- หน้าแรก
- ทะลุมิติทั้งทีทำไมต้องกลายมาเป็นขันทีน้อยด้วยเนี่ย
- บทที่ 39 - เผชิญหน้าฮ่องเต้ทรราช
บทที่ 39 - เผชิญหน้าฮ่องเต้ทรราช
บทที่ 39 - เผชิญหน้าฮ่องเต้ทรราช
บทที่ 39 - เผชิญหน้าฮ่องเต้ทรราช
★★★★★
หัวใจดวงน้อยๆ ยิ่งเต้นโครมครามดัง ตุบ ตุบ อย่างบ้าคลั่ง แทบจะกระดอนหลุดออกมาจากคอหอยอยู่รอมร่อ
สมกับที่เป็นฮ่องเต้ทรราชผู้เข่นฆ่าผู้คนมานับไม่ถ้วนจริงๆ ต่อให้เขาไม่ต้องปริปากพูดอะไรเลยสักคำ แต่แค่มีเขาประทับอยู่ตรงนี้ เฟิ่งเสี่ยวจิ่วก็รู้สึกได้เลยว่าอุณหภูมิรอบด้านลดฮวบลงไปหลายองศา
แถมยังมีสายตาอันแหลมคมทิ่มแทงคู่นั้นอีก ต่อให้เฟิ่งเสี่ยวจิ่วจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปมอง เธอก็สัมผัสได้ว่าสายตาของเขากำลังจดจ้องมาที่ตัวเธออย่างไม่วางตา
ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มมองดูเหยื่อของมันอย่างใจเย็น ช่างเป็นความรู้สึกที่ทำให้ขนหัวลุกชันเสียเหลือเกิน
เวลาแต่ละนาทีแต่ละวินาทีค่อยๆ ผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้า ภายในห้องหนังสือยังคงเงียบกริบ เงียบเสียจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกกระทบพื้น
ความรู้สึกกดดันอันมหาศาลถาโถมเข้าใส่หัวใจของเฟิ่งเสี่ยวจิ่วอย่างหนักหน่วง
ในที่สุดเฟิ่งเสี่ยวจิ่วก็ทนรับความกดดันอึดอัดนี้ไม่ไหวอีกต่อไป
เธอค่อยๆ แหงนใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มขึ้นมานิดหนึ่ง แล้วช้อนสายตามองตรงไปเบื้องหน้า
วินาทีที่ได้สบตากับดวงตาอันเย็นเยียบของชายหนุ่ม เฟิ่งเสี่ยวจิ่วก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา
นี่มันดวงตาแบบไหนกันเนี่ย!?
รูปทรงดวงตางดงามไร้ที่ติ นัยน์ตาดำขลับราวกับรัตติกาลอันมืดมิดที่ไร้แสงดาวแสงจันทร์ และลึกล้ำเสียจนดูเหมือนจะไม่หลงเหลือความรู้สึกนึกคิดใดๆ ซ่อนอยู่เลย
ยามที่เขากวาดสายตามองลงมา มันยิ่งเปล่งประกายความยิ่งใหญ่และทรงอำนาจของสายเลือดขัตติยะอย่างเปี่ยมล้น
เมื่อได้สบตากับดวงตาอันเย็นชาดุจน้ำแข็งคู่นั้น เฟิ่งเสี่ยวจิ่วก็ตกใจกลัวจนรีบก้มหน้าหลบสายตาทันที เธอจึงพลาดโอกาสที่จะได้เห็นประกายความประหลาดใจที่พาดผ่านดวงตาเหยี่ยวคู่นั้นไปชั่วขณะ
ที่แท้ก็เป็นขันทีน้อยคนนี้นี่เอง!?
ตู๋กูหมิงมองดูขันทีน้อยที่กำลังก้มหน้าหลบตาด้วยความหวาดกลัวพลางคิดประหลาดใจอยู่ในใจ
แต่ทว่าในวินาทีต่อมา ตู๋กูหมิงก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยปากถามขึ้น
"เมื่อกี้ เจ้าได้ยินอะไรบ้างหรือเปล่า!?"
พอได้ยินคำถามของตู๋กูหมิง เฟิ่งเสี่ยวจิ่วก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปตามความจริงโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
"ทะ ทูลฝ่าบาท เมื่อกี้กระหม่อมไม่ได้ยินอะไรเลยพ่ะย่ะค่ะ"
เฟิ่งเสี่ยวจิ่วเอ่ยปากตอบออกไปแบบนั้น
เมื่อกี้ในหัวของเธอมีแต่ความหวาดกลัวและกังวลว่าจะต้องมาเจอกับตู๋กูหมิง ขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปแอบฟังบทสนทนาของพวกเขาอีกล่ะ!?
แต่เห็นได้ชัดเลยว่า ตู๋กูหมิงไม่ได้ปักใจเชื่อคำพูดของเฟิ่งเสี่ยวจิ่วเลยแม้แต่น้อย
ริมฝีปากบางเฉียบขยับเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับน้ำเสียงเย็นเยียบที่ดังกร้าวขึ้นมาเหนือหัวของเฟิ่งเสี่ยวจิ่ว
"ไม่ได้ยินอะไรเลยจริงๆ งั้นรึ!?"
สิ้นเสียงคำรามนั้น ตู๋กูหมิงก็ก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงรี่เข้ามาหาเฟิ่งเสี่ยวจิ่วด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและหนักแน่น
จนกระทั่งเดินมาหยุดอยู่ห่างจากตัวเฟิ่งเสี่ยวจิ่วเพียงแค่ก้าวเดียว เขาก็หยุดชะงักลง
การขยับตัวเข้ามาใกล้กะทันหันของตู๋กูหมิง ยิ่งทำให้หัวใจของเฟิ่งเสี่ยวจิ่วเต้นระรัวเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว
ความรู้สึกกดดันอันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ตัวเธออย่างจัง
ตู๋กูหมิงอยู่ใกล้เธอมาก ใกล้เสียจนกลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องหอมอำพันทะเลชั้นเลิศลอยมาเตะจมูกของเฟิ่งเสี่ยวจิ่ว
พอได้กลิ่นอำพันทะเลที่หอมกรุ่นนี้ เฟิ่งเสี่ยวจิ่วก็ยิ่งรู้สึกหัวใจกระตุกวูบและประหม่าหนักยิ่งกว่าเดิม
ริมฝีปากสั่นระริกขยับเปิดออก น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ติดขัดตะกุกตะกัก
"ฝะ ฝ่าบาท..."
"เงยหน้าขึ้นมา แล้วมองตาเจิ้นเวลาพูด!"
ชายหนุ่มออกคำสั่ง น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเด็ดขาดและทรงอำนาจจนไม่อาจปฏิเสธได้
พอได้ยินแบบนั้น เฟิ่งเสี่ยวจิ่วก็รู้สึกหวาดกลัวจับใจ แต่สุดท้ายก็ต้องค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้าของชายหนุ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าอันหล่อเหลาบาดใจจนแทบจะทำให้ผู้คนลุ่มหลง
กรอบหน้าคมคายชัดเจน เครื่องหน้าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่ทว่าแววตาของชายหนุ่มกลับเย็นชาประดุจน้ำแข็งอายุนับหมื่นปี หนาวเหน็บจนแทบจะแช่แข็งคนตายได้เลยทีเดียว!
เฟิ่งเสี่ยวจิ่วเงยหน้ามองดูเครื่องหน้าอันหล่อเหลาและสายตาอันเย็นเยียบของชายหนุ่ม วินาทีนั้นสมองของเธอขาวโพลนไปหมด คิดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่อย่างเดียว
เมื่อมองดูใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มที่ดูเหมือนจะช็อกจนทำอะไรไม่ถูกซึ่งอยู่ตรงหน้า คิ้วเข้มได้รูปของตู๋กูหมิงก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ส่วนดวงตาเหยี่ยวเรียวยาวคู่นั้นก็จับจ้องอยู่ที่ใบหน้ารูปหัวใจอันงดงามของขันทีน้อยอย่างไม่วางตา
[จบแล้ว]