เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 429 + 430 (ฟรี)

บทที่ 429 + 430 (ฟรี)

บทที่ 429 + 430 (ฟรี)


บทที่ 429 ทาสรับใช้ของหลี่ชวนเหินฟ้าสู่แดนเซียน

นี่ไม่ต้องแปลกใจอีกรึ?

พูดออกมาได้ง่ายๆ หน้าตาเฉย!

ลั่วชิงเยียนรู้สึกจุกแน่นในอก

มีพลังเทพจำแลงระดับต่ำสิบวิชาแล้วมันวิเศษนักรึไง?

นางซึ่งเป็นท่านบรรพบุรุษที่มีพลังเทพจำแลงระดับต่ำแค่หนึ่งวิชา พอมาอยู่ต่อหน้าเจ้าสำนักผู้เป็นศิษย์รุ่นหลังที่มีถึงสิบวิชา ความมั่นใจของนางก็หดหายไปจริงๆ นั่นแหละ

นางเอ่ยถาม "การประลองคัดเลือกทาสรับใช้หญิงที่ท่านเซิ่งจื่อจัดขึ้น..."

หนานกงหว่านโหรวแทรกขึ้น "ท่านบรรพบุรุษจะมาลงสมัครหรือเจ้าคะ มาผิดที่แล้วล่ะเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เป็นคนรับสมัคร ท่านต้องไปสมัครที่ตำหนักเซิ่งจื่อโน่น"

ลั่วชิงเยียนปั้นหน้าขรึม เอ่ยเสียงเรียบ "ข้ายังพูดไม่จบ! ข้าจะถามเจ้าว่าการประลองคัดเลือกทาสรับใช้หญิงมันคืออะไรกันแน่ เจ้าเป็นถึงเจ้าสำนัก ทำไมไม่สั่งห้าม?"

"ทำแบบนี้ มันขัดต่ออุดมการณ์ของสำนักเราชัดๆ"

หนานกงหว่านโหรวหัวเราะร่วน "ท่านบรรพบุรุษพูดจาแปลกประหลาดแท้ ทำไมข้าต้องห้ามด้วยล่ะเจ้าคะ? ตอนนี้สำนักหยินหยางเรามีผู้ครอบครองพลังเทพจำแลงระดับต่ำเป็นร้อยคน ลองถามดูสิว่าทั่วทั้งแดนจิตวิญญาณ มีสำนักไหนเทียบพวกเราได้บ้าง?"

"อีกอย่าง ต่อให้ข้าอยากจะห้าม บรรดาท่านบรรพบุรุษท่านอื่นก็คงไม่ยอมหรอกเจ้าค่ะ"

"ท่านบรรพบุรุษชิงเยียน ท่านไม่อยากได้พลังเทพจำแลงระดับต่ำเพิ่มอีกสักวิชาหรือเจ้าคะ?"

ลั่วชิงเยียนตอบ "เรื่องที่เจ้าพูดข้าก็เห็นด้วย ข้าไม่ได้ต่อต้านการที่ท่านเซิ่งจื่อจะจัดงานประลองทาสรับใช้อะไรนี่หรอก ข้าแค่รู้สึกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องจัดงานใหญ่โตเอิกเกริกขนาดนี้เลย"

"ในเมื่อผู้เข้าร่วมล้วนเป็นถึงระดับท่านบรรพบุรุษ ก็แค่แจ้งพวกนางเป็นการส่วนตัวก็พอแล้ว ทำแบบนี้ให้รู้กันไปทั่ว แล้วต่อไปพวกนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะสู้หน้าลูกศิษย์หรือศิษย์รุ่นหลังในสำนักได้อย่างไร?"

ได้ยินดังนั้น หนานกงหว่านโหรวก็หลุดขำออกมา นางมองลั่วชิงเยียนด้วยความประหลาดใจ "หากข้าเดาไม่ผิด ท่านบรรพบุรุษคงกลัวว่าศิษย์รุ่นหลังจะรู้เรื่องที่ท่านไปเป็นทาสรับใช้แล้วจะเสียหน้าสินะเจ้าคะ ท่านบำเพ็ญเพียรมาเป็นหมื่นปี ทำไมยังยึดติดกับชื่อเสียงจอมปลอมพวกนี้อยู่อีก?"

"นี่ข้าไม่ได้จะว่าอะไรท่านบรรพบุรุษนะเจ้าคะ แต่เรื่องนี้ท่านสู้ท่านบรรพบุรุษซูหว่านถังกับท่านบรรพบุรุษเจียงจู๋เยว่ไม่ได้เลย พอพวกนางรู้ถึงความสามารถของท่านเซิ่งจื่อ ก็รีบแจ้นไปคุกเข่าอ้อนวอนขอเป็นทาสรับใช้ของเขาทันที"

"ถ้าพวกนางมัวแต่ห่วงหน้าตาเหมือนท่าน ป่านนี้จะมีพลังเทพจำแลงระดับต่ำคนละห้าวิชาติดตัวได้หรือเจ้าคะ?"

พลังเทพจำแลงระดับต่ำเกินห้าวิชา ตัวเลขนี้ช่างแทงใจดำเสียนี่กระไร

คงเป็นเพราะลั่วชิงเยียนครองตำแหน่งอันดับหนึ่งมานานเกินไป ความหยิ่งทะนงในใจจึงทำให้นางละทิ้งศักดิ์ศรีได้ยาก

จะให้นางเป็นทาสรับใช้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

แต่นางไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะพวกลูกศิษย์ระดับล่าง

นางไม่อยากตกเป็นหัวข้อสนทนาหลังมื้ออาหารของพวกศิษย์เหล่านั้น

นางมีศักดิ์ศรีในแบบของนาง แน่นอนว่าศักดิ์ศรีนี้ใช้ได้กับผู้ที่มีสถานะและความแข็งแกร่งต่ำกว่านางเท่านั้น

แต่สำหรับท่านเซิ่งจื่ออย่างหลี่ชวน ตอนนี้นางกลับหยิ่งไม่ออกเลยสักนิด

หลี่ชวนเมื่อก่อนนางอาจจะรังเกียจเดียดฉันท์ แต่หลี่ชวนในตอนนี้ นางรู้สึกว่าตัวเองอาจจะเอื้อมไม่ถึงเสียแล้ว

"ข้าอยากจะพบท่านเซิ่งจื่อสักครั้ง ในเมื่อเจ้าสนิทกับเขา ก็ช่วยจัดการให้ข้าหน่อยแล้วกัน" นางเอ่ยกับหนานกงหว่านโหรว

หนานกงหว่านโหรวกลับทำหน้าลำบากใจ "ท่านบรรพบุรุษพูดอะไรอย่างนั้นเจ้าคะ ข้าเป็นแค่ทาสรับใช้ของเจ้านาย ทาสรับใช้ที่ไหนจะมีสิทธิ์ไปจัดแจงตารางเวลาให้เจ้านายล่ะเจ้าคะ ถ้าท่านอยากพบเจ้านาย ก็ไปหาเองเถอะเจ้าค่ะ"

"เจ้า!!" ลั่วชิงเยียนไม่สบอารมณ์อย่างแรง แต่ก็ทำอะไรหนานกงหว่านโหรวไม่ได้

อีกฝ่ายประกาศตัวว่าเป็นทาสรับใช้ไปแล้ว นางจะไปบังคับฝืนใจได้อย่างไร

ไม่ใช่ว่านางไม่อยากไปพบหลี่ชวนด้วยตัวเอง แต่นางก็รู้จักประมาณตน นางกลัวว่ายังไม่ทันได้พบหลี่ชวน ก็จะโดนพวกซูหว่านถังขัดขวางและรุมสั่งสอนเสียก่อน

จนถึงตอนนี้ นางก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นท่านบรรพบุรุษอันดับหนึ่งของสำนักหยินหยาง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกซูหว่านถังที่มีพลังเทพจำแลงระดับต่ำกันคนละสามวิชาขึ้นไป นางก็ไม่มีทางเอาชนะได้แล้ว

พวกซูหว่านถังจ้องจะโค่นบัลลังก์อันดับหนึ่งของนางมาตลอด ถ้านางบุกไปหาหลี่ชวนถึงที่ตอนนี้ คงไม่แคล้วโดนเล่นงานแน่

ไม่อย่างนั้นนางจะให้หนานกงหว่านโหรวเป็นคนพาไปทำไมล่ะ

คนอื่นมีพลังเทพจำแลงระดับต่ำแค่ไม่กี่วิชา แต่หนานกงหว่านโหรวกับลูกศิษย์กลับมีถึงสิบวิชา แค่นี้ก็รู้แล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหลี่ชวนนั้นลึกซึ้งกว่าพวกทาสรับใช้อย่างซูหว่านถังหรือเจียงจู๋เยว่แน่นอน

ถึงจะเป็นทาสรับใช้เหมือนกัน แต่นางก็คือคนโปรดที่สุด

ในขณะนั้นเอง สายตาของลั่วชิงเยียนก็พลันแข็งกร้าวขึ้น นางแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า

แทบจะในเวลาเดียวกัน หนานกงหว่านโหรวก็แหงนหน้ามองตาม เห็นได้ชัดว่านางก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งเช่นกัน

ช่างน่าประหลาดนัก หนานกงหว่านโหรวกับลั่วชิงเยียนมีระดับพลังห่างกันถึงสองขั้นใหญ่ แต่กลับเกิดการตอบสนองพร้อมกันได้

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

เพราะในเวลาเดียวกันนั้น ทั่วทั้งสำนักหยินหยาง ไม่รู้ว่ามีศิษย์กี่คนต่อกี่คนที่พร้อมใจกันแหงนหน้ามองฟ้า

บนฟากฟ้า แสงเจ็ดสีทะลวงผ่านหมู่เมฆสาดส่องลงมา

ทั่วทั้งบริเวณสำนักหยินหยางถูกอาบย้อมไปด้วยแสงสีรุ้ง

ลั่วชิงเยียนจ้องมองลำแสงเจ็ดสีนั้นอย่างเหม่อลอย ยามนี้แสงสีที่แปรเปลี่ยนไปมากระทบลงบนร่างนาง ทำให้นางดูงดงามราวกับเทพธิดา

นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ "ประตูเซียน... เปิดออกแล้ว..."

นัยน์ตาของหนานกงหว่านโหรวเต็มไปด้วยความคาดหวัง เอ่ยด้วยความตื่นเต้น "สำนักหยินหยางของเรา มีท่านบรรพบุรุษกำลังจะเหินฟ้าสู่แดนเซียนแล้ว!"

ใช่แล้ว นี่คือภาพเหตุการณ์การบรรลุธรรมเหินฟ้าสู่แดนเซียน ผู้ฝึกเซียนหลายคนอาจจะไม่เคยเห็นด้วยตาตนเอง แต่พวกเขาต้องเคยได้ยิน และเฝ้าใฝ่ฝันถึงมานับครั้งไม่ถ้วน

ที่หนานกงหว่านโหรวตื่นเต้น เป็นเพราะนางกำลังจะได้เห็นภาพการเหินฟ้าสู่แดนเซียนในตำนานด้วยตาของนางเอง

ส่วนที่ลั่วชิงเยียนไม่รู้สึกตื่นเต้น ก็เพราะคนที่กำลังจะเหินฟ้านั้นไม่ใช่นาง

สำหรับนางแล้ว การทนดูคนอื่นเหินฟ้าสู่แดนเซียน มันช่างเป็นเรื่องที่เจ็บปวดทรมานใจยิ่งนัก

ลำแสงเจ็ดสีสว่างเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็มีรอยแยกปรากฏขึ้นท่ามกลางลำแสงนั้น

และภายในรอยแยกนั้น ก็เต็มไปด้วยแสงเจ็ดสีอันไร้ขอบเขตเช่นเดียวกัน

นี่คือประตูเซียน ขอเพียงก้าวข้ามประตูดังกล่าวไป ก็จะสามารถเหินฟ้าสู่แดนเซียนได้สำเร็จ

ด่านสุดท้ายของการบ่มเพาะเพียรนี้ไม่มีทัณฑ์สายฟ้า เพราะในระดับผ่านทัณฑ์ ทุกครั้งที่ทะลวงผ่านด่านย่อยแต่ละขั้น ก็ต้องเผชิญกับทัณฑ์สายฟ้าอยู่แล้ว

ความทุกข์ทรมานทั้งหมด ล้วนถูกลิ้มรสจนหมดสิ้นก่อนจะบรรลุถึงระดับผ่านทัณฑ์ขั้นสิบ

ทว่าด่านสุดท้ายในการเหินฟ้าที่ปราศจากความทุกข์ทรมานนี้ กลับเป็นด่านที่กักขังผู้คนไว้มากมายนับไม่ถ้วน

สตรีโฉมงามในชุดสีแดงพลิ้วไหวปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ นางแหงนหน้ามองแสงเจ็ดสี น้ำตาเอ่อคลอเบ้า พุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่ประตูเซียนที่กำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ

"เป็นท่านบรรพบุรุษเริ่นเหยานี่เอง..." สีหน้าของลั่วชิงเยียนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

ท่านบรรพบุรุษเริ่นเหยาผู้นี้ อายุมากกว่านางเสียอีก แม้ระดับพลังจะสู้ลั่วชิงเยียนไม่ได้ แต่นางก็ถือเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักหยินหยางอย่างแท้จริง

และเป็นตัวตนที่ผู้คนแทบจะหลงลืมไปแล้ว

เมื่อเห็นเริ่นเหยากำลังจะเหินฟ้าสู่แดนเซียน ลั่วชิงเยียนก็รู้สึกสับสนวุ่นวายใจอย่างบอกไม่ถูก

เริ่นเหยาไม่รู้ว่าไปนั่งสมาธิซึมซับแก่นแท้ใต้ต้นไม้หยินหยางมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้อะไรกลับมาเลย ซึ่งนั่นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโอกาสที่นางจะเหินฟ้าได้นั้นมีริบหรี่เพียงใด

และก็เป็นเพราะเห็นบรรดาท่านบรรพบุรุษชอบไปนั่งสมาธิใต้ต้นไม้หยินหยางเพื่อดูดซับพลังจากมัน จนทำให้ต้นไม้หยินหยางได้รับความเสียหายอย่างหนัก ลั่วชิงเยียนจึงได้เปลี่ยนกฎการเข้าไปซึมซับแก่นแท้ใต้ต้นไม้หยินหยาง

ลึกๆ แล้ว นางรู้สึกดูแคลนผู้อาวุโสอย่างเริ่นเหยา

นางคิดว่าการที่พวกเขามัวแต่เอาความหวังไปฝากไว้กับต้นไม้หยินหยางนั้น เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

แม้ว่าต้นไม้หยินหยางจะมีประโยชน์จริงๆ ก็ตาม

ทว่าตอนนี้ คนที่นางเคยคิดว่าหมดหวังจะเหินฟ้า กลับกำลังตบหน้านางฉาดใหญ่

เมื่อประตูเซียนเปิดกว้าง ลำแสงเจ็ดสีอันเจิดจ้าก็สาดส่องลงมาอาบร่างของเริ่นเหยา กลิ่นอายของนางก็เริ่มพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้แต่ผู้ฝึกเซียนระดับต่ำที่สุด ก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังของเริ่นเหยาที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ผู้คนนับไม่ถ้วนเฝ้ามองภาพนั้นด้วยความเลื่อมใส จนกระทั่งแสงเจ็ดสีค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงแสงเจ็ดสีภายในประตูเซียนเท่านั้น

"รีบร้อนอยากจะไปขนาดนั้นเลยรึ?" จู่ๆ เสียงทุ้มห้าวก็ดังขึ้น แม้จะไม่ดังมากนัก แต่ในยามนี้กลับดังกังวานชัดเจน

บทที่ 430 ประทานพลังเทพจำแลงให้ทาสรับใช้ใต้ประตูเซียน

ร่างของเริ่นเหยาที่กำลังมุ่งหน้าสู่ประตูเซียนชะงักงัน

นางหันขวับกลับมามอง

และในเวลานี้เอง เงาร่างสีแดงอีกสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางเวหา

เป็นบุรุษผู้หนึ่ง บุรุษผู้มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมเข้มหยาบกระด้าง

บุรุษผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือหลี่ชวนนั่นเอง

ตอนนี้คนในสำนักหยินหยางส่วนใหญ่ต่างก็รู้จักหลี่ชวนกันดี

"เขาคิดจะทำอะไร?"

"หรือว่าเขาคิดจะรั้งตัวท่านบรรพบุรุษไว้?"

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของลั่วชิงเยียนเป็นอันดับแรก

ในเมื่อเริ่นเหยาเป็นทาสรับใช้ของหลี่ชวน หากเจ้านายที่มีความหวงแหนทาสรับใช้อย่างรุนแรง เห็นทาสรับใช้กำลังจะจากไปแล้วไม่อนุญาตให้ไป ก็ดูจะสมเหตุสมผลอยู่

แต่นี่มันจะงี่เง่าเกินไปหน่อยไหม

แสงเจ็ดสีนั่นคือแสงเซียนในตำนาน ว่ากันว่าผู้ที่ดูดซับแสงเซียนเข้าไป ก็ถือว่าเป็นครึ่งเซียนแล้ว

ถึงสุดท้ายจะไม่ได้ก้าวเข้าสู่ประตูเซียน แต่ก็ถือเป็นตัวตนที่ไร้เทียมทานในแดนจิตวิญญาณอยู่ดี

และการมีทาสรับใช้ที่เป็นถึงครึ่งเซียน สำหรับหลี่ชวนแล้ว ถือเป็นความสำเร็จที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนและจะไม่มีใครทำได้อีกเลย

ลั่วชิงเยียนมั่นใจว่านางเดาเหตุผลที่หลี่ชวนร้องเรียกออกแล้ว

แต่ครึ่งเซียนเชียวนะ ระดับวิญญาณแรกกำเนิดอย่างหลี่ชวนจะไปบังคับกะเกณฑ์อะไรได้?

คิดว่ามีพลังเทพจำแลงระดับต่ำแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นรึ?

ทุกคนต่างจ้องมองหลี่ชวนที่บินเข้าไปหาเริ่นเหยา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงไปทั่ว

การที่ผู้คนจะถกเถียงกันอย่างดุเดือดขนาดนี้ ครั้งล่าสุดก็คือตอนที่... อืม ก็เพิ่งจะเกิดเรื่องไปเมื่อไม่นานมานี้นี่แหละ

เริ่นเหยามีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าขณะมองหลี่ชวนที่บินเข้ามาหา

ตอนนี้นางดูต่างจากปกติจริงๆ หลี่ชวนสัมผัสได้ว่าบนตัวนางมีกลิ่นอายบางอย่างที่ดูไม่เข้ากับโลกใบนี้เลย

ถึงแม้เขาจะเป็นเจ้านายของเริ่นเหยามาพักใหญ่ และเคยให้นางคุกเข่าตรงหน้ามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ยามนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเริ่นเหยา ลึกๆ แล้วเขาก็ยังอดรู้สึกกดดันไม่ได้

นี่คงเป็นความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างเซียนกับคนธรรมดาสินะ

แม้ว่าตอนนี้เริ่นเหยาจะเป็นเพียงครึ่งเซียนก็ตาม

"เจ้านาย..." เริ่นเหยามองลงมาจากเบื้องบน รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงเดิม "ด้วยความกรุณาของเจ้านาย ทำให้ทาสได้เหินฟ้าสู่แดนเซียน"

"ทว่าเซียนกับมนุษย์นั้นแตกต่างกัน วาสนาความเป็นเจ้านายและทาสรับใช้ของพวกเราคงยากจะสานต่อ การจากลากันในวันนี้ อาจจะเป็นการจากลากันชั่วนิรันดร์ เจ้านายไม่ต้องมาส่งทาสหรอกเจ้าค่ะ..."

เริ่นเหยาไม่ได้ทำตัวพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ หรือแสดงความเกลียดชังต่อหลี่ชวน เพียงเพราะนางเพิ่งจะเหินฟ้าสำเร็จ

นางปล่อยวางเรื่องพวกนี้ได้แล้ว

อย่างไรเสียนี่ก็เป็นเรื่องที่ยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่าย แถมตัวนางเองก็ได้รับผลประโยชน์มหาศาล

วินาทีที่ประตูเซียนปรากฏ ก็พิสูจน์แล้วว่าการลงทุนลงแรงของนางนั้นคุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อ

หลี่ชวนบินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเริ่นเหยา พลางยิ้ม "ข้าไม่ได้มาส่งเจ้าหรอก ข้าแค่จะมาถามว่า ข้ายังมีพลังเทพจำแลงระดับต่ำอยู่อีกเจ็ดวิชา เจ้ายังอยากจะเรียนรู้ไหม?"

เริ่นเหยาถึงกับอึ้ง นางไม่คิดเลยว่าหลี่ชวนจะตามมาเพราะเรื่องนี้

หลี่ชวนมีพลังเทพจำแลงระดับต่ำทั้งหมดสิบวิชา แต่นางได้ไปแค่สามวิชาเท่านั้น

นี่คือนางทุ่มเทสุดกำลังเพื่อเอาอกเอาใจหลี่ชวนแล้วนะ ถึงจะได้มาแค่นี้

เนื่องจากจำนวนทาสรับใช้มีมากขึ้นเรื่อยๆ การจะทำให้หลี่ชวนโปรดปรานก็ยิ่งยากขึ้น โอกาสที่จะได้รับพลังเทพจำแลงระดับต่ำจึงยากตามไปด้วย

ตอนที่ประตูเซียนเปิดออก นางเอาแต่คิดเรื่องเหินฟ้า ไม่มีกะจิตกะใจจะไปคิดเรื่องอื่นเลย

พอหลี่ชวนเสนอมาแบบนี้ นางก็เหลือบมองสำนักหยินหยางอันกว้างใหญ่เบื้องล่าง ยกมือขึ้นทัดปัดปอยผมที่ปรกหูเบาๆ นัยน์ตาฉ่ำเยิ้มเป็นประกาย ก่อนจะยิ้มให้หลี่ชวน "เจ้านาย ทาสอยากเรียนเจ้าค่ะ..."

มีวิชาติดตัวเยอะๆ ย่อมดีกว่า ใครจะรู้ว่าแดนเซียนเป็นยังไง มีวิชาป้องกันตัวเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยก็ไม่เสียหาย

......

นี่อาจจะเป็นภาพเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดที่สุดตั้งแต่มีแดนจิตวิญญาณมาเลยก็ว่าได้ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยจริงๆ

ทุกคนต่างแหงนหน้ามองฟ้าอย่างเหม่อลอย

มองดูอาภรณ์สีแดงร่วงหล่น มองดูลำแสงเจ็ดสีสาดส่องลงมาอีกครั้ง

แต่ลำแสงนี้ ก็ยังไม่สามารถบดบังเงาร่างสองสายบนท้องฟ้าได้มิด

เงาร่างท่ามกลางแสงสว่างนั้น ช่างดูชัดเจนแจ่มแจ้งเหลือเกิน

"สมกับที่เป็นสำนักหยินหยาง แม้แต่ตอนเหินฟ้าก็ยังไม่เหมือนใคร..."

สายตานับไม่ถ้วนจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งในระยะพันลี้ หมื่นลี้ หรือแม้แต่ไกลกว่านั้น ต่างก็จับจ้องมาที่นี่

การเหินฟ้าสู่แดนเซียน เป็นงานใหญ่อันดับหนึ่งของแดนจิตวิญญาณ เป็นเป้าหมายสูงสุดที่ผู้ฝึกเซียนทุกคนใฝ่ฝันหา

แต่ครั้งนี้ กลับทำเอาความเชื่อของหลายคนพังทลายลงไปตามๆ กัน

มาตรฐานความต่ำตมของสำนักหยินหยาง ถูกลดทอนลงจนดำดิ่งลงไปอีกขั้น ในการเหินฟ้าครั้งนี้

"เลียนแบบไม่ได้จริงๆ เลียนแบบไม่ได้เลย... ฮ่าฮ่าฮ่า..."

จากเดิมที่ควรจะเป็นพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์และเคร่งขรึม กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ยหยัน

แน่นอนว่า เสียงหัวเราะเหล่านี้ไม่มีทางลอยมาถึงสำนักหยินหยางได้หรอก ไม่มีใครโง่พอที่จะมาล่วงเกินสำนักหยินหยางในเวลาแบบนี้หรอก ถึงจะอยากหาเรื่อง ก็คงต้องรอให้คนเหินฟ้าจากไปก่อน

เมื่อเห็นประตูเซียนเริ่มค่อยๆ ปิดลง เสียงที่แฝงไปด้วยความประหลาดใจของหลี่ชวนก็ดังลอยมาตามแสงเจ็ดสี "สมกับที่เป็นเซียนจริงๆ ไหวพริบสติปัญญาล้ำเลิศนัก ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะสามารถทำความเข้าใจพลังเทพจำแลงระดับต่ำทั้งหมดได้ในชั่วพริบตาเดียว"

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะประทานมหาอำนาจพลังเทพ : เนรมิตจักรวาลในพริบตา ให้เจ้าก็แล้วกัน..."

การจะถ่ายทอดมหาอำนาจพลังเทพนั้นทำได้ แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่า ผู้รับการถ่ายทอดจะต้องบรรลุพลังเทพจำแลงระดับต่ำให้ถึงระดับเริ่มต้นอย่างน้อยห้าวิชา หรือไม่ก็ต้องบรรลุพลังเทพจำแลงระดับต่ำหนึ่งวิชาให้ถึงระดับสมบูรณ์

ระดับเริ่มต้นที่ว่านี้ หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็คือ 20%

ดังนั้นในบรรดาทาสรับใช้ของหลี่ชวน จึงมีเพียงหงเยี่ยน เฮ่อเหลียน และหลงเยว่เท่านั้น ที่มีคุณสมบัติพอจะรับการถ่ายทอดมหาอำนาจพลังเทพได้

อ้อ หงเยี่ยนเป็นกัปตันเรือ ไม่ใช่ทาสรับใช้นะ

ทว่าเมื่อครู่นี้ เริ่นเหยากลับสามารถทำความเข้าใจพลังเทพจำแลงระดับต่ำทั้งหมดที่หลี่ชวนถ่ายทอดให้ รวมถึงสามวิชาก่อนหน้านี้ จนถึงระดับสมบูรณ์ได้ในคราวเดียว

ร่างกายของครึ่งเซียนนี่มันน่ากลัวจริงๆ

"ขอบพระคุณเจ้านายที่เมตตา ทาสไปอยู่แดนเซียนแล้วจะไม่มีวันลืมเจ้านายเลยเจ้าค่ะ..." เสียงกลั้วหัวเราะของเริ่นเหยาดังขึ้น "แต่พรสวรรค์ของเจ้านายช่างน่าเป็นห่วงนัก ชาตินี้ไม่รู้จะมีโอกาสได้ขึ้นมาใช้บริการทาสเซียนคนนี้บนแดนเซียนหรือเปล่านะ..."

"นังทาสตัวดี พอได้เป็นเซียนปุ๊บก็กล้าหยอกล้อเจ้านายเลยนะ คอยดูเถอะ ข้าจะจัดการเจ้า..."

เสียงหัวเราะใสปานกระดิ่งดังกังวานก้องฟ้า แสงเจ็ดสีวาบผ่าน ร่างนั้นก็ลอยละลิ่วเข้าสู่ประตูเซียนไปแล้ว

รอยยิ้มของเริ่นเหยาปรากฏขึ้น ในสายตาของศิษย์เบื้องล่างนับไม่ถ้วน ตอนนี้นางช่างงดงามจับใจเสียเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้บารมีจากความเป็นครึ่งเซียนมาช่วยเสริมหรือเปล่า

"เจ้านาย บทลงโทษของท่านเอาไว้คราวหน้าแล้วกันนะเจ้าคะ..."

ประตูเซียนค่อยๆ ปิดลง ทันใดนั้นก็มีเสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นจากทุกสารทิศ

ที่แท้หลี่ชวนก็พุ่งตัวเข้าใส่ประตูเซียนอย่างกะทันหัน

แต่แล้วเขาก็ร่วงหล่นลงมาราวกับดาวตก หายลับไปจากสายตาของผู้คนอย่างรวดเร็ว

จากนั้นก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากที่ไหนสักแห่งในสำนักหยินหยาง

"บ้าชิบ อุตส่าห์เท่มาตั้งนาน ดันมาเสียฟอร์มเอาตอนจบ" หลี่ชวนนอนแอ้งแม้งอยู่ก้นหลุมบ่นอุบอิบอย่างหัวเสีย

เขาไม่ได้จะบินตามเริ่นเหยาไปหรอกนะ เขาแค่จะลองดูว่าเขาจะเข้าประตูเซียนได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง

ผลก็คือ ถึงจะมีพลังเทพจำแลงระดับต่ำก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

มดปลวกก็คือมดปลวก จะคิดอะไรให้มากความไปก็เปล่าประโยชน์!

......

"กระบี่ม่านนภาเล่มนี้ คือของวิเศษระดับหลังสวรรค์" ลั่วชิงเยียนถือกระบี่สีเทาหม่นไว้ในมือ "ก่อนหน้านี้มันเคยเป็นของวิเศษระดับก่อนสวรรค์ที่บริสุทธิ์มาก แต่เพราะได้รับความเสียหายอย่างหนักจนฟื้นฟูไม่ได้ จึงต้องนำมาหลอมใหม่"

"ถึงอย่างนั้น อานุภาพของมันก็ยังเหนือกว่าของวิเศษระดับหลังสวรรค์ทั่วไปมากนัก"

ลั่วชิงเยียนยื่นกระบี่ม่านนภาให้หนานกงหว่านโหรว "ข้าเชื่อว่า เจ้าต้องมีวิธีทำให้ข้าได้พบกับท่านเซิ่งจื่อแน่นอน"

ท่านบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของระดับผ่านทัณฑ์ ทว่ายามนี้มือที่ยื่นกระบี่ให้กลับสั่นเทาเล็กน้อย

ช่วยไม่ได้จริงๆ การที่เริ่นเหยาเหินฟ้าสู่แดนเซียนเมื่อครู่ มันสั่นคลอนจิตใจนางมากเกินไป

จบบทที่ บทที่ 429 + 430 (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว