เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 : สายใยรักทวีความลึกซึ้ง

บทที่ 16 : สายใยรักทวีความลึกซึ้ง

บทที่ 16 : สายใยรักทวีความลึกซึ้ง


หลังจากตงฟางปุ๊ป้ายถูกพากลับมายังสำนักซื่อกู้ เขาก็ถูกหลี่เซียงอี๋ดึงตัวไปดูแลทันที นอกเหนือจากแผนการปกปิดตัวตนแล้ว คนผู้นั้นยังดึงดันจะให้เขามาพักอาศัยอยู่ในเรือนเดียวกันกับตน มิยอมให้กลับไปอยู่เรือนหลังเดิมอีก

ซ้ำยังยัดเยียดตำแหน่งที่ไม่ใหญ่ไม่โตตำแหน่งหนึ่งให้ ทำทีเป็นผู้ติดตามข้างกายของตน

ซ่านกูเตามีความเห็นขัดแย้งอย่างรุนแรงต่อการกลับมาของตงฟางปุ๊ป้าย รวมถึงเรื่องที่อีกฝ่ายได้รับตำแหน่งในสำนักซื่อกู้ ทว่าหลี่เซียงอี๋กลับดื้อรั้นยิ่งนัก ไม่ยอมรับฟังคำเป่าหูหรือยุแยงให้แตกคอกันเลยแม้แต่น้อย

ในที่สุดเรื่องนี้ก็ล่วงรู้ไปถึงหูของคนทั้งสอง ซ่านกูเตาผู้ไม่ต้องการให้หลี่เซียงอี๋ได้ปีกกล้าขาแข็งไปมากกว่านี้ จึงทุ่มเทกำลังทั้งหมดคอยพร่ำบอกพวกเขาว่าเรื่องนี้ "ผิดต่อกฎระเบียบของสำนัก"

"ไม่เช่นนั้น ก็ช่างมันเถิด รองเจ้าสำนักหวาดระแวงว่าข้าจะล่วงรู้ความลับจนทำให้สำนักซื่อกู้ต้องล่มสลาย เช่นนั้นข้าควรจะรีบไสหัวไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดจะดีกว่า"

วาจานี้ช่างขวานผ่าซากเสียจนซ่านกูเตาถึงกับพูดไม่ออก แม้แต่เซียวจื่อจินเมื่อได้เห็นใบหน้าที่งดงามยิ่งกว่าสตรีของเขาก็ถึงกับอ้ำอึ้งไปเช่นกัน คนกลุ่มนั้นทำได้เพียงจ้องตากันปริบๆ จนกระทั่งหลี่เซียงอี๋เอ่ยปากขึ้นมาในที่สุด "เขาไม่มีความคิดเป็นอื่นต่อสำนักซื่อกู้แน่นอน หากเกิดปัญหาใดๆ ขึ้น ข้า หลี่เซียงอี๋ จะเป็นผู้รับผิดชอบเอง"

คำรับประกันของหลี่เซียงอี๋นั้นนับว่ามีน้ำหนักยิ่ง ทว่าทุกคราที่ต้องออกไปข้างนอก ตงฟางปุ๊ป้ายจะถูกจับแปะหนวดเคราแต่งแต้มลงบนใบหน้า เขียนคิ้วให้หนาเตอะเพื่ออำพรางโฉมหน้าเพื่อมิให้คนของพรรคจินยวนสังเกตเห็น และยังเป็นการป้องกันมิให้ผู้อื่นมาแอบปองร้ายเขาอีกด้วย

ทว่าช่างน่าเสียดายที่สง่าราศีอันพิสุทธิ์เลอค่าพรรค์นั้นยากจะปกปิดได้มิดชิด มักจะให้ความรู้สึกไม่เข้ากันอยู่บ้างเสมอ

ถึงกระนั้น ตงฟางปุ๊ป้ายยังคงทำหน้าที่ชี้แนะหลี่เซียงอี๋เกี่ยวกับ 《เก้ากระบี่ตูกู》 ต่อไป นอกเหนือจากขั้นสุดท้ายอันเป็นเคล็ดวิชาทำลายลมปราณที่เขายังมิอาจบรรลุแล้ว กระบวนท่าทั้งแปดขั้นแรกล้วนรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วภายใต้การเคี่ยวกรำของตงฟางปุ๊ป้าย

หากถามว่าระหว่างหลี่เซียงอี๋กับตงฟางปุ๊ป้าย ผู้ใดแข็งแกร่งกว่ากัน?

เรื่องนี้นับว่ายากจะตัดสิน ในเมื่อเวลานี้ตงฟางปุ๊ป้ายสิ้นไร้ซึ่งความทะยานอยากในลาภยศสรรเสริญไปจนหมดสิ้นแล้ว การได้อยู่เคียงคู่กับหลี่เซียงอี๋เช่นนี้ก็นับว่าดีต่อตัวเขามาก เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะไปประมือประลองฝีมืออย่างเอาเป็นเอาตายกับหลี่เซียงอี๋หรอก และต่อให้เขาจะนึกสนุกขึ้นมา หลี่เซียงอี๋ก็ไม่มีวันยินยอมให้เขาใช้ กำลังภายใน ตามอำเภอใจเด็ดขาด

ทว่า สิ่งเดียวที่ตงฟางปุ๊ป้ายนึกเสียดายคือการที่หลี่เซียงอี๋มักจะเป็นฝ่ายคุมเกมและอยู่เหนือกว่าในเรื่องบนเตียงเสมอ เขาทะลุมิติมาอยู่ในโลกใบนี้ได้สองปีเต็มแล้ว ทว่ายังมิเคยได้เป็นฝ่ายรุกเลยแม้แต่หนเดียว

บางคราเขาก็จะแอบกระเง้ากระงอดอยู่บ้าง หลี่เซียงอี๋จึงต้องไปเด็ดบุปผารายฤดูกาลที่ตนปลูกไว้และเพิ่งเบ่งบานมางอนง้อหลอกล่อให้เขาอารมณ์ดี จนเขาถึงกับหลุดหัวเราะออกมาทันที "เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมยังต้องเอากระดูกมาแขวนคอ (ขนแกะย่อมมาจากหลังแกะ) เจ้าคิดว่าข้าควรจะดีใจหรือยินดีกันแน่?"

"อาป้ายของข้าย่อมต้องยินดีอยู่แล้ว ดอกไม้มีไว้ให้เด็ดมิใช่หรือ?" หลี่เซียงอี๋กะล่อนปลิ้นปล้อนมาตั้งนานเนิ่น ทว่ากลับไม่มีวิธีใดจะจัดการกับคนผู้นี้ได้เลย

หากเป็นในอดีต ตงฟางปุ๊ป้ายไม่มีวันถูกหลอกล่อได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่า... หลี่เซียงอี๋มีมนต์สะกดอันใดกันแน่? เขาถึงได้ตกบ่วงเสน่หาของอีกฝ่ายไปทีละเล็กทีละน้อยเช่นนี้

หลี่เซียงอี๋เองก็ไม่ต่างกัน เขาเคยพบเห็นเรื่องราวความรักระหว่างชายหญิงมามากมายจนคิดว่าการที่บุรุษจะมารักกันเองนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลค่อนแคะ ทว่าความรักอันเร่าร้อนและมั่นคงยาวนานของตงฟางปุ๊ป้ายกลับทำให้เขาถลำลึกจนมิอาจถอนตัวได้อีก

ราวกับว่าดวงวิญญาณของทั้งสองกำลังค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

เมื่อวันเวลาผันผ่าน ตี๋เฟยเซิงย่อมล่วงรู้ถึงการกลับคืนสู่สำนักซื่อกู้ของตงฟางปุ๊ป้าย และมักจะแวะเวียนมาทวงตัวคนอยู่บ่อยครั้ง จนหลี่เซียงอี๋เกิดอาการหึงหวงและทึกทักไปเองว่าตี๋เฟยเซิงแอบลุ่มหลงในตัวตงฟางปุ๊ป้าย

ตงฟางปุ๊ป้ายรำคาญใจยิ่งนัก ในที่สุดจึงยกเท้าถีบหลี่เซียงอี๋ที่กำลังพัวพันตอแยเขาให้กระเด็นไป "เจ้าจะหึงหวงไปไย? เขาเพียงต้องการท้าประลองกับข้าเท่านั้น หากเจ้าไม่ชอบใจก็จงไปจัดการกับเขาเสียเองสิ"

หลี่เซียงอี๋ผู้มีเจตนาแอบแฝงไม่ตรงกับปาก ยังคงไม่สบอารมณ์หลังจากถูกถีบส่ง เขา รีบมุดกลับขึ้นเตียงไปนอนเบียดกระแซะอีกฝ่ายพลางเอ่ย "ทว่าเขาก็เอาแต่มาหาเจ้า ข้าไม่ชอบใจเลย"

"เช่นนั้นให้ข้าพาเจ้าไปพบเขาเพื่ออธิบายเรื่องราวให้กระจ่างแจ้งดีหรือไม่?"

"เจ้าพูดอันใดกัน? หมอนั่นมันพวกคลั่งยุทธ์ ไม่ว่าผู้ใดในพวกเราจะไปสู้กับเขา เขาก็มีแต่จะได้ประโยชน์ ข้าไม่หลงกลไปเล่นสนุกกับเขาหรอก"

มือไม้ของหลี่เซียงอี๋เริ่มไม่อยู่สุข แอบลูบไล้ไปทั่วร่าง จนกระทั่งถูกฝ่ามือฟาดเผียะเข้าให้ถึงได้ยอมหดมือกลับไป

ตงฟางปุ๊ป้ายขยับกายหนีไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยงมือที่คอยลูบคลำ พลางหยิบชุดนอนมาสวมใส่ "เอาเถิด เจ้ารู้แจ้งทุกสิ่งและจงใจทำเช่นนี้ใช่หรือไม่? คืนนี้เจ้าจงไปนอนที่ห้องหนังสือเสีย หากกล้าคัดค้าน ข้าจะส่งเจ้าไปนอนที่เรือนหลังเก่าของข้าทันที"

หลี่เซียงอี๋พลันเหี่ยวเฉาราวกับมะเขือเทศต้องน้ำค้างแข็ง ได้แต่โผเข้ากอดกุมอีกฝ่ายอย่างออดอ้อน "อาป้าย เจ้าตัดใจทิ้งให้ข้าต้องนอนอ้างว้างโดดเดี่ยวในห้องโล่งๆ ได้ลงคอเชียวหรือ?"

"ข้าตัดใจได้แน่นอน ต่อให้อ้อนวอนก็ไร้ผล"

ทว่าหลี่เซียงอี๋กลับคิดว่า ยามนี้เป็นช่วงหัวค่ำและยังมิถึงเวลานอนเสียหน่อย เขาจึง พุ่งเข้าตะครุบตัวตงฟางปุ๊ป้ายในทันใด พร้อมกับกระชากชุดนอนที่อีกฝ่ายเพิ่งจะสวมใส่จนขาดวิญญ์ "เช่นนั้นคืนนี้ข้าค่อยไปนอน ข้าขอจัดการธุระสำคัญตรงนี้ก่อนเถิด"

นอกเหนือจากเย่เหล่ยแล้ว ไม่มีผู้ใดในสำนักซื่อกู้ล่วงรู้เลยว่าคนทั้งสองได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกายกันแล้ว พวกเขาต่างคิดว่าคนทั้งคู่ยังคงแยกกันอยู่ โดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นเพียงการแสดงงิ้วตบตาของทั้งสองคนเท่านั้น

หลังจากหลี่เซียงอี๋กลับมาจากเรือนของตงฟางปุ๊ป้าย เขาก็ออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้ามายังเรือนพักของตนอีก และเรื่องราวทุกอย่างล้วนต้องหารือและสะสางกันที่ห้องโถงใหญ่ของสำนักซื่อกู้เท่านั้น

หลังจากทบทวนซ้ำไปซ้ำมา ตงฟางปุ๊ป้ายจึงตัดสินใจที่จะสะสางเรื่องราวกับตี๋เฟยเซิงให้แจ้งชัด เขา ส่งสารไปแจ้งอีกฝ่าย จากนั้นจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าและพาหลี่เซียงอี๋มุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมาย

ตงฟางปุ๊ป้ายสวมงอบสักหลาดปีกกว้าง เขา ยอมถอดมันออกก็ต่อเมื่อได้พบหน้าตี๋เฟยเซิงแล้วเท่านั้น เจียวลี่เฉียวมิได้อยู่ที่นี่ ตี๋เฟยเซิงพามาเพียงอู๋เหยียนผู้เดียว

"ประมุขตี๋ เลิกตื๊อไม่เลิกราเสียทีเถิด ข้าจะไม่ประลองกับเจ้า"

ตี๋เฟยเซิงมิอาจทราบได้ว่าเหตุใดตงฟางปุ๊ป้ายจึงดูงดงามผุดผาดขึ้นกว่าแต่ก่อน บางทีอาจเป็นเพราะฮวงจุ้ยของสำนักซื่อกู้นั้นดีต่อผู้อยู่อาศัย ทว่าเขากลับมุ่งมั่นอยู่เพียงเรื่องการประลองวรยุทธ์เท่านั้น "จะสู้หรือไม่สู้ มิใช่เรื่องที่เจ้าจะตัดสินใจได้เอง"

"ช้าก่อน มิใช่ว่าข้าไม่อยากสู้ ทว่ายามนี้พลังลมปราณ (เจินชี่) ในร่างของข้าปั่นป่วนแปรปรวน มิอาจขับเน้นออกมาได้แม้เพียงเสี้ยว เจ้าลองมาตรวจดูเองเถิด"

ตี๋เฟยเซิงยื่นมือออกไปพลางกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย ยามที่ทาบลงบนชีพจร ก็พบว่าพลังลมปราณกำลังพลุ่งพล่านบ้าคลั่งอยู่จริงๆ ทว่าลมปราณของอีกฝ่ายกลับมิได้เหมือนกับของตนเอง แต่มีส่วนคล้ายคลึงกับหลี่เซียงอี๋ ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความมีชีวิตชีวา

【หมายเหตุ: ตงฟางปุ๊ป้ายเคยเอ่ยไว้ว่า "ยามที่ข้าขึ้นเป็นประมุขใหม่ๆ ข้าช่างทะนงตนและโอหังยิ่งนัก เฝ้าแต่ป่าวประกาศเรื่องความเป็นเลิศทั้งบุ๋นและบู๊เพื่อฟื้นฟูพรรคศักดิ์สิทธิ์ ช่างเป็นวาจาที่เหลวไหลไร้ยางอายสิ้นดี จนกระทั่งข้าได้ศึกษา 《คัมภีร์ทานตะวัน》 จึงได้ค่อยๆ เข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งของชีวิต หลังจากนั้นข้าเพียรบำเพ็ญกำลังภายในอยู่หลายปี ในที่สุดก็ตระหนักถึงหลักการสำคัญแห่งการสรรค์สร้างของฟ้าดินและการเติบโตของสรรพสิ่ง"】

"ข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปก่อนในครานี้ และจะช่วยหาโอสถมาช่วยสยบลมปราณในร่างของเจ้าให้ หลี่เซียงอี๋อยู่ที่ใด? บอกให้เขาออกมาประลองกับข้าเสีย"

ตงฟางปุ๊ป้ายคิดในใจว่าคนผู้นี้นับว่าใช้ได้ทีเดียว ถึงขั้นเอ่ยปากจะช่วยหาโอสถให้ ยามที่ยินเสียงอีกฝ่ายเรียกนามตน หลี่เซียงอี๋ที่แอบฟังอยู่จึง ก้าวเท้าออกมาพลางโบกมือ "ประมุขตี๋ ข้าขอพูดอีกครา ไม่มีคำว่าประลองเด็ดขาด"

หลี่เซียงอี๋เพิ่งจะขึ้นเป็นผู้นำชาวยุทธ์ (ประมุขยุทธจักร) ได้เพียงไม่กี่วัน งานราษฎร์งานหลวงรุมเร้าจนเขาแทบไม่มีเวลาได้คลอเคลียกับตงฟางปุ๊ป้ายด้วยซ้ำ มีหรือจะมีเวลามาต่อกรกับคนบ้าคุมคลั่งวรยุทธ์เบื้องหน้านี้

สู้เอาเวลาอันมีค่าไปจุมพิตให้บ่อยขึ้นยังจะดีเสียกว่า

ตงฟางปุ๊ป้ายรู้สึกสับสนอยู่บ้าง คนหนึ่งคือผู้นำพันธมิตรชาวยุทธ์ ส่วนอีกคนคือประมุขพรรคมาร เหตุใดสถานการณ์ของพวกเขาทั้งสองจึงสอดประสานกันได้อย่างน่าประหลาดถึงเพียงนี้?

พวกเขาทั้งคู่ต่างมิได้ให้ความสำคัญกับลาภยศอำนาจ ต่างฝ่ายต่างมีความปรารถนาของตนเอง ตี๋เฟยเซิงมุ่งสู่จุดสูงสุดแห่งวิชายุทธ์ ส่วนหลี่เซียงอี๋มุ่งหวังสร้างสังคมที่เที่ยงธรรม ขจัดคนชั่วผดุงคนดีเพื่อผดุงความยุติธรรม

ทำได้เพียงเอ่ยว่าพวกเขายังเยาว์วัยนัก

เมื่อยังคงไร้เสียงตอบรับ เหล่าตี๋ทำได้เพียงยืนมองคนทั้งสองเดินจากไป เขาสามารถมองเห็นท่าทางอันสนิทเสน่หาของทั้งคู่ได้อย่างเลือนราง ตี๋เฟยเซิงคล้ายจะตระหนักถึงบางสิ่ง เขาเหลือบตาขึ้นมองฟ้าอย่างหมดคำจะเอ่ย ริมฝีปากขยับคล้ายกำลังสบถวาจาหยาบโลนสายหนึ่งออกมาก่อนจะทะยานร่างจากไป

แม้ว่าในวันธรรมดาหลี่เซียงอี๋จะยุ่งวุ่นวายเพียงใด ทว่าเขาก็ยังคงพาตงฟางปุ๊ป้ายไปนั่งชมหมู่เมฆเคลื่อนคล้อย ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน ยามที่แสงอัสดงสาดทอทั่วท้องฟ้า เขาจะบรรจงจุมพิตลงบนริมฝีปากของตงฟางปุ๊ป้ายอย่างเทิดทูน ดวงตากลมโตสีเข้มทอประกายแวววาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ตงฟางปุ๊ป้ายยากจะต้านทานได้เสมอ

จากนั้น เขาก็กระทำตนประหนึ่งสัตว์ป่ากลืนกินอีกฝ่ายจนหมดสิ้นท่ามกลางแสงอัสดงอันงดงามที่สุด ผิวพรรณอันขาวผ่องอาบไล้ไปด้วยแสงสีทองยามเช้าตรู่ ขับเน้นให้เขาดูทั้่งศักดิ์สิทธิ์และยั่วยวน เป็นทั้งพรรคมารและเซียนในคราเดียวกัน

ตงฟางปุ๊ป้ายมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าหลี่เซียงอี๋มีความต้องการทางเพศสูงยิ่ง และดูจะกระตือรือร้นกับเรื่องพรรค์นั้นเป็นพิเศษ ถึงขั้นไปกว้านซื้อตำรากามสูตร (ตำราหลบไฟ) สองเล่มพร้อมกับขี้ผึ้งเหลวมาเตรียมไว้ เพราะหวาดกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บเหมือนดั่งคราแรก

บ่อยครั้งที่ตงฟางปุ๊ป้ายจะเก็บตัวปักผ้าอยู่ภายในห้อง มันคือของขวัญที่เขาตั้งใจจะมอบให้แก่หลี่เซียงอี๋

บนฉากกั้นที่สูงท่วมหัวคน ปรากฏภาพด้านข้างของหลี่เซียงอี๋ยามกรีดกรายกระบี่ เขา สวมชุดขาวตัดด้วยเสื้อตัวในสีแดง เรือนผมหางม้าปลิวไสวไปตามสายลม สะพายกระบี่ไว้เบื้องหลัง ผู้ใดที่ได้ยลภาพนี้ล้วนมิอาจหักห้ามใจมิให้เปล่งเสียงอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจได้เลย

ที่น่าทึ่งที่สุดคือ ฉากกั้นนี้เป็นงานปักสองด้าน อีกด้านหนึ่งเป็นภาพของหลี่เซียงอี๋ในชุดศึกสีชาด ควบม้าศึกสีขาวผ่อง ในมือถือกระบี่อีกเล่ม ซึ่งเป็นกระบี่ที่ซ่านกูเตามอบให้แก่หลี่เซียงอี๋นั่นเอง

แม้ว่าหลี่เซียงอี๋จะรู้ดีว่าวิชาฝีมือจาก 《คัมภีร์ทานตะวัน》 นั้นใช้เข็มเป็นอาวุธ ทว่าเขาคิดไม่ถึงเลยว่าคนเบื้องหน้าจะสามารถใช้เข็มปลิดชีพคน และยังสามารถใช้เข็มเล่มเดียวกันนี้ปักรังสรรค์ภาพตัวเขาออกมาได้อย่างงดงามถึงเพียงนี้

ตงฟางปุ๊ป้ายไม่ชอบให้ผู้ใดมาเยือนรบกวนยามที่ตนกำลังปักผ้า บางคราหลี่เซียงอี๋แอบเข้ามากอดจูบจากทางด้านหลัง ก็จะถูกถีบส่งออกจากห้องทันที ดังนั้นเขาจึงต้องอาศัยช่วงเวลาหยุดพักสั้นๆ ยามกลับมาสำนักซื่อกู้หลังจากสะสางธุระเสร็จสิ้น แอบลอบมองตงฟางปุ๊ป้ายปักภาพเงาร่างของตนทีละฝีเข็มอย่างเงียบๆ จากทางริมหน้าต่าง

บางครา ยามที่เห็นตงฟางปุ๊ป้ายนั่งปักผ้าเป็นเวลานานเกินไป หลี่เซียงอี๋ก็จะรวบรัดดึงเข็มในมืออีกฝ่ายโยนทิ้งไปเสีย แล้วช้อนกายอุ้มเขาขึ้นในท่าเจ้าสาว ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะดุด่าว่ากล่าวอย่างไร ดึงดันพาร่างขยับไปพักผ่อนบนเตียงนอนทันที

อย่างไรเสีย หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ฉากกั้นก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะรีบร้อนไปไย?

ทว่าตงฟางปุ๊ป้ายคิดไม่ถึงเลยว่า หลี่เซียงอี๋จะพาร่างของเขาไปยังวัดผู่ตู้

จบบทที่ บทที่ 16 : สายใยรักทวีความลึกซึ้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว