- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพผู้เก่งกาจกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่
- บทที่ 12 - แขกมาเยือนที่บ้าน
บทที่ 12 - แขกมาเยือนที่บ้าน
บทที่ 12 - แขกมาเยือนที่บ้าน
บทที่ 12 - แขกมาเยือนที่บ้าน
บุฝานคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เสนอไอเดียให้พ่อ “พ่อครับ! ผมว่าเราลองขึ้นไปดูกันเถอะ เราขึ้นไปแค่ครึ่งเขาก็พอ ถ้ามีอะไรผิดปกติเราก็รีบลงมาทันที เวลาผ่านไปตั้งหลายปี พ่อจะรู้ได้ยังไงว่าไอ้สัตว์ร้ายนั่นมันยังอยู่ จริงไหมครับ”
พ่อคิดตามคำพูดของลูกชาย ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล บนเขามีสมุนไพรเยอะแยะมากมาย ถ้าสามารถเก็บมาใช้ประโยชน์ได้ ก็จะเป็นผลดีต่อทั้งชาวบ้านและตัวเขาเอง
ขณะที่พ่อกำลังลังเลว่าจะเชื่อลูกชายดีไหม จู่ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาในบ้าน
ชีวิตในชนบทไม่เหมือนในเมือง ทุกเช้าชาวบ้านมักจะเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ ใครไปใครมาก็เดินเข้ามาได้เลย ไม่ต้องมีการเคาะประตู หรือโทรศัพท์มาถามล่วงหน้าว่าสะดวกให้เข้าไปหาหรือเปล่า
เมื่อพ่อเห็นว่ามีแขกมาเยือน ก็รีบเดินออกไปต้อนรับ บุฝานเองก็เดินตามออกไปด้วยความสงสัยว่าใครมาหาแต่เช้าตรู่ขนาดนี้
“แหม! นี่ไม่ใช่นักศึกษาของบ้านเราที่กลับมาแล้วหรอกเหรอ”
บุฝานขมวดคิ้วทันที น้ำเสียงเสียดสีแบบนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอาสะใภ้รอง และคนที่มาด้วยกันก็คืออาสะใภ้สาม การที่พวกเธอมาที่นี่แต่เช้าตรู่พร้อมกับท่าทีประชดประชันแบบนี้ เดาได้ไม่ยากเลยว่าต้องมาทวงเงินแน่นอน
บุฝานรู้เรื่องนี้ดี ตอนที่หลิวหรูเยียนแฟนเก่าของเขาไม่มีเงิน เธอมักจะมาขอเงินจากเขา พอเขาไม่มีให้ ก็ต้องบากหน้ามาขอจากพ่อ พ่อเองก็ไม่มีเงินเก็บ จึงต้องไปขอยืมจากพวกญาติๆ เรื่องนี้พ่อเคยเล่าให้เขาฟังแล้ว บุฝานจึงรู้ดีที่สุด
พ่อรีบกุลีกุจอเข้าไปต้อนรับ โค้งคำนับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เชิญพวกเธอเข้ามานั่งในห้องนั่งเล่นอย่างกระตือรือร้น “น้องรอง น้องสาม ทานข้าวเช้ามาหรือยัง มานั่งทานด้วยกันสิ เดี๋ยวพี่จะทอดแป้งย่างร้อนๆ ให้กิน”
“โธ่ พี่ใหญ่ แป้งย่างของพี่น่ะใครเขาจะกินกัน ขนาดให้หมูมันยังเมินเลย”
อาสะใภ้รองทำหน้าตาขยะแขยง บุฝานเห็นแล้วรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เขาขี้เกียจจะเสวนาด้วย จึงนั่งกินข้าวเช้าของตัวเองต่อไปเงียบๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายโดนหางเลขไปด้วย
“แหม! บุฝาน กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ หายหน้าหายตาไปเป็นปี นึกว่าไปเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านผู้หญิงซะแล้ว ดูสิ เขาเลี้ยงดูปูเสื่อซะขาวจั๊วะเชียว คนไม่รู้คงนึกว่าเป็นลูกเศรษฐีที่ไหนนะเนี่ย”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...”
อาสะใภ้รองพูดไปหัวเราะไป บุฝานไม่แม้แต่จะชายตามองเธอ เมื่อเห็นว่าบุฝานไม่สนใจ อาสะใภ้รองก็เริ่มฉุนเฉียว หันไปต่อว่าพ่อแทน
“นี่พี่ใหญ่ บุฝานทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ ไม่มีมารยาทเอาซะเลย กลับมาทั้งทีไม่แวะไปทักทายก็แล้วไปเถอะ นี่พอเจอยังทำเป็นใบ้อีก ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่เลยนะ”
บุฝานแค่นเสียงเย็นชา วางชามข้าวลงแล้วแกล้งเลียนแบบน้ำเสียงของเธอ “หึ! อาสะใภ้รอง อาสะใภ้สาม จะให้ผมเสิร์ฟน้ำชา นวดหลังให้ด้วยไหมครับ แล้วก็ต้องถามด้วยใช่ไหมว่า ทานข้าวเช้ามาหรือยัง จะรับข้าวเช้าสักหน่อยไหม ไข่เจียวฝีมือพ่อผมอร่อยมากเลยนะ อยากลองชิมดูไหมครับ”
คำพูดเสียดสีของบุฝานทำเอาอาสะใภ้รองถึงกับเถียงไม่ออก ส่วนอาสะใภ้สามที่มาด้วยก็เงียบกริบตั้งแต่เดินเข้ามา เธอเป็นคนพูดน้อยและมักจะคล้อยตามอาสะใภ้รองเสมอ
อาสะใภ้รองเปลี่ยนเรื่องหันไปคุยกับพ่อแทน “พี่ใหญ่คะ ที่มาวันนี้ไม่ได้มีธุระอะไรมากหรอก แค่จะมาถามว่าเงินที่ฉันกับน้องสามให้พี่ยืมไป พี่ตั้งใจจะคืนยังไงคะ”
พ่อหน้าเจื่อน รีบนั่งลงแล้วกล่าวขอโทษขอโพย “น้องรอง น้องสาม พี่ต้องขอโทษจริงๆ นะ เงินก้อนนั้นพี่คืนให้แน่นอน ขอเวลาพี่อีกหน่อยเถอะ ช่วงนี้ผลผลิตไม่ค่อยดี รอให้ข้าวฟางฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยวเสร็จ ขายได้เมื่อไหร่พี่จะรีบเอามาคืนให้ทันทีเลย”
“ไม่เป็นไรจ้ะพี่ใหญ่ เมื่อไหร่ก็ได...”
อาสะใภ้สามยังพูดไม่ทันจบก็โดนอาสะใภ้รองถลึงตาใส่ จนต้องรีบหดคอเงียบ ไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก
อาสะใภ้รองหันมายิ้มเย็นเยียบให้พ่อ “พี่ใหญ่คะ เงินก้อนนี้พี่ก็ยืมไปปีกว่าแล้วนะ เงินทองมันไม่ได้ร่วงลงมาจากฟ้าสักหน่อย พี่น้องกันก็ต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน ช่วงนี้ฉันกับน้องสามก็ช็อตเงินเหมือนกัน ฉันให้เวลาพี่แค่ 3 วัน ถ้าหามาคืนไม่ได้ ก็อย่าหาว่าไม่เตือนล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าใจร้ายเอาเรื่องไปฟ้องผู้ใหญ่บ้าน”
พ่อร้อนใจจนหน้าซีด “น้องรอง แค่ 3 วัน พี่จะไปหาเงินมาจากไหน...”
บุฝานพูดแทรกขึ้นมาทันที “ตกลง 3 วันก็ 3 วัน อีก 3 วันผมจะเอาเงินไปคืนให้ครบทุกบาททุกสตางค์”
“ดีมาก หลานชายพูดเองนะ ถึงเวลาแล้วถ้าไม่มีเงินมาคืน ก็อย่ามาโทษอาสะใภ้คนนี้ว่าไม่ไว้หน้าก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องห่วง ผมพูดคำไหนคำนั้น ถ้าอาสะใภ้รองกับอาสะใภ้สามไม่คิดจะอยู่กินข้าวเช้าด้วยกัน ก็เชิญกลับไปได้แล้วครับ”
บุฝานออกปากไล่แขกตรงๆ ในเมื่อพวกเธอพูดจาไร้เยื่อใยขนาดนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเกรงใจกันอีก อาสะใภ้รองแค่นเสียงหยิ่งยโส
“หึ! กลับกันเถอะน้องสาม”
เมื่อพวกเธอเดินจากไป พ่อก็เดินหน้าเศร้าไปจับไก่ในเล้า บุฝานเดินไปหยิบตะกร้าสะพายหลังมา “พ่อ ไม่ต้องจับไก่แล้วครับ เราขึ้นเขากันเถอะ มื้อเที่ยงยังจะกินไก่อีกเหรอ ผมอยากกินผักบ้าง พ่อผัดกับข้าวมาสองอย่างก็พอแล้ว”
“ใครบอกว่าจะจับไก่มากินล่ะ! พ่อจะเอาไปขายในเมืองตะหาก แล้วก็จะไปตระเวนยืมเงินคนในหมู่บ้านดู เผื่อจะพอรวบรวมเงินไปคืนพวกนั้นได้”
พ่อมีสีหน้าอมทุกข์ ข้าวของมีค่าในบ้านก็แทบไม่มี เขาไม่รู้จะหาทางออกยังไงดี บุฝานยิ้มและพูดปลอบใจ “พ่อ! จะเอาไก่ไปขายทำไมกัน เงินแค่นั้นเอง ไม่เห็นต้องลำบากขนาดนี้เลย เราขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรกันดีกว่า กลับมาผมจะปรุงยาไปขาย รับรองว่าวันเดียวก็ได้เงินคืนพวกนั้นหมดแล้ว”
พ่อพยักหน้าอย่างสิ้นหวัง คงต้องพึ่งวิธีนี้แหละ ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ยังดี สมัยก่อนตอนที่เป็นหมอพื้นบ้าน เขาก็มักจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาต้มยารักษาอาการไข้หวัดให้ชาวบ้าน ซึ่งได้ผลดีกว่ายาแผนปัจจุบันตามท้องตลาดเยอะ ชาวบ้านก็มักจะมาขอซื้อไปต้มกิน คนป่วยก็กินเพื่อรักษา คนไม่ป่วยก็กินเพื่อป้องกัน ยิ่งช่วงนี้เริ่มเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว คนก็มักจะเป็นหวัดกันเยอะขึ้น
บุฝานไม่รู้ว่าพ่อกำลังคิดอะไรอยู่ ทั้งคู่สะพายตะกร้าเดินมุ่งหน้าขึ้นเขา พอเข้าเขตภูเขาก็พบว่ามีสมุนไพรขึ้นอยู่เต็มไปหมด บุฝานเห็นสมุนไพรชนิดไหนก็เก็บหมดจนพ่อต้องรีบห้าม
“ลูกชาย อย่าเก็บมั่วสิ สมุนไพรพวกนี้มันใช้ไม่ได้หรอกนะ”
บุฝานยิ้มแล้วชี้ให้ดู “นี่คือดอกดาวเรือง ส่วนนั่นคือใบบัวบก ถ้าเอาสองอย่างนี้ไปผสมกับน้ำผึ้งและว่านหางจระเข้ จะได้ยาต้านการอักเสบและสมานแผลชั้นยอดเลยนะพ่อ แล้วก็นี่ ชะเอมเทศ เอาไปผสมกับโสม โกฐน้ำเต้า และโกฐสอ จะได้ยาบำรุงกำลังสำหรับผู้ชาย รับรองว่าขายได้ราคาดีแน่ๆ พวกนี้มันเงินทั้งนั้นเลยนะ”
พ่อเบิกตากว้างมองลูกชายอย่างทึ่งๆ “ลูกชาย ไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหนเนี่ย พ่อยังไม่เคยรู้เลยนะ”
บุฝานไม่รู้จะตอบยังไงดี เลยอ้างว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเคยอ่านเจอในตำราแพทย์แผนโบราณ แล้วก็บอกพ่อว่า “พ่อครับ เก็บมาให้หมดนั่นแหละ สมุนไพรทุกต้นมีค่าทั้งนั้น”
“แหม... ใช้ได้เลยนี่ลูกชาย ฉายแววหมอเทวดาแล้วนะเนี่ย ปู่แกก็เคยพูดแบบนี้แหละ น่าเสียดายที่วิชาแพทย์ของพ่อมันมีอยู่แค่นี้เอง”
พ่อถอนหายใจด้วยความละอายใจ ขณะที่สองพ่อลูกกำลังคุยกันอย่างออกรส จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังสนั่นหวั่นไหว
“โฮก...”
พ่อตกใจสุดขีดจนล้มก้นจ้ำเบ้า บุฝานรีบเข้าไปประคอง “พ่อ! เป็นอะไรไหมครับ”
“ลูกชาย มีสัตว์ร้ายจริงๆ ด้วย เรารีบกลับกันเถอะ”
มาถึงขั้นนี้แล้ว บุฝานไม่มีทางยอมกลับไปมือเปล่าแน่ๆ เขาจึงต้องหาแผนการบางอย่างมาหลอกล่อพ่อ