- หน้าแรก
- วันพีซ เป็นไอเซ็น โซสึเกะในโลกโจรสลัด
- บทที่ 24 ก็ชั้นเอง
บทที่ 24 ก็ชั้นเอง
บทที่ 24 ก็ชั้นเอง
แม้ว่าในใจโอรอนจะก่นด่าสาปแช่งคุซัน พร้อมกับคิดแผน ‘ตอบแทนบุญคุณ’ ได้เป็นฉากๆ นับสิบแผนในชั่วพริบตา แต่ลำดับความสำคัญตอนนี้คือต้องจัดการกับปืนกลมือสิบกว่ากระบอกที่กำลังสาดกระสุนใส่อย่างบ้าคลั่งตรงหน้าเสียก่อน
เมื่อเผชิญหน้ากับกลีบดอกซากุระจำนวนมหาศาลที่งดงามตระการตาซึ่งปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า ชายชุดสูทสิบกว่าคนนั้นกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าในฐานะอิทธิพลมืดแห่งเวสต์บลู พวกมันตระหนักถึงการมีอยู่ของ ‘ผลปีศาจ’ เป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้น ชายชุดสูทคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดยังหยิบ ‘หอยทากสื่อสาร’ ขึ้นมาและเริ่มรายงานสถานการณ์ เพื่อขอกำลังสนับสนุนเพิ่มเติม
“นี่มันจะเกินไปหน่อยมั้ง แค่นี้ถึงกับต้องขอกำลังเสริมเลยเหรอ?”
โอรอนได้ยินเสียงของชายคนนั้นชัดเจน จนอดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเอง
ทันใดนั้น เพียงแค่โอรอนขยับความคิด กลีบซากุระส่วนใหญ่ที่รายล้อมตัวเขาอย่างไร้จุดบอดก็แยกตัวออก แล้วกวาดซัดพุ่งตรงไปยังแถวของชายชุดสูทเหล่านั้น
“หืม?!”
เมื่อเห็นดังนั้น พวกชายชุดสูทก็ยิ่งระดมยิงอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิม บางคนถึงกับอาศัยร่างกายที่แข็งแรงหยิบปืนกลมือขึ้นมาสองกระบอกกราดยิงพร้อมกัน พยายามจะยิงทำลายกลีบซากุระที่พุ่งเข้ามา
น่าเสียดายที่กลีบซากุระเหล่านี้คือใบมีดนับพันเล่ม ไม่มีทางที่ปืนกลมือแค่สิบยี่สิบกระบอกจะทำลายมันได้
วินาทีถัดมา ภายใต้สายตาที่เบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวของชายชุดสูท มวลกลีบซากุระสีชมพูอันงดงามก็พัดผ่านร่างของพวกเขาไป
เมื่อกลีบซากุระบินวนกลับมาที่ข้างกายโอรอน ร่วงหล่นและหมุนวนรอบตัวเขาไม่หยุด บาดแผลลึกถึงกระดูกนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นฉับพลันบนร่างกายของแถวชายชุดสูทเหล่านั้น เลือดจำนวนมหาศาลพุ่งกระฉูดออกมานองเต็มพื้นในชั่วพริบตา
โอรอนได้แต่แสดงความเสียใจที่ชายชุดสูทเหล่านี้ไม่เลือกที่จะวิ่งหนีเมื่อเผชิญหน้ากับ “เซ็มบงซากุระ” แต่กลับเลือกที่จะยิงสวนอย่างบ้าคลั่งแทน
“ดอกซากุระนั้นงดงามและเปราะบาง... แต่มันก็ปลิดชีพได้เช่นกัน...”
เป็นความจริงที่ว่าพลังโจมตีและอำนาจการทำลายล้างของ “เซ็มบงซากุระ” ในขั้น ‘ชิไค’ (ปลดปล่อยขั้นต้น) นั้นไม่ได้รุนแรงมหาศาล แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเอาไปเทียบกับใคร
ถ้าเทียบกับยอดฝีมือที่มีความแข็งแกร่งเกินยศอย่าง “ว่าที่พลเรือเอก” กิออน ในอนาคต หรือ พลเรือโทซาวโร หรือว่าที่พลเรือเอกอย่างคุซัน พลังแค่นี้มันย่อมไม่เพียงพออยู่แล้ว
แต่... “ก็แค่มาเฟีย”
โอรอนหันกลับไปมองคุซัน ที่ตอนนี้หามุมพิงหลบอู้อย่างเกียจคร้านเรียบร้อยแล้ว เขาได้แต่เดินเข้าตึกคาโปเน่ไปอย่างช่วยไม่ได้
ท้ายที่สุดแล้ว การดำรงอยู่ขององค์กรมาเฟียเหล่านี้ในเวสต์บลู มันก็เป็นแค่เรื่องตลกสำหรับมารีนฟอร์ดเท่านั้น
เพียงแต่ว่า เพราะอิทธิพลมืดหรือองค์กรมาเฟียหลายแห่งมีความเชื่อมโยงกับ ‘ประเทศสมาชิกโลก’ และมาเฟียส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ออกไปสร้างความเดือดร้อนกลางทะเล พวกมันเลยไม่อยู่ในเขตอำนาจของกองทัพเรือโดยตรง
เหตุผลที่โอรอนค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับทหารเรือในเวสต์บลูเมื่อกี้ ก็แค่เป็นห่วงว่าพวกเขาจะค่อยๆ เน่าเฟะไปตามอิทธิพลมืด ไม่ใช่เพราะเขาคิดว่าไอ้พวกที่เรียกตัวเองว่ามาเฟียพวกนี้จะมีน้ำยาอะไร
“ช่างเถอะ ไหนๆ ก็มาแล้ว เข้าไปดูหน่อยแล้วกัน” โอรอนบ่นพึมพำ แล้วเดินเข้าไปในตึกคาโปเน่
ส่วนเรื่องความดีความชอบที่โอรอนกังวล สุดท้ายแล้วผลงานจากการกวาดล้างองค์กรมาเฟีย เต็มที่ก็ได้ยศแค่ระดับ ‘นายทหารชั้นประทวน’
ยศระดับนี้ยังไม่นับว่าเป็นนายทหารสัญญาบัตรในระบบกองทัพเรือด้วยซ้ำ ซึ่งยังพออยู่ในเกณฑ์ที่โอรอนรับได้
ที่สำคัญกว่านั้น คือต่อให้โอรอนอยากจะอู้ แต่คุซันที่อยู่ข้างหลังซึ่งดูเหมือนจะขี้เกียจหนักกว่าเดิมคงไม่ยอมแน่
“สรุปคือ นอกจากปลอบใจตัวเองแบบนี้แล้ว ชั้นยังทำอะไรได้อีก?”
พอคิดได้แบบนี้ โอรอนก็อดหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย เลยระบายอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ นี้ไปลงกับพวกสมาชิกมาเฟียที่ดาหน้ามาขวางทาง
ตลอดเส้นทาง ฮาคิสังเกตของโอรอนแผ่ขยายออกไปจนแทบจะคลุมตึกคาโปเน่ได้ทั้งตึก
ทุกกับดัก ทุกการลอบโจมตี และทุกการจู่โจม ย่อมไม่อาจเล็ดลอดการรับรู้ของโอรอนไปได้
ใครก็ตามที่โผล่มาเจอโอรอนแล้วเล็งปืนใส่ ล้วนถูกต้อนรับด้วยกลีบซากุระที่แปลงสภาพมาจากใบมีดนับพัน
ส่วนสมาชิกมาเฟียคนไหนที่ใช้หมัดเท้าและไม่ได้จงใจเล็งจุดตาย โอรอนก็แค่ซัดให้สลบไป
น่าเสียดายที่จำนวนสมาชิกมาเฟียที่รอดพ้นจากหายนะนั้นมีน้อยเหลือเกิน
ขณะที่โอรอนบุกทะลวงขึ้นไปทีละชั้นมุ่งสู่ดาดฟ้า สมาชิกมาเฟียต่างงัดอาวุธสารพัดรูปแบบออกมาใช้ แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งโอรอนได้แม้แต่น้อย
ประกอบกับสภาพศพของพวกมาเฟียที่ตายไปดูราวกับถูกลงทัณฑ์ด้วยการแล่เนื้อเถือหนังนับพันครั้ง แม้แต่พวกมาเฟียที่โหดเหี้ยมอำมหิตก็เริ่มรู้สึกหนาวสะท้านเข้าไปในขั้วหัวใจ
“ส... สัตว์ประหลาด...”
“คนละ... คนละชั้นกันเลย”
“อาวุธปืนทุกชนิด แม้แต่ระเบิดก็ทำอะไรมันไม่ได้ ซากุระพวกนั้นแตะโดนคือตายสถานเดียว”
“จบเห่แล้ว ตระกูลคาโปเน่ไม่รู้ไปแหย่สัตว์ประหลาดที่ไหนเข้า... ตระกูลคาโปเน่จบสิ้นแล้ว”
โอรอนเริ่มสังเกตเห็นว่ากองกำลังที่มาขวางทางเขามีน้อยลงเรื่อยๆ
ในที่สุด โอรอนก็รู้สึกราวกับว่าเขากำลังเดินเล่นกินลมชมวิวอยู่ในตึกคาโปเน่ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงแห่งนี้ โดยไม่มีใครกล้ามายุ่งกับเขาอีก
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง โอรอนมองไปที่สิ่งที่ดูเหมือนลิฟต์ใกล้ๆ แต่ก็ตัดสินใจไม่ใช้วิธีเสี่ยงตายแบบนั้น และเลือกที่จะเดินขึ้นบันไดไปสู่ชั้นบนสุดของตึกคาโปเน่ทีละก้าวแทน
เมื่อมายืนอยู่หน้าประตูห้องชั้นบนสุด โอรอนหาวออกมาวอดหนึ่ง แล้วเคาะประตูเบาๆ
จากการรับรู้ของโอรอน พวกที่เก่งที่สุดในตึกคาโปเน่ต่างมารวมตัวกันอยู่หลังประตูบานนี้ ตามธรรมเนียมที่พวกระดับบิ๊กมักจะอยู่ชั้นบนสุดเสมอ โอรอนเลยตรงดิ่งมาที่นี่
หลังประตูบานนั้น ชายวัยกลางคนที่มีราศีของบอสมาเฟีย สวมเสื้อคลุมขนสัตว์และคาบซิการ์ไว้ในปาก ‘คาโปเน่ เบจ’ ส่งสัญญาณมือให้กับลูกน้องมาเฟียร่างยักษ์สี่คนที่ยืนขนาบซ้ายขวา
ลูกน้องมาเฟียร่างยักษ์ทั้งสี่คนนั้นไปยืนดักรออยู่หลังประตูด้วยท่าทีระแวดระวัง ทันใดนั้นร่างกายของพวกมันก็ขยายใหญ่ขึ้น เผยให้เห็นร่างแปลงของสัตว์แต่ละชนิด แยกเขี้ยวและกางกรงเล็บ เตรียมพร้อมลอบโจมตีทันทีที่ประตูเปิด
จากนั้น คาโปเน่ เบจ จึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า “ใคร?”
“ชั้นเอง” โอรอนตอบ
“ใครนะ?!” คาโปเน่ เบจ ชะงักไปแล้วถามย้ำ
“ก็ชั้นไง” โอรอนตอบกลับไปอีกครั้ง
“แล้วแกเป็นใครวะ...”
ทว่าในวินาทีถัดมา กลีบซากุระจำนวนมหาศาลก็ไหลทะลักผ่านช่องว่างใต้ประตู พุ่งกวาดเข้าไปใส่ผู้ใช้ ‘ผลปีศาจสายโซออน’ ทั้งสี่คนนั้นโดยตรง
“อ๊ากกก! อ๊ากกก!”
กลีบซากุระจำนวนมากเชือดเฉือนเนื้อหนังของพวกมันไม่หยุด จนผู้ใช้พลังผลปีศาจที่เมื่อครู่ยังเตรียมลอบกัดอย่างดุร้าย ต้องลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายกรีดร้องอยู่บนพื้น
ตอนนั้นเอง โอรอนจึงค่อยๆ ผลักประตูเปิดออกอย่างใจเย็น เขามองไปที่ คาโปเน่ เบจ ซึ่งหน้าซีดเผือดอยู่ตรงหน้า ขยับแว่นตาเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“ก็บอกแล้วไง ว่าชั้นเอง!”
คาโปเน่ เบจ จ้องมองโอรอนที่เขาไม่คุ้นหน้าเลยสักนิด แล้วตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัวและสติแตก
“ตกลงแกเป็นใครวะเนี่ย?!”
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล จบตอน By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล ═❀═❀═❀═❀═❀═❀═