- หน้าแรก
- สงสัยคงต้องเป็นมักเกิ้ลตลอดไปแล้วมั้ง ถ้าขาดทุนมันจะยากขนาดนี้
- บทที่ 6 - พวกหลอกลวง
บทที่ 6 - พวกหลอกลวง
บทที่ 6 - พวกหลอกลวง
พนักงานสาวเคาะประตู เมื่อได้รับอนุญาตเธอก็ยกขนมเข้ามา
พอเข้ามาก็เห็นหลินตงนั่งฟุบอยู่กับโต๊ะน้ำชาด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
หรือว่าจะเพิ่งเลิกกับแฟน อกหักมางั้นเหรอ
หน้าตาหล่อเหลาขนาดนี้ยังมีคนทิ้งลงอีกเหรอเนี่ย
ความจริงแล้วเธอก็เดาถูกไปครึ่งหนึ่ง เขาอกหักจริงๆ แถมยังเป็น 'อกหักหลายวัน' ซะด้วย
หลินตงกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพบุรุษและเชิญให้พนักงานสาวออกไป
จากนั้นเขาก็กลืนขนมแสนอร่อยลงคอไปพร้อมกับน้ำตาและเริ่มทบทวนตัวเอง
หลังจากกินข้าวและดื่มชาไปบ้างแล้ว เป็ดย่างในท้องก็เริ่มย่อยไปส่วนหนึ่ง ทำให้เขาสามารถกินอะไรลงไปได้อีก
เพียงแต่เขากินไปกัดฟันกรอดๆ ไปด้วย
ไอ้พวกหลอกลวง!
พวกหลอกลวง!
เจินเสี่ยวหลงเพิ่งจะบอกไปหยกๆ ว่ารายได้สองล้านก็ยังไม่รู้จะได้ถึงหรือเปล่า
แล้วทำไมสุดท้ายถึงกลายเป็นสามร้อยห้าสิบล้านไปได้
เจินเสี่ยวหลง ไอ้สารเลว
ฉันจะแค้นแกไปจนตาย!
ท่านพ่อมดจากต่างโลกผู้โดดเดี่ยวและสิ้นหวังท่ามกลางค่ำคืนที่มีฝนตกปรอยๆ
ในที่สุดเขาก็ตระหนักถึงความผิดพลาดหลายๆ อย่างของตัวเอง
การทะลุมิติครั้งนี้สร้างความบอบช้ำให้เขามากเกินไป
ทำให้เขาสับสนวุ่นวายไปหมด
ดูเผินๆ เหมือนเขาจะปรับตัวได้เร็ว แต่ความจริงแล้วเวลาส่วนใหญ่เขามักจะใจลอย
โปรเจกต์ของตู้ฉี่สี่ทำให้เขามองเห็นความหวังที่จะได้กลับบ้าน แต่กลับมองข้ามความยากลำบากในการกลับบ้านไป
ถึงแม้กล่องอธิษฐานของคลอโทจะสามารถพาเขากลับไปได้จริงๆ
และถึงแม้เขาสามารถทำให้ทุกโปรเจกต์ขาดทุนได้สำเร็จก็ตาม
แต่เขาต้องขาดทุนเท่าไหร่กันล่ะถึงจะซื้อของชิ้นนี้จากร้านค้าพ่อมดได้
สมมติว่าหาค่าเฉลี่ย การขาดทุนหนึ่งหมื่นหยวนจะได้รับห้าสิบเกลเลียน
หลินตงก็ต้องขาดทุนถึงเจ็ดสิบล้านเชียวนะ!
'อกหักหลายวัน' มอบบทเรียนราคาแพงให้กับเขาอย่างจัง
ไม่ใช่ว่าหนังทุกเรื่องจะทำให้ขาดทุนได้สำเร็จเสมอไป
นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป หลินตงก็ปรับเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองเสียใหม่
พอกลับไปถึงหอ เขาก็รวบรวมหนังสือเรียนทั้งหมดของหลินตงมานั่งอ่านและศึกษาอย่างละเอียด
ขณะเดียวกันก็ตั้งใจไปเรียนอย่างสม่ำเสมอ
ในขณะที่คนอื่นกำลังเรียนรู้และศึกษาว่าต้องแสดงยังไง ถ่ายทำยังไงถึงจะประสบความสำเร็จ หลินตงกลับต้องมานั่งศึกษาว่าหนังแบบไหนถึงจะเจ๊ง
ตอนนี้เขามีเงินก้อนโตถึง 16,780,000 หยวนกองอยู่ตรงหน้า!
ต้องผลาญเงินก้อนนี้ให้หมดเท่านั้น ถึงจะได้รับเงินทุนตั้งต้นก้อนใหม่
ต้องทำให้เงินที่ระบบให้มาในแต่ละรอบขาดทุนเท่านั้น ถึงจะได้เกลเลียน
ชีวิตช่างเต็มไปด้วยความสิ้นหวังเสียจริง!
หลังจากตั้งใจเรียนไปตามสเตปได้เพียงไม่กี่วัน หลินตงก็ต้องเผชิญกับบททดสอบอีกครั้งหลังจากทะลุมิติมา
คาถาปฏิบัติ!
วิชาที่ปรากฏบนตารางเรียนคือ 'การสังเกตชีวิต·ฝึกฝนการแสดงละครเวทีขนาดสั้น'
สำหรับนักศึกษาสาขาการแสดง นี่ถือเป็นวิชาปฏิบัติที่สำคัญมาก
อาจารย์ผู้สอนชื่อ ฮวงซานสือ
ความจริงแล้วเขาคือนักแสดง
ถึงจะไม่โด่งดังเปรี้ยงปร้าง แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ได้รับบทบาทในหนังเรื่อง 'การก่อตั้งพรรคที่ยิ่งใหญ่' ที่กำลังเป็นกระแสแรงที่สุดในช่วงนี้
สิ่งที่ดึงดูดใจมากกว่านั้นคือเขามีเส้นสายกว้างขวางในวงการบันเทิง
ถึงขนาดที่นักศึกษาบางคนที่เดบิวต์และมีผลงานแล้วยังต้องรีบกลับมาเข้าเรียนวิชานี้
"จะไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลาหรอกนะ เวลาของทุกคนมีค่า นักศึกษาบางคนวันนี้อาจจะต้องรีบไปทำงานต่อ"
อาจารย์ฮวงเริ่มการสอน
นักศึกษาพากันยืนล้อมเป็นครึ่งวงกลมในห้องกิจกรรม
หลินตงรู้สึกเหมือนกำลังดูละครสัตว์ยังไงยังงั้น
แบบที่ยืนดูสัตว์แสดงโชว์อะไรทำนองนั้น
"ฉันจะเริ่มเรียกชื่อแล้วนะ กลุ่มแรก เมิ่งจื้อหยวน ม่อถิงถิง... หัวข้อของพวกเธอคือ นักวิ่งมาราธอนที่พ่ายแพ้กับคนที่คอยปลอบใจเขา"
การถูกเรียกชื่อเป็นคนแรกไม่ใช่เรื่องดีเลย
เพราะไม่มีเวลาให้เตรียมตัวเลยสักนิด
ถึงแม้จะให้แค่หัวข้อ ไม่มีบทสคริปต์ให้
แต่ก็ต้องด้นสดเอาเอง
"กลุ่มต่อไป ต่งจิ้ง หลินตง หัวข้อของพวกเธอคือ โค้ชสุดเข้มงวดในยิมกับคุณหนูผู้บอบบาง"
ต่งจิ้งคือคนไหนกัน
หลินตงงงเป็นไก่ตาแตก คนพวกนี้ที่เขาควรจะรู้จัก ตอนนี้เขากลับไม่รู้จักใครเลยสักคน
โชคดีที่มีระบบ ไม่งั้นความแตกแหงๆ
ด้วยความช่วยเหลือจากระบบ สายตาของหลินตงก็โฟกัสไปที่หญิงสาวที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาเขา
เป็นผู้หญิงที่สวยทีเดียว
แต่ท่านพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ไม่สนใจหรอก
ท่านพ่อมดอยากกลับบ้านอย่างเดียว
ความจริงแล้วต่งจิ้งเคยแสดงละครมาหลายเรื่องแล้ว ถือว่าเป็นดาวเด่นคนหนึ่งของรุ่นปี 09 เลยทีเดียว
เธอและหลินตงเคยร่วมงานกันในคลาสเรียนมาหลายครั้ง และยอมรับในฝีมือการแสดงของหลินตงมาก เธอเคยให้กำลังใจเขาว่า แค่รอโอกาสดีๆ เข้ามาเท่านั้น
สุดท้ายก็รอจนได้ทะลุมิติซะงั้น
"วันนี้นายแต่งตัวดูดีนะ ดูเป็นสุภาพบุรุษเชียว" ต่งจิ้งเบียดเข้ามายืนข้างๆ หลินตง
"ขอบใจนะ กระโปรงของเธอก็สวยดีเหมือนกัน ไม่หนาวเหรอ"
"แค่สวยก็พอแล้ว!"
หลินตงทักทายไปพลาง เร่งเร้าให้ระบบรีบอธิบายให้ฟังไปพลางว่ายิมคืออะไร
แล้วโค้ชที่เข้มงวดควรจะรับมือกับผู้หญิงยังไง
คิดดูสิว่าหลินตงที่เป็นคนต่างถิ่นจะน่าสงสารขนาดไหน
การแสดงละครแบบนี้ ไม่มีทั้งฉาก ทั้งการตัดต่อ แถมยังมีคนกลุ่มใหญ่มุงดูอยู่ มันช่างน่าอึดอัดใจเสียเหลือเกิน
โชคดีที่มีระบบคอยชี้แนะให้ตลอด ไม่งั้นหลินตงคงแสดงต่อไม่ได้แน่ๆ
ถึงกระนั้น การแสดงของเขาก็ทำเอาเพื่อนๆ ในชั้นเรียนตกตะลึงกันไปตามๆ กัน
แบบนี้มันเรียกว่าการแสดงตรงไหนวะ
ลากคนเดินถนนทั่วไปมาเล่นยังแสดงดีกว่านายอีก!
อาจารย์ฮวงซานสือติติงไปสองสามประโยคอย่างไม่จริงจังนัก แล้วก็เรียก ชุยเหยียน นักศึกษาหัวกะทิของห้องออกมาสาธิตให้ดู ซึ่งหลินตงก็ยอมรับในฝีมืออย่างหมดใจ
พอเลิกเรียน หลินตงก็ถูกเรียกให้อยู่ต่อ
ห้องพักครูอยู่ไกลจากตึกเรียนมาก ทั้งสองคนจึงนั่งคุยกันที่ม้านั่งริมทาง
ลมหนาวพัดโชยมา อาจารย์ฮวงใส่เสื้อขนเป็ด ส่วนหลินตงใส่แค่เสื้อโค้ทกันลมทับไว้ด้านนอก เขาจึงจำเป็นต้องแอบร่ายคาถาบทเล็กๆ ใส่ตัวเองเพื่อไม่ให้หนาวสั่น
"วันนี้เป็นอะไรไปเนี่ย"
"หลายวันก่อนผมเป็นไข้หวัดใหญ่น่ะครับ ตอนนี้ก็เลยยังมึนๆ อยู่นิดหน่อย"
"ความจริงการแสดงของนายวันนี้ก็ไม่ได้แย่มากหรอกนะ ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ดูเป็นธรรมชาติขึ้น มีชีวิตชีวาขึ้น บุคลิกและท่าทางก็ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย"
"อ้อ" นี่กำลังชมฉันอยู่สินะ
หรือว่าท่านพ่อมดอย่างฉันจะมีพรสวรรค์ด้านการแสดงที่ซ่อนอยู่ จนทำให้อาจารย์สอนการแสดงของสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งยังต้องทึ่ง
"แต่นายอย่าเพิ่งได้ใจไป การแสดงของนายมันดูไม่เป็นมืออาชีพเลยรู้ไหม นายเป็นถึงนักศึกษาปีสามสาขาการแสดง แต่กลับไม่เป็นมืออาชีพ นายรู้ไหมว่าปัญหานี้มันร้ายแรงแค่ไหน"
"รู้ครับ"
คุณเป็นอาจารย์ คุณพูดอะไรก็ถูกหมดแหละ
ฮวงซานสือเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า "นักศึกษาโรงเรียนเรา ถ้าไม่ตั้งใจเรียนในห้อง ก็ต้องไปรับบทเล็กๆ น้อยๆ ตามกองถ่าย คนที่ไปวิ่งเต้นเป็นตัวประกอบน่ะมีไม่เยอะหรอกนะ"
"หา?"
นี่มันหมายความว่ายังไงกัน หลินตงไม่เข้าใจ
หรือว่าเขาคิดว่าการที่ตัวเองไปเป็นตัวประกอบจะทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง
แต่นี่มันเป็นเรื่องของเจ้าของร่างเดิมนี่นา ไม่เห็นเกี่ยวกับเขาเลย
ฉันไม่ขอรับผิดชอบเรื่องนี้หรอกนะ!
"นายเนี่ยนะ ฝีมือการแสดงก็ใช้ได้ หน้าตาก็ดี แต่เรื่องการเข้าสังคมยังต้องปรับปรุง ฉันก็เลยคิดว่า ถ้านายได้ออกไปเผชิญโลกกว้างและฝึกฝนตัวเองบ้าง อาจจะช่วยแก้ปัญหาข้อเสียบางอย่างของนายได้"
[ระบบ ทำไมเขาถึงพูดเรื่องนี้กับฉันล่ะ]
[หลินตงคือลูกศิษย์คนโปรดของฮวงซานสือน่ะสิ]
[อ้อ อย่างนี้นี่เอง ฉันก็นึกว่าเขาคิดอะไรกับหลินตงซะอีก]
ฮวงซานสือไม่รู้เรื่องการสนทนาระหว่างหลินตงกับระบบ ไม่เพียงแต่โดนสงสัยเรื่องแรงจูงใจ แต่ยังโดนสงสัยเรื่องรสนิยมทางเพศอีกต่างหาก
เขายังคงพูดต่อไป "แบบนี้ อนาคตของนายก็จะราบรื่นขึ้นเยอะ"
"ก็ไม่มีทางให้เดินแล้วนี่ครับ" หลินตงบ่นพึมพำเบาๆ
"แต่ฉันอาจจะคิดผิดก็ได้ สิ่งที่ควรจะเจอในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิต มันก็คงจะเกิดขึ้นในตอนนั้นแหละ"
"อาจารย์ วันนี้ดูอาจารย์เหมือนมีเรื่องกลุ้มใจเลยนะครับ"
คุณเป็นอาจารย์สอนการแสดง ทำไมไม่ไปสอนการแสดง หรือไม่ก็ไปสอนนักศึกษาหญิงสิ มานั่งปรับทุกข์กับผมทำไมกันเนี่ย
"เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันบินไปปักกิ่ง ไปดูใจเพื่อนเป็นครั้งสุดท้าย"
หลินตงรู้จักปักกิ่ง หลายวันมานี้เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์มาเยอะพอสมควร
แต่จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปักกิ่ง
มันอยู่ที่การดูใจเป็นครั้งสุดท้ายต่างหาก
หลินตงผู้ซึ่งไม่ค่อยจะจริงจังกับอะไรก็กลับมามีสีหน้าจริงจัง เขาเอ่ยปลอบใจเบาๆ ว่า "ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับอาจารย์"
ฮวงซานสือมองออกไปไกลด้วยสายตาเหม่อลอยและถอนหายใจ "ชีวิตคนเรามันช่างเปราะบางจริงๆ พอกลับมาถึงได้รู้ว่านายป่วยเป็นไข้สูง ถ้าเกิดว่า..."
"นี่ไง ผมก็ไม่เป็นอะไรแล้วนี่ครับ"
หลินตงรู้สึกซาบซึ้งใจเล็กน้อย คนคนนี้หวังดีกับเขาจากใจจริง
"ช่วงนี้นายพักผ่อนให้เยอะๆ รีบกลับมาเป็นตัวเองให้เร็วที่สุด รอฟังข่าวจากฉันนะ เดี๋ยวฉันจะจัดการให้"
"ได้ครับอาจารย์"
ผู้มีพระคุณจริงๆ แต่หลินตงก็ยังคงยืนหยัดในแผนการหนีของตัวเอง
การเป็นนักแสดงน่ะเป็นไปไม่ได้หรอก
การหาแฟน แต่งงาน มีลูก ก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน
โลกเวทมนตร์เท่านั้นคือบ้านของฉัน
[จบแล้ว]