- หน้าแรก
- วิธีที่จะเป็นข้าราชการ ผมกลายเป็นนักล่าปีศาล
- บทที่ 1 ที่นั่งชั้นหนึ่ง
บทที่ 1 ที่นั่งชั้นหนึ่ง
บทที่ 1 ที่นั่งชั้นหนึ่ง
“จุดสังเกตสีส้ม... โบกี้ที่ 1... 07C...”
หลี่เฉินสะพายเป้สีดำ เพิ่งก้าวขึ้นมายังชานชาลา ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้งโดยอัตโนมัติ พร้อมท่องข้อมูลตั๋วรถไฟที่เพิ่งซื้อมาสองชั่วโมงก่อนในใจ
หลังจากยืนยันว่าไม่ได้จำผิด เขาก็เดินมุ่งหน้าไปยังขอบชานชาลาอีกครั้ง
เนื่องจากรถไฟยังไม่มาถึง หลี่เฉินจึงไม่ได้รีบร้อน และยังมีเวลามองไปรอบ ๆ
พื้นหินอ่อนเรียบลื่นสะท้อนเงาของผู้โดยสารจำนวนมาก หน้าจออิเล็กทรอนิกส์ด้านบนเลื่อนแสดงข้อมูลตารางเดินรถอย่างต่อเนื่อง
ข้างหูของเขา นอกจากเสียงประกาศอัตโนมัติที่เย็นชาไม่หยุดแล้ว ยังมีเสียงล้อกระเป๋าลากครูดพื้นดังระงม
โดยรวมแล้ว ทุกอย่างเป็นปกติ ไม่ต่างจากเดิม
แต่หลี่เฉินกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเล็กน้อย
ลองคิดดูสิ อะไรที่มันต่างออกไป?
หรือจะเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาซื้อตั๋วชั้นหนึ่ง แทนที่จะเป็นชั้นสองธรรมดา?
หลี่เฉินยิ้มแหย ๆ ก่อนจะส่ายหัวอย่างจนใจ
ก็ไม่ใช่ชั้นธุรกิจเสียหน่อย ความต่างระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นสองก็ไม่ได้มากมายอะไร จะไปดีใจทำไม
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าตั๋วชั้นสองสำหรับทริปนี้ไม่ขายหมด และตั๋วชั้นหนึ่งไม่ได้ลดราคา หลี่เฉินก็คงไม่ยอมควักเงินแน่ ๆ...
เพิ่งเรียนจบไม่นาน การเดินทางครั้งนี้ก็เพื่อไปหางานทำ หาเงิน
ดังนั้นต้องประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด จะมาผลาญเงินก่อนหาเงินได้ก็คงไม่ดีนัก
แค่คิดถึงเรื่องหางาน หลี่เฉินก็ถอนหายใจยาว
เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล... ชีวิตในวัยยี่สิบเอ็ดช่างต่างจากที่เคยจินตนาการไว้ตอนเด็กอย่างสิ้นเชิง
“ครืดดด~ ครืดดด~”
ในขณะนั้น เสียงเสียดสีและแรงลมจากปลายรางด้านไกลก็ดังขึ้น ดึงดูดความสนใจของหลี่เฉิน
ไม่นาน รถไฟสีเงินขาวก็แล่นเข้าสู่ชานชาลาอย่างนุ่มนวลราวกับวาฬยักษ์ หัวรถไฟพัดเอาลมเย็นมา แสงไฟเตือนเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว ประตูเปิดออกพร้อมเสียง “ติ๊ด” ดังพร้อมกัน และมีแสงเย็นวาบขึ้นตรงช่องว่างระหว่างชานชาลากับตัวโบกี้
รถไฟความเร็วสูงมาถึงตรงเวลาเช่นเคย
หลี่เฉินหยุดคิดฟุ้งซ่าน แล้วก้าวขึ้นรถไฟอย่างรวดเร็ว
“07C... 07C... อ้อ อยู่นี่เอง”
หลังจากตรวจสอบและหาอยู่ครู่หนึ่ง หลี่เฉินก็พบที่นั่งของตัวเองได้สำเร็จ
“เฮ้อ~”
หลังจากส่งข้อความบอกแม่ว่าเขาขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว หลี่เฉินก็ถอนหายใจยาวพลางเอนตัวลงบนเบาะนุ่ม
ตอนนี้รถไฟเริ่มออกตัวและเร่งความเร็วสูงสุดแล้ว
แม้เขาจะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยตอนนี้ทุกอย่างก็ยังเรียบร้อยดี
หลี่เฉินคิดในใจ
บางครั้งชีวิต ก็แค่ต้องก้าวไปทีละก้าว
“สวัสดีครับ”
ก่อนที่หลี่เฉินจะได้เริ่มเหม่อลอยอีกครั้ง เสียงทักทายสุภาพก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน แทรกเข้ามาในชีวิตที่สงบของเขา
หลี่เฉินหันไปมองผู้โดยสารที่นั่ง 07D เล็กน้อย เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
จริง ๆ แล้วตั้งแต่แรกเขาก็สังเกตเห็นเด็กหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ ซึ่งดูอายุพอ ๆ กับเขา
แม้จะเป็นผู้ชาย แต่หน้าตากลับดูดีกว่าผู้หญิงหลายคนเสียอีก
ผิวขาว ผิวหน้าคมชัด ดวงตาใส จมูกโด่ง
และที่สำคัญที่สุด คือบรรยากาศของความสง่างามจาง ๆ นั้น
ประกอบกับชุดลำลองสไตล์วินเทจที่ดูดีไม่ว่าจะมองมุมไหน... ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าความหล่อของบางคนนั้นไม่ต้องการคำยืนยันใด ๆ
“อ่า สวัสดีครับ”
หลี่เฉินพยักหน้าให้ พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด แต่สายตาก็อดจะหยุดมองอีกฝ่ายนานขึ้นเล็กน้อยไม่ได้
ผิวดีขนาดนี้ คงดูแลตัวเองดีมาก เด็กหนุ่มแบบนี้หายากจริง ๆ
ถึงจะดูไม่ออกว่าเป็นแบรนด์อะไร แต่เสื้อผ้าดูมีระดับมาก น่าจะราคาไม่ธรรมดา
จากนั้นเขาก็มองตัวเอง
แทบไม่เคยดูแลผิว ผมก็ยุ่งไม่ได้จัดทรง
เสื้อผ้ารองเท้าส่วนใหญ่ก็ซื้อตอนลดราคาไม่เคยสนใจการแต่งตัวขอแค่ใส่สบายก็พอ
หลี่เฉินสรุปได้อย่างรวดเร็ว—พวกเขาอยู่กันคนละโลก
พอการเดินทางนี้จบลง ก็คงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก
เมื่อคิดแบบนี้ หลี่เฉินกลับรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
“ผมชื่อกู้เหยียน ‘กู้’ แปลว่าหันกลับ ‘เหยียน’ แปลว่าหินฝนหมึก ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
ผู้โดยสารที่นั่ง 07D กล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
หลี่เฉินรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงแนะนำตัวอย่างเป็นทางการขนาดนี้
พวกเขาก็แค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญเจอกันไม่ใช่หรือ?
แต่พอลองคิดดู บางทีนี่อาจเป็นมารยาททางสังคมในแวดวงของอีกฝ่าย
ดังนั้น ด้วยความสุภาพ หลี่เฉินก็ตอบกลับสั้น ๆ
“หลี่เฉิน ‘หลี่’ แปลว่าไม้กับลูก ‘เฉิน’ แปลว่าชายคาบ้าน”
อีกด้านหนึ่ง กู้เหยียนถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นว่าหลี่เฉินไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธหรือไม่พอใจ
ดูคุยง่ายดี โชคของผมคงไม่เลวเท่าไหร่
พ่อเคยบอกว่า ที่นี่ต้องหาเพื่อนให้มากขึ้น เพราะยิ่งมีเพื่อนมาก โอกาสก็ยิ่งมาก... แต่เขาไม่ค่อยถนัดเรื่องแบบนี้จริง ๆ
หลังจากตั้งสติ กู้เหยียนก็พูดต่อ
“ไม่คิดเลยว่าการทดสอบจะมาเร็วขนาดนี้ พูดตามตรง ผมไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ถ้าผ่านไปได้อย่างราบรื่นก็คงดี แต่... กลัวว่าจะไม่ง่ายแบบนั้น หวังว่าผู้ฝึกสอนในการทดสอบครั้งนี้จะใจดีหน่อย คุณว่าไหม?”
แม้กู้เหยียนจะพูดพร้อมรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูฝืนเล็กน้อย
โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าหลี่เฉินไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เพียงแต่มองเขาเฉย ๆ รอยยิ้มฝืน ๆ นั้นก็พังทลายลงทันที กลายเป็นความตื่นตระหนกเล็กน้อย
“ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า?”
กู้เหยียนเม้มปาก คิดทบทวนคำพูดของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่เขาไม่รู้เลยว่า หลี่เฉินฟังไม่รู้เรื่องเลยสักคำ จึงได้แต่มองเขาด้วยสีหน้างุนงงไร้อารมณ์
การทดสอบอะไร?
นั่งรถไฟความเร็วสูงต้องมีการทดสอบด้วยหรือ?
ทดสอบหน้าตาและการแต่งตัว? หรือทดสอบไอคิว? คนที่ไม่ผ่านมาตรฐานจะไม่มีสิทธิ์นั่งชั้นหนึ่งงั้นเหรอ?
อะไรนะ ยังมีผู้ฝึกสอนด้วย? เข้มงวดขนาดนั้นเลยเหรอ?
เดี๋ยวสิ ตอนนี้แค่ขึ้นรถไฟยังต้องแบ่งชนชั้นกันแล้วเหรอ?
งั้นขึ้นเครื่องบินชั้นหนึ่งคงต้องตรวจดีเอ็นเอเลยสิ?
ขอโทษนะ ผมล้ำเส้นเข้ามาในที่ที่ไม่ควรมาแล้ว...
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!
หลี่เฉินส่ายหัวแรง ๆ เหมือนพยายามสลัดความคิดเพ้อเจ้อเหล่านี้ออกไป
“เอ่อ การทดสอบที่คุณพูดถึงเมื่อกี้...”
หลี่เฉินอยากจะยืนยันว่าเป็นการทดสอบอะไร แต่ก็ถูกเสียงจากด้านหลังขัดขึ้นทันที
“ถ้าคุณยังสงสัยในความสามารถของตัวเอง ก็ควรจะไม่ขึ้นรถไฟตั้งแต่แรก”
เสียงนั้นเย็นชา แฝงไปด้วยความห่างเหิน
“นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แค่พลาดนิดเดียว... ก็มีคนตายได้”
หลี่เฉินสะดุ้ง รีบหันไปตามเสียง ก็เห็นชายหนุ่มสีหน้าเย็นชานั่งตัวตรงอยู่แถวด้านหลัง
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบกับเนคไทสีดำล้วน สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือแว่นกรอบทองที่ทำให้เขาดูเนี้ยบและพิถีพิถัน
เขาอายุราวยี่สิบต้น ๆ พอ ๆ กับหลี่เฉิน แต่กลับมีความนิ่งสุขุมที่ไม่สมวัย ใบหน้าคมคายไร้อารมณ์
นี่มันพูดบ้าอะไรของหมอนี่กัน?
หลี่เฉินขมวดคิ้ว
ที่บอกว่า “มีคนตายได้” นี่หมายความว่ายังไง?