เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 สวรรค์ลิขิต ตายอีกครั้ง

บทที่ 19 สวรรค์ลิขิต ตายอีกครั้ง

บทที่ 19 สวรรค์ลิขิต ตายอีกครั้ง


บทที่ 19 สวรรค์ลิขิต ตายอีกครั้ง

กระจกทองแดงหมุนช้าๆ ภาพในกระจกหยุดนิ่งในช่วงเวลาที่หวังอี้ตาย

เขาถูกแสงสีเลือดถลกหนังเลาะเอ็นเหลือแต่กระดูกขาว เด็กสาวอีกคนในภาพยังไม่ได้รับบาดเจ็บ

【ฆาตกรยังไม่เผยตัวตน ใช้ติงแดงสี่ขาใบหนึ่ง พรากเอาแก่นแท้และเลือดเนื้อไปทั่วร่าง】

หวังอี้ตายใต้ติงแดง ฆาตกรก็คือเซียนทารกลึกลับผู้นั้น

แต่กระจกทองแดงบานนี้มีอานุภาพฝืนชะตาฟ้าขนาดนี้จริงหรือ แม้แต่เซียนทารกในตำนานก็สามารถคำนวณรวมเข้าไปได้งั้นหรือ?

รูม่านตาของหวังอี้กะพริบไม่แน่นอน เฝ้ารออย่างเงียบๆ

【……】

【หากข้ามีของวิเศษเช่นนี้สักชิ้น ของวิเศษที่พลิกชะตาฟ้า ฝืนลิขิตสวรรค์ แย่งชิงโชคชะตาแห่งฟ้าดินได้ เช่นนั้นจุดจบจะแตกต่างออกไปหรือไม่?】

ผิวกระจกพลิกกลับอีกครั้ง ติงแดงใบเล็กตกลงมาจากก้อนเมฆดำมืด จมลึกลงไปในตันเถียนของหวังอี้

【ความแค้นมีเป้าหมาย หหนี้สินมีเจ้าหนี้】

【โลกนี้เต็มไปด้วยอันตราย จิตใจมนุษย์ยากจะหยั่งถึง หากข้าไม่ฆ่าเขา เขาก็จะฆ่าข้า】

【เซียนทารกแล้วอย่างไรเล่า?】

【มรดกตกทอดจากชาติก่อน: ของวิเศษเซียนวิญญาณทารก ติงแดงสามชาติทะเลเลือดภูเขาเนื้อ】

……

"เจ้าจำได้ไหม คุณหนูสามกลับมาแล้ว"

ประโยคนี้ดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง หวังอี้ลืมตาขึ้น ตกอยู่ในความเงียบ

พ่อครัวร่างผอมยังคงตุ๋นน้ำซุปต้มเนื้อ ในห้องครัวเต็มไปด้วยบรรยากาศร้อนอบอ้าว

หวังอี้ค่อยๆ หันหน้าไป มองดูท้องฟ้านอกหน้าต่าง จู่ๆ ในใจก็มีความคิดที่กล้าหาญขึ้นมา

เขาอยากหนี หนีไปเดี๋ยวนี้เลย หนีออกจากเมืองหลิ่วโจว และไม่หันหลังกลับมาอีก

"มีเหตุผลอะไรที่จะไม่หนีล่ะ?"

"ข้ามีรากวิญญาณในตัว ทั้งยังมีเคล็ดวิชาระดับหนึ่ง ตอนนี้แม้แต่ของวิเศษก็ไม่ขาดแคลนแล้ว ทำไมต้องตามเฉินชิงเยวี่ยไปรนหาที่ตายที่นิกายไท่อีด้วยล่ะ?"

คำพูดเกรงใจของผู้ใหญ่ฟังหูไว้หูก็พอ คำว่าลาก่อนที่พวกเขาพูด อาจจะหมายถึงลาก่อนแล้วไม่ต้องเจอกันอีกเลยก็ได้

หวังอี้ไม่ได้ทำไปเพราะความหุนหันพลันแล่น แต่เป็นทางเลือกที่เขาตัดสินใจหลังจากคิดทบทวนอย่างรอบคอบแล้ว

เขากระโดดลุกขึ้น อันดับแรกเตะโจวฮ่าวที่ขวางหูขวางตาออกไป จากนั้นก็เตะประตูห้องครัวจนเปิดออก

"โครม~"

หวังอี้บอกจะไปก็ไป ไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย

เขาวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วปานพายุ ทิ้งไว้เพียงพ่อครัวร่างผอมที่มีสีหน้างุนงง

"จะไปไหนเนี่ย!?"

"ยังจะกลับมากินข้าวไหม!?"

หวังอี้ทำหูทวนลม ไม่สนใจ

ทาสคนหนึ่งปีนกำแพงข้ามเรือน ออกจากคฤหาสน์ตระกูลเฉิน เดินผ่านถนนหลายสาย หลบหนีออกจากเมืองหลิ่วโจว

ยามค่ำคืนท้องฟ้าแจ่มใส ลมในป่าเย็นสบาย หวังอี้ออกจากเมืองโบราณ มุดเข้าไปในป่าที่เขียวชอุ่ม

เขาก้มหน้าก้มตาเดินทางตลอดทั้งคืน ไม่สนความเหนื่อยล้าของร่างกาย ไม่สนใจเสียงคำรามต่ำของสัตว์ร้ายในป่า จนกระทั่งรุ่งสางของวันที่สอง หวังอี้ถึงเพิ่งพบว่าตัวเองได้ทะลุผ่านป่ามาถึงอีกฝั่งหนึ่งแล้ว

ใต้เท้าคือหญ้าเขียวขจี ฝั่งตรงข้ามคือทุ่งกว้างที่มีสายลมพัดโชยมาเป็นระยะ ปุยหญ้าปลิวว่อน

หวังอี้เกาะต้นไม้ เดินออกจากร่มเงาไม้ สูดหายใจเข้าลึกๆ

สายลมเย็นพัดปะทะอก แสงยามเช้าสาดส่องขอบฟ้า ทำให้เบิกบานใจ ความเหนื่อยล้าทั่วร่างมลายหายไปจนสิ้น

มองดูทิวทัศน์เบื้องหน้า จู่ๆ หวังอี้ก็เข้าใจคำพูดที่เฉินชิงเยวี่ยเคยพูด เกี่ยวกับความหมายของการบำเพ็ญเพียร

การบำเพ็ญเพียรไม่ใช่เพื่อมีชีวิตอยู่นานแค่ไหน แต่เพื่อได้เพลิดเพลินกับอิสระ ไปเผชิญและสัมผัสกับสิ่งใหม่ๆ ที่สวยงามเหล่านั้น

"ผู้บำเพ็ญเพียรสร้างรากฐานมีอายุขัยสองร้อยปี ผู้บำเพ็ญเพียรแก่นทองคำมีอายุขัยห้าร้อยปี"

"มีบางคนใช้เวลาบำเพ็ญเพียรสามสิบปีก็สร้างรากฐานได้ แล้วใช้เวลาอีกร้อยเจ็ดสิบปีไปหาความสุขให้เต็มที่ และก็มีบางคนที่ทนทุกข์ทรมานบำเพ็ญเพียรมาถึงสี่ร้อยแปดสิบปี แล้วเอาหัวพุ่งชนตายอยู่ที่หน้าประตูของขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด"

เช่นนั้น สองคนนี้สรุปแล้วใครมีชีวิตอยู่ได้คุ้มค่ากว่ากันล่ะ?

หวังอี้ก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เขาชอบแบบแรก หาความสุขให้ทันเวลา แต่ก็กลัวจะถูกแบบหลังฆ่าตาย

อ้อ ไม่สิ

เขาไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ตัวเองสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ตั้งแต่ต้น

สลัดโซ่ตรวนหลุดพ้น ที่แท้ชีวิตก็มีอิสระเสรีอย่างหาเปรียบไม่ได้

……

วันที่สอง หวังอี้ก็ยังอยู่ระหว่างทาง

เขาเดินฝ่าทุ่งหญ้าและทุ่งกว้าง ขุดผักป่ามาบ้าง เด็ดผลไม้ป่ามาประทังความหิว แล้วก็เดินทางต่อ

ตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหน?

แน่นอนว่ายิ่งไกลยิ่งดี

หวังอี้อยากไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเขา ไม่มีใครหาเขาพบ ตั้งใจบำเพ็ญเพียร หล่อหลอมแก่นทองคำ

ตลอดทางฝ่าลมฝ่าฝน กินลมชมน้ำค้าง

ในที่สุด ในคืนวันที่สาม หวังอี้ก็หยุดฝีเท้าลง

"เดินไม่ไหวแล้ว~"

"ไม่ไหวจริงๆ แล้ว~"

"หิวเหลือเกิน"

หวังอี้ส่ายหน้า นั่งลงใต้ต้นไม้คดงอ ล้มเลิกความตั้งใจที่จะไปตามหาอิสรภาพไร้สาระนั่นแล้ว

ตัวเองยังหุนหันพลันแล่นเกินไป หิวจนไส้กิ่ว เห็นเปลือกไม้ยังอยากจะแทะเลย

"ไม่มีใครบอกข้านี่นาว่าอิสรภาพมันราคาแพงขนาดนี้ ถ้ารู้แต่แรก ตอนออกจากบ้านน่าจะพกเสบียงแห้งมาด้วย"

ตอนนี้ต้องมาติดอยู่ในป่าเขาลำเนาไพรที่รกร้างว่างเปล่า มองไปข้างหน้าก็ไม่มีหมู่บ้าน มองไปข้างหลังก็ไม่มีร้านค้า แม้แต่เงาคนก็ยังไม่เห็น

หวังอี้รู้สึกจนปัญญา เงยหน้าพึมพำกับตัวเองเบาๆ

"ชาตินี้ถ้าต้องมาอดตาย มันคงน่าขันเกินไปแล้ว..."

เขาคงไม่มีหน้าไปพบกระจกทองแดง เพื่อฟื้นคืนชีพให้ตัวเองเลย

โชคดีที่รถถึงหน้าเขาย่อมมีทางไป เรือถึงหน้าสะพานย่อม...จมน้ำไปเอง

ชาติที่สี่ของหวังอี้ไม่ได้จบลงอย่างลวกๆ เช่นนี้ เขาได้พบกับผู้ใจบุญที่คุ้นหน้าคุ้นตาคนหนึ่ง

แสงจันทร์สลัว อาภรณ์ขาวพลิ้วไหว เฉินชิงเยวี่ยเดินมาจากทุ่งหญ้า มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา

ทั้งสองสบตากัน ตกอยู่ในความเงียบ

เฉินชิงเยวี่ยก้มหน้าลง ถามหวังอี้ "เจ้าจะหนีทำไม?"

"คุณหนูสาม"

หวังอี้ลุกขึ้นนั่งตัวตรง พิจารณาอย่างละเอียด ยืนยันได้ว่าเด็กสาวตรงหน้าไม่ใช่ภาพลวงตาเพราะตัวเองหิวจนตาลาย

เขายิ้มอย่างจนใจ "ครั้งนี้ข้าเป็นแค่ทาสต่ำต้อยคนหนึ่ง ท่านจะไล่ตามมาไกลขนาดนี้ทำไมกัน?"

เฉินชิงเยวี่ยขมวดคิ้ว มองดูเด็กหนุ่มแปลกหน้าเบื้องหน้า นางไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ใครฟัง เพียงแต่รู้สึกแปลกใจอยู่ลึกๆ

เจ้านี่แปลกประหลาดมาก หากในใจไม่ได้มีชนักติดหลัง ทำไมถึงต้องหนีออกจากเมืองหลิ่วโจวข้ามคืนด้วยล่ะ?

"เจ้าอยากจะไปส่งข่าวให้ผู้บำเพ็ญเพียรสายมารงั้นหรือ?"

หวังอี้ถามกลับ "ส่งข่าวอะไร?"

"โจวฮ่าวบอกว่า เจ้ารู้ว่าข้ากลับมาแล้ว"

ทุ่งหญ้าพลันตกอยู่ในความเงียบงัน หวังอี้เงยหน้าขึ้นอย่างเหม่อลอย แหงนหน้าขึ้น

เขาเงียบไปนานมากๆ เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง หลับตาสองข้างลง หัวเราะออกมาอย่างคนเสียสติ

"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้... ที่แท้ ก็เป็นแบบนี้นี่เอง"

ที่แท้ ตัวเองก็เดินไปได้ไม่ไกลเลย ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไร ไม่ว่าจะหนีไปที่ไหน สุดท้ายหวังอี้ก็จะถูกเฉินชิงเยวี่ยจับตัวได้ แล้วฆ่าให้ตายด้วยมือของนางเอง

เฉินชิงเยวี่ยเพิ่งจะหลุดพ้นจากอันตราย จิตใจตึงเครียด นางจะไม่ยอมให้ใครแพร่งพรายข่าวของตัวเองเด็ดขาด

นางจะจัดการทุกคนที่เคยพบเห็นตัวเองในเมืองหลิ่วโจวให้หมดสิ้น

แม้แต่หลิ่วชุ่ย สาวใช้คนสนิท ก็ยังเป็นเครื่องสังเวยที่จำเป็นต้องสละ

หวังอี้ควรจะคิดเรื่องนี้ได้ตั้งนานแล้ว จุดเริ่มต้นการเกิดใหม่ของเขาอยู่ที่คำพูดนั้นของโจวฮ่าว

——"เจ้ารู้ไหม คุณหนูสามกลับมาแล้ว"

คุณหนูสามกลับมาแล้ว

โจวฮ่าวพูดออกมา หวังอี้ก็รู้เรื่องเข้าแล้ว ดังนั้น เขาจึงไม่มีทางหลุดพ้นจากเรื่องราวที่เกี่ยวกับผู้บำเพ็ญเพียรสายมารและนิกายไท่อีนี้ไปได้ตลอดกาล

ไม่ว่าจะหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว เฉินชิงเยวี่ยก็จะตามหาเขาจนพบ แล้วฆ่าเขาให้ตาย

นี่แหละคือสิ่งที่สวรรค์ลิขิตไว้ของจริง

หวังอี้ไม่มีทางเลือกอื่น เขาต้องรู้จักเฉินชิงเยวี่ย และจะต้องถูกนางพาขึ้นเขาไปอย่างแน่นอน

"จิ๊ ชีวิตก็ไม่ได้มีอิสระเสรีขนาดนั้นหรอก"

หวังอี้ถอนหายใจ ดูท่าแล้วการเป็นคนต้องรักษาคำพูด

"คุณหนู เช่นนั้นเราคงต้องพบกันใหม่ชาติหน้าแล้วล่ะ"

กระบี่ยาวสะท้อนแสงจันทร์ แทงทะลุเข้าไปในหน้าอกของเขา

เฉินชิงเยวี่ยยืนอยู่ใต้ต้นไม้ เปลือกตาขยับเล็กน้อย ฝังเด็กหนุ่มแปลกประหลาดคนนี้ลงในดิน

……

กระจกทองแดงหมุนวน ภาพความตายหยุดนิ่ง

หวังอี้เงยหน้าขึ้น จ้องมองเสี้ยวหน้าที่งดงามของฆาตกรในกระจก

เขาได้ทำการทดลองที่กล้าหาญไปครั้งหนึ่ง ผลลัพธ์กลับแย่มาก จุดจบไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่นัก

【ฆาตกรถือกระบี่ฆ่าคน กระบี่วิเศษแทงทะลุหน้าอก หัวใจแหลกสลายจนสิ้นใจตาย】

เฉินชิงเยวี่ยลงมือหนักมาก เมื่อจะฆ่าคน ก็จะไม่ให้โอกาสเขารอดชีวิตไปได้

【ข้าขาดวาสนาไปหนึ่งส่วน เฉินชิงเยวี่ยมีบุญวาสนาลึกล้ำ มีการยืมมีการคืน ขอยืมครั้งหน้าก็ไม่ยากแล้ว】

ผิวกระจกพลิกกลับ ที่หว่างคิ้วของเฉินชิงเยวี่ยมีดอกบัวสีเขียวขาวกะพริบวิบวับอยู่

หวังอี้ลูบหน้าผากตัวเอง พบว่าตัวเองก็มีแล้วเหมือนกัน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 19 สวรรค์ลิขิต ตายอีกครั้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว