- หน้าแรก
- ตำหนักดอกบัว เขาว่ากันว่าเธอเก่งที่สุดในปฐพี
- บทที่ 26 : วาจาไร้เดียงสาพาใจสลาย
บทที่ 26 : วาจาไร้เดียงสาพาใจสลาย
บทที่ 26 : วาจาไร้เดียงสาพาใจสลาย
ร้านภูษาที่ใหญ่โตที่สุดในเมืองย่อมหนีไม่พ้น ‘หอนีฉาง’ (หอเสื้อคลุมขนกรูด) สถานที่แห่งนี้เป็นที่นิยมของเหล่าคุณหนูผู้ลากมากดีจากตระกูลมั่งคั่งมาอุดหนุนมิขาดสาย คุณชายมักจะกว้านซื้อเสื้อผ้าทั้งหมดของตนจากที่นี่ ในอดีตหลี่เหลียนฮวาไม่มีเงินทองมากพอที่จะมาจับจ่ายซื้อหาทว่ายามนี้เมื่อมีตงฟางปุ๊ป้ายอยู่เคียงข้าง เขากลับรู้สึกว่าร้านแห่งนี้ดูคับแคบไปถนัดตา
"ที่แท้ก็ท่านหมอหลี่ ลมอันใดหอบท่านมาที่นี่ในวันนี้หรือเจ้าคะ?" เถ้าแก่เนี้ยเจ้าของร้านยังคงเป็นสตรีที่หมดจดงดงามและมีเสน่ห์ นางเคยได้รับบาดเจ็บที่แขนคราวก่อน และเป็นหลี่เหลียนฮวาที่ช่วยต่อกระดูกให้จนหายดี
"วสันตฤดูเวียนมาถึง ย่อมต้องซื้อหาอาภรณ์ตัวใหม่เป็นธรรมดา เถ้าแก่เนี้ย จงนำเสื้อคลุมตัวยาวแขนกว้างในร้านออกมาให้พวกเราเลือกชมสักหน่อยเถิด"
สิ้นเสียงของหลี่เหลียนฮวา ตงฟางปุ๊ป้ายก็ยกมือขึ้นกล่าวเสริม "ช่วยนำเสื้อคลุมขนสัตว์หรือเสื้อนอกธรรมดาออกมาด้วย ขอบคุณ"
เถ้าแก่เนี้ยพยายามจะลอบมองใบหน้าของคุณชายผ่านช่องว่างของผ้าโปร่งที่ห้อยลงมาจากงอบ ทว่าคิดไม่ถึงว่าหลี่เหลียนฮวาจะขยับเท้าก้าวเข้ามาบดบังสายตาของนางไว้ทันควัน นางส่งยิ้มอย่างรู้ความ และเมื่อเห็นว่าคุณชายสวมชุดสีชมพูผุดผาด จึงเดินไปยังศาลาด้านในและขนเอาเสื้อผ้าโทนสีชมพูออกมามากมาย
เถ้าแก่เนี้ยแทบจะยกสมบัติทั้งร้านมาประเคนให้หลี่เหลียนฮวา รวมถึงชุดสตรีอีกสองสามชุด ทั้งสีแดงชาด (แดงพระสนม) สีแดงหยางกุ้ยเฟย สีแดงเซียงเฟย สีชมพูลูกท้อ และสีชมพูกุหลาบ
เด็กรับใช้ในร้านประคองเสื้อคลุมขนสัตว์และเสื้อนอกเข้ามา ตงฟางปุ๊ป้ายเดินเข้าไปเลือกเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกและเสื้อคลุมขนมิงค์อย่างละตัว ก่อนจะสั่งซื้อเสื้อคลุมธรรมดาเพิ่มอีกสองสามผืนอย่างลวกๆ
"เอาเท่านี้ก่อนเถิด ท่านหมอหลี่ ท่านช่วยเลือกเสื้อผ้าให้ที ข้าจำเป็นต้องเลิกผ้างอบขึ้นหรือไม่?"
เถ้าแก่เนี้ยที่นึกสงสัยใคร่รู้อยู่ก่อนแล้วพยักหน้ารับทันทีพลางเอ่ย "หากมองมิเห็นใบหน้า ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าชุดใดเหมาะสมเล่าเจ้าคะ? การได้เห็นหน้าค่าย่อมเลือกสรรได้ง่ายดายกว่า มิตราบทราบว่าคุณชายท่านนี้คือ..."
"ข้าตาบอด ยามนี้กำลังเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่สถานพยาบาลหอเหลียนฮวา"
เถ้าแก่เนี้ยพลันเข้าใจเรื่องราวและรู้สึกเวทนาบุรุษตาบอดผู้นี้ขึ้นมาเล็กน้อย เขามีปลายนิ้วเรียวยาวขาวผ่อง ซ้ำยังจับจ่ายเงินทองอย่างมือเติบ ดูท่าคงจะเป็นคุณชายจากตระกูลผู้มีอันจะกินเป็นแน่
ตงฟางปุ๊ป้ายเลิกผ้างอบขึ้น ดวงตาที่ไร้แววคู่นั้นมิได้ทำให้รูปโฉมอันหล่อเหลาสง่างามของเขาดูด้อยลงไปเลยแม้แต่น้อย เขาแย้มยิ้มบางๆ "ท่านหมอหลี่ เถ้าแก่เนี้ย ข้าคงต้องรบกวนพวกท่านทั้งสองช่วยเลือกสิ่งของที่เหมาะสมให้ข้าสักสองสามชิ้นแล้ว"
เวลานี้ในสมองของเถ้าแก่เนี้ยพลันผุดคำว่า ‘รูปโฉมแลบุปผาท้อสะท้อนสีกระจ่างใสเข้าหากัน’ นางแทบอยากจะจับเสื้อผ้าสีชมพูทุกชุดบนโต๊ะมาสวมใส่บนเรือนร่างของเขาเสียให้หมด "คุณชาย ด้วยรูปโฉมของท่านเช่นนี้... เหตุใดต้องเลือกสรรลวดลายให้มากความอีกเล่า? จริงหรือไม่ท่านหมอหลี่?"
หลี่เหลียนฮวาดึงผ้ากันเปื้อนลงมาบดบังอีกครา "เช่นนั้น เถ้าแก่เนี้ย พวกเราเลือกเพียงไม่กี่ชุดก็พอ เขาไม่จำเป็นต้องเปิดเผยโฉมหน้าให้ผู้ใดเห็นหรอก"
เถ้าแก่เนี้ยมองการกระทำของหลี่เหลียนฮวาด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง ก่อนจะเอ่ยเย้าแหย่ "เป็นเช่นนั้นจริงด้วย ดูท่าท่านหมอหลี่เองก็คงจะรู้สึกว่ารูปโฉมของคุณชายโดดเด่นเกินไป จนมิอยากให้ผู้ใดมาพินิจพิเคราะห์กระมัง"
"มิตราบทราบว่าคุณชายแต่งงานออกเรือนแล้วหรือยังเจ้าคะ?"
ตงฟางปุ๊ป้ายพยักหน้ารับ "ข้ามีคนที่รักอยู่แล้ว ทว่านางเป็นคนรักสนุก ยามนี้จึงยังมิยอมกลับบ้านเลย"
หลี่เหลียนฮวาเมินเฉยต่อคำพูดนั้นและก้มหน้าก้มตาเลือกเสื้อผ้าต่อไป เถ้าแก่เนี้ยแม้จะมึนงงทว่านางกลับมองความคิดของอีกฝ่ายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง "คุณชายโดดเด่นถึงเพียงนี้ ฮูหยินของท่านมิหวาดระแวงว่าผู้อื่นจะมาปองร้ายแอบเล็งสามีตนหรอกหรือเจ้าคะ? ท่านช่างใจเย็นไร้กังวลเสียจริง"
"พูดตามตรง ฮูหยินของข้าจากบ้านไปนานถึงสามปีเต็มแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมามีบุรุษมากมายเสนอตัวเข้ามาทอดสะพานให้นางมิขาดสาย หากนางยังมิรีบกลับบ้านในเร็ววัน คนในครอบครัวของข้าคงต้องหาฮูหยินคนใหม่ให้ข้าจริงๆ แล้วล่ะ"
หลี่เหลียนฮวากำอาภรณ์ในมือแน่น สายตาตวัดมองตงฟางปุ๊ป้ายคราหนึ่ง ในใจของเขาจดจำคำว่า ‘คนในครอบครัว’ เหล่านั้นไว้เป็นบัญชีดำอย่างลึกซึ้ง รู้ดีโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า ครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของอีกฝ่ายย่อมต้องเป็นพรรคเม้งกว๋อและเหล่ามหาผู้อาวุโสเป็นแน่
"คุณชาย บุรุษในใต้หล้ามีถมไป เหตุใดต้องไปยึดติดกับอดีตด้วยเล่าเจ้าคะ หากมีบุพเพสันนิวาสครั้งใหม่เวียนมาถึง นั่นก็ย่อมหมายความว่า วาสนาระหว่างท่านกับคนเก่านั้นช่างบางเบานัก..."
ยังไม่ทันที่เถ้าแก่เนี้ยจะเอ่ยจบ หลี่เหลียนฮวาที่กำลังเลือกเสื้อผ้าอยู่ก็สะบัดหน้าเดินจากไปโดยไร้วาจาใดๆ ตงฟางปุ๊ป้ายตระหนักได้ทันทีว่าตนเองล้อเล่นแรงเกินไปแล้ว เขารีบก้าวเท้าไล่ตามออกไปพลางตะโกนบอก "เถ้าแก่เนี้ย เจ้าช่วยเลือกเสื้อผ้าแล้วนำไปส่งที่หอเหลียนฮวาด้วยตนเองเถิด ที่นั่นจะมีคนจ่ายเงินให้"
ยังไม่ทันที่เถ้าแก่เนี้ยจะตั้งสติได้ว่าตนเองเอ่ยคำใดผิดไป นางก็เห็นตงฟางปุ๊ป้ายทะยานร่างไล่ตามออกไปด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ "ขนาดดวงตามองมิเห็นยังวิ่งได้รวดเร็วถึงเพียงนี้... เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับท่านหมอหลี่กันแน่?"
"หลี่เหลียนฮวา!" ตงฟางปุ๊ป้ายไม่ทราบว่าอีกฝ่ายเดินมุ่งหน้าไปในทิศทางใด จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องโคจรพลังกดพิษร้ายเอาไว้ ดวงตาพลันจับภาพเงาร่างอันโดดเดี่ยวที่กำลังเดินอยู่บนท้องถนนได้ เขารีบถลาเข้าไปหาทันที "หลี่เหลียนฮวา!"
เขาเห็นหยาดน้ำตาเอ่อล้นอยู่ในดวงตาของหลี่เหลียนฮวา ทว่าปฏิกิริยาแรกของหลี่เหลียนฮวายามเมื่อยินว่าตงฟางปุ๊ป้ายไล่ตามตนมา ทันใดนั้นเขากลับโผเข้ากอดรัดอีกฝ่ายไว้แน่น ร่ำไห้สะอึกสะอื้น ก่อนจะเอ่ยถามว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องทำเช่นนี้
หลี่เหลียนฮวากลั้นก้อนสะอื้นพลางเอ่ยคำขอโทษต่อตงฟางปุ๊ป้าย "ข้าขอโทษ เมื่อครู่ข้าหุนหันพลันแล่นทิ้งเจ้าไว้ที่ร้าน เป็นความผิดของข้าเอง"
หลี่เหลียนฮวาไม่ทราบว่าตนเองควรใช้ฐานะใดไปซักไซ้ไล่เลียงเกี่ยวกับวาจาที่อีกฝ่ายเพิ่งเอ่ยออกมา คำพูดของเถ้าแก่เนี้ยที่ว่า ‘วาสนาช่างบางเบา’ ตอกตรึงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ เขารู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวเสียจนแทบจะบ้าคลั่ง
"เจ้า..." ตงฟางปุ๊ป้ายตั้งท่าจะบอกว่าวาจาเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องล้อเล่น ทว่าเขากลับไม่ทราบว่าจะอธิบายให้อีกฝ่ายฟังอย่างไร ฐานะตัวตนของหลี่เหลียนฮวาเป็นดั่งขวากหนามที่กั้นกลางระหว่างพวกเขา และเขาก็ยังมิยินยอมที่จะเปิดเผยฐานะของตนเองให้อีกฝ่ายรับรู้ ตงฟางปุ๊ป้ายจึงได้แต่กุมขมับพูดไม่ออก
ตงฟางปุ๊ป้ายใช้ปลายนิ้วบรรจงเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าของอีกฝ่าย ปรารถนาจะก้มลงจุมพิตทว่าทำได้เพียงหดมือกลับมา
หลี่เหลียนฮวาช้อนดวงตาที่ชุ่มด้วยหยาดน้ำตาขึ้น และบังเอิญสบเข้ากับแววตากระจ่างใสมีชีวิตชีวาของอีกฝ่ายอย่างจัง ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ "เจ้า... เจ้าทองเห็นแล้วงั้นหรือ?"
"ข้า..."
ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากแก้ต่าง หลี่เหลียนฮวาก็ดึงงอบของอีกฝ่ายออก จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เวลานี้ยามกระจ่างใสไร้ความขุ่นมัว พลางเอ่ยเย้ยหยันในความเขลาของตนเอง
"เจ้าโป้ปดมดเท็จต่อข้า"
ในวินาทีนี้ เขาหลงลืมไปเสียสนิทว่าเขากับตงฟางปุ๊ป้ายยังมิเคยยอมรับฐานะที่แท้จริงของกันและกันเลย ในใจของเขามีเพียงความคิดเดียวแล่นพล่าน: คนรักกำลังหลอกลวงและปั่นหัวเขาเล่น
"เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ ข้ามิได้หลอกเจ้า..."
ริมฝีปากของตงฟางปุ๊ป้ายพลันซีดเผือด เขาไม่มีเวลาไปสนใจสิ่งอื่นใดอีก แววตาเจ็บปวดรวดร้าวของหลี่เหลียนฮวากำลังกรีดลึกในใจของเขาอย่างรุนแรง
"เป็นอย่างที่คิด... เจ้ารู้ตัวตนของข้าตั้งนานแล้ว ที่ผ่านมาเจ้าจงใจปั่นหัวข้าเล่นใช่หรือไม่?"
"มิใช่เช่นนั้น เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน..." ตงฟางปุ๊ป้ายคว้าชายเสื้อของหลี่เหลียนฮวาไว้ ทว่ากลับถูกสะบัดออกอย่างแรง
"หมิงป๋าย ตงฟางปุ๊ป้าย หอเหลียนฮวาของข้ามิอาจรองรับพระพุทธรูปองค์ใหญ่เช่นท่านได้หรอก เชิญท่านไปหาผู้ที่มีความสามารถสูงส่งกว่าข้าเถิด"
หลี่เหลียนฮวาสะบัดหน้าเดินจากไป โดยมีตงฟางปุ๊ป้ายคอยเดินตามอยู่ห่างๆ เขาเฝ้ามองหลี่เหลียนฮวาก้าวเข้าสู่หอเหลียนฮวาและกระแทกประตูปิดลงเสียงดังปัง สัญญาณฟ้องชัดว่าในใจของอีกฝ่ายบอบช้ำอย่างรุนแรง
ตงฟางปุ๊ป้ายเขย่ากลอนประตูจนหลุดออก พลักประตูเปิดออกแล้วก้าวเข้าไปด้านใน หลี่เหลียนฮวานอนทอดกายอยู่บนเตียงแล้ว หันหลังให้เขาและปฏิเสธที่จะหันมามอง
"เสี่ยวอวี่เอ๋อร์ ข้ารู้ว่ายามนี้เจ้าคงมิยอมรับฟังวาจาใดๆ ของข้า ทว่าข้ามิเคยเอ่ยคำโป้ปดมดเท็จเลยแม้แต่หนเดียว ตลอดเวลาที่ข้าอยู่ในหอเหลียนฮวา ข้ามองมิเห็นเจ้าจริงๆ ข้าหารู้ไม่ว่าเจ้าคือหลี่เหลียนฮวา และมิใช่ความตั้งใจของข้าเลยที่จะวางแผนให้เจ้ารับรักษาตัว ทว่าข้าเพิ่งจะมาจำเจ้าได้ก็ตอนที่ก้าวเท้าเข้าสู่หอเหลียนฮวาแห่งนี้ต่างหาก"
"หากวาจาเมื่อครู่ของข้าทำให้เจ้าต้องขุ่นเคืองใจ ข้าต้องขออภัยด้วยจริงๆ ทว่าเรื่องราวมิได้เป็นเช่นนั้น ข้ารู้ว่าเจ้าถูกพิษร้ายชาดวงชารุมเร้า เจ้าจึงต้องหลบซ่อนฐานะตัวตนและปฏิเสธที่จะพบหน้าผู้ใด"
"หากเจ้าปรารถนาจะใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไป ข้าก็จะไม่บีบคั้นให้เจ้าต้องกลับไปเป็นหลี่เซียงอี๋อีก เจ้าอยากจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในหอเหลียนฮวาต่อไปก็ย่อมได้ ขอเพียงเจ้าสามารถดูแลตนเองได้ ข้าจะยอมตามใจเจ้าทุกสิ่ง"
"ร่างกายของเจ้ายงไม่สู้ดี อย่าได้ปล่อยให้ข้ามาทำลายสุขภาพของเจ้าให้แย่ลงไปอีกเลย ในเมื่อเจ้ามิอยากพบหน้าข้า ข้าก็จะไม่ปรากฏตัวให้เจ้าต้องเคืองใจและหงุดหงิดอีก ดูแลตนเองด้วย ข้าขอตัวลา"
ตงฟางปุ๊ป้ายก้าวเท้าออกจากหอเหลียนฮวา ปรายตากลางมองเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ (เจ้านกเอี้ยง) ที่กำลังยืนอยู่บนรังนกจ้องมองเขาอยู่ เขาจึงยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก 【"ชู่... จำไว้ หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นต้องรีบมาแจ้งข้าทันที จับตาดูเขาไว้ให้ดี"】
หลี่เหลียนฮวาผุดลุกขึ้นนั่งและรีบถลาไปยังประตูเพื่อมองหาอีกฝ่าย ทว่าเบื้องหน้ากลับไร้ซึ่งผู้ใด ในใจตื่นตระหนกจนลนลาน เขาเตะประตูไม้พลางแผดเสียงลั่น "หากเจ้าอยากจะไปก็จงไปเสีย! อย่าได้กลับมาอีกเลย!"
เสื้อผ้าที่เพิ่งถูกนำมาส่งยามนี้ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว หมิงเตี้ยนรับหน้าที่เฝ้าเรือนอยู่ ทว่ายามเห็นหลี่เหลียนฮวาร่ำไห้กลับมา เขาก็รีบโกยอ้าวหนีเตลิดไปทันที
เหล่าพี่น้องได้หารือกันและได้ข้อสรุปว่า ‘หมอเทวดา’ หลี่เหลียนฮวาผู้นี้ต้องเป็นหลี่เซียงอี๋อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ท่านประมุขจึงยอมตามน้ำคล้อยตามอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย มาบัดนี้เขาร่ำไห้กลับมาเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นเพราะถูกท่านประมุขรังแกเป็นแน่ พวกเขาไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ ได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อใดท่านประมุขจะพาตัวเขากลับมา
คิดไม่ถึงเลยว่า พวกเขาจะตามหาตัวหลี่เซียงอี๋พบได้ด้วยความบังเอิญเช่นนี้จริงๆ
หลี่เหลียนฮวาสามารถปล่อยวางความแค้นในอดีตกับสำนักซื่อกู้ได้ ทว่าเขามิอาจทนทานต่อการที่ตงฟางปุ๊ป้ายมาหลอกลวงและปั่นหัวเขาเล่นได้เลย เขามองดูเสื้อคลุมและเสื้อนอกบนโต๊ะ ก่อนจะยัดพวกมันทั้งหมดเข้าไปในตู้เสื้อผ้าพลางขมวดคิ้วจ้องมองเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ที่อยู่ตรงประตู
"เจ้านายของเจ้าจากไปแล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังมิไสหัวไปอีก?"
เสี่ยวอวี่เอ๋อร์บินมาเกาะบนโต๊ะ ช้อนตาขึ้นมองเขา กระโดดไปข้างหน้าสองก้าว พลางเอียงคอทำทีเป็นมิเข้าใจความหมาย
หลี่เหลียนฮวาหลุดหัวเราะออกมาด้วยความโมโห "ช่างเหมือนกับเจ้านายจิ้งจอกของเจ้านัก แสร้งทำเป็นบ้าๆ บอๆ คิดว่าข้าหลอกง่ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? รีบไสหัวกลับไปอยู่ข้างกายเจ้านายของเจ้าเสีย"
"ข้าจะตามเจ้า! ข้าจะตามเจ้า!"
หลี่เหลียนฮวาเหลือบตาขึ้นมองฟ้าอย่างระอาใจ "เขาส่งเจ้ามาเพื่อจับตาดูข้าใช่หรือไม่? ข้า! มิ! ต้อง! การ! เจ้า! จงกลับไปในที่ที่เจ้าจากมาเสีย"
เสี่ยวอวี่เอ๋อร์เมินเฉยต่อคำพูดนั้นโดยสิ้นเชิง ซ้ำยังเอาตัวมาคลอเคลียลูบไล้กับฝ่ามือของเขา หลี่เหลียนฮวาจนปัญญาได้แต่พึมพำกับตนเอง "เจ้าช่างดูคล้ายกับตัวข้าในอดีตอยู่บ้างจริงๆ..."
"นับจากนี้ไป เจ้าคือนกเอี้ยงของข้า ห้ามไปกับผู้ใดเด็ดขาด และห้ามเรียกข้าว่าเสี่ยวอวี่เอ๋อร์อีก ให้เรียกข้าว่านกโง่แทน"
"เสี่ยวอวี่เอ๋อร์! เสี่ยวอวี่เอ๋อร์!" เสี่ยวอวี่เอ๋อร์มิยินยอมเปลี่ยนชื่อ โดยเฉพาะการถูกเรียกว่า ‘นกโง่’ ทว่าคำคัดค้านของมันกลับไร้ผล และหลี่เหลียนฮวาก็เรียกมันว่า ‘เจ้านกโง่’ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา