- หน้าแรก
- ต้าถัง ได้โปรดเถอะ ช่วยเจิ้นด้วย
- ตอนที่ 60 คุณท่านจ่างซุนเข้าเยี่ยมชมสวนตากอากาศ
ตอนที่ 60 คุณท่านจ่างซุนเข้าเยี่ยมชมสวนตากอากาศ
ตอนที่ 60 คุณท่านจ่างซุนเข้าเยี่ยมชมสวนตากอากาศ
ตอนที่ 60 คุณท่านจ่างซุนเข้าเยี่ยมชมสวนตากอากาศ
จ่างซุนอู๋จี้และหลี่จวินเซี่ยนรับจอบมาด้วยความกังขา ก่อนจะเดินไปที่แปลงนา
ทั้งสองเลือกทำเลที่เหมาะเจาะ แล้วเริ่มลงมือขุดอย่างระมัดระวัง
ในฐานะขุนศึก หลี่จวินเซี่ยนย่อมมีพละกำลังมากกว่าและกะน้ำหนักมือได้ดีกว่า ไม่นานเขาก็ขุดดินเปิดทางให้เห็นมันเทศสีแดงเข้มขนาดใหญ่ลูกหนึ่ง
เขาร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น "เหล่าซุน รีบมาดูเร็ว ข้าขุดเจอแล้ว!"
จ่างซุนอู๋จี้ที่กำลังก้มหน้าก้มตาขุดดินอย่างขะมักเขม้น เมื่อได้ยินเสียงเรียก ก็รีบโยนจอบทิ้งแล้ววิ่งไปดูทันที
พอก้มมองดู ก็พบว่าในหลุมดินนั้นมีผลไม้ขนาดใหญ่สีแดงเข้มลูกหนึ่งฝังอยู่จริงๆ
เขายื่นมือทั้งสองข้างออกไปจับตรงกลางของมันเทศ แล้วออกแรงดึงมันขึ้นมาจากดิน
ขณะที่กำลังประคองมันเทศน้ำหนักราวสองจินไว้ในมือ ยังไม่ทันจะได้ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นก้อนสีแดงเข้มเล็กๆ อีกหลายก้อนโผล่พ้นดินขึ้นมาตรงบริเวณที่เขาเพิ่งดึงมันเทศลูกนั้นขึ้นมา
หรือว่า...
เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง จ่างซุนอู๋จี้ก็รีบนั่งยองๆ ลง แล้วใช้มือเปล่าๆ ตะกุยดินออกอย่างร้อนรนโดยไม่สนจอบเลย
เศษดินกระเด็นกระดอนไปตามจังหวะการตะกุยของจ่างซุนอู๋จี้
วินาทีต่อมา จ่างซุนอู๋จี้ก็ถึงกับอ้าปากค้าง
ภายใต้พื้นดินนั้น มีมันเทศถึงหกเจ็ดลูกเบียดเสียดกันอยู่แน่นขนัด และแต่ละลูกก็มีขนาดไม่ต่ำกว่าหนึ่งจินเลย
แค่เถาวัลย์สีเขียวเพียงต้นเดียว ก็สามารถให้ผลผลิตเป็นมันเทศถึงเจ็ดแปดลูก แล้วถ้าเป็นแปลงมันเทศทั้งแปลงนี้ล่ะ จะมีมันเทศมหาศาลขนาดไหน!
จากที่เคยคิดว่าผลผลิตห้าสิบตั้นต่อหมู่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่พอได้มาเห็นกับตาตัวเอง ผลผลิตของมันเทศอาจจะสูงกว่าห้าสิบตั้นด้วยซ้ำไป
หลี่จวินเซี่ยนเองก็ตะลึงงันไปเช่นกัน เดิมทีเขาคิดว่าเถาวัลย์หนึ่งต้นคงให้มันเทศแค่ลูกเดียว แต่ใครจะไปรู้ว่ามันจะออกมาเป็นพวงขนาดนี้
เหล่าเฉินที่ยืนดูปฏิกิริยาของจ่างซุนอู๋จี้และหลี่จวินเซี่ยนอยู่ห่างๆ ก็ลอบส่งสายตาดูแคลนออกมา
พวกคนจากฉางอันนี่ช่างไร้เดียงสาจริงๆ แค่เห็นมันเทศก็ตื่นเต้นเหมือนเจอขุมทรัพย์ สำหรับพวกเราชาวค่าย มันเทศก็เป็นแค่อาหารธรรมดาๆ เท่านั้นแหละ
"หากเค่อหมิงยังไม่กลับไป แล้วได้มาเห็นมันเทศพวกนี้ ปฏิกิริยาของเขาคงจะตื่นเต้นกว่าฝู่จีเยอะเลยล่ะ"
หลี่ซื่อหมินยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ ก่อนหน้านี้ต่างก็พากันหาว่าข้าพูดโกหก ตอนนี้เป็นไงล่ะ อึ้งไปเลยสิ
ในขณะที่จ่างซุนอู๋จี้กำลังจินตนาการถึงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ของต้าถัง หลี่จวินเซี่ยนผู้เป็นขุนศึก กลับกำลังนึกถึงเสบียงอาหารสำหรับกองทัพ
เขาจำได้ว่าฝ่าบาทเคยตรัสไว้ว่า มันเทศชนิดนี้ เพียงแค่นำไปต้มในน้ำเดือดจนสุก ก็สามารถปอกเปลือกรับประทานได้เลย รสชาติทั้งนุ่ม หอม หวาน ถือเป็นอาหารเลิศรสที่หาทานได้ยาก และที่สำคัญ กินแค่ลูกเดียวก็อิ่มท้องได้นาน
หากสามารถนำมันเทศมาเป็นเสบียงอาหารสำหรับกองทัพได้ล่ะก็ เหล่าทหารกล้าก็ไม่ต้องทนเคี้ยวเสบียงแห้งที่ทั้งแข็งและเย็นชืดอีกต่อไป
นี่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพลิกโฉมการทำสงครามในอนาคตได้อย่างแน่นอน
"เจียงเทียนช่างเป็นยอดคนโดยแท้ ถึงขั้นสามารถเพาะพันธุ์พืชวิเศษเช่นนี้ขึ้นมาได้ หากมีการส่งเสริมให้ปลูกมันเทศไปทั่วทั้งต้าถัง ราษฎรก็จะไม่ต้องทนหิวโหยอีกต่อไป"
จ่างซุนอู๋จี้น้ำตาคลอเบ้าด้วยความตื้นตันใจ ในใจเขาประเมินเจียงเทียนสูงขึ้นไปอีกขั้น
หากยอดคนผู้นี้ได้เข้ารับราชการ ย่อมต้องเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนบ้านเมืองได้อย่างแน่นอน เขาเริ่มรู้สึกยินดีแทนหมิงเยว่ลูกสาวของเขา ที่แม้จะโชคชะตาเล่นตลก แต่ก็เหมือนหนูตกถังข้าวสาร ได้แต่งงานกับสามีที่ดีเลิศเช่นนี้
หลี่ซื่อหมินหันไปถาม "สหายเฉิน ตอนนี้มีแปลงนาที่กำลังไถพรวนอยู่บ้างไหม?"
เหล่าเฉินพยักหน้า "มีสิ เอ้อร์โก่วจือกำลังไถนาอยู่ตรงแปลงที่ห่างออกไปไม่ไกลนี่เอง"
"พาพวกเราไปดูหน่อยสิ!"
เหล่าเฉินถอนหายใจอย่างเอือมระอา
พวกคนฉางอันนี่มันยังไงกันนะ พอเห็นมันเทศก็ตื่นเต้นเหมือนเจอสมบัติล้ำค่า ทั้งที่มันก็เป็นแค่อาหารธรรมดาทั่วไป
ตอนนี้ก็อยากจะไปดูเขาไถนาอีก การไถนามันมีอะไรน่าดูนักหนา พวกคนพวกนี้สมองมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย!
แต่พอนึกถึงคำสั่งของท่านหัวหน้าค่าย เหล่าเฉินก็จำต้องพยักหน้ารับ "ก็ได้ ข้าจะพาพวกท่านไปดู"
ปลายเดือนพฤษภาคม เป็นฤดูเก็บเกี่ยวข้าวสาลีพอดี ชาวบ้านในค่ายหลายคนกำลังวุ่นอยู่กับการเกี่ยวข้าวสาลีในทุ่งนาของตนเอง
เมื่อพวกหลี่ซื่อหมินเดินผ่าน ก็ต้องตกตะลึงกับภาพทุ่งข้าวสาลีสีทองอร่ามที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
นี่มันข้าวสาลีจริงๆ หรือ?
ทำไมรวงข้าวถึงได้ใหญ่โตและอวบอ้วนขนาดนี้ แถมยังเจริญงอกงามดีเยี่ยมอีกต่างหาก
ดูจากสายตาแล้ว ผลผลิตข้าวสาลีที่นี่น่าจะได้ไม่ต่ำกว่าห้าตั้นต่อหมู่เป็นแน่ ซึ่งเมื่อเทียบกับผลผลิตข้าวสาลีทั่วไปในต้าถังที่ได้แค่ราวๆ หนึ่งถึงสองตั้นต่อหมู่แล้ว มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
"สหายเฉิน ข้าวสาลีพวกนี้ให้ผลผลิตต่อหมู่ประมาณเท่าไหร่หรือ?" จ่างซุนอู๋จี้ทนความอยากรู้ไม่ไหวจึงเอ่ยถามขึ้น
"ถ้าปีไหนเก็บเกี่ยวได้ผลดี ก็จะได้ประมาณเจ็ดถึงแปดตั้น แต่ถ้าแย่หน่อยก็ราวๆ ห้าตั้น โดยเฉลี่ยน่าจะตกอยู่ที่หกตั้นล่ะมั้ง" เหล่าเฉินตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
"หก... หก... หกตั้น..."
จ่างซุนอู๋จี้ถึงกับพูดตะกุกตะกักด้วยความตื่นตะลึง นี่มันเรื่องเหลือเชื่อชัดๆ ต่อให้เป็นที่นาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดใกล้กับอำเภอว่านเหนียน ผลผลิตข้าวสาลีในปีที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ก็ยังได้แค่ราวๆ สองตั้นเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละสามสิบของผลผลิตเฉลี่ยในค่ายชิงเฟิงเท่านั้นเอง
หรือว่าดินแดนแห่งค่ายชิงเฟิงนี้ จะได้รับพรจากสรวงสวรรค์กันนะ
เมื่อหลี่ซื่อหมินและหลี่จวินเซี่ยนได้ยินตัวเลขนี้ พวกเขาก็ตกตะลึงจนยืนตัวแข็งทื่อ ก้าวขาไม่ออกไปชั่วขณะ
เมื่อเห็นว่าทั้งกลุ่มหยุดยืนดูทุ่งข้าวสาลีตาไม่กระพริบ เหล่าเฉินก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเร่งด้วยความรำคาญ
"นี่พวกท่าน ตกลงจะไปดูการไถนาอยู่ไหมเนี่ย?"
"ไปสิ ไปแน่นอน"
จ่างซุนอู๋จี้ดึงสติกลับมาได้เป็นคนแรก รีบพยักหน้ารับคำรัวๆ
เมื่อเดินมาถึงแปลงนาของเอ้อร์โก่วจือ จ่างซุนอู๋จี้ก็มองเห็นคนผู้หนึ่งกำลังบังคับวัวเทียมไถอยู่ในทุ่งนาไกลๆ
เขาสังเกตเห็นว่า คันไถที่ผูกติดอยู่กับวัวตัวนั้น มีขนาดเล็กกว่าคันไถแบบคันตรงที่ใช้กันทั่วไปในต้าถังมากนัก และรูปร่างลักษณะก็ดูแตกต่างออกไปหลายส่วน
นอกจากนี้ เขายังพบว่า คันไถชนิดนี้ใช้แรงวัวเพียงแค่ตัวเดียว และคนบังคับก็ใช้แค่คนเดียว ซ้ำความเร็วในการไถนาก็ดูจะรวดเร็วกว่าการใช้คันไถแบบคันตรงเสียด้วย
ปล.หนึ่งตั้นเท่ากับ120จิน หรือ 60 โลครับ