลางคืนค่อยมาปรึกษากัน พรุ่งนี้เช้าจะได้เริ่มงานทันที ปราสาทนี้ไม่เล็กเลย การจะเก็บกวาดให้หมดต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน พวกนายควรคุยแผนการทำงานที่มีประสิทธิภาพออกมา ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันจะพาพวกนายเข้าไปดู"

จบตอนที่ 4


 

จบบทที่ บทที่ 4: เมืองเล็กๆ อันแสนงาม

คัดลอกลิงก์แล้ว