- หน้าแรก
- ต้าถัง ได้โปรดเถอะ ช่วยเจิ้นด้วย
- ตอนที่ 48 มีข้าเจียงเทียนอยู่ทั้งคน พวกทูเจวี๋ยอย่าหวังจะกำเริบเสิบสาน!
ตอนที่ 48 มีข้าเจียงเทียนอยู่ทั้งคน พวกทูเจวี๋ยอย่าหวังจะกำเริบเสิบสาน!
ตอนที่ 48 มีข้าเจียงเทียนอยู่ทั้งคน พวกทูเจวี๋ยอย่าหวังจะกำเริบเสิบสาน!
ตอนที่ 48 มีข้าเจียงเทียนอยู่ทั้งคน พวกทูเจวี๋ยอย่าหวังจะกำเริบเสิบสาน!
"ต้าถังของเราขาดแคลนม้าศึกมาโดยตลอด ในขณะที่ทูเจวี๋ยนั้นขึ้นชื่อเรื่องม้าศึกชั้นยอด หากเราอาศัยความชื่นชอบในชาอัดแท่งของพวกทูเจวี๋ย นำชาอัดแท่งไปแลกเปลี่ยนเป็นม้าศึกของพวกเขา ต่อไปต้าถังของเราก็จะไม่มีวันขาดแคลนม้าศึกอีกเลย"
รอยยิ้มของตู้หรูฮุ่ยค่อยๆ แย้มกว้าง ราวกับได้เห็นภาพความสำเร็จนั้นปรากฏอยู่ตรงหน้า
ชาอัดแท่งสำหรับต้าถังแล้ว ก็เป็นเพียงแค่สินค้าธรรมดาสามัญ ตอนทำสนธิสัญญาที่สะพานเปี้ยนเฉียว เมื่อเจี๋ยลี่เรียกร้องชาอัดแท่งจำนวนมหาศาล แม้หลี่ซื่อหมินและเหล่าขุนนางจะทำทีเป็นปวดใจ แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาต่างก็แอบด่าเจี๋ยลี่ว่าโง่เง่าตาถั่ว ที่เลือกเอาแต่ของไร้ราคา
"เอาชาอัดแท่งไปแลกม้าศึกงั้นหรือ?"
หลี่จิ้งส่ายหน้า ปฏิเสธความคิดอันเพ้อฝันของตู้หรูฮุ่ยทันที "อย่าเพิ่งพูดถึงเลยว่าชาอัดแท่งมันเป็นของราคาถูกแค่ไหน พวกทูเจวี๋ยไม่มีทางยอมเอาม้าศึกมาแลกด้วยหรอก ยิ่งไปกว่านั้น เจี๋ยลี่ก็ไม่มีวันยอมให้ม้าศึกเล็ดลอดเข้าสู่ต้าถังเด็ดขาด"
ขุนนางบุ๋นอาจจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ แต่หลี่ซื่อหมินและหลี่จวินเซี่ยนต่างรู้ดีว่าหลี่จิ้งพูดถูก โดยเฉพาะประโยคหลังที่ว่า เจี๋ยลี่ไม่มีวันยอมให้ม้าศึกเล็ดลอดเข้าสู่ต้าถัง
ม้าศึกถือเป็นทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทุกเผ่าพันธุ์ ทุกประเทศชาติ เหตุที่ทูเจวี๋ยสามารถแผ่อำนาจเกรียงไกรได้ ก็เป็นเพราะกองทัพม้าเหล็กนับแสนนายนั่นไม่ใช่หรือ
เจี๋ยลี่ไม่ได้โง่ เขาไม่มีทางตัดแขนตัดขาตัวเอง เพื่อเปิดโอกาสให้ต้าถังได้พัฒนาความแข็งแกร่งขึ้นมาต่อกรกับเขาหรอก
ทว่า ในขณะนั้นเอง เจียงเทียนก็เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
"ข้ากลับคิดว่าแนวคิดของเหล่าตู้นั้น มีความเป็นไปได้สูงเลยนะ"
"ของหายากย่อมมีราคา ชาอัดแท่งอาจจะเป็นของธรรมดาๆ สำหรับพวกเรา แต่สำหรับพวกทูเจวี๋ยและชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือแล้ว มันคือของวิเศษล้ำค่า ซ้ำยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอีกด้วย
ในทางกลับกัน ม้าศึกอาจจะเป็นของหายากสำหรับต้าถัง แต่ครอบครัวชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือครอบครัวไหนบ้างล่ะที่ไม่มีม้า สำหรับพวกเขา ม้าอาจจะมีค่าน้อยกว่าชาอัดแท่งเสียด้วยซ้ำ"
"ประการที่สอง ที่หลี่จิ้งพูดว่าม้าศึกเป็นทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และเจี๋ยลี่จะไม่ยอมให้หลุดลอดเข้าสู่ต้าถังเด็ดขาดนั้นก็จริง แต่พวกเจ้าอย่าลืมสิว่า ทูเจวี๋ยเกิดจากการรวมตัวกันของหลายๆ ชนเผ่า พวกเจ้าคิดว่าพวกเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเจี๋ยลี่ทั้งหมดเลยงั้นหรือ?
อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่ข่านน้อยทู่ลี่ ก็ยังปีนเกลียวกับเขาอยู่เลย ขอเพียงเราใช้ผลประโยชน์เข้าล่อ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีใครยอมเอาม้ามาแลก
แถมมหานครแห่งการค้านี้ ก็ไม่ได้ผูกขาดให้เฉพาะตงทูเจวี๋ยเท่านั้น เราสามารถเปิดให้ประเทศอื่นๆ เข้ามาทำการค้าได้ด้วยนี่นา"
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเจียงเทียน ดวงตาของหลี่ซื่อหมินก็ยิ่งเป็นประกายวาววับ ตอนนี้เหลือเพียงปัญหาเดียวที่ยังติดค้างอยู่ในใจเขา
"ถ้าเป็นอย่างนั้น มหานครแห่งการค้านี้ก็คงจะเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในใต้หล้าเป็นแน่ หากเจี๋ยลี่เกิดหน้ามืดตามัว ยกทัพมาปล้นชิงล่ะก็ ด้วยกำลังทหารของต้าถังในปัจจุบัน บวกกับมหานครแห่งการค้าที่ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ไร้ซึ่งชัยภูมิให้ตั้งรับ เราก็คงจะรักษาเมืองนี้ไว้ไม่ได้เป็นแน่"
แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่หลี่ซื่อหมินก็ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า กองกำลังทหารของต้าถังในยุคเริ่มต้น ภายหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์นองเลือดที่ประตูเสวียนอู่ และสนธิสัญญาที่สะพานเปี้ยนเฉียวมานั้น ยังไม่อาจเทียบชั้นกับกองทัพอันเกรียงไกรของทูเจวี๋ยในยามที่กำลังรุ่งเรืองขีดสุดได้เลย
"ถูกต้อง หากไร้ซึ่งชัยภูมิที่ได้เปรียบ มหานครแห่งการค้าที่พวกเราอุตส่าห์ลงแรงสร้างขึ้นมา ก็คงมีโอกาสสูงที่จะถูกเจี๋ยลี่ชุบมือเปิบไป"
ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งราชสำนัก หลี่จิ้งย่อมตระหนักถึงช่องว่างทางกำลังรบระหว่างต้าถังกับทูเจวี๋ยเป็นอย่างดี
"หึหึ!"
เจียงเทียนหัวเราะหยันเบาๆ ก่อนจะกล่าวด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้น "มีข้าเจียงเทียนอยู่ทั้งคน เจี๋ยลี่ไม่มีทางแตะต้องมหานครแห่งการค้าได้แม้แต่ปลายเล็บหรอก ขอบอกไว้เลยว่า ชาวทูเจวี๋ยคนไหนที่ก้าวเท้าเข้ามาในเมืองนี้ จะต้องอยู่ในโอวาทและปฏิบัติตามกฎของข้าอย่างเคร่งครัด"
หากเป็นการสู้รบแบบเผชิญหน้ากลางสมรภูมิ เขาอาจจะสู้เจี๋ยลี่ไม่ได้
แต่ถ้าเป็นการป้องกันเมืองล่ะก็ ด้วยอานุภาพของหน้าไม้เข็มพิรุณบุปผา ต่อให้เจี๋ยลี่ยกทัพมาสองแสนนาย ก็ทำได้แค่ทิ้งซากศพกองเป็นภูเขาเลากาไว้หน้าประตูเมืองเท่านั้นแหละ
เมื่อเห็นรอยยิ้มอันเปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจของเจียงเทียน ดวงตาของหลี่ซื่อหมินก็พลันสว่างวาบ เขานึกถึงหน้าไม้เข็มพิรุณบุปผาของเจียงเทียนขึ้นมาได้
"น้องเจียง หรือว่าเจ้าตั้งใจจะนำหน้าไม้เข็มพิรุณบุปผามาสนับสนุนภารกิจนี้!"
หลี่ซื่อหมินตื่นเต้นสุดขีด หากได้หน้าไม้เข็มพิรุณบุปผามาครอบครองจริงล่ะก็ การป้องกันเมืองก็คงไร้เทียมทานอย่างแน่นอน
สาเหตุที่เขายอมทนให้เจียงเทียนโขกสับสารพัด ประการแรกก็เพราะเจียงเทียนคือผู้มีปัญญาเฉียบแหลม มักจะมีคำแนะนำดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเขาเสมอ อย่างเช่น ยุทธศาสตร์สงครามเศรษฐกิจนี้ ประการที่สองคือ เขาต้องการของวิเศษและเครื่องมือทำนาอันล้ำสมัยในค่ายชิงเฟิง
และที่สำคัญที่สุดคือ เขายังไม่มีปัญญาตีค่ายชิงเฟิงให้แตกได้ต่างหาก
"สนับสนุนงั้นหรือ?"
เจียงเทียนมองหลี่เอ้อร์ด้วยสายตาราวกับมองคนโง่ ก่อนจะแค่นหัวเราะ "นั่นมันอาวุธคู่กายที่ข้าใช้ปกป้องค่ายนะเว้ย เจ้าจะให้ข้ายกให้เจ้าเนี่ยนะ เหล่าหลี่ ล้อเล่นแรงไปหน่อยมั้ง!"
"เอ่อ..."
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าหลี่เอ้อร์ยอมตกลงสร้างมหานครแห่งการค้า ข้าจะส่งเสี่ยวเตาพร้อมกับลูกน้องกลุ่มหนึ่งไปช่วยเจ้า แต่พวกเขาจะมีหน้าที่แค่เฝ้าประตูเมือง ป้องกันไม่ให้ศัตรูบุกเข้ามาได้เท่านั้นนะ จะไม่รับคำสั่งจากพวกเจ้าเด็ดขาด
อ้อ มีข้อแม้อีกอย่าง ถ้าอยากให้ข้าช่วยดูแลความปลอดภัยของเมืองล่ะก็ ข้าขอส่วนแบ่งหนึ่งในสิบของรายได้ทั้งหมดของเมืองนี้"
มหานครแห่งการค้าแห่งนี้ หากสร้างสำเร็จ จะต้องกลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในต้าถัง และอาจจะรวมถึงบรรดาประเทศราชรอบข้างด้วย โอกาสกอบโกยผลกำไรมหาศาลแบบนี้ มีหรือที่เจียงเทียนจะยอมปล่อยให้หลุดมือ
และหากคิดคำนวณดูให้ดี หลี่เอ้อร์... เอ้ย ไม่สิ หลี่ซื่อหมินต่างหาก ที่จะไม่มีวันขาดทุนอย่างแน่นอน
"แล้ว 'สงครามวัฒนธรรม' ที่เจ้าว่ามาล่ะ มันคืออะไร? แล้วมีวิธีการอย่างไรหรือ?" หลี่ซื่อหมินถามต่อ