- หน้าแรก
- ระบบแจ้งเตือนว่าผมคืออัจฉริยะอันดับหนึ่ง
- บทที่ 21 - เพื่อนซี้
บทที่ 21 - เพื่อนซี้
บทที่ 21 - เพื่อนซี้
ชายหนุ่มร่างสูงสวมแว่นตาคนนี้ชื่อ หวังทั่ว เป็นพวกเนิร์ดสายเทคโนโลยีตัวยง ปกติชอบหมกมุ่นอยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ส่วนคนเตี้ยอ้วนชื่อ เว่ยต้าเฉิง มีงานอดิเรกสุดโปรดสองอย่างในชีวิตคือ: ของกินและเกม
ทั้งสามคนเป็นเพื่อนซี้ที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่ว่าเยี่ยหงเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมจื้อไฉ หวังทั่วเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง และเว่ยต้าเฉิงเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมอันดับห้า ทั้งสามคนจึงต้องแยกย้ายกันไปอยู่คนละที่
แต่ด้วยความที่ทั้งสามคนชอบเล่นเกมเหมือนกัน พวกเขาจึงเคยสาบานเอาไว้ว่า ตลอดสามปีในชีวิตมัธยมปลาย พวกเขาจะตระเวนเล่นเกมตู้ให้ครบทุกร้านในอำเภอ
เวลาพักเที่ยงสองชั่วโมง จึงเป็นช่วงเวลาที่พวกเขานัดแนะรวมตัวกันออกปฏิบัติการ
แต่เยี่ยหงกลับเบี้ยวนัดพวกเขามาหลายวันติดกันแล้ว ก็ไม่แปลกที่ทั้งสองคนจะบ่นอุบด้วยความน้อยอกน้อยใจขนาดนี้
"ไปเถอะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงมื้อเที่ยงไถ่โทษเอง แล้วก็มีเรื่องจะคุยด้วย"
หวังทั่วและเว่ยต้าเฉิงมองหน้ากันด้วยความสงสัย
ฐานะทางบ้านของเยี่ยหงก็ธรรมดาๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องน่ายินดีใหญ่โตอะไร เขาแทบจะไม่เคยเลี้ยงข้าวพวกเขาสองคนเลย
วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไงเนี่ย?
ทั้งสามคนหาร้านอาหารเล็กๆ แถวนั้น แล้วสั่งกับข้าวมาสองสามอย่าง
พอกับข้าวมาเสิร์ฟ หวังทั่วและเว่ยต้าเฉิงก็ตั้งหน้าตั้งตาสวาปามกันอย่างตะกละตะกลาม กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
แต่เยี่ยหงคีบหมูสามชั้นน้ำแดงเข้าปากไปได้แค่สองคำ ก็ต้องขมวดคิ้ว
ตั้งแต่ทักษะการทำอาหารได้รับการเสริมแกร่ง ปากของเขาก็เริ่มเรื่องมากตามไปด้วย
หมูสามชั้นน้ำแดงตรงหน้าจานนี้ ตุ๋นไฟไม่ได้ที่ สีสันก็ดูหมองๆ แถมพอกินเข้าไปยังเลี่ยนอีกต่างหาก
เขามั่นใจเลยว่าถ้าให้เขาเป็นคนทำหมูสามชั้นน้ำแดงจานนี้ รสชาติจะต้องออกมาดีกว่านี้แน่ๆ
"ติ๊ง! ลิ้มรสอาหาร ทักษะการทำอาหาร +1..."
เยี่ยหงวางตะเกียบลง แล้วพูดกับไอ้พวกเห็นแก่กินสองคนนี้ว่า "ต่อจากนี้ไป ตอนพักเที่ยงฉันคงไปเล่นสนุกกับพวกนายไม่ได้แล้วนะ พวกนายเองก็เพลาๆ ลงบ้าง เอาเวลาไปอ่านหนังสือซะบ้างเถอะ"
ทั้งสองคนชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งเคยรู้จักเยี่ยหงเป็นครั้งแรก "วันนี้สมองนายกระทบกระเทือนหรือไง?"
"ไปๆๆ" เยี่ยหงถอนหายใจ "นกกระจอกไฉนเลยจะล่วงรู้ถึงความทะเยอทะยานของพญาหงส์~"
"ประสาท!"
ทั้งสองคนกลอกตาใส่เยี่ยหง แล้วก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารบนโต๊ะต่อไป
พวกขาไม่มีทางรู้เลยว่า เยี่ยหงไม่ได้พูดเล่น
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ในช่วงพักเที่ยง พวกเขาทั้งสองคนก็ไม่ได้เจอหน้าเยี่ยหงอีกเลย
แล้วเยี่ยหงไปอยู่ที่ไหนล่ะ?
......
ที่ห้องสมุดโรงเรียนมัธยมจื้อไฉ หลังจากไล่เพื่อนซี้ทั้งสองคนกลับไปแล้ว เยี่ยหงก็เดินมาที่นี่เพียงลำพัง
ถูกต้องแล้ว เขาตั้งใจจะใช้เวลาว่างมาเปิดอ่านหนังสือในห้องสมุด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับทักษะด้านต่างๆ ของตัวเอง
แม้โรงเรียนมัธยมจื้อไฉจะเพิ่งก่อตั้งมาไม่ถึงสิบปี แต่คณะกรรมการบริหารโรงเรียนก็มีทุนหนามาก
ดังนั้น โรงเรียนจื้อไฉไม่เพียงแต่จะดึงตัวครูชื่อดังจากโรงเรียนอื่นมามากมาย แต่ยังทุ่มเงินก้อนโตสร้างห้องสมุดที่หรูหราที่สุดในอำเภออันหมิงแห่งนี้ขึ้นมาด้วย
ได้ยินมาว่าในห้องสมุดมีหนังสือเก็บรวบรวมไว้เกือบสองแสนเล่ม ครอบคลุมทั้งหมวดวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และหมวดอื่นๆ อีกมากมาย
แม้ห้องสมุดจะมีแค่ชั้นเดียว แต่พื้นที่กลับกว้างขวางมาก
ด้านนอกปูด้วยกระเบื้องหินสีเขียว ทำให้ตัวห้องสมุดดูเคร่งขรึมและเงียบสงบ
หน้าประตูกระจกบานใหญ่มีเครื่องรูดบัตรตั้งอยู่ จะต้องใช้บัตรนักเรียนของโรงเรียนจื้อไฉเท่านั้นถึงจะสามารถผ่านเข้าออกได้
"ติ๊ด—"
หลังจากรูดบัตรเสร็จ เยี่ยหงก็เดินเชิดหน้าเข้าไปในห้องสมุด
แม้ตอนเปิดเทอมแรกๆ เขาจะเคยเข้ามาเดินชมแล้วครั้งหนึ่ง แต่เยี่ยหงก็ยังคงรู้สึกทึ่งกับทะเลหนังสืออันกว้างใหญ่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ชั้นหนังสือเรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อยเต็มห้องสมุดจนละลานตาไปหมด
เยี่ยหงตื่นเต้นในใจ: สักวันหนึ่ง ป๋าจะอ่านหนังสือทุกเล่มในห้องสมุดนี้ให้หมดเลยคอยดู!
"นี่น้องชาย เวลาพักเที่ยงห้องสมุดยังไม่เปิดให้บริการนะคะ"
เสียงหวานละมุนดังมาจากด้านหลัง น้ำเสียงแบบนี้ฟังปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสำเนียงนุ่มๆ ของสาวชาวเมืองทางตอนใต้
(จบแล้ว)