- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพผู้เก่งกาจกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่
- บทที่ 13 - ขึ้นเขาเก็บสมุนไพร
บทที่ 13 - ขึ้นเขาเก็บสมุนไพร
บทที่ 13 - ขึ้นเขาเก็บสมุนไพร
บทที่ 13 - ขึ้นเขาเก็บสมุนไพร
“พ่อครับ สัตว์ร้ายที่ไหนกัน นั่นมันแค่เสียงนกร้องต่างหาก”
พ่อมองบุฝานด้วยสายตาเหมือนมองคนบ้า “ลูกชาย แกว่าพ่อดูเหมือนคนโง่เหรอ”
บุฝานทั้งขำทั้งสงสาร ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาเรื่องมาโน้มน้าวพ่อให้ได้ “พ่อ พ่อคงไม่รู้สินะ ตอนผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ผมเคยเจอมากับตัวเลยนะไอกลุ่มนกพวกนี้ เสียงร้องของพวกมันมีสารพัดรูปแบบเลย บางตัวก็ร้องเหมือนเด็กทารกกำลังร้องไห้ ฟังตอนกลางคืนนี่หลอนสุดๆ ไปเลยล่ะ”
พ่อลองนึกตาม ก็จำได้ว่าตัวเองก็เคยโดนเสียงนกประหลาดหลอกจนขวัญหนีดีฝ่อมาแล้วเหมือนกัน จึงลองถามย้ำอีกครั้ง “ลูกชาย แกพูดจริงใช่ไหมเนี่ย”
“พ่อ! ผมจะโกหกไปทำไมเล่า ขึ้นไปดูก็รู้เองแหละ อ้อ จริงสิพ่อ! พ่อกลับไปเอาตะกร้ามาเพิ่มอีกสักสองสามใบดีกว่า สมุนไพรบนเขามีเยอะมาก ตะกร้าสองใบนี้คงใส่ไม่พอแน่ๆ เดี๋ยวผมเอาสมุนไพรในตะกร้าผมเทใส่ตะกร้าพ่อให้หมด แล้วผมจะรอพ่ออยู่ตรงนี้นะ”
บุฝานพูดพลางเทสมุนไพรของตัวเองลงในตะกร้าของพ่อ พ่อไม่ได้คิดระแวงอะไร เห็นด้วยกับความคิดของลูกชาย จึงสะพายตะกร้าที่เต็มไปด้วยสมุนไพรเดินกลับลงเขาไป เมื่อเห็นพ่อเดินลับสายตาไปแล้ว บุฝานก็รีบวิ่งพุ่งพรวดขึ้นไปบนยอดเขาทันที เสียงคำรามเมื่อครู่นี้ เขามั่นใจเต็มร้อยว่าเป็นเสียงของสัตว์ร้ายแน่นอน
ลั่วหลิงส่วงเคยบอกเขาว่า สัตว์ร้ายที่มีสติปัญญามักจะไม่ปักหลักอยู่กับที่นานๆ เว้นเสียแต่ว่าบริเวณนั้นจะมีของวิเศษหรือสมุนไพรล้ำค่าซ่อนอยู่ และมันกำลังเฝ้ารอเวลาที่ของวิเศษนั้นจะเติบโตเต็มที่ ฟังจากเสียงคำรามแล้ว น่าจะเป็นเสียงร้องด้วยความดีใจของสัตว์ร้าย โอกาสทองแบบนี้ บุฝานไม่มีทางยอมปล่อยให้หลุดมือไปแน่
เขาพุ่งทะยานมาถึงยอดเขาในพริบตา เมื่อมาถึงก็พบกับงูเหลือมยักษ์สีดำมะเมื่อยืดตัวยาวกว่า 10 เมตร หัวของมันใหญ่กว่าหัวของบุฝานตั้งหลายเท่า แค่อ้าปากงาบทีเดียวก็กลืนผู้ชายตัวโตๆ เข้าไปได้ทั้งตัว แถมบนหัวของมันยังมีเขาเล็กๆ งอกออกมาด้วย
ลั่วหลิงส่วงเคยอธิบายว่า สัตว์ร้ายที่มีเขางอกออกมาแสดงว่ามันเริ่มมีสติปัญญาแล้ว และหากมันต้องการจะบำเพ็ญเพียรจนกลายร่างเป็นมังกรวารี ก็ต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรอีกนับหมื่นปี เส้นทางสู่การเป็นมังกรนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมที่เกินกว่ามันจะรับไหว ใกล้ๆ กับงูเหลือมยักษ์ตัวนั้น มีเห็ดหลินจือโลหิตดอกหนึ่งงอกอยู่ แค่มองแวบเดียว บุฝานก็รู้ทันทีว่าเห็ดดอกนี้ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าพันปีแน่นอน
เมื่องูเหลือมยักษ์สัมผัสได้ถึงการมาเยือนของผู้บุกรุก มันก็ตื่นตัวทันที จ้องมองมาที่บุฝานพลางส่งสัญญาณเตือนภัย
“ฟ่อออ...”
ตั้งแต่บุฝานกลับมาจากทวีปหงเหมิง ไอ้สัตว์ร้ายพวกนี้ในสายตาเขาก็ไม่ต่างอะไรกับหนอนตัวใหญ่ๆ นิดหน่อยเท่านั้น การข่มขู่ของมันไม่สะทกสะท้านเขาเลยแม้แต่น้อย แต่พอเห็นว่ามันอุตส่าห์บำเพ็ญเพียรจนมีสติปัญญา เขาก็อดสงสารไม่ได้ จึงไม่อยากจะลงมือฆ่ามัน
“แกไปซะเถอะ! ตราบใดที่แกไม่ทำร้ายมนุษย์ ฉันก็จะไม่เอาชีวิตแก ส่วนเห็ดหลินจือโลหิตดอกนี้ ฉันขอรับไปล่ะนะ”
เมื่องูเหลือมยักษ์ได้ยินว่าบุฝานหมายตาเห็ดหลินจือโลหิต มันก็ฉุนขาดทันที ตวัดหางฟาดก้อนหินข้างลำตัวปลิวว่อน แล้วพุ่งเข้าใส่บุฝานด้วยความเร็วสูง หากเป็นคนธรรมดาโดนโจมตีแบบนี้เข้าไป คงแหลกเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว แต่บุฝานเพียงแค่ปลดปล่อยพลังปราณออกมาเบาๆ ก้อนหินเหล่านั้นก็แตกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา
“โฮก...”
งูเหลือมยักษ์คำรามลั่น พุ่งหัวเข้าชนบุฝานด้วยความเร็วสูงสุด บุฝานไม่หลบหลีก แต่กลับใช้มือเปล่ารับการโจมตีอันรุนแรงนั้นไว้ได้สบายๆ จากนั้นก็จับมันทุ่มข้ามไหล่ ฟาดร่างอันมหึมาของมันลงกับพื้นอย่างแรง
“ตู้ม...”
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินไหว ก้อนหินบริเวณนั้นแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ งูเหลือมยักษ์กระอักเลือดออกมาคำโต การโจมตีเพียงครั้งเดียวทำเอามันบาดเจ็บสาหัส นอนหมอบกระแตอยู่กับพื้น ลุกไม่ขึ้นอีกเลย
“เตือนแล้วไม่ฟัง อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรจนมีสติปัญญาทั้งที ไม่อย่างนั้นวันนี้แกคงได้กลายเป็นน้ำแกงงูตุ๋นไปแล้ว”
บุฝานพูดจบก็เลิกสนใจมัน หันไปจะเก็บเห็ดหลินจือโลหิต ใครจะไปคิดว่างูเหลือมยักษ์จะค่อยๆ เลื้อยเข้ามาหาเขาเงียบๆ จังหวะที่บุฝานกำลังเด็ดเห็ดหลินจือโลหิต มันก็รัดร่างของเขาไว้แน่น อ้าปากกว้างเตรียมจะกลืนกินเขาทั้งเป็น
เมื่อเห็นพฤติกรรมดื้อด้านของมัน บุฝานก็ไม่ปรานีอีกต่อไป เขาระเบิดพลังปราณ ซัดร่างของงูเหลือมยักษ์กระเด็นออกไปไกล
“ตู้ม...”
งูเหลือมยักษ์กระแทกพื้นอย่างแรง บุฝานตามไปซ้ำด้วยการเตะอัดเข้าที่กลางลำตัว ร่างมหึมาของมันปลิวละลิ่ว งูเหลือมยักษ์กระอักเลือด ร่อแร่ใกล้ตายเต็มที
“ไอ้เดรัจฉาน! อุตส่าห์ไว้ชีวิต แกกลับแว้งกัดคิดจะเขมือบฉัน ฉันจะไม่ปรานีแกอีกแล้ว”
บุฝานพูดพลางเตะอัดมันไปอีกหลายที ทุกครั้งที่เตะล้วนแฝงไปด้วยพลังปราณ งูเหลือมยักษ์ทนรับความเจ็บปวดไม่ไหว รีบยอมจำนน โขกหัวลงกับพื้นอย่างสุดกำลังเพื่อขอชีวิต
บุฝานเข้าใจภาษากายของมันดี สัตว์ร้ายที่มีสติปัญญาแล้วย่อมฉลาดพอที่จะเอาตัวรอด กว่าจะบำเพ็ญเพียรจนมีสติปัญญาได้ต้องผ่านความยากลำบากมาตั้งเท่าไหร่ มันไม่อยากตายง่ายๆ แบบนี้หรอก มันจึงเอาแต่โขกหัวปลกๆ อ้อนวอนบุฝานไม่หยุด
“เห็นแก่ความตั้งใจของแก ฉันจะยอมไว้ชีวิตให้สักครั้ง แต่มีข้อแม้ว่าแกต้องสัญญาว่าจะคอยปกป้องคุ้มครองชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ ถ้าตกลง ฉันจะมอบของวิเศษชิ้นหนึ่งให้ถือเป็นการชดเชย แต่ถ้าฉันรู้ว่าแกแอบทำร้ายใครล่ะก็ ฉันจะกลับมาปลิดชีพแกด้วยมือฉันเอง เข้าใจไหม ถ้าตกลงก็พยักหน้า”
งูเหลือมยักษ์มีหรือจะกล้าปฏิเสธ มันพยักหน้ารัวๆ บุฝานเห็นดังนั้นก็พอใจ เขาหยิบโอสถทะลวงระดับออกมาหนึ่งเม็ด นี่คือยาที่ลั่วหลิงส่วงมอบให้เขา สรรพคุณของมันคือช่วยเลื่อนระดับพลังขึ้นไปอีกหนึ่งขั้นย่อย บุฝานรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ แต่ก็โยนให้งูเหลือมยักษ์ไป
งูเหลือมยักษ์อ้าปากรับและกลืนลงคอทันที หลังจากกินเข้าไป มันก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ความเจ็บปวดจากการทะลวงระดับทำให้มันดิ้นทุรนทุราย ฟาดหางทำลายก้อนหินรอบๆ จนแหลกละเอียด เสียงร้องครวญครางด้วยความทรมานดังระงม
“โฮก...”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาบนหัวของมันก็ยาวขึ้น ร่างกายก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกระดับหนึ่ง มันสามารถทะลวงระดับพลังขึ้นไปได้สำเร็จ
บุฝานมองดูผลงานแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อย่าอยู่ที่นี่เลย ไปหาที่ซ่อนตัวซะ ถ้ามีคนมาป้วนเปี้ยนแถวนี้ก็พยายามอย่าโผล่หน้าออกไปให้ใครเห็น หน้าที่ของแกคือปกป้องความปลอดภัยให้คนที่นี่ ถ้าฉันรู้ว่าแกทำร้ายใคร ฉันเอาแกตายแน่”
พูดจบ บุฝานก็รีบวิ่งลงเขาไปอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน บริเวณตีนเขาก็มีชาวบ้านมารวมตัวกันมากมาย ดูเหมือนว่าชาวบ้านทั้งหมู่บ้านจะแห่กันมาที่นี่ เสียงดังสนั่นบนเขาทำให้ชาวบ้านต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา
บางคนก็บอกว่า “นี่มันเสียงเจ้าป่าเจ้าเขาพิโรธแน่ๆ”
“เพ้อเจ้อ! ไม่ได้ยินเสียงสัตว์ร้ายคำรามหรือไง วันๆ เอาแต่อ้างเจ้าป่าเจ้าเขา”
“ฉันว่า... ภูเขาไฟระเบิดชัวร์เลย!”
มีชาวบ้านคนหนึ่งเสนอไอเดียสุดฮาออกมา ทำเอาทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว พร้อมกับด่าทอเป็นเสียงเดียวกัน
“ไอ้โง่...”
พ่อรีบอธิบายด้วยความร้อนรน “ลูกชายฉันบอกว่ามันเป็นเสียงนกประหลาดต่างหากล่ะ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนก็หันมามองพ่อทันที มีคนหนึ่งก้าวออกมาถาม “หมอบุ ลูกชายพี่ขึ้นเขาไปแล้วใช่ไหม”
พ่อส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาบอกว่าจะรอฉันอยู่ตรงนี้นะ เขาคงไม่...”
“เฮ้อ! หมอบุเอ๊ย ลูกชายพี่คงแอบขึ้นเขาไปแล้วล่ะ เสียงสัตว์ร้ายคำรามดังลั่นขนาดนั้น ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าลูกชายพี่คงโดนเขมือบไปแล้ว”
ชาวบ้านคนอื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วย พ่อหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว วางตะกร้าลงเตรียมจะวิ่งขึ้นเขา แต่ก็ถูกชาวบ้านรั้งตัวไว้
“หมอบุ อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ พี่ขึ้นไปตอนนี้ ก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งให้สัตว์ร้ายมันกินฟรีๆ น่ะสิ”
ชาวบ้านต่างพากันเกลี้ยกล่อมพ่อ พ่อผลักชาวบ้านออกทั้งน้ำตา “ปล่อยฉันนะ ฉันจะไปช่วยลูก ฉันมีลูกชายแค่คนเดียว ถ้าเขาเป็นอะไรไป ฉันจะอยู่ไปเพื่ออะไร”
ท่ามกลางความวุ่นวายที่ทุกคนต่างส่งเสียงแย่งกันพูดจนฟังไม่รู้เรื่อง บุฝานที่วิ่งลงมาถึงพอดีก็ได้ยินทุกอย่าง เขารีบตะโกนลั่น “พวกอาๆ ทำอะไรกันอยู่น่ะ!”
ทันใดนั้น ชาวบ้านทุกคนก็เงียบกริบและหันขวับมามองเขาเป็นตาเดียว พ่อจ้องมองลูกชายด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา บุฝานมองทุกคนด้วยความงุนงง
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย แล้วพ่อร้องไห้ทำไมครับ”