- หน้าแรก
- แฟ้มลับคู่หูสายเทา กฎหมายไม่รับ เราจัดให้
- บทที่ 25 - วั่งไฉกับพลังเทพ
บทที่ 25 - วั่งไฉกับพลังเทพ
บทที่ 25 - วั่งไฉกับพลังเทพ
บทที่ 25 - วั่งไฉกับพลังเทพ
หลังจากคนกับหมาออกจากร้านเพชรทอง ก็รีบเรียกแท็กซี่มุ่งหน้ากลับห้องเช่าทันที
วั่งไฉมองดูข้าวของพะรุงพะรังในมือซูอิงฮุยด้วยสายตาละโมบ "เร็วเข้า! เร็วเข้า! แกะกล่องเร็ว!"
แต่ซูอิงฮุยกลับนั่งไขว่ห้าง จ้องมองวั่งไฉนิ่งๆ "แกจะรีบร้อนไปทำไมวะ ฉันยังมีเรื่องอยากจะถามแกอีกตั้งเยอะ"
ตอนนี้วั่งไฉรอไม่ไหวแล้วจริงๆ "มัวชักช้าอยู่ได้ มีอะไรก็รีบๆ ถามมาสิ!"
ในตอนนี้ มันต้องการจะสวาปามทองคำใจแทบขาด
"ฉันขอสั่งแกในฐานะเจ้านาย ห้ามขยับเด็ดขาด!"
ซูอิงฮุยตวาดลั่น และแล้ววั่งไฉก็ถูกตรึงให้อยู่ในท่าเดิม ขาหน้าข้างหนึ่งยังยกค้างเติ่งอยู่กลางอากาศเลย
วั่งไฉถึงกับอึ้งไปเลย ไม่รู้ว่าซูอิงฮุยไปกินยาลืมเขย่าขวดมาจากไหน ถึงได้จู่ๆ ก็ทำแบบนี้กับมัน "แกทำบ้าอะไรเนี่ย? รีบคลายมนตร์ให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
ส่วนซูอิงฮุยก็แค่นหัวเราะ "บอกมา! ทั้งที่แกมีความสามารถทำลายกล้องวงจรปิดได้แท้ๆ ทำไมแกไม่แอบเข้าไปขโมยทองในร้านกินเองซะเลยล่ะ?!"
"อย่าว่าแต่อย่างอื่นเลย หมาอย่างแกจะแอบมุดเข้าไปในร้านทอง มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยไม่ใช่หรือไง!"
วั่งไฉหน้าเหวอไปเลย มันไม่คิดเลยว่าซูอิงฮุยจะงี่เง่าถามคำถามโง่ๆ แบบนี้ แถมเพื่อจะถามคำถามงี่เง่านี่ ยังถึงขั้นเล่นงานมันด้วยวิธีนี้อีก วั่งไฉชักจะโมโหขึ้นมาแล้วสิ "ฉันขโมยกินเองมันไม่ได้ผล! มันต้องผ่านมือแกก่อนเท่านั้น ฉันยังไม่ได้บอกแกรึไง?"
พอได้ยินคำตอบของวั่งไฉ ซูอิงฮุยก็หน้าเหวอไปเหมือนกัน "ต้องผ่านมือฉันก่อน? มือฉันเปื้อนขี้หรือไงวะ ถึงได้หอมหวานขนาดนั้น?"
วั่งไฉรีบอธิบาย "ก็แกเป็นเจ้านายไงล่ะ แกต้องเป็นคนป้อนฉัน ไม่งั้นฉันกินไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก นี่มันเป็นกฎเว้ย"
กฎ?
มีกฎแบบนี้ด้วยเหรอ?
ใครหน้าไหนมันเป็นคนตั้งกฎงี่เง่าแบบนี้เนี่ย?
วั่งไฉแค่นเสียงขึ้นจมูก "นี่แหละที่เขาเรียกว่าคุณค่า เข้าใจไหม? พูดไปแกก็ไม่เข้าใจหรอก ไอ้คนไร้การศึกษา!"
ซูอิงฮุยไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับไอ้หมาโง่นี่อีก เขาจึงยิงคำถามต่อไปทันที "ก่อนหน้านี้ แกเคยมีเจ้านายคนอื่นอีกไหม? มีกี่คน?"
"มีสิ ทำไมจะไม่มีล่ะ"
ซูอิงฮุยถามต่อ "แล้วตอนนี้พวกนั้นไปไหนหมดแล้วล่ะ?"
วั่งไฉกลอกตาบน "ก็ตายห่าไปหมดแล้วน่ะสิ คนก่อนหน้านี้ก็หิวตาย ตอนนั้นมันอยู่ในช่วงสงครามข้าวยากหมากแพงนี่หว่า ตอนนั้นราชวงศ์หมิงกำลังรบกันอยู่พอดี"
อ้อ ราชวงศ์หมิงกำลังรบกันนี่เอง จะหิวตายก็คงไม่แปลกอะไร ซูอิงฮุยพยักหน้าหงึกๆ
"ราชวงศ์หมิง! แม่มึงเถอะ ราชวงศ์หมิง!!"
เมื่อสติกลับมา ซูอิงฮุยก็กระเด้งตัวลุกจากโซฟาทันที เอื้อมมือไปบีบคอวั่งไฉแน่น "แกบอกมานะ! ราชวงศ์หมิงงั้นเรอะ!!!"
วั่งไฉสะดุ้งตกใจกับปฏิกิริยาของซูอิงฮุย โดนบีบคอจนลิ้นจุกปาก "ไอ้บ้าเอ๊ย! ปล่อยนะโว้ย เล่นแรงไปแล้วนะเนี่ย!"
จากคำบอกเล่าของวั่งไฉ ตัวตนดั้งเดิมของมันคืออสูรกลืนทอง แต่จู่ๆ ก็เกิดเรื่องประหลาดจนกลายร่างมาเป็นสัตว์ และต้องออกร่อนเร่พเนจร
ขอเพียงมีใครยื่นอาหารให้มันกิน มันก็จะยอมรับคนคนนั้นเป็นเจ้านายทันที
แต่เรื่องที่บัดซบที่สุดก็คือ ถ้าเจ้านายตายเมื่อไหร่ วั่งไฉก็ต้องตายตามไปด้วยภายในไม่ถึงหนึ่งเดือน
แต่ความตายในความหมายของมัน ไม่ใช่การตายจริงๆ หรอกนะ แค่สลบไสลไม่ได้สติไปช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง
ทุกครั้งที่วั่งไฉฟื้นคืนสติขึ้นมา มันก็จะเปลี่ยนร่างใหม่ แล้วก็เริ่มต้นชีวิตร่อนเร่พเนจรอีกครั้ง
ชาติที่แล้ว มันเกิดในสมัยราชวงศ์หมิง แถมชาติที่แล้วมันก็ไม่ได้เป็นหมา แต่เป็นแมวต่างหากล่ะ
เจ้านายคนก่อนหน้านี้ของมัน ต้องทนทุกข์ทรมานจากภัยสงครามจนอดอยากตาย วั่งไฉก็เลยต้องตายตามไปด้วย
พอวั่งไฉฟื้นคืนสติกลับมาอีกครั้ง มันก็กลายร่างเป็นหมาไปแล้ว แถมยังเป็นหมาที่กำลังจะหิวตายอีกต่างหาก โชคดีที่มันมาเจอซูอิงฮุยเข้าพอดี เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ
"เรื่องมันก็ประมาณนี้แหละ ขืนให้ฉันอธิบาย ฉันก็อธิบายไม่ถูกหรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แม่มึงเอ๊ย ชะตาชีวิตฉันนี่มันบัดซบจริงๆ! ต้องมาเกิดเป็นแมวเป็นหมาวนไปวนมาอยู่ได้!"
วั่งไฉถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตอนนี้สีหน้าของมันดูหดหู่และอมทุกข์สุดๆ พร่ำพรรณนาถึงความไม่ยุติธรรมของสวรรค์
"เดี๋ยวสิ! แล้วแกรู้ได้ยังไงว่าถ้าแกกินทอง ฉันก็จะได้ผลพลอยได้ไปด้วย?"
วั่งไฉเงยหน้าขึ้นกวาดตามองซูอิงฮุยตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำเอาซูอิงฮุยรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว "อะไรของแกวะ? แกคิดว่าเจ้านายของฉันทุกคนจะยาจกเหมือนแกหรือไง? ข้าผู้นี้ก็เคยมีบุญวาสนาได้อยู่กับเศรษฐีมหาเศรษฐีมาเหมือนกันแหละโว้ย หึ!"
"ฮึ่ย!" คำพูดประโยคเดียวของวั่งไฉ ทำเอาซูอิงฮุยจุกจนพูดไม่ออก เขาอยากจะเถียงไอ้หมาเนรคุณตัวนี้กลับไปใจแทบขาด แต่ก็หาคำพูดมาเถียงไม่ออก
"แล้วเจ้านายเศรษฐีมหาเศรษฐีของแกน่ะ ได้อะไรตอบแทนบ้างล่ะ? นอกจากพลังเทพแล้วมีอะไรอีกไหม?"
วั่งไฉอธิบาย "พลังเทพน่ะเป็นแค่ของพื้นฐาน ส่วนไอ้ของแถมหลังจากนั้นมันก็พิลึกพิลั่นไปตามเรื่องตามราวนั่นแหละ ขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ"
แค่ทองคำสิบชั่ง ซูอิงฮุยก็จะได้รับพลังเทพแล้ว แต่สิบชั่งมันก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น วั่งไฉเริ่มชักจะสงสัยแล้วสิว่า ชาตินี้มันจะมีโอกาสได้กินทองถึงสิบชั่งไหมเนี่ย
อุตส่าห์มาทนอยู่กับซูอิงฮุยตั้งนานนม เพิ่งจะได้กินทองแค่ชั่งเดียวเอง แถมไอ้ชั่งเดียวนั่นก็ยังลงท้องไปแค่ครึ่งเดียวเองด้วย!
วั่งไฉถึงขั้นเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับการไปเกิดใหม่ในชาติหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว หวังว่าชาติหน้าจะได้ไปอยู่กับเศรษฐีใจป้ำบ้างนะ
ซูอิงฮุยอ่านความคิดของวั่งไฉออก ก็โมโหจนควันออกหู "รีบไสหัวไปกินทองของแกได้แล้ว!"
จากนั้นซูอิงฮุยก็แกะกล่องทองคำทั้งหมดออก แล้วเอามากองรวมกัน เป็นสัญญาณให้วั่งไฉเริ่มลงมือสวาปามได้เลย
วั่งไฉก็ทำเหมือนคราวก่อน งับทองคำเข้าปากสองสามทีก็กลืนลงคอไปจนหมดเกลี้ยง
วั่งไฉทำหน้าฟินสุดๆ ส่วนซูอิงฮุยก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้พลังเทพหนึ่งในสิบส่วนของเขาสถิตร่าง
ห้านาทีผ่านไป...
ซูอิงฮุยไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยสักนิด
สิบนาทีผ่านไป...
ซูอิงฮุยก็ยังไม่รู้สึกอะไรอยู่ดี ความรู้สึกเดียวที่สัมผัสได้ตอนนี้คือ เริ่มหิวซะแล้ว...
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป...
ตอนนี้ซูอิงฮุยหิวจนตาลาย หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม "นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ทำไมถึงไม่เห็นมีวี่แววอะไรเลยล่ะ?"
วั่งไฉที่นอนหมอบอยู่บนพื้นอย่างสบายใจเฉิบ หลับตาพริ้มดื่มด่ำกับรสชาติของทองคำที่ยังติดปลายลิ้น "นี่แกไม่รู้สึกหิวบ้างเลยหรือไง?"
"หิวสิ ทำไมจะไม่หิวล่ะ ทั้งที่เจ้าซินคนสวยเพิ่งจะเลี้ยงข้าวฉันมาหมาดๆ แท้ๆ"
วั่งไฉลืมตาข้างหนึ่งขึ้นมามองซูอิงฮุย "การจะมีพลังเหนือมนุษย์ มันก็ต้องมีการเผาผลาญพลังงานไงล่ะ ตอนนี้แกจำเป็นต้องหาอะไรกินซะแล้วล่ะ"
พอได้ยินดังนั้น ซูอิงฮุยก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ รีบวิ่งแจ้นไปค้นของกินในตู้เย็นราคาถูกของเขาทันที
มีทั้งเค้ก ทาร์ตไข่ โคล่า ขนมขบเคี้ยวสารพัด แล้วก็กับข้าวเหลือจากมื้อเย็นเมื่อวาน...
จนกระทั่งเขากวาดของกินในตู้เย็นจนเรียบวุธ จนเคี้ยวจนกรามค้างไปหมดแล้ว
แต่เขาก็ยังรู้สึกหิวอยู่ดี แถมยังหิวจนแสบท้องไปหมด!
ในที่สุดซูอิงฮุยก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ว่าทำไมวั่งไฉถึงบอกว่าเจ้านายคนก่อนของมันหิวตาย ก็แม่มึงเล่นเปลี่ยนคนให้กลายเป็นถังข้าวสารแบบนี้ ใครมันจะไม่หิวตายบ้างวะ!
วั่งไฉมองซูอิงฮุยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แอบสะใจอยู่ในใจ: ไอ้เวรเอ๊ย สมน้ำหน้า เมื่อกี้บังอาจมาบีบคอข้าดีนัก! หิวตายไปซะ!!
ตอนนี้ซูอิงฮุยหิวจนหน้ามืดตาลาย เดินโซเซไปมา เขาฝืนกัดฟันขี่รถจักรยานไฟฟ้าคันเก่ง ตรงดิ่งไปที่ร้านอาหารที่อยู่ใกล้ที่สุด
"เถ้าแก่! ขอข้าวผัดไข่สิบจาน! เร็วเข้า ผมจะหิวตายอยู่แล้ว!"
เถ้าแก่ร้านที่กำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างสบายอารมณ์ ลืมตาขึ้นมามองซูอิงฮุย "พวกแกมากินกันกี่คนเนี่ย?"
ตอนนี้ซูอิงฮุยร้อนรนราวกับมดบนกระทะร้อน "ผมกินคนเดียวครับ รีบๆ หน่อยเถอะพี่ หิวจะตายอยู่แล้ว!"
ระหว่างที่รอเถ้าแก่ผัดข้าว ซูอิงฮุยก็เดินไปหยิบน้ำอัดลมในตู้แช่ ยกซดรวดเดียวหมดไปเจ็ดแปดขวด
พอข้าวผัดไข่เสร็จ ซูอิงฮุยก็คว้าจานมาสวาปามอย่างตะกละตะกลาม ไม่สนแล้วว่ามันจะอร่อยหรือไม่อร่อย ขอแค่ให้มีอะไรตกถึงท้องก็พอ
ฟาดข้าวผัดไข่ไปเจ็ดจานรวด ความหิวของซูอิงฮุยถึงได้ทุเลาลงไปบ้าง "เถ้าแก่! ขอเพิ่มอีกสิบจาน!"
เถ้าแก่ร้านถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อก นี่มันคนหรือหมูกันแน่เนี่ย? ทำไมกินจุขนาดนี้
"ไอ้หนุ่ม ข้าวหมดแล้วว่ะ เอาก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่แทนได้ไหม?"
(จบแล้ว)