- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 505 - คำสั่งที่สอง
บทที่ 505 - คำสั่งที่สอง
บทที่ 505 - คำสั่งที่สอง
บทที่ 505 - คำสั่งที่สอง
หลี่จวีซูเข้ารับตำแหน่งตอนประมาณแปดโมงเช้า คำสั่งแรกถูกถ่ายทอดออกไปก่อนแปดโมง และการต่อสู้ก็จบลงในเวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง ใช้เวลาเพียงแค่ช่วงเช้าเท่านั้น
กองกำลังฝ่ายตระกูลเจิงยังคงดูลาดเลาอยู่ พวกเขาคิดมาตลอดว่า ต่อให้ผลลัพธ์จะไม่ออกมาในรูปแบบบาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายที่ชนะก็คงจะบอบช้ำไม่น้อย พวกเขาจะอาศัยจังหวะนั้นบุกเข้าไปเป็นตาอยู่ ซึ่งย่อมดีกว่าการเป็นตั๊กแตนที่ออกหน้าไปก่อน ใครจะไปคาดคิดว่า ศึกครั้งนี้จะจบลงในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน ตอนที่เหนิวถัวหยิ่นกำลังร้อนรนระดมพลอยู่นั้น ลูกปืนใหญ่นับไม่ถ้วนก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
ปืนครก!
เสียงระเบิดดังกึกก้องกังวานไปทั่วพื้นปฐพี แสงเพลิงสว่างโรจน์ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
สี่กองกำลังหลักอย่างลวี่จินกัง, เซียนหลัวหลง, หลานเตาอวี๋ และเหลียวหยา ได้ตั้งค่ายล้อมกรอบเหนิวถัวหยิ่นไว้ตรงกลาง เริ่มต้นด้วยการระดมยิงปืนครกยาวนานถึงสิบนาที ตามด้วยรถถังและปืนใหญ่ จากนั้นจึงเป็นจรวดเพลิง ปิดท้ายด้วยรถรบและกำลังทหารที่บุกตะลุยเข้ามา
ห่ากระสุนสาดกระหน่ำเข้ามาจากทุกทิศทุกทางราวกับพายุฝน อากาศในบริเวณที่เหนิวถัวหยิ่นอยู่ร้อนระอุ อาคารหลายสิบหลังพังทลายกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินเป็นหลุมเป็นบ่อ ควันไฟลอยคลุ้งขึ้นสูงหลายร้อยเมตร
เหล่ายอดฝีมือบุกทะลวงเข้ามาจากทุกมุม การกวาดล้างได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว กองกำลังของเหนิวถัวหยิ่นหลังจากหักลบกลบหนี้แล้ว ก็ยังเหลือคนอยู่ประมาณ 6,000 คน นับว่าเป็นกองกำลังที่ไม่เล็กเลยทีเดียว ทว่าตอนนี้แทบจะตายกันหมดเกลี้ยง ศพเกลื่อนกลาดเต็มพื้น ผู้ที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์มีไม่ถึงสามร้อยคน ส่วนใหญ่ล้วนได้รับบาดเจ็บ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับเสวียนอู่ทั่นเค่อ, ถานจิ้งหรู, ลู่อี้เฟิง, ลวี่จินกัง และเซียนหลัวหลง ก็แทบจะถูกสังหารในพริบตา
บ่ายโมงครึ่ง การต่อสู้ก็สิ้นสุดลง ท่ามกลางซากปรักหักพังไม่มีศัตรูที่มีชีวิตหลงเหลืออยู่อีกแล้ว บ่ายโมงห้าสิบนาที ทหารได้ค้นพบศพของเหนิวถัวหยิ่น ผู้บัญชาการกองกำลังซิงอวี่ โชคไม่ดีนักที่ร่างกายท่อนล่างของเขาถูกระเบิดจนแหลกละเอียด เหลือเพียงแค่ส่วนหน้าอกขึ้นมา ครึ่งใบหน้าและใบหูเละเทะ ซี่โครงที่หน้าอกแทบจะหักร้าวทั้งหมด ไม่รู้ว่าตายเพราะความเจ็บปวดหรือเสียเลือดจนตาย แต่ที่แน่ๆ คือสภาพศพดูอนาถมาก
ในระหว่างกระบวนการนี้ เจิงฟู่ฉีไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเลย ชายชราชุดเหลืองก็ไม่ปรากฏตัวเช่นกัน ไม่รู้ว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่นี้ หรือไม่ยอมออกมากันแน่ สองสามีภรรยาหวงหยวนเช่อที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดจึงไม่มีโอกาสได้ลงมือ
มนุษย์มักจะเรียนรู้และสรุปบทเรียนจากประวัติศาสตร์อยู่เสมอ หนึ่งในข้อสรุปนั้นก็คือ อำนาจรัฐมักจะขึ้นอยู่กับอำนาจทางทหาร หากไร้ซึ่งอำนาจทางทหาร อำนาจรัฐก็ไม่อาจมั่นคงได้ เหนิวถัวหยิ่นคือกองกำลังทหารกลุ่มสุดท้ายที่เหลืออยู่ของเจิงฟู่ฉี ตามหลักแล้ว เขาจะต้องรักษาเหนิวถัวหยิ่นเอาไว้ให้ได้ การที่หลี่จวีซูเก็บเหนิวถัวหยิ่นไว้จัดการเป็นคนสุดท้าย เป้าหมายหลักก็คือพุ่งเป้าไปที่เจิงฟู่ฉีนั่นเอง
รวบรวมสรรพกำลังทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดข้อผิดพลาดใดๆ
หรือบางทีเจิงฟู่ฉีอาจจะมองแผนการของหลี่จวีซูทะลุปรุโปร่ง บางทีเขาอาจจะคอยเฝ้าดูอยู่ตามซอกหลืบใดซอกหลืบหนึ่งในบริเวณใกล้เคียงนี้ เพียงแต่ไม่ยอมออกมาก็เท่านั้น
คำสั่งที่สองของหัวหน้าฐานทัพหลี่จวีซูถูกถ่ายทอดออกไปแล้ว เก็บศพ!
ให้คำนวณตามน้ำหนัก รวบรวมศพตามท้องถนนแล้วส่งไปที่เตาเผาศพ ให้ราคา 100 เหรียญทองแดงต่อหนึ่งชั่ง หากคิดตามน้ำหนักศพที่ 150 ชั่ง ศพหนึ่งร่างก็จะทำเงินได้ถึง 15,000 เหรียญทองแดง
หลังจากคำสั่งถูกถ่ายทอดไปทั่วฐานทัพ บรรดาชนชั้นสูงในสังคมต่างพากันตกตะลึง
"นี่มันทำอะไรตามอำเภอใจชัดๆ! นี่มันเป็นการลบหลู่คนตาย ผู้ตายถือเป็นสิ่งสูงสุด จะมาตีราคาชั่งน้ำหนักแบบนี้ได้อย่างไร ช่างเสื่อมเสียศีลธรรมเสียนี่กระไร"
"นี่หรือคือการตัดสินใจที่หัวหน้าฐานทัพควรจะทำ? มันขัดต่อหลักมนุษยธรรมอย่างชัดเจน รองหัวหน้าฐานทัพทั้งสามคนอย่างไท่สือจิ้นมัวทำอะไรอยู่ ถึงไม่เข้าไปห้ามปราบเอาไว้!"
"เอาศพมาทำธุรกิจ หากสร้างบรรทัดฐานเช่นนี้ขึ้นมา ต่อไปคนอื่นจะมองฐานทัพหมายเลข 1 อย่างไร? เย่เซียวนี่แหละคือความอัปยศของฐานทัพ"
...
ทว่าเหล่านักล่าระดับล่างของฐานทัพกลับโห่ร้องด้วยความยินดี พวกเขาเปิดประตูบ้าน พุ่งพรวดออกไปตามท้องถนน เริ่มแย่งชิงเก็บศพที่นอนระเนระนาดกันอย่างเร่งรีบ จากที่เคยรังเกียจกลิ่นเน่าเหม็นของซากศพ ตอนนี้กลับรู้สึกว่ากลิ่นเหล่านั้นไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก พอทนได้อยู่ บางพื้นที่ที่มีนักล่าเยอะแต่ศพน้อย ถึงขั้นเกิดการแย่งชิงกันขึ้น โชคดีที่เจ้าหน้าที่กองบังคับใช้กฎหมายปรากฏตัวขึ้นทันเวลา จึงสามารถระงับความขัดแย้งลงได้
ศพ 10 ร่าง ก็เท่ากับเงิน 150,000 เหรียญทองแดง การโยนศพขึ้นรถรบใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น นี่ยิ่งกว่าเจอเงินหล่นบนพื้นเสียอีก หากมีเงิน 150,000 เหรียญทองแดงตกเกลื่อนกลาดอยู่ตามท้องถนน ต่อให้เก็บทั้งวันก็คงเก็บไม่หมด
ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง ศพทั้งหมดในฐานทัพก็ถูกเก็บกวาดจนหมดเกลี้ยง พนักงานทำความสะอาดซึ่งเป็นนักล่าที่ถูกว่าจ้างมาเฉพาะกิจปรากฏตัวขึ้น แต่ละคนรับผิดชอบพื้นที่ถนนคนละ 100 เมตร เพียงแค่ทำความสะอาดรอยเลือดให้หมดจด ก็จะได้รับค่าตอบแทน 20,000 เหรียญทองแดง
"คนที่คิดวิธีนี้ขึ้นมานี่อัจฉริยะชัดๆ" หลินปิงพักอาศัยอยู่ในโรงแรมระดับท็อป จึงไม่ได้รับผลกระทบจากซากศพ อย่างไรก็ตาม เขากลับให้ความสนใจหลี่จวีซูเป็นอย่างมาก และคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา ตอนที่เหล่านักล่าพากันพุ่งออกมาจากบ้านเพื่อทำความสะอาดถนน เขายังนึกแปลกใจอยู่เลยว่า ฐานทัพมีคนดีศรีสังคมมากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
จนกระทั่งได้รู้ถึงนโยบายของหลี่จวีซู เขาก็รู้สึกว่ามันเป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมมาก จากสถิติที่ไม่เป็นทางการ การต่อสู้ในฐานทัพหลายวันที่ผ่านมา น่าจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่าห้าหมื่นคน หากต้องจัดสรรคนมาทำความสะอาดศพจำนวนมหาศาลขนาดนี้เป็นการเฉพาะ ต่อให้ใช้เวลาครึ่งเดือนก็คงเก็บกวาดไม่หมด แต่การปลุกระดมให้นักล่าทุกคนลงมือพร้อมกัน ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงก็จัดการเรียบร้อยแล้ว
การทำความสะอาดก็เช่นเดียวกัน เพียงแค่จ่ายเงินเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ฐานทัพกลับมาสะอาดสะอ้านได้ ทั้งยังเป็นการซื้อใจผู้คน นักล่าได้เงิน ในขณะเดียวกันก็ช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของตัวเอง ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย
"ก็แค่พวกฉวยโอกาสเท่านั้นแหละ" เถาเม่ยกลับรู้สึกดูแคลนวิธีการของหลี่จวีซู ในมุมมองของเธอ หลี่จวีซูก็แค่ใช้จุดอ่อนเรื่องความโลภของมนุษย์ให้เป็นประโยชน์ เพื่อแลกกับเงิน 20,000 เหรียญทองแดง ถึงกับยอมไปทำความสะอาดคราบเลือดสกปรกบนถนนระยะทาง 100 เมตร ที่เต็มไปด้วยยุงและแมลงวันบินว่อน สภาพแวดล้อมแบบนี้ ถ้าเป็นเธอ ต่อให้ตายก็ไม่ยอมทำเด็ดขาด
"ยังไงซะ ถนนก็สะอาดแล้ว พวกเราก็เดินทางสะดวกขึ้น" หลินปิงไม่ได้โต้เถียงอะไร เถาเม่ยติดตามรับใช้คุณหนูมาโดยตลอด ย่อมไม่รู้ซึ้งถึงความยากลำบากของโลกภายนอก พูดเหตุผลไปเธอก็คงไม่เข้าใจ ในโลกของเถาเม่ย เงิน 20,000 เหรียญทองแดงยังซื้อผ้าเช็ดหน้าที่ถูกใจไม่ได้สักผืนด้วยซ้ำ เธอกินน้ำชายามบ่ายมื้อเดียวก็หมดเงินไปมากกว่าสองหมื่นแล้ว แต่สำหรับนักล่าระดับล่าง บางครั้งทำงานทั้งสัปดาห์ก็ยังหาเงิน 20,000 เหรียญทองแดงไม่ได้ สำหรับนักล่าที่ฝีมืออ่อนด้อยที่สุด นี่อาจจะเป็นรายได้ครึ่งเดือนของพวกเขาเลยทีเดียว
"ฉันก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดี ว่าทำไมท่านเหอถึงได้สนับสนุนเขา!" เถาเม่ยคิดมาทั้งวัน ก็ยังไม่เข้าใจปัญหาข้อนี้ หลี่จวีซูก็เป็นแค่คนธรรมดา เบื้องหลังไม่มีตระกูลใหญ่คอยหนุนหลัง แล้วเหอเจิ้นถังไปถูกใจอะไรในตัวเขา?
"คงจะเป็นเรื่องความสามารถส่วนตัวกระมัง อาการบาดเจ็บภายในของลุงหลิวยังไม่ดีขึ้นเลยไม่ใช่หรือ? คุณหนูไม่ได้บอกหรือว่าจะต้องหายอดฝีมือมาช่วยรักษา? ฉันคิดว่าเย่เซียวทำได้นะ" หลินปิงเอ่ย
"เขาเนี่ยนะ? เลิกคิดไปได้เลย รอให้ดาวเทียมซ่อมเสร็จ แล้วกลับไปรักษาที่ดาวเคราะห์แม่ดีกว่า" เถาเม่ยมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อหลี่จวีซู อาจจะเป็นเพราะท่าทีที่หลี่จวีซูมีต่อคุณหนู หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะหลี่จวีซูยังเด็กเกินไป เธอก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน เอาเป็นว่าเธอไม่ชอบเขา
หลินปิงทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบไป
เตาเผาศพและโรงพยาบาลกลายเป็นสถานที่ที่ยุ่งวุ่นวายที่สุด และยังมีอีกสถานที่หนึ่งที่ธุรกิจเติบโตขึ้นเป็นพันเท่าในชั่วข้ามคืน นั่นก็คือ ห้องเย็น ผู้ตายบางคนมีความสำคัญ ครอบครัวจึงทำใจเผาไม่ลง ห้องเก็บศพของโรงพยาบาลก็ไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากขนาดนี้ได้ จึงต้องนำไปเก็บรักษาไว้ที่ห้องเย็น รอคอยโอกาสที่เหมาะสม เพื่อส่งกลับไปฝังที่ดาวเคราะห์แม่
ณ อาคารสำนักงานของหัวหน้าฐานทัพ ห้องทำงานอันหรูหราที่เดิมทีเตรียมไว้สำหรับอ๋าวสวิน อ๋าวสวินเคยเข้ามาในห้องนี้ไม่ถึงสิบครั้งด้วยซ้ำ ตอนนี้ตกเป็นของหลี่จวีซูแล้ว
บนผนังมีแผนที่ฐานทัพที่ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนติดอยู่ หลี่จวีซูจ้องมองแผนที่นั้นมาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ความคิดของเขากลับล่องลอยไปไกลแสนไกล ไฟสองกองแรกลุกโชนได้ดีทีเดียว ถึงเวลาที่ไฟกองที่สามจะต้องจุดประกายขึ้นแล้ว
(จบแล้ว)