- หน้าแรก
- ต้าถัง ได้โปรดเถอะ ช่วยเจิ้นด้วย
- ตอนที่ 34 เจียงเทียน เจ้าคิดจะก่อกบฏอย่างนั้นหรือ?
ตอนที่ 34 เจียงเทียน เจ้าคิดจะก่อกบฏอย่างนั้นหรือ?
ตอนที่ 34 เจียงเทียน เจ้าคิดจะก่อกบฏอย่างนั้นหรือ?
ตอนที่ 34 เจียงเทียน เจ้าคิดจะก่อกบฏอย่างนั้นหรือ?
ไม่มีสตรีใดในโลกที่ไม่รักสวยรักงาม จ่างซุนอู๋โก้วเองก็เช่นกัน
แต่ทว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความอร่อยล้ำของจาเจี้ยงเมี่ยน นางกลับเลือกที่จะโยนเรื่องความสวยความงามทิ้งไปชั่วคราว
ความสวยงั้นหรือ?
การรักษารูปร่างงั้นหรือ?
มันจะไปสำคัญกว่าการได้ปรนเปรอความอยากอาหารได้อย่างไร?
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนางจัดการจาเจี้ยงเมี่ยนชามเล็กของตัวเองจนหมดเกลี้ยงแล้ว หันไปเห็นหยางเฟยยังคงโซ้ยจาเจี้ยงเมี่ยนชามโตอย่างเอร็ดอร่อย นางก็ยิ่งทนไม่ไหว
เมื่อเห็นจ่างซุนอู๋โก้วลุกขึ้น ทำท่าจะไปตักบะหมี่เพิ่ม เจียงเทียนก็รีบดึงชามบะหมี่หลบด้วยความขบขัน
"นี่จ่างซุนอู๋โก้ว เจ้าอย่าบอกนะว่าที่ข้าให้เจ้ากินน้อยลง เป็นเพราะอยากให้เจ้ารักษารูปร่างน่ะ?"
"อ้าว แล้วมันไม่ใช่เหตุผลนั้นหรือ?"
จ่างซุนอู๋โก้วถามอย่างงุนงง นอกเหนือจากเหตุผลนี้แล้ว จะเป็นเหตุผลอะไรไปได้อีก
"แน่นอนว่าไม่ใช่ ที่ข้าให้เจ้ากินน้อย ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนคราวก่อนต่างหาก"
เมื่อเห็นจ่างซุนอู๋โก้วชะงักไป เจียงเทียนก็เลิกหวงชามบะหมี่ แล้วยักคิ้วหลิ่วตาให้นาง
"หากเจ้าเกิดอาการหอบหืดกำเริบขึ้นมาอีก เพราะกินจนหลอดอาหารไปกดทับหลอดลมล่ะก็ คราวนี้ข้าอาจจะไม่ได้แค่ช่วยปลดสายคาดเอวให้เจ้าแค่นั้นหรอกนะ ถึงเวลานั้น เจ้าจะมาหาว่าข้าฉวยโอกาสไม่ได้นะ"
"ข้าไม่กินแล้วก็ได้ เลิกพูดถึงเรื่องนั้นสักทีเถอะ"
จ่างซุนอู๋โก้วแอบชำเลืองมองหยางเฟยที่ยังคงก้มหน้าก้มตากินจาเจี้ยงเมี่ยนอย่างไม่สนใจโลก ดูเหมือนนางจะไม่ได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ จ่างซุนอู๋โก้วจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หลังจากกินอิ่มหนำสำราญแล้ว จ่างซุนอู๋โก้วก็หวนนึกถึงภาพบรรยากาศในโรงงานของเจียงเทียนเมื่อตอนกลางวัน
สีหน้าของนางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียด หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดนางก็ตัดสินใจเอ่ยปากถาม
"เจียงเทียน ท่านสร้างหน้าไม้เข็มพิรุณบุปผามากมายขนาดนั้น หรือว่าท่านคิดจะก่อกบฏหรือ?" จ่างซุนอู๋โก้วถามด้วยความกังวลใจ
นางเคยประจักษ์ถึงอานุภาพการทำลายล้างของหน้าไม้เข็มพิรุณบุปผามาแล้ว มันคืออาวุธสงครามที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง
เจียงเทียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะ "เจ้าคิดไปไกลถึงไหนเนี่ย ข้าสร้างมันขึ้นมาก็เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันค่ายโจรต่างหากล่ะ แม้ค่ายนี้จะตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบ ยากแก่การบุกโจมตี แต่ของในค่ายแต่ละอย่าง หากหลุดออกไปข้างนอก ย่อมสร้างความฮือฮาได้อย่างแน่นอน ข้าคิดว่าแค่การป้องกันแบบเดิมๆ คงไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของค่ายได้อีกต่อไป"
"ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าหลี่น่ะ ถึงแม้ภายนอกจะทำทีเป็นตีสนิทเรียกข้าว่าน้อง แต่ในใจลึกๆ แล้ว เขาก็คงยังผูกใจเจ็บที่ข้าแย่งภรรยาสุดที่รักของเขามา ใครจะรู้ว่าเขาแอบวางแผนเล่นงานข้าลับหลังไว้อย่างไรบ้าง"
"อีกอย่าง เจ้าคงไม่รู้สินะว่า วันก่อนที่ตีนเขา มีกองทหารมาตั้งสามหมื่นนาย แถมยังเป็นทหารม้าล้วนๆ เสียด้วยสิ เท่านั้นยังไม่พอ ขุนพลระดับพระกาฬอย่าง เฉิงเย่าจิน หลี่จิ้ง ฉินฉยง และอวี้ฉือจิ้งเต๋อ ต่างก็มากันครบเลย เส้นสายของเหล่าหลี่นี่มันกว้างขวางจริงๆ
ไม่แน่ว่าวันดีคืนดี เขาอาจจะยกทัพใหญ่มาถล่มค่ายชิงเฟิงของข้าก็ได้ ข้าก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้ก่อนสิ"
จ่างซุนอู๋โก้วไม่คาดคิดว่าเรื่องราวจะมีความซับซ้อนถึงเพียงนี้ นางรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
ในตอนนั้นเอง หยางเฟยก็โพล่งขึ้นมาว่า "แปลว่าท่านไม่ได้คิดจะก่อกบฏใช่ไหมล่ะ?"
"แน่นอน ข้าแค่ต้องการเนรมิตค่ายชิงเฟิงแห่งนี้ ให้กลายเป็นสรวงสวรรค์บนดิน หรือก็คือสังคมอุดมคติอย่างที่ท่านเซี่ยหลิงอวิ้นเคยพรรณนาไว้ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
ใต้หล้านี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก มีเรื่องวุ่นวายให้จัดการตั้งมากมาย ข้าไม่มีกะจิตกะใจจะไปนั่งบริหารแผ่นดินหรอก" เจียงเทียนตอบด้วยรอยยิ้ม
"อุ๊บ!"
หยางเฟยหลุดขำออกมา "ท่านนี่มันแปลกคนจริงๆ ผู้ชายทั้งแผ่นดินต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะขึ้นครองบัลลังก์มังกร เป็นใหญ่ในใต้หล้า แต่ท่านกลับอยากเป็นแค่หัวหน้าโจรภูเขาเนี่ยนะ"
"หึ! เป็นฮ่องเต้แล้วมีอะไรน่าอิจฉานักหนา นอกจากจะมีสนมสวยๆ เยอะหน่อย เขากินดีอยู่ดีเท่าข้าไหมล่ะ? ของใช้ของเขาสะดวกสบายเท่าของข้าหรือเปล่า? ชีวิตของเขามีความสุขเท่าข้าไหม?
อีกอย่าง ด้วยความงดงามระดับพวกเจ้า ข้าว่าก็คงไม่ด้อยไปกว่าบรรดาสนมของหลี่เอ้อร์หรอกน่า เดี๋ยววันหน้าข้าลงเขาไปฉุดสาวงามมาเพิ่มให้พวกเจ้าสักสองสามคน คราวนี้ก็สมบูรณ์แบบแล้ว"
แม้คำพูดของเจียงเทียนจะดูพิลึกพิลั่นไปบ้าง แต่จ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยก็ต้องยอมรับว่า สิ่งที่เขาพูดมานั้นเป็นความจริงทุกประการ
เดี๋ยวนะ...
"เจียงเทียน คำพูดนี้หมายความว่าท่านไม่คิดจะปล่อยพวกเรากลับลงเขาแล้วใช่ไหม?" หยางเฟยจับประเด็นสำคัญได้ จึงรีบถาม
"ขืนปล่อยพวกเจ้ากลับไป ข้าก็โง่เต็มทีสิ!"
เจียงเทียนไม่คิดจะปิดบังความในใจ "ประการแรก ข้าตัดใจจากพวกเจ้าไม่ได้ ประการที่สอง ข้าดูออกว่าเหล่าหลี่ไม่ใช่คนธรรมดา ขืนปล่อยพวกเจ้ากลับไป เขาจะยังทะนุถนอมพวกเจ้าเหมือนเดิมหรือเปล่าก็ไม่รู้?"
"คำตอบก็คือไม่มีทาง และตอนที่กินข้าวด้วยกันวันนั้น ท่าทีของเหล่าหลี่ก็บ่งบอกชัดเจนว่าเขาพร้อมจะขายภรรยาเพื่อความก้าวหน้า พวกเจ้าดูไม่ออกหรือไง คนพรรค์นี้ ยังจะควรค่าแก่การมอบกายถวายชีวิตให้อีกหรือ?"
เจียงเทียนพูดอย่างตรงไปตรงมา หวังจะทำลายความจงรักภักดีและความผูกพันที่จ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยมีต่อหลี่ซื่อหมินให้หมดสิ้น
ในยุคสมัยนี้ สตรีต่างก็ยึดมั่นในค่านิยม 'สามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม' การจะเปลี่ยนความคิดของพวกนาง จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง
เมื่อได้ฟังคำพูดของเจียงเทียน ทั้งจ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยต่างก็นิ่งเงียบไป พวกนางย่อมรู้ดีว่าหลี่ซื่อหมินเป็นคนอย่างไร
ภายใต้ภาพลักษณ์อันสง่างามและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมนั้น แท้จริงแล้ว เพื่ออำนาจและราชบัลลังก์ เขาพร้อมที่จะสละได้ทุกสิ่ง แม้กระทั่งภรรยาและลูกก็ตามที
ความจริงแล้ว พวกนางรู้ดีอยู่แก่ใจ ตั้งแต่วินาทีที่หลี่ซื่อหมินยอมจำนน และทิ้งพวกนางไว้ที่ค่ายชิงเฟิงแห่งนี้ โชคชะตาของพวกนางก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่า จะไม่มีวันได้กลับไปฉางอันอีก
"ในเมื่อเขามีเจตนาแอบแฝง แล้วทำไมท่านถึงยังยอมช่วยเหลือเขาอีกล่ะ?"
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ ในที่สุดจ่างซุนอู๋โก้วก็ตัดสินใจถามในสิ่งที่คาดใจมานาน