เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 เอาชีวิตรอด

บทที่ 3 เอาชีวิตรอด

บทที่ 3 เอาชีวิตรอด


ต่อให้อาเยนจะไม่ยี่หระต่อสิ่งใดมากเพียงไหน เขาก็ยังอดตกใจกับเหตุการณ์ที่พลิกผันกะทันหันนี้ไม่ได้ เขาอาจแทบไร้อารมณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่สามารถรู้สึกอะไรได้เลย

ดันเจี้ยนระดับสูงปรากฏขึ้นอย่างไร้สัญญาณเตือน และเกิดดันเจี้ยนแตกทันที ไม่ว่าใครที่เห็นก็คงแตกตื่นทั้งนั้น

เขารู้ว่าจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะร้ายแรงถึงขนาดนี้!

นี่ชัดเจนว่าไม่ใช่สิ่งที่โซนสีเหลืองหรือเอสเปอร์ที่ประจำอยู่ในพื้นที่นี้จะรับมือได้

ใช้เวลาไม่นานอาเยนก็หลุดจากอาการช็อก เขาถูกดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว การยืนโง่อยู่ตรงนี้ในขณะที่สิ่งมีชีวิตจากในดันเจี้ยนเริ่มอาละวาด ก็ไม่ต่างจากการเป็นเป้านิ่งให้พวกมัน เขาจำเป็นต้องเข้าไปในอาคารก่อนแล้วค่อยรอเอสเปอร์มาจัดการ

ความหวังของพวกเขามีน้อยนิด เว้นแต่ว่าสำนักงานใหญ่จะเตรียมการไว้ล่วงหน้าและส่งเอสเปอร์ระดับAมาที่นี่ ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงถูกกวาดล้างหมดสิ้น

อาเยนกำลังจะวิ่งเข้าไปด้านใน แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นคีแรนที่ยืนนิ่งมองประตูดันเจี้ยน ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว และไม่มีแม้แต่ความคิดจะหนี

เขาสูดหายใจลึก ก้าวเข้าไปหาเธอ ก่อนจะผลักเธอเบา ๆ เพื่อเรียกสติ

“อยากตายหรือไง?” เขาตะโกน พลางจับข้อมือเธอไว้ เตรียมจะลากเธอไป เพราะร่างของเธอกำลังสั่น

คีแรนดูเหมือนจะได้สติกลับมาแล้ว แต่ใบหน้ายังคงซีดเผือด

“อ..อาเยน…” เธอเรียกชื่อเขา เสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว

อาเยนพยายามบังคับตัวเองให้สงบ โชคดีที่เขามีจิตใจเข้มแข็งกว่าคนทั่วไป และความสามารถด้านนี้ของเขาก็น่าทึ่งอย่างมาก

“อยากตายหรือไม่อยาก?” เขาถามย้ำอีกครั้ง

คีแรนส่ายหน้า ดวงตายังคงคลอไปด้วยน้ำตา

“งั้นก็ลุกขึ้น ไม่งั้นเราจะตายกันทั้งคู่ตรงนี้” อาเยนแทบจะต้องดึงเธอขึ้นมาแล้วลากไป แต่ขาของเธอสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ การวิ่งจึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

คีแรนร้องไห้ “ขะ….ขอโทษ… นะ..นายทิ้งฉันไว้ก็ได้… หนีไปคนเดียวเถอะ…”

อาเยนยังคงไร้อารมณ์ เขายกเธอขึ้นพาดหลังแล้วเริ่มวิ่ง เขาไม่มีเวลามานั่งดราม่า พวกเขากำลังแข่งกับเวลา หากมอนสเตอร์พวกนั้นหันมาสนใจที่นี่เมื่อไร พวกเขาได้ตายแน่

ไม่มีทางที่เขาจะทิ้งเธอไว้ตรงนั้น ในเมื่อเขายังมีแรงพอจะแบกเธอ เขาไม่ใช่คนที่จะทอดทิ้งใคร หากยังพอมีความสามารถช่วยได้หรืออย่างน้อยก็มีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง

แม้เขาจะไม่เคยยอมรับว่าคีแรนเป็นเพื่อน แต่ผู้หญิงคนนี้ก็คอยอยู่ข้างเขาเสมอ ปฏิบัติกับเขาเหมือนเพื่อน เป็นคนเดียวที่พูดคุยกับเขาและอดทนกับเขาได้

แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

“เร็วเข้า!” ใครบางคนตะโกนจากทางเข้า และอาเยนก็วิ่งพร้อมคีแรนบนหลังเข้าไปในอาคาร

ในฐานะฐานปฏิบัติการของเอสเปอร์และไกด์ประจำโซนนี้ อาคารแห่งนี้แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างน้อยในช่วงเวลาสั้น ๆ พวกมอนสเตอร์ก็ยังไม่อาจบุกเข้ามาข้างในได้

แต่ผู้คนภายในกลับตกอยู่ในความโกลาหล ทุกคนกำลังตื่นตระหนก อาเยนเดินไปด้านข้างก่อนวางคีแรนลง เธอยังคงตัวสั่น แต่ดูจะได้สติกลับมามากแล้ว

“ขอบคุณนะ อาเยน” เธอพูดด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะเอามือปิดหน้าแล้วร้องไห้ออกมา อาเยนไม่ได้ขัดจังหวะเธอ

ภายในยังมีไกด์อีกหลายคนที่กำลังร้องไห้ เอสเปอร์ทั้งหมดถูกส่งออกไปด้านนอกแล้ว เขารู้ดีว่าเอสเปอร์พวกนั้นเป็นเพียงเครื่องสังเวย เพราะระดับของประตูดันเจี้ยนเป็นตัวกำหนดระดับของมอนสเตอร์ที่อยู่ภายในด้วย และเห็นได้ชัดว่าดันเจี้ยนนี้เป็นดันเจี้ยนระดับสูง ที่มีเพียงเอสเปอร์ระดับA ขึ้นไปเท่านั้นจะต่อกรได้

ส่วนไกด์ที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นคนที่ถูกจัดให้อยู่ในเขตปลอดภัย เมื่อได้เห็นดันเจี้ยนแตก และประตูขนาดมหึมาเช่นนั้น จึงไม่แปลกเลยที่สภาพจิตใจของพวกเขาจะพังทลาย

“พวกเราจะตายกันหมดใช่ไหม?” เสียงสั่นเครือดังขึ้นภายในห้อง

“ตายแน่… พวกเราตายแน่…”

เสียงร้องไห้ยิ่งดังขึ้น เมื่อความหวาดกลัวเข้าครอบงำทุกคน

อาเยนนั่งอยู่ตรงมุมห้อง ดูเหมือนเขาจะเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ร้องไห้ ราวกับสถานการณ์นี้ไม่มีผลกระทบต่อเขาเลย

เขายังคงสงบนิ่งและไร้อารมณ์ ดวงตาเพียงกวาดมองไปรอบ ๆ อาเยนเหลือบมองคีแรนที่ยังร้องไห้อยู่ ก่อนจะเอนตัวพิงกำแพง

พวกเขายังถือว่าโชคดีอยู่บ้าง โซนสีเหลืองแห่งนี้เป็นเมืองที่มีประชากรหลายแสนคน และหลายคนก็มีฐานะยากจนเกินกว่าจะย้ายไปใช้ชีวิตในโซนสีเขียวได้

ตอนนี้ คนเหล่านั้นอาจกลายเป็นอาหารของ

ด้านนอกไปแล้ว

ดันเจี้ยนแตกไม่ใช่เรื่องล้อเล่น นั่นคือเหตุผลที่สำนักงานใหญ่คอยย้ำเตือนให้เอสเปอร์กวาดล้างดันเจี้ยนอย่างสม่ำเสมอ

แต่โชคของพวกเขาก็อยู่ได้ไม่นานเช่นกัน

อันที่จริง พวกเขาก็ไม่ต่างจากสัตว์ที่ถูกขังรอวันตาย

ครึ่งชั่วโมงต่อมา อาคารทั้งหลังสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว ดวงตาของอาเยนไหววูบ

มาแล้วสินะ

พวกมอนสเตอร์มาถึงที่นี่แล้ว และกำลังโจมตีอาคารแห่งนี้

ความวุ่นวายยิ่งรุนแรงขึ้นจนทุกคนแทบคิดอะไรไม่ออก นอกจากร้องไห้และตะโกนขอความช่วยเหลือ

อาเยนมองพวกเขา แล้วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำคำหนึ่งขึ้นมา ‘น่าสมเพช’

แต่เขาเองก็ไม่ต่างกัน

พวกเขาทุกคนล้วนทั้งอ่อนแอและน่าสมเพช

เขาหันไปมองคีแรนที่ตอนนี้เงียบสนิท ราวกับหมดสิ้นความหวังแล้ว คิ้วของเขาขยับเล็กน้อย ก่อนจะยืนตรงหน้าเธอและโน้มตัวลงกระซิบ

“จะมากับฉัน… หรือจะรออยู่ที่นี่จนตาย?”

น้ำเสียงของเขายังคงเฉื่อยชาเหมือนเดิม แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ตาม

คีแรนเงยหน้าขึ้นอย่างเหม่อลอย มองไปรอบ ๆ ก่อนจะหันกลับมามองเขา

“แล้วพวกเขาล่ะ?”

อาเยนแทบไม่แม้แต่จะกะพริบตาขณะตอบ

“พวกเขาจะตายหรือรอด แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน?”

เขาพูดอย่างจริงใจ

ทุกคนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา เขาไม่ใช่นักบุญ

“ตอบมาแค่นั้นพอ”

เธอกลืนน้ำลาย และหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้า

อาเยนยืนตัวตรง ก่อนเดินลึกเข้าไปด้านใน ขณะที่ผู้คนกำลังร้องไห้และแตกตื่น ไม่มีใครเหลือสติพอจะสนใจสิ่งรอบตัวอีกแล้ว คีแรนจึงรีบเดินตามเขาไปโดยอัตโนมัติ

อาเยนเองก็ไม่ได้มีทางออกเช่นกัน แต่การนั่งรออย่างน่าสมเพชให้พวกมอนสเตอร์บุกเข้ามา กลับทำให้เขารู้สึกขมขื่น

การถูกเยาะเย้ยและดูแคลนเพราะพรสวรรค์ต่ำต้อยและความไร้ความสามารถเป็นเรื่องหนึ่ง

แต่การตายอย่างไร้ค่า… มีแต่จะยิ่งพิสูจน์ว่าเขาไร้ประโยชน์จริง ๆ

ไม่ว่าอย่างไร ไม่ว่าเขาจะรอดหรือไม่ก็ตาม

อย่างน้อย อาเยนก็ได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง

จบบทที่ บทที่ 3 เอาชีวิตรอด

คัดลอกลิงก์แล้ว