- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบโชคร้าย แต่ดันกลายเป็นปรมาจารย์นักหลอมโอสถซะงั้น
- ตอนที่ 29: เจ็บปวดเจียนตาย
ตอนที่ 29: เจ็บปวดเจียนตาย
ตอนที่ 29: เจ็บปวดเจียนตาย
ฉินอวี้ทราบถึงสถานการณ์ของอันชิงหลีแล้ว จึงหันมาสอบถามและตรวจสอบอันชิงจิน
อันชิงจินบอกกล่าวตามความเป็นจริง อีกทั้งเพราะเคล็ดวิชาธาตุทองที่ตนบำเพ็ญเพียรนั้นมีอานุภาพรุนแรงเกินไป ภายในเคล็ดวิชาจึงมีวิชาหล่อหลอมร่างกายชุดหนึ่งมาให้พร้อมสรรพ จึงไม่จำเป็นต้องหล่อหลอมร่างกายเพิ่มเติม เพียงแต่ต้องยกระดับการบำเพ็ญเพียรจากขอบเขตรวบรวมลมปราณระดับสิบเอ็ดให้ถึงขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ เช่นนี้ย่อมเพิ่มโอกาสในการเอาชนะภายในดินแดนเร้นลับได้หลายส่วน
"นี่ไม่ใช่เรื่องยากอันใด โปรดรอข้าครู่หนึ่ง" ฉินอวี้รับหญ้าชำระไขกระดูกอายุแปดร้อยปีของอันชิงหลีไป พลันกางม่านพลังสีเข้มขึ้นภายในห้อง ป้องกันการมองเห็นและการตรวจสอบด้วยสัมผัสวิญญาณ แล้วเริ่มเตรียมอาหารวิญญาณ
ผู้บำเพ็ญเพียรสายอาหารแต่ละคนล้วนมีวิธีการเตรียมและปรุงวัตถุดิบอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่สะดวกให้คนนอกล่วงรู้
อาหารวิญญาณของอันชิงหลีนั้น ปรุงจากสมุนไพรวิญญาณสิบชนิด ในจำนวนนั้นมีหญ้าชำระไขกระดูกรวมอยู่ด้วย ทว่าหญ้าชำระไขกระดูกนั้นเป็นเพียงต้นเล็กต้นหนึ่ง ซ้ำยังมีอายุเพียงสองร้อยกว่าปีเท่านั้น สำหรับอันชิงหลีในขอบเขตรวบรวมลมปราณ นี่ถือเป็นขีดจำกัดที่นางจะทนรับได้แล้ว
อาหารวิญญาณของอันชิงจิน นอกจากสมุนไพรวิญญาณแล้ว ยังมีเนื้อสัตว์อสูรระดับหก ซ้ำยังเพิ่มของเหลววิญญาณลงไปอีกสองหยด มีทั้งเนื้อและผัก พลังวิญญาณล้นทะลัก เมื่อเทียบกับของอันชิงหลี ดูน่ากินกว่ามาก
ส่วนของจิ้งจอกน้อย เน้นเนื้อสัตว์อสูรเป็นหลัก ปรุงรสด้วยเครื่องเทศสูตรลับหลายชนิด ส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่ว สมุนไพรวิญญาณเป็นเพียงเครื่องประดับเพื่อเพิ่มความสวยงามเท่านั้น
เมื่อม่านพลังเปิดออก อาหารวิญญาณสามจานลอยมาตรงหน้าของสองคนกับหนึ่งจิ้งจอก มีสีสัน กลิ่น รสชาติครบถ้วนอย่างแท้จริง ทำเอาผู้คนน้ำลายสอ
"หอมเหลือเกิน!" จิ้งจอกน้อยแกว่งหางด้วยความพึงพอใจ คาบเนื้อสัตว์อสูรจานใหญ่ของตนเอง กระโดดขึ้นไปบนขื่อบ้าน
"เยี่ยมไปเลย!" อันชิงจินยกจานของตนเองเดินไปที่ริมกำแพง กางม่านพลัง นั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มกิน
อันชิงหลีมองดูสมุนไพรวิญญาณอันเรียบง่ายในจานตรงหน้า คายมุกหมื่นลักษณ์ในปากออกมาเก็บไว้ให้เรียบร้อย กัดฟัน ตั้งสติ เตรียมพร้อมรับมือกับความเจ็บปวดจากการหล่อหลอมร่างกาย มือข้างหนึ่งกำหมัด อีกข้างถือตะเกียบ คีบมาคำโต เตรียมจะนำเข้าปาก เรื่องการชำระไขกระดูกมักมีความเสี่ยงสูง ก่อนหน้านี้ หออาหารวิญญาณได้ทำข้อตกลงยกเว้นความรับผิดชอบกับนางไว้แล้ว ซ้ำยังอนุญาตให้นางสั่งหยุดได้ทุกเมื่อ ประเดี๋ยวเมื่อจิ้งจอกน้อยกินของตนเองเสร็จ ก็จะมาคุ้มกฎให้นาง
"เดี๋ยวก่อน สรรพคุณยารุนแรงนัก ข้าป้อนเจ้าเอง" ฉินอวี้ถอนหายใจ หากกินสมุนไพรคำโตเช่นนั้นเข้าไป เกรงว่าจะเจ็บปวดจนขาดใจตายในทันที
"ให้ปรมาจารย์เป็นผู้ควบคุมสรรพคุณยาย่อมดี รบกวนปรมาจารย์ฉินแล้ว" อันชิงหลีพยักหน้า ส่งตะเกียบให้ นั่งขัดสมาธิกางม่านพลังโปร่งใสเพื่อป้องกันการตรวจสอบด้วยสัมผัสวิญญาณ ล้อมนางและฉินอวี้ไว้ด้วยกัน
จิ้งจอกน้อยที่กินอย่างเอร็ดอร่อยจนหมด แกว่งหาง นอนอย่างสบายใจอยู่ข้างม่านพลัง ถือเป็นการคุ้มกฎให้อันชิงหลี
ฉินอวี้ก็นั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้ามกับอันชิงหลี ใช้ตะเกียบไม้แตะน้ำแกงเล็กน้อย ส่งเข้าปากของอันชิงหลี
อันชิงหลีหลับตาสัมผัสความรู้สึก รู้สึกเพียงน้ำแกงที่เข้าปากนั้นค่อนข้างอร่อย เพียงแต่หน้าท้องเริ่มปวดตุบ
"ยังทนไหวหรือไม่?" ฉินอวี้เอ่ยถาม
"ยังพอไหว" อันชิงหลีพยักหน้า จากนั้นขับเคลื่อนพลังวิญญาณเพื่อต่อต้านความรู้สึกไม่สบายในท้อง
ฉินอวี้ป้อนอาหารวิญญาณไปที่ริมฝีปากของอันชิงหลี ให้นางดื่มน้ำแกงเข้าไปอีกคำ
น้ำแกงรสเลิศเพิ่งจะผ่านลำคอ กลับราวกับกลายเป็นสุราที่มีฤทธิ์แรง ร้อนรุ่มอย่างหาที่สุดไม่ได้ ลวกจนใบหน้าของอันชิงหลีบิดเบี้ยว เมื่อน้ำแกงลงสู่ท้อง หน้าท้องราวกับมีไฟแผดเผา
"เหตุใดจึงเจ็บปวดเช่นนี้?" อันชิงหลีที่เหงื่อตกราวกับสายฝน กัดฟันเอ่ยถาม เจ็บปวดจนอยากจะลงไปนอนกลิ้งกับพื้น
ฉินอวี้สังเกตและบันทึกอาการของอันชิงหลีไปพลาง กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังไปพลาง "ความทุกข์ทรมานจากการหล่อหลอมร่างกายนี้ แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรชายยังยากจะทนรับได้ ก่อนหน้านี้เจ้าเลือกเส้นทางเห็นผลเร็วที่เจ็บปวดเจียนตาย หากเจ้าไม่ยินยอม จะหยุดเพียงเท่านี้ ย่อมได้เช่นกัน"
"เอาอีก!" อันชิงหลีนั่งขัดสมาธิทั้งที่ร่างกายสั่นเทา อ้าปากออกอีกครา
ฉินอวี้พยักหน้าด้วยความชื่นชม ป้อนใบสมุนไพรวิญญาณชิ้นเล็กเข้าไปอีกสองสามใบ
อันชิงหลีหลับตากลืนลงไป รู้สึกราวกับมีเข็มหมื่นเล่มทิ่มแทงอยู่ภายในร่างกาย ใบหน้าที่เคยงดงาม พลันซีดเผือดและบิดเบี้ยวราวกับภูตผี ผิวหนังตามร่างกายถึงกับปริแตก สิ่งเจือปนภายในร่างกายปะปนกับเลือด เริ่มซึมออกมาด้านนอก
กลิ่นเหม็นเน่าเคล้ากับเสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาของอันชิงหลีดังก้องกังวานอยู่ภายในม่านพลัง
อันชิงหลีในยามนี้ จะมีเค้าโครงของผู้บำเพ็ญเพียรหญิงเหลืออยู่ได้อย่างไร ร่างกายเกร็งกระตุก ล้มลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้น ย่ำแย่ยิ่งกว่าหญิงชราขอทานริมถนนเสียอีก
ฉินอวี้ประคองอาหารวิญญาณถอยหลังไปเล็กน้อย ปิดกั้นประสาทรับกลิ่นและการได้ยิน ตั้งใจบันทึกอาการของอันชิงหลี เมื่อเห็นว่าพลังวิญญาณในร่างกายของอันชิงหลีฟื้นฟูขึ้นมาบ้างแล้ว จึงเอ่ยถามอีกครา "ยังทนไหวหรือไม่?"
อันชิงหลีที่ล้มลงจนลุกไม่ขึ้น ขับเคลื่อนเคล็ดวิชาวสันต์หวนคืนอย่างบ้าคลั่ง ผ่านไปเนิ่นนานถึงจะมีแรงกะพริบตา
"เจ้ากลับทนได้ดีกว่าที่ข้าประเมินไว้เสียอีก" ฉินอวี้กล่าวพลาง ป้อนหญ้าชำระไขกระดูกชิ้นเล็กเข้าปากของอันชิงหลีอีกครา
อันชิงหลีหลับตากลืนลงไปอีกครา อาหารที่ตนเองเลือก ต่อให้ต้องร้องไห้ย่อมต้องกินให้หมด หากไม่ใช่เพราะหลังจากบำเพ็ญเพียรแล้ว ความสามารถในการทนต่อความเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ยามนี้นางคงเจ็บปวดจนขาดใจตายไปตั้งนานแล้ว
หญ้าชำระไขกระดูกเป็นวัตถุดิบหลักของอาหารวิญญาณจานนี้ ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงเมื่อมันลงสู่ท้อง ย่อมจินตนาการได้
อันชิงหลีเจ็บปวดจนไม่อาจคิดสิ่งใดได้ แม้แต่แรงจะส่งเสียงร้องยังไม่มี ทำได้เพียงกลายเป็นคนเลือดโชกที่กำลังชักกระตุก ขับเคลื่อน <<เคล็ดวิชาวสันต์หวนคืนสู่สรรพสิ่ง>> ตามสัญชาตญาณ ดึงตนเองกลับมาจากขอบเหวแห่งความตายครั้งแล้วครั้งเล่า
ท่ามกลางความเลือนราง อันชิงหลีรู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญกับเคราะห์แห่งความตาย ยิ่งรู้สึกว่าชาตินี้เกรงว่าจะต้องตายด้วยน้ำมือของผู้บำเพ็ญเพียรสายอาหารผู้นี้ก่อนเวลาอันควร โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เยี่ยจื่อหลานลงมือเลย
จิ้งจอกน้อยเฝ้าอยู่ด้านนอกม่านพลังด้วยความอกสั่นขวัญแขวน ยกกรงเล็บขึ้นแล้วก็วางลง หลายต่อหลายครั้งที่อยากจะฉีกทำลายม่านพลังนั้นเพื่อช่วยเหลืออันชิงหลีออกมาอย่างสิ้นเชิง
นังหนูผู้นี้ช่าง! จิ้งจอกน้อยลอบทอดถอนใจในใจ ทั้งที่สามารถอาศัยรูปโฉมและฝีมือการหลอมโอสถเพื่อหาเลี้ยงชีพได้ กลับรนหาความทุกข์ทรมานแสนสาหัสถึงเพียงนี้ จะหาเรื่องใส่ตัวไปเพื่อสิ่งใด ไม่มีความฉลาดหลักแหลมเหมือนอาจารย์มู่เซิ่งของนางเลยแม้แต่น้อย
มู่เซิ่งฉลาดหลักแหลมเพียงใด เข้าถึงมรรควิถีด้วยโอสถ มุ่งมั่นเพียงการหลอมโอสถ ซ้ำยังไม่ต้องบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากนัก เจียดเวลาที่สมควรใช้บำเพ็ญเพียรมาหลอมโอสถ อาศัยเพียงโอสถและหินวิญญาณทับถมระดับการบำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด เพียงแต่โชคร้ายไปสักหน่อย แผนการตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลง ต้นหยกมรกตที่วางแผนไว้เป็นอย่างดีว่าจะใช้ขับพิษโอสถ กลับล้มเลิกไป ไม่ได้ออกผลสุกงอมมาหลายร้อยปี ทำให้เขาต้องถูกพิษโอสถเล่นงานอย่างดื้อดึง การจะก้าวไปข้างหน้าอีกเพียงครึ่งก้าวล้วนเป็นเรื่องยากลำบาก
นังหนูผู้นี้ไม่เหมือนอาจารย์ของนาง ทว่าก็เหมือนกับอาจารย์ของนาง ล้วนมีความยึดมั่นและความดื้อรั้นเป็นของตนเอง
ฉินอวี้เห็นอันชิงหลีหมดสติไปแล้ว กลับฟื้นคืนสติขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจด้วยความประหลาดใจ "เคล็ดวิชาที่สหายตัวน้อยบำเพ็ญเพียร ช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยิ่งนัก"
สิ้นเสียง ยัดสมุนไพรวิญญาณเข้าปากของอันชิงหลีอีกหนึ่งชิ้น
อันชิงหลีไม่มีแม้แต่แรงจะกลืนกิน ฉินอวี้จึงแข็งใจ ดันสมุนไพรชิ้นนั้นเข้าไปในลำคอของอันชิงหลีเพื่อดูปฏิกิริยาของนาง
อันชิงหลีที่ถูกบังคับป้อนสมุนไพร สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง จ้องมองฉินอวี้เขม็ง ดวงตากลมโตส่อแววสังหารตามสัญชาตญาณ
ฉินอวี้ย่อมไม่หวาดกลัว เพียงเอ่ยปลอบประโลมว่า "เส้นทางการบำเพ็ญเพียร เดิมทีก็เต็มไปด้วยอุปสรรคและอันตรายนานัปการ ความเจ็บปวดจากการหล่อหลอมร่างกายเพียงเท่านี้ หากไม่อาจทนรับไหว ภายภาคหน้าเกรงว่าจะก้าวเดินไปได้ยาก หากสามารถกัดฟันยืนหยัดต่อไปได้ จิตใจย่อมยิ่งมั่นคง มรรควิถีในภายภาคหน้า ย่อมกว้างไกลยิ่งขึ้น"
อันชิงหลีคล้ายจะรับฟังคำกล่าวของฉินอวี้ จิตสังหารในดวงตาค่อยจางหายไป ร่างกายที่ล้มลงไปกองกับพื้น พยายามดิ้นรนจะนั่งขัดสมาธิขึ้นมาท่ามกลางแอ่งเลือด
ฉินอวี้ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ลืมตาจ้องมองร่างอันอาบเลือดนั้น ดิ้นรนลุกขึ้นแล้วก็ล้มลงไปอย่างหมดแรง ในที่สุดหลังจากการดิ้นรนหลายครา ก็ค่อยนั่งตัวตรง กระดูกสันหลังตั้งตรง
"ดีมาก" ฉินอวี้มีสีหน้าชื่นชม แผ่สัมผัสวิญญาณตรวจสอบอาการภายในร่างกายของอันชิงหลี ยัดหญ้าชำระไขกระดูกชิ้นใหญ่เข้าปากของอันชิงหลีอีกครา ปากตวาดว่า "กลืนลงไป!"
อันชิงหลีเบิกตากว้าง ด้วยใจที่เตรียมพร้อมจะไปปรโลก พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อกลืนหญ้าชำระไขกระดูกชิ้นนั้นลงไป ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจู่โจมเข้ามาอีกครา เลือดไหลอาบไปทั่วร่างดั่งสายน้ำ เข็มขนาดเล็กนับล้านเล่มราวกับจะแทงทะลุร่างออกมา สัตว์อสูรหลิงซีร้อนรนจนขุดดินในมิติวิเศษ ในที่สุดย่อมทนไม่ไหว เร้นกายออกจากมิติ มาอยู่ข้างหูอันชิงหลีเพื่อให้กำลังใจนาง
ในขณะเดียวกัน ทันใดนั้นก็มีเสียง "ตูม" ดังขึ้นภายในห้อง พลังวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนรวมตัวกันเป็นวังวนสีเทา เริ่มหลั่งไหลไปหาอันชิงจินที่อยู่มุมห้อง
อันชิงจินนั่งขัดสมาธิหลับตา ดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินที่แห่แหนเข้ามาอย่างตะกละตะกลาม
จิ้งจอกน้อยที่เฝ้าอยู่นอกม่านพลังของอันชิงหลี หันไปมองอันชิงจินที่สมปรารถนาคราหนึ่ง จากนั้นหันหน้ากลับมามองอันชิงหลีที่กำลังรับเคราะห์กรรมอย่างหนักทันที
สามชั่วยามให้หลัง อันชิงจินที่กินอาหารวิญญาณเข้าไป ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ได้สำเร็จ ยังไม่ทันได้ยินดี กลับเห็นอันชิงหลีที่มีสภาพเลือดอาบอยู่ภายในม่านพลังโปร่งใส ปวดใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่รอให้ระดับการบำเพ็ญเพียรคงที่ รีบเดินมาที่ด้านนอกม่านพลังโปร่งใส แล้วนั่งขัดสมาธิลง
"อีกนานเท่าใด?" อันชิงจินมีสีหน้าเวทนา เอ่ยถามจิ้งจอกน้อยด้วยความเป็นห่วง เขาเคยแช่น้ำยาสมุนไพรหล่อหลอมร่างกาย ย่อมรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดรวดร้าว ทว่าสิ่งที่อันชิงหลีกำลังเผชิญอยู่นี้ ราวกับแช่น้ำยาสมุนไพรของหลายปีรวมกัน ความเจ็บปวดที่นางต้องทนรับย่อมจินตนาการได้
"อืม เพิ่งจะกินสมุนไพรวิญญาณไปได้เพียงครึ่งเดียว หลังจากนี้ยังต้องเจ็บปวดอีกมาก โชคดีที่นางกัดฟันทนได้ กลับแข็งแกร่งกว่าอาจารย์ของนางผู้นั้นมากนัก" จิ้งจอกน้อยแกว่งหาง กระโดดขึ้นไปบนตักของอันชิงจิน หาท่าทางที่สบายเพื่อล้มตัวลงนอน หรี่ตาจิ้งจอกเรียวยาวอันเย้ายวนลง