เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: กระบี่เย็นเยียบ โลหิตร้อนระอุ ผู้ใดหลอกลวง

บทที่ 2: กระบี่เย็นเยียบ โลหิตร้อนระอุ ผู้ใดหลอกลวง

บทที่ 2: กระบี่เย็นเยียบ โลหิตร้อนระอุ ผู้ใดหลอกลวง


บทที่ 2: กระบี่เย็นเยียบ โลหิตร้อนระอุ ผู้ใดหลอกลวง

ลมหนาวพัดกรีดราวกับคมมีด บาดลึกผ่านชุดบ่าวรับใช้ที่ขาดวิ่นของเซียวเฉิน ทะลวงเข้าสู่กระดูกดำ

เขาพิงกระบี่ยาวที่เปรอะเปื้อนสนิม พยายามข่มความคาวของเลือดที่ตีตื้นขึ้นมาในลำคอ ทุกลมหายใจนำมาซึ่งความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสทั่วสรรพางค์กาย

การฝืนใช้เพลงกระบี่ขั้นสมบูรณ์แบบ ทำให้เส้นลมปราณของเขาแทบจะแหลกสลาย นี่คือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการฝืนลิขิตสวรรค์

บนหน้าจอโปร่งแสงที่ลอยอยู่เบื้องหน้า ตัวเลขสีแดงฉานประทับลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเขาราวกับเหล็กร้อน: 【อายุขัยคงเหลือ: 2 ปี 14 วัน】

2 ปี กว่า 700 วัน 700 คืน

สำหรับผู้บำเพ็ญเพียร มันเป็นเพียงพริบตาเดียวในการเก็บตัวฝึกวิชา แต่สำหรับเขา มันคือการนับถอยหลังสู่ขุมนรก

ไกลออกไป เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของบ่าวรับใช้หลายคนถูกลมและหิมะกลืนหาย พวกเขาเห็นข้อมือที่ถูกตัดขาดอาบเลือดของยามรักษาการณ์ และร่างที่โซเซหนีตายของผู้ดูแลจ้าวขุย พลางตะเกียกตะกายมุ่งหน้าไปยังหอผู้คุมกฎ

เซียวเฉินรู้ดีว่าเขาได้แหย่รังแตนเข้าแล้ว

ภายในหอผู้คุมกฎ เตาผิงสว่างไสว

ใบหน้าของผู้ดูแลจ้าวขุยซีดเผือด ถ้วยชาศิลาดลในมือแตกกระจายเป็นผุยผงเมื่อตกกระทบพื้นเสียงดัง "เพล้ง"

"เจตจำนงกระบี่ขั้นสมบูรณ์แบบ... บ่าวรับใช้ชั้นต่ำจะทำได้ยังไง!" เขาคำรามอย่างเสียสติ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเคียดแค้น

เขาจะยอมให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปไม่ได้เด็ดขาด!

"ใครก็ได้ มานี่!" ผู้ดูแลจ้าวขุยแผดเสียงก้อง "ปิดล้อมบริเวณคุกเหมันต์และลบประวัติเรื่องค่ายกลสมุนไพรทิ้งให้หมด! ถ่ายทอดคำสั่งของข้า: บ่าวรับใช้เซียวเฉินขโมยโอสถต้องห้าม แหกคุกออกมาก่อเหตุฆาตกรรม เป็นผู้มีความผิดร้ายแรง ให้ประกาศจับไปทั่วทั้งสำนัก! ข้าต้องการตัวมัน ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย!"

ทันทีที่คนสนิทรับคำสั่งและจากไป เงาร่างค่อมหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเงียบๆ บนหน้าต่างกระดาษนอกประตู เสียงแหบพร่าราวกับใบไม้แห้งเสียดสีกันดังขึ้น: "ท่านผู้คุมกฎ ช่างอารมณ์ร้อนเสียจริง"

เขาคือเฒ่าม่อ ผู้ดูแลสวนสมุนไพร

ผู้ดูแลจ้าวขุยรู้สึกเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ แต่ยังคงฝืนทำใจดีสู้เสือ: "เฒ่าม่อ ท่านมาทำไม?"

"ตาเฒ่าอย่างข้าแค่อยากมาดูว่าใครหน้าไหนมันกล้าแตะต้องอาคมข่ายคุกเหมันต์" เฒ่าม่อผลักประตูเข้ามา นัยน์ตาขุ่นมัวไร้ซึ่งความรู้สึก "เมื่อคืนนี้ มีคนแอบไปคลายค่ายกลสะกดวิญญาณของคุกหมายเลข 3 และใส่ 'ผงล่อมาร' ครึ่งสลึงลงในค่ายกลสมุนไพรของท่าน เด็กคนนั้น... เดิมทีก็เป็นแค่แพะรับบาปที่ถูกกำหนดให้ตายอย่างกะทันหันระหว่างทดสอบโอสถให้ท่าน ใครจะไปคิดว่ามันจะกลายมาเป็นเพชฌฆาตปลิดชีพท่านแทนล่ะ?"

ผู้ดูแลจ้าวขุยเงยหน้าขึ้นขวับ รูม่านตาหดเกร็งอย่างรุนแรง!

การตั้งค่ายกลสมุนไพรส่วนตัวและทำร้ายบ่าวรับใช้ถือเป็นโทษประหารชีวิตอยู่แล้ว หากมีคนรู้ว่าเขายังแอบไปยุ่งกับอาคมข่ายคุกเพื่อใส่ร้ายผู้อื่นอีก... เขาไม่อยากคิดต่อ ประกายอำมหิตวาบผ่านดวงตา

มุมหนึ่งของสวนสมุนไพรที่ถูกทิ้งร้าง ลมหนาวพัดกรรโชก

เซียวเฉินฉีกชายเสื้อมาพันบาดแผลบนแขนที่ถูกปราณกระบี่บาดอย่างลวกๆ แล้วยัดหญ้าวิญญาณเหมันต์ต้นสุดท้ายที่แผ่ไอเย็นบางเบาใส่มือร่างเล็กๆ ที่ผอมโซ

"เสี่ยวโต้วหยา กินซะ จะได้รอด" เสียงของเขาแหบพร่าอย่างหนักจากอาการบาดเจ็บ

เด็กชายที่ถูกเรียกว่า เสี่ยวโต้วหยา อายุเพียง 7-8 ขวบ ริมฝีปากม่วงคล้ำเพราะความหนาว ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา เขากำต้นไม้แห่งชีวิตไว้แน่น: "พี่ชาย... พวกเขาบอกว่าพี่ฆ่าคน จริงเหรอ?"

"ข้าฆ่าแต่พวกที่สมควรตายเท่านั้น" เซียวเฉินมองเขา แววตาอ่อนโยนลงอย่างผิดหูผิดตา "วันหลังอย่าไปขโมยเคล็ดวิชามาฝึกอีกล่ะ มันไม่คุ้มหรอกที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับความหวังริบหรี่แค่นั้น"

เสี่ยวโต้วหยาธาตุไฟเข้าแทรกขณะฝึกเคล็ดวิชาที่แอบไปขโมยมา ทำให้ไอเย็นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจนอาการปางตาย ยาถอนพิษเพียงอย่างเดียวคือหญ้าวิญญาณเหมันต์ในค่ายกลสมุนไพรของผู้ดูแลจ้าวขุย

นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เซียวเฉินบุกเข้าไปในคุกเหมันต์

"พี่ชาย พี่จะตายไหม?" เสี่ยวโต้วหยาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาร้อนๆ เอ่อล้น

เซียวเฉินยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันที่เปื้อนเลือด แล้วเอื้อมมือไปขยี้ผมเด็กน้อย: "ไม่ต้องห่วง ข้ามันดวงแข็ง ต่อให้เป็นพญายมก็ยังรังเกียจ ไม่กล้ามารับตัวข้าไปหรอก"

เสียงหัวเราะของเขาฟังดูอ้างว้างยิ่งนักท่ามกลางสายลมหนาว

เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีตะกั่ว หัวใจเหน็บหนาว

วันนี้เขาช่วยเสี่ยวโต้วหยาไว้ได้ แต่พรุ่งนี้ล่ะ?

แล้วมะรืนนี้ล่ะ?

หนี้เลือดของพ่อแม่ยังไม่ได้ชำระ ความอัปยศของตัวเองก็ยังไม่ได้ล้าง เขาจะพึ่งพาแต่การระเบิดพลังจากการเผาผลาญอายุขัยไปได้อีกนานแค่ไหน?

เขาต้องการพลังที่แท้จริง—พลังอำนาจเบ็ดเสร็จที่ไม่ขึ้นอยู่กับอายุขัย และสามารถบดขยี้ศัตรูทั้งหมดให้จมดิน!

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายและเสียงตะโกนโหวกเหวกก็ดังมาจากไกลๆ ทำลายความเงียบสงบชั่วขณะ

"เซียวเฉิน! เจ้ากล้าดีนักที่สมรู้ร่วมคิดกับผู้บำเพ็ญเพียรมารและขโมยโอสถต้องห้าม! ยอมจำนนซะเถอะ!"

ผู้ดูแลจ้าวขุยนำกำลังคนมาด้วยตัวเอง!

เบื้องหลังเขามีศิษย์สายนอกกว่าสิบคน แต่ละคนถือกระบี่คมกริบและแผ่รังสีอำมหิต

และข้อหาที่เขายัดเยียดให้ มันร้ายแรงกว่า "แหกคุกออกมาก่อเหตุฆาตกรรม" เป็นร้อยเท่า!

"ท่านผู้คุมกฎจ้าว ทุกอย่างต้องมีหลักฐานนะ" ใครบางคนในกลุ่มกระซิบ

ผู้ดูแลจ้าวขุยแสยะยิ้ม หยิบถุงเก็บหลักฐานออกมาจากอกเสื้อแล้วชูขึ้นสูง: "หลักฐานงั้นเรอะ? นี่ไงหลักฐาน!" เขาเทเศษซากของหญ้าวิญญาณเหมันต์หลายต้นออกมา ซึ่งมีไอหมอกสีดำจางๆ ปกคลุมอยู่จริงๆ "นี่คือ 'ตราประทับมารกัดกินหัวใจ' ที่พวกมารนอกรีตใช้บำเพ็ญเพียร! ผนวกกับคำให้การของบ่าวรับใช้โอสถที่เห็นมันติดต่อกับชายชุดดำเมื่อคืนนี้—ทั้งพยานบุคคลและวัตถุพยานครบถ้วน เจ้ายังมีอะไรจะแก้ตัวอีกไหม?"

ฝูงชนแตกตื่นฮือฮาขึ้นมาทันที สายตาที่มองเซียวเฉินเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์

การสมรู้ร่วมคิดกับผู้บำเพ็ญเพียรมารเป็นโทษมหันต์ในสำนักชิงอวิ๋น ซึ่งจะลากครอบครัวไปรับโทษด้วย!

เซียวเฉินยืนนิ่ง ราวกับไม่ได้ยินคำพูดพล่อยๆ เหล่านั้น

เขารู้สึกเพียงว่าจี้หยกของพ่อแม่ที่แตกละเอียดอยู่ในอกเสื้อ กำลังแผ่ไออุ่นจางๆ แทบสัมผัสไม่ได้ออกมา ราวกับกำลังให้กำลังใจเขาอย่างเงียบๆ

เขาค่อยๆ หลับตาลง จมดิ่งลงสู่จิตสำนึก

【สิบสามกระบวนท่าเมฆาเขียวขจี (สมบูรณ์แบบ): กำลังคูลดาวน์ เวลาคงเหลือ 12 ชั่วโมง】

【สามารถใช้อายุขัยเพื่ออัปเกรดหรือทำความเข้าใจทักษะอื่นๆ ได้】

เป็นอย่างนี้นี่เอง...

จู่ๆ เซียวเฉินก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันและบ้าคลั่ง

เขาลืมตาขึ้น ประกายตาคมกริบดุจสายฟ้า จ้องเขม็งไปที่ผู้ดูแลจ้าวขุยที่กำลังโอ้อวด: "ในเมื่อท่านผู้คุมกฎจ้าวปูทางมาให้ถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าข้าไม่แสดงบทบาทให้สมน้ำสมเนื้อก็คงจะเสียมารยาทแย่"

สิ้นเสียง ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน เขาก้มลงคว้าหิมะที่ปะปนกับเศษน้ำแข็งกำใหญ่ แล้วสาดขึ้นไปในอากาศ!

เกล็ดหิมะปลิวว่อน บดบังสายตาของทุกคน

ตอนนี้แหละ!

"วิ้ง!"

เสียงกระบี่ครางกระหึ่มขึ้น แสงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวราวกับถือกำเนิดขึ้นจากความว่างเปล่า แหวกม่านหิมะ พุ่งทะยานออกไปด้วยวิถีที่แหกกฎเกณฑ์ทั้งปวง!

สิบสามกระบวนท่าเมฆาเขียวขจี ย้อนกลับ!

กระบี่แรกที่ควรจะเป็นกระบวนท่าเปิด กลับกลายเป็นกระบวนท่าสังหารที่เหี้ยมโหดที่สุด พุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของผู้ดูแลจ้าวขุย!

"อะไรกัน?!" ทุกคนหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว

เจตจำนงกระบี่ขั้นสมบูรณ์แบบพลิ้วไหวถึงเพียงนี้ แม้แต่การใช้กระบวนท่าย้อนกลับก็ไม่ได้ทำให้พลังลดลงเลยแม้แต่น้อย!

ไอ้เด็กนี่มันปีศาจหรือไง?

ผู้ดูแลจ้าวขุยตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบชักกระบี่ขึ้นมาปัดป้อง

เสียง "เคร้ง" ดังสนั่น เขารู้สึกถึงแรงกระแทกมหาศาลซัดเข้ามาจนต้องถอยหลังไป 3 ก้าว ง่ามมือฉีกขาด เลือดไหลซิบ!

ยังไม่ทันจะตั้งหลักได้ เซียวเฉินก็เดินย่ำมาบนหิมะ แต่ละก้าวราวกับเหยียบย่ำลงบนหัวใจของทุกคน เสียงเย็นเยียบของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ: "ท่านหาว่าข้าสมรู้ร่วมคิดกับผู้บำเพ็ญเพียรมารงั้นหรือ? แล้วการที่ท่านตั้งค่ายกลสมุนไพรส่วนตัว เอาชีวิตของเพื่อนบ่าวรับใช้ไปทดสอบโอสถ—แบบนี้เรียกว่าสมคบคิดกับจิตมารอันสกปรกโสมมของตัวเองได้หรือเปล่า?"

สายตาของเขาราวกับใบมีด กวาดมองไปที่ศิษย์ที่กำลังเคลือบแคลงสงสัย เสียงของเขาดังขึ้นอย่างกะทันหัน: "เมื่อคืนนี้ มีคน 3 คนเข้าไปในคุกเหมันต์ 2 คนเป็นยามที่ทำตามคำสั่งท่าน ส่วนอีกคนคือคนส่งน้ำแกงบูดให้พวกนักโทษ..."

เขาหยุดพูด สายตาจับจ้องไปที่ร่างค่อมหลังที่ยืนพิงไม้เท้าอยู่ริมขอบฝูงชนอย่างแม่นยำ

"เฒ่าม่อ ท่านว่าอย่างนั้นไหม?"

สายตาของทุกคนหันขวับไปที่เขาทันที

ฝูงชนแหวกออกราวกับเกลียวคลื่น เผยให้เห็นเฒ่าม่อที่กำลังลนลาน

นัยน์ตาขุ่นมัวของเฒ่าม่อจ้องเขม็งไปที่ผู้ดูแลจ้าวขุย ริมฝีปากสั่นระริกอยู่นานก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุด เขากระแทกไม้เท้าลงพื้นอย่างแรง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า: "ท่านผู้คุมกฎ... กฎของสำนักระบุไว้ว่า คนทดสอบโอสถต้องมาจากการจับฉลากเลือกบ่าวรับใช้ทุกเดือน แต่ 3 เดือนที่ผ่านมา รายชื่อในค่ายกลสมุนไพร ล้วนเป็นคนที่เคยล่วงเกินท่านทั้งนั้น! เซียวเฉินก็คือหนึ่งในนั้น!"

สิ้นประโยคนี้ ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบสงัด ตามมาด้วยเสียงฮือฮาดังสนั่นหวั่นไหว!

ใบหน้าของผู้ดูแลจ้าวขุยซีดเผือดราวกับคนตาย เขารู้ตัวแล้วว่าคราวนี้เขาจบเห่แน่!

สติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้ายถูกกลืนกินด้วยความบ้าคลั่ง เขาคำรามด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว: "ไอ้แก่รนหาที่ตาย!" พูดจบ เขาก็เค้นพลังปราณทั้งหมดฟาดฝ่ามือเข้าใส่เฒ่าม่อ หมายจะฆ่าปิดปาก!

ทว่าแสงกระบี่ที่เร็วกว่ากลับพุ่งมาขวางกลางระหว่างคนทั้งสอง

ปลายกระบี่สั่นไหวเล็กน้อย สะท้อนแววตาเย็นเยียบเสียดกระดูกของเซียวเฉิน เขาพูดทีละคำ น้ำเสียงไม่ดังนักแต่กลับดังก้องเข้าไปในโสตประสาทของทุกคน:

"ทีนี้ ถึงตาข้าเป็นฝ่ายถามท่านบ้าง—กระบี่เล่มนี้เพียงพอที่จะทำให้ท่านหุบปากได้หรือยัง?"

ลมและหิมะพัดกรรโชกแรงขึ้น เสื้อผ้าของทุกคนสะบัดปลิว แต่กลับไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาอีก

เซียวเฉินยืนถือกระบี่ประหนึ่งเทพแห่งการสังหาร

เขารู้ดีว่าวิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ชั่วคราว แต่ผู้ดูแลจ้าวขุยก็เป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อย

ร่างแหขนาดใหญ่ที่ทำลายครอบครัวของเขาและผลักไสเขาให้ตกอยู่ในสภาพนี้ ยังคงปกคลุมอยู่เหนือสำนักชิงอวิ๋น

และความแข็งแกร่งชั่ววูบที่ได้มาจากการเผาผลาญอายุขัย มันช่างเปราะบางและไร้พลังเมื่ออยู่ต่อหน้าร่างแหนั้น

ความวุ่นวายครั้งนี้ใหญ่โตเกินไป—บ่าวรับใช้เปิดโปงและเอาชนะผู้คุมกฎต่อหน้าธารกำนัล—มันเกินขอบเขตที่หอผู้คุมกฎจะรับมือได้แล้ว

เขารู้สึกได้ลางๆ ว่ามีสายตาที่เยือกเย็นและทรงพลังกว่า ค่อยๆ ก้มลงมองจากเบื้องบนหมู่เมฆ ลงมายังสวนสมุนไพรเล็กๆ แห่งนี้แล้ว

จบบทที่ บทที่ 2: กระบี่เย็นเยียบ โลหิตร้อนระอุ ผู้ใดหลอกลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว