- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพผู้เก่งกาจกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่
- บทที่ 3 - ของสืบทอดประจำตระกูล
บทที่ 3 - ของสืบทอดประจำตระกูล
บทที่ 3 - ของสืบทอดประจำตระกูล
บทที่ 3 - ของสืบทอดประจำตระกูล
หลังจากที่หลินชิงเสวี่ยลงจากรถไฟไปแล้ว บุฝานก็กลับมานั่งคิดทบทวน “หรือว่ากลับบ้านไปเรียนวิชาแพทย์แผนโบราณกับพ่อดีนะ แล้วค่อยไปสอบใบประกอบวิชาชีพ ก็ฟังดูไม่เลวเหมือนกัน”
บุฝานตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะกลับไปตั้งใจเรียนแพทย์แผนโบราณ เมื่อรถไฟจอดรับผู้โดยสารชุดใหม่ หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็มานั่งข้างๆ เขา รถไฟเริ่มเคลื่อนตัวออกเดินทางอีกครั้ง ตลอดทางคราวนี้ไม่มีใครมารบกวนเขาอีกเลย บุฝานตื่นขึ้นมามองรอบๆ ตัวแล้วก็แอบยิ้มมุมปาก
ไม่นานบุฝานก็เดินทางมาถึงสถานีปลายทาง หลังจากลงจากรถไฟ เขาก็เรียกแท็กซี่เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน เมื่อถึงบ้านก็เห็นพ่อนั่งเล่นหมากรุกอยู่กับชายชราคนหนึ่งในหมู่บ้าน
“หมอบุ ลูกชายคุณกลับมาแล้วนะ มัวแต่นั่งเล่นหมากรุกอยู่นี่แหละ”
พอได้ยินแบบนั้น พ่อก็รีบวางหมากในมือแล้ววิ่งหน้าตั้งกลับบ้านทันที เมื่อเห็นลูกชายกลับมา พ่อก็ดีใจจนน้ำตาแทบไหล รีบไปจับไก่จับเป็ดมาเชือดเตรียมทำอาหารบำรุงชุดใหญ่ให้ลูกชาย
บุฝานมองดูพ่อที่ดูแก่ชราลงไปมาก เขารู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นลูกที่อกตัญญูเหลือเกิน สมัยเรียนก็แบมือขอแต่เงิน พอเรียนจบออกมาทำงานหาเงินได้ ก็เอาเงินทั้งหมดไปปรนเปรอครอบครัวคนอื่น สองสามปีมานี้เขากลับบ้านแทบจะนับครั้งได้ แถมทุกครั้งที่กลับมา ถ้าไม่มาขอเงินก็หอบเอาข้าวของที่บ้านกลับไปตั้งมากมาย เขาเอาแต่เป็นฝ่ายรับมาตลอด
พ่อหิ้วแม่ไก่ตัวอ้วนมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ลูกชาย วันนี้พ่อจะต้มซุปไก่ให้กินนะ ไก่เลี้ยงเองที่บ้านเนื้อหวานเจี๊ยบ หากินข้างนอกไม่ได้หรอกนะจะบอกให้”
พูดจบพ่อก็เดินหายเข้าไปในครัว บุฝานเดินตามเข้าไปเงียบๆ พ่อของเขาเป็นคนรักความสะอาด ถึงแม้บ้านของพวกเขาจะเป็นแค่บ้านชั้นเดียวหลังเล็กๆ ซึ่งอาจจะดูซอมซ่อที่สุดในหมู่บ้าน เพราะเดี๋ยวนี้บ้านอื่นเขาพากันสร้างตึกสองชั้นกันหมดแล้ว จะมีก็แต่บ้านของบุฝานกับอีกไม่กี่หลังที่ยังเป็นบ้านแบบเดิม แต่พ่อก็จัดแจงทำความสะอาดบ้านเสียจนหมดจด แม้แต่ในห้องครัวก็ยังสะอาดสะอ้าน แทบจะลูบหาฝุ่นไม่เจอสักเม็ด
ขณะที่พ่อกำลังต้มน้ำเตรียมถอนขนไก่ เขาก็ถามขึ้นมาลอยๆ “ลูกชาย แล้วแฟนแกทำไมไม่กลับมาด้วยล่ะ”
“เราเลิกกันแล้วครับ”
“เลิกกันแล้วเหรอ!”
บุฝานตอบไปตามตรงไม่มีปิดบัง พ่อตกใจจนชะงักมือที่กำลังทำอาหารอยู่ แล้วลุกขึ้นมายืนจ้องหน้าลูกชาย บุฝานก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด
ย้อนกลับไปตอนนั้น พ่อเคยเตือนเขาแล้วว่าอย่าทิ้งการเรียนต่อปริญญาโท อย่าให้ความรักมาบังตาจนทำลายอนาคตของตัวเอง แต่ตอนนั้นบุฝานดื้อรั้น ไม่ยอมฟังคำเตือนของพ่อแม้แต่คำเดียว เขาเอาแต่ใจและถลำลึกลงไปจนยากจะถอนตัว
พ่อถอนหายใจยาว “เฮ้อ!” ใจหนึ่งก็อยากจะด่าลูกชายจอมโง่เขลาคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอเห็นสภาพอันบอบช้ำของลูกแล้วก็ด่าไม่ลง พ่อทำได้เพียงถอนหายใจอีกครั้งแล้วกลับไปนั่งหน้าเตาไฟเพื่อต้มน้ำต่อ
เมื่อน้ำเดือดปุดๆ พ่อจึงค่อยๆ เอ่ยถามขึ้น “แล้วแกวางแผนชีวิตต่อไปยังไงล่ะ”
“พ่อ ผมคิดดีแล้ว ผมจะสืบทอดวิชาของพ่อ ผมอยากเรียนแพทย์แผนโบราณกับพ่อครับ”
พ่อนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขามองดูสีหน้าจริงจังของลูกชายแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีกรอบ “เฮ้อ! ก็ดีเหมือนกัน แต่วิชาแพทย์แผนโบราณมันไม่ได้เรียนกันง่ายๆ นะ มาเริ่มเรียนเอาป่านนี้มันก็ออกจะช้าไปสักหน่อย แต่ตอนเด็กๆ แกก็คลุกคลีอยู่กับพ่อมาตลอด คงพอมีพื้นฐานอยู่บ้าง เรื่องเรียนน่ะมันแค่เรื่องของเวลา แต่ปัญหาคือใบประกอบวิชาชีพของแกนี่สิ...”
พ่อหยุดพูดกลางคัน เขาอยากจะเตือนลูกว่าถ้าไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ถึงจะเป็นแค่หมอพื้นบ้านก็อาจจะถูกจับเข้าคุกได้ง่ายๆ
บุฝานตบหน้าอกตัวเองเบาๆ เพื่อยืนยันความตั้งใจ “พ่อไม่ต้องห่วงครับ ถึงตอนนั้นผมจะพยายามอย่างหนักเพื่อสอบเอาใบประกอบวิชาชีพมาให้ได้แน่นอน”
พ่อพยักหน้ารับรู้ เขาวางมือจากงานที่ทำอยู่แล้วเดินกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง พร้อมกับกวักมือเรียกให้บุฝานตามไปด้วย บุฝานไม่รู้ว่าพ่อจะทำอะไรจึงเดินตามเข้าไปด้วยความสงสัย
พ่อค้นของในห้องอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งส่งให้บุฝานแล้วบอกว่า “นี่คือของวิเศษที่ตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษตระกูลบุของเรา ตอนที่ปู่ของแกกำลังจะสิ้นใจ ปู่ก็ส่งมอบของชิ้นนี้ให้พ่อ ตอนนี้พ่อจะส่งมอบของวิเศษชิ้นนี้ให้แกดูแลต่อ”
พอได้ยินคำว่า ‘ของวิเศษ’ บุฝานก็ตาโตเท่าไข่ห่าน เขาอยากรู้เหลือเกินว่าข้างในกล่องนั้นมีของล้ำค่าอะไรซ่อนอยู่ จึงรีบเปิดออกดูด้วยความตื่นเต้น
แต่แล้วท่าทางตื่นเต้นของบุฝานก็มลายหายวับไปในพริบตา เมื่อเขาหยิบหนังสือเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่งออกมาจากกล่อง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวัง “พ่อครับ นี่เหรอของวิเศษที่ตกทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ”
บุฝานพูดพลางเปิดหนังสือดูคร่าวๆ หนังสือเล่มนี้มีแต่กระดาษเปล่าล้วนๆ ดูไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย นี่มันของวิเศษบ้าบออะไรกัน ตำราไร้อักษรหรือไง
พ่อยิ้มพลางผายมือทั้งสองข้างออก “พ่อรู้ว่าแกกำลังสงสัยอะไร ตอนที่ปู่ส่งมันให้พ่อ พ่อก็รู้สึกแบบเดียวกับแกในตอนนี้นั่นแหละ และคำตอบที่ปู่ให้พ่อในตอนนั้น ก็คือคำตอบเดียวกับที่พ่อกำลังจะให้แกตอนนี้”
“พูดก็เหมือนไม่ได้พูด!”
บุฝานโยนตำราไร้อักษรกลับลงไปในกล่องไม้อย่างเซ็งๆ พ่อเข้าใจความรู้สึกหงุดหงิดของเขาดี เพราะพ่อก็เคยผ่านจุดนั้นมาก่อน พ่อจึงไม่ได้พูดอะไรต่อและกลับไปทำกับข้าวตามเดิม
บุฝานที่ไม่มีอะไรทำก็เดินไปช่วยพ่อหยิบจับนู่นนี่ในครัว ตำราไร้อักษรเล่มนั้นจึงถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะหนังสืออย่างไม่ไยดี สองพ่อลูกกลับมาคุยกันเรื่องสาเหตุที่บุฝานเลิกกับแฟนอีกครั้ง
บุฝานไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรมาก “บางทีอาจจะรู้สึกว่าเข้ากันไม่ได้มั้งครับ ในเมื่อเลิกกันไปแล้วก็อย่าไปพูดถึงเขาเลย ลูกผู้ชายอกสามศอกไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเมียหรอกครับ ดีไม่ดีผมอาจจะเจอคนที่ดีกว่านี้ก็ได้”
พ่อพยักหน้ารับ ในใจก็เริ่มคิดแผนการบางอย่างไว้แล้ว
สองพ่อลูกช่วยกันทำกับข้าวตั้งแต่บ่ายยันค่ำ จนได้กับข้าวหกอย่างและซุปอีกหนึ่งอย่าง มีทั้งเนื้อไก่ เนื้อเป็ด ปลา แล้วก็กับข้าวผัดอีกสองสามอย่าง ทั้งคู่ดื่มเหล้าด้วยกันนิดหน่อย พ่อของเขาคอไม่ค่อยแข็ง ดื่มไปได้สักพักก็เริ่มมึนๆ จึงขอตัวกลับไปนอนพักที่ห้อง
บุฝานเองก็ดื่มไปเยอะพอสมควร เขาถือของวิเศษที่พ่อให้เดินโซเซกลับมาที่ห้องนอน ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงโดยไม่ได้ห่มผ้า แล้วก็หลับไปในทันที
กลางดึกคืนนั้น มีลมหนาวพัดโชยเข้ามา ตำราไร้อักษรถูกลมพัดจนหน้ากระดาษเปิดพลิกไปมาอย่างรวดเร็ว บุฝานสะดุ้งตื่นเพราะความหนาว เขาลุกขึ้นไปปิดหน้าต่างและเข้าห้องน้ำ พอทำธุระเสร็จเขาก็ตาสว่างจนนอนไม่หลับแล้ว
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นตำราไร้อักษรตกอยู่ที่พื้น บุฝานเก็บมันขึ้นมาพลางยิ้มขำๆ เขานอนลงบนเตียง กะว่าจะถ่ายรูปหนังสือเล่มนี้ไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียสักหน่อย แต่ตอนที่กำลังเล็งกล้องอยู่นั้น เขาก็บังเอิญเห็นว่าในรูปถ่ายมีตัวหนังสือปรากฏอยู่
“หยดเลือดสังเวยนายเปิดโลกใบใหม่ นำพาท่านสัมผัสโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร!”
บุฝานถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เขามองดูหนังสือของจริงก็ไม่เห็นมีตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว แต่ในรูปถ่ายกลับมีตัวหนังสือ 17 ตัวนี้ปรากฏอยู่ชัดเจน หนังสือเล่มนี้มันจะประหลาดเกินไปแล้ว
บุฝานพลิกหนังสือดูไปมาอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจจะพิสูจน์ดูว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกลวง บางทีนี่อาจจะเป็นแค่ลูกเล่นตลกๆ ที่คนรุ่นก่อนตั้งใจทิ้งไว้เพื่อแกล้งลูกหลานก็ได้
บุฝานใช้ฟันกัดนิ้วตัวเองจนเลือดออก แล้วหยดเลือดลงไปบนตำราไร้อักษร สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เลือดของเขาถูกหนังสือเล่มนั้นดูดซับเข้าไปจนหมดเกลี้ยง ยิ่งทำให้บุฝานรู้สึกทึ่งมากขึ้นไปอีก
“ล้อเล่นน่า นี่มันเรื่องจริงงั้นเหรอเนี่ย!”
บุฝานยังคงเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ เขาคิดว่าตัวเองคงตาฝาดไปเอง แต่จู่ๆ ตำราไร้อักษรก็เปล่งแสงสีทองสว่างจ้าอาบไปทั่วทั้งห้อง บุฝานตกใจสุดขีดจนโยนทั้งหนังสือและสมาร์ตโฟนทิ้งลงพื้น
เขาพยายามจะวิ่งหนีออกไปจากห้อง แต่กลับพบว่าตัวเองถูกแสงสีทองตรึงไว้จนขยับตัวไม่ได้ บุฝานร้องตะโกนเรียกพ่อสุดเสียงด้วยความตื่นตระหนก แต่ไม่ว่าเขาจะตะโกนดังแค่ไหนก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
ครู่ต่อมา ตำราไร้อักษรก็พลิกเปิดหน้าแรกขึ้นมาเอง บนหน้ากระดาษปรากฏตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนไว้ว่า ‘สามพันมหาภพแห่งการบำเพ็ญเพียร ทวีปหงเหมิง’
แสงสีทองเริ่มดูดร่างของบุฝานเข้าไปในหนังสือ เขาดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดชีวิตด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่ว่าจะดิ้นยังไงก็เปล่าประโยชน์ บุฝานถูกตำราไร้อักษรดูดเข้าไปจนมิด จากนั้นแสงสีทองและหนังสือประหลาดเล่มนั้นก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
บุฝานรู้สึกเหมือนตกลงไปในวังวนอันมืดมิด ก่อนจะร่วงหล่นลงมาสู่โลกใบใหม่ที่ไม่คุ้นเคย