- หน้าแรก
- เมื่อผมไม่รู้จักความเจ็บปวด เลยกลัวว่าตัวร้ายจะซาดิสต์ไม่พอเนี่ยสิ
- บทที่ 29: คนกันเองเหรอ? นายอยู่แผนกไหนล่ะ?
บทที่ 29: คนกันเองเหรอ? นายอยู่แผนกไหนล่ะ?
บทที่ 29: คนกันเองเหรอ? นายอยู่แผนกไหนล่ะ?
มุมปากของหนุ่มเจ้าสำอางกระตุกไม่หยุดหย่อน ส่วนผู้เล่นอีกสามคนต่างก็หันไปมองลู่เช่อด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
เอาจริงดิเพื่อน การมีอยู่ของนายมันช่างไม่เข้ากับบรรยากาศเอาซะเลย เข้าใจไหม?!
ในบรรยากาศที่ทั้งกดดันและหนาวเหน็บ เกมระดับนรกแตกที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา แต่นายกลับมาทำตัวเป็นกรรมการประเมินคนอื่นอยู่ตรงนี้เนี่ยนะ
ทุกคนเพิ่งจะได้ยินนายพูดในบรรยากาศแบบนั้น อารมณ์ของพวกเขาก็เลยสะดุดไปนิดหน่อย
หนุ่มชุดแดงเจ้าสำอางถอนหายใจเบาๆ พลางประเมินลู่เช่อตั้งแต่หัวจรดเท้า รู้สึกอ่อนใจจนขี้เกียจจะบ่น
นี่ยังจะมาประเมินพวกเราอีกเหรอ?
คนอื่นเขาดูปกติกันหมด แต่นายดันสวมหน้ากาก แถมไม่ใช่หน้ากากธรรมดานะ แต่เป็นหน้ากากสีแดงสดที่มีแสงไฟกะพริบเปลี่ยนลวดลายไปมาอยู่ตลอดเวลา
นี่คือของรางวัลที่นายได้จากเกมงั้นเหรอ?
บอกได้คำเดียวเลยว่ามันดูพิลึกพิลั่นพอๆ กับตัวนายนั่นแหละ... "หืม? เมื่อกี้ฉันพูดออกเสียงไปเหรอ? เป็นไปไม่ได้น่า หรือว่าพวกนายมีพลังอ่านใจ?"
ลู่เช่อแตะริมฝีปากตัวเองด้วยความประหลาดใจ สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอันเย็นเฉียบของหน้ากาก
"นายพูดออกมาเต็มๆ เลยล่ะ..." หนุ่มชุดแดงเจ้าสำอางรู้สึกจนปัญญา และทันทีที่พูดจบเขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที ฉันจะไปต่อล้อต่อเถียงกับไอ้บ้าคนนี้ทำไมวะเนี่ย!
เชี่ย! นี่มันออร่าดีบัฟหรือไง?
เมื่อเห็นสีหน้าของคนรอบข้าง ลู่เช่อก็ตระหนักได้ว่ามันน่าจะเป็นเรื่องจริง
ดูเหมือนว่าผลข้างเคียงที่ทำให้จิตใจสับสนของหน้ากากตะกละจะทำงานอยู่ตลอดเวลา หากเขาไม่พยายามควบคุมมันเอาไว้ มันก็คงจะสร้างปัญหาจุกจิกให้ไม่น้อยเลยทีเดียว
"อา พูดไปแล้วก็ช่างมันเถอะ เกมมันก็ต้องมีบทบรรยายบ้างสิ แถมมันยังช่วยให้พวกนายเข้าใจด้วยว่าคนอื่นเขามองพวกนายยังไง"
ใครเขาอยากจะรู้กันล่ะว่านายมองพวกเรายังไง!
"เหอะ เคยได้ยินแต่คนแก่ที่กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่อยู่ ไม่คิดเลยว่าจะมีคนที่กลั้นคำพูดตัวเองไม่อยู่ด้วย"
ชายร่างยักษ์ท่าทางหยาบคายอดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนม ซึ่งก็เข้ากับบุคลิกของเขาดี จากนั้นกลุ่มคนก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ทุกคนต่างกำลังสังเกตซึ่งกันและกัน เพียงแต่ไม่มีใครประสาทกลับเท่าลู่เช่อก็เท่านั้น
"อะแฮ่ม"
เสียงกระแอมไอดังทำลายความเงียบ และหนุ่มชุดแดงเจ้าสำอางก็เป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นก่อน
"ฉันไม่ได้ชื่อหนุ่มชุดแดงเจ้าสำอาง ฉันชื่อจิ่วเทียน นั่นชื่อจริงของฉันนะ ไม่ใช่ฉายา"
"ฉันคิดว่า ในเมื่อตอนนี้พวกเราเข้ามาอยู่ในเกมระดับนรกแตกแล้ว ทุกคนก็ควรรีบขจัดกำแพงที่ไม่จำเป็นออกไปให้เร็วที่สุด"
"มองในมุมกว้าง เมื่อเทียบกับเกมนี้แล้ว พวกเราทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ และเราก็อยู่ฝ่ายเดียวกัน"
"และหากมองในมุมของสถานการณ์ปัจจุบัน พวกเราอาจจะต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ฉันเชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเล่นเกม"
"พวกคุณส่วนใหญ่เป็นคนจีนใช่ไหม? ฉันมาจากองค์กรของทางการ เพราะฉะนั้นพวกคุณสามารถเชื่อใจฉันได้"
จิ่วเทียนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามรวบรวมให้ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก่อน
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับภูมิหลังของเขา ในยามวิกฤต คนเราควรรวบรวมกองกำลังทุกภาคส่วนที่เป็นไปได้เข้าด้วยกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาก็ไม่ได้มีความบาดหมางอะไรกันมาก่อนเลยด้วย
"ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ" ชายชาวต่างชาติพูดขึ้น
"พวกเรายังไม่แน่ใจเลยว่าจุดประสงค์ของเกมนี้คืออะไร"
"แต่พวกคุณเรียกฉันว่าเคิร์กก็ได้ นั่นชื่อฉันเอง"
ผู้หญิงที่เอาแต่เงียบอยู่อีกฝั่งหนึ่งเอ่ยขึ้น เธอหันไปมองจิ่วเทียนแล้วพูดว่า
"สวัสดีค่ะ ขอบคุณสำหรับความจริงใจของคุณนะคะ"
"แต่ว่า หุ่นกระป๋องนั่นเพิ่งจะบอกไปว่าในเกมนี้พวกเราต้องทั้งร่วมมือและแข่งขันกัน มันยากมากจริงๆ ค่ะที่จะสร้างความเชื่อใจกันในเวลาแบบนี้"
"เหอะ ของทางการงั้นเรอะ?" ชายร่างยักษ์พูดขึ้นบ้าง "เกมมันเพิ่งจะเริ่มขึ้นได้ไม่กี่วันเองไม่ใช่หรือไง? แล้วมันจะมีองค์กรของทางการโผล่มาได้ยังไงวะ?"
"พวกแกมันก็ดีแต่แส่ไม่เข้าเรื่อง เอาจริงๆ นะ ผลงานชิ้นโบแดงที่สุดที่พวกแกทำได้ก็คือการเลิกแส่เรื่องของชาวบ้านนั่นแหละ วันๆ เอาแต่ทำเรื่องพังพินาศ..."
เห็นได้ชัดว่าชายร่างยักษ์ไม่ใช่คนอารมณ์ดีนัก และท่าทีที่เขาแสดงต่อทุกคนก็ค่อนข้างย่ำแย่
แต่ลู่เช่อรู้ดีว่านี่น่าจะเป็นสัญญาณของความหวาดกลัวและความตึงเครียด แรงกดดันจากเกมระดับนรกแตกบีบบังคับให้เขาต้องระบายมันออกมาด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตร
เมื่อเห็นว่าการสื่อสารดูจะไม่ค่อยราบรื่น จิ่วเทียนก็ถอนหายใจออกมา เขาคาดการณ์สถานการณ์แบบนี้เอาไว้แล้ว
เขาค่อยๆ หันหน้าไปมองลู่เช่อ เพื่อรอฟังจุดยืนของอีกฝ่าย
เขาเพิ่งจะได้ดูไลฟ์สตรีมของหมอนี่ และตัวเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เจ้าหน้าที่ประสานงานภายนอกที่เกี่ยวข้องคอยติดตามดูเขาอยู่ตลอด และได้แจ้งสถานการณ์ของลู่เช่อให้เขาทราบเรียบร้อยแล้ว
ตามหลักเหตุผลแล้ว หมอนี่น่าจะเป็นยอดฝีมือ... ลู่เช่อมมองอีกฝ่ายที่หันหน้ามาหา หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ตอบกลับไปว่า
"ฉันเรียกนายว่าหนุ่มชุดแดงเจ้าสำอางไม่ได้จริงๆ เหรอ?"
จิ่วเทียน: ? ในวินาทีนี้ เขารู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที
"ถ้านายไม่รู้จะเรียกฉันว่าอะไร จะตั้งฉายาให้ฉันมั่วๆ ไปเลยก็ได้นะ"
ใครถามนายกัน? นั่นใช่ประเด็นหรือไง?!
ขณะที่สถานการณ์กำลังตกอยู่ในความตึงเครียด เสียงภายในห้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง
มันเป็นเสียงเดิม เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีหุ่นกระป๋องปรากฏตัวออกมา มีแค่เสียงเครื่องจักรกล พร้อมกับข้อความที่ปรากฏขึ้นบนกำแพง
【สรวงสวรรค์ของผู้ถูกเลือก โหมดนรกแตก โรงพยาบาลปีศาจ】
【ภารกิจพื้นฐานของผู้เล่น: เอาชีวิตรอด!】
【ตราบใดที่คุณเอาชีวิตรอดจนกว่าภารกิจหลักจะเสร็จสมบูรณ์ จะถือว่าเคลียร์ด่านสำเร็จ】
【ภารกิจเป้าหมายของผู้เล่น: ค้นหาต้นตอของโรค ระบุตัวผู้ป่วยที่อาการหนักที่สุด และจัดการกับวิกฤตที่พวกเขานำมา】
【ผู้เล่นที่ทำภารกิจเป้าหมายสำเร็จจะได้รับรางวัลเพิ่มเติม โดยจะประเมินจากผลงานและการมีส่วนร่วมที่เฉพาะเจาะจง】
【โรงพยาบาลปีศาจ ยินดีต้อนรับผู้ป่วยทุกท่าน】
【นับถอยหลังห้านาที เกมกำลังจะเริ่มต้นขึ้น】
【00:05:00】
หลังจากคำอธิบายสั้นๆ จบลง เสียงนั้นก็เงียบหายไปโดยไม่มีบทสนทนาใดๆ เพิ่มเติม
ราวกับว่าหุ่นกระป๋องได้พูดพล่ามเรื่องไร้สาระไปหมดแล้วก่อนหน้านี้ และตอนนี้ก็เป็นเพียงคำอธิบายอย่างเป็นทางการเท่านั้น
เมื่อมองดูคำอธิบายภารกิจเช่นนั้น สีหน้าของทุกคนก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย
โหมดนรกแตก ภารกิจพื้นฐานคือการเอาชีวิตรอดโดยตรงเลย!
นี่หมายความว่าคนทั้งห้าที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่เหยื่อที่เคี้ยวได้ง่ายๆ ไม่เช่นนั้นแค่เห็นคำว่า 'เอาชีวิตรอด' ก็คงจะกลัวจนหัวหดไปแล้ว
จิ่วเทียนเองก็เข้าใจดีว่าความเป็นไปได้ที่ทุกคนจะร่วมมือกันนั้นต่ำมากจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ภารกิจยังคลุมเครือเอามากๆ โรคอะไรกัน? แล้วจะตัดสินได้อย่างไรว่าใครคือผู้ที่ป่วยหนักที่สุด?
การมีชีวิตรอดจนจบถือว่าเคลียร์เกมได้ แล้วถ้าเกิดมีใครอู้งาน เอาแต่รอให้คนอื่นทำภารกิจในขณะที่ตัวเองคอยรักษาชีวิตรอดไปวันๆ ล่ะ? แบบนั้นมันก็ทำได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
มันออกแบบมาอีท่าไหนกันเนี่ย... ทุกคนต่างเงียบกริบ เริ่มตรวจสอบกระเป๋าเป้และยาของตัวเองอย่างเงียบๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่ไม่รู้จักหลังจากผ่านไปห้านาที
"อ้อ จริงด้วย" ลู่เช่อพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่ในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดแบบนี้ แม้แต่เสียงที่เบามากๆ ก็ยังดึงดูดความสนใจของทุกคนได้
พวกเขาเห็นผู้ชายสวมหน้ากากสีแดงล้วงมือเข้าไปในกางเกง และเมื่อดูจากตำแหน่งแล้ว มันก็เป็นจุดที่ค่อนข้างจะอธิบายยากอยู่สักหน่อย
เอาจริงดิเพื่อน นี่มันหมายความว่ายังไง?! กลางวันแสกๆ เลยนะโว้ย!
พอใส่หน้ากากปุ๊บก็เผยธาตุแท้ออกมาเลยใช่ไหม? แค่ไม่มีใครเห็นหน้าก็ไม่แคร์อะไรแล้วงั้นสิ?
หนุ่มชุดแดงเจ้าสำอางตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ แล้วถามเจ้าหน้าที่ประสานงานภายนอกในไลฟ์สตรีมของเขาว่า
"ข้อมูลของหมอนี่มันแม่นยำจริงๆ เหรอ? นี่คือยอดฝีมือจริงๆ ใช่ไหม?"
ก่อนที่เขาจะพูดจบ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน สายตาจับจ้องไปที่สิ่งของที่ลู่เช่อล้วงออกมาจากเป้ากางเกง
—นามบัตรสีทอง
จิ่วเทียนคุ้นเคยกับรูปแบบของนามบัตรสั่งทำพิเศษชนิดนี้เป็นอย่างดี!
สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงทันทีหลายระดับ ราวกับได้พบเจอเพื่อนเก่า เขาจึงเดินตรงดิ่งเข้าไปหาลู่เช่อ
เขากระซิบที่ข้างหูของลู่เช่อว่า
"คนกันเองเหรอ? พี่ชาย นายนี่ปลอมตัวเก่งชะมัดเลยนะ"
"นายอยู่แผนกไหนล่ะ?"