เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3 ราตรีอันมืดมิดบนดวงจันทร์โฉมใหม่

ตอนที่ 3 ราตรีอันมืดมิดบนดวงจันทร์โฉมใหม่

ตอนที่ 3 ราตรีอันมืดมิดบนดวงจันทร์โฉมใหม่


ตอนที่ 3 ราตรีอันมืดมิดบนดวงจันทร์โฉมใหม่

“เขาไปแล้ว?”

ณ ชั้นบนสุดของตึกสูงระฟ้าที่ซังยอนได้ก่อวีรกรรมปั่นป่วนไว้หน้าตึก นี่คือห้องที่คนทั่วไปมักเห็นจากในละครหรือภาพยนตร์ ซึ่งดูจากการตกแต่งแล้วก็พอรู้ว่าเป็นห้องของท่านประธาน ทั้งกว้างขวางพร้อมประดับไปด้วยโซฟาหรูหราและโต๊ะกาแฟที่มีไว้ต้อนรับลูกค้าอย่างเป็นทางการ ถัดมาจะมีโต๊ะของผู้บริหารและเก้าอี้ตั้งอยู่บริเวณหน้าต่างบานใหญ่ บนโต๊ะมีป้ายที่ดูมีราคาพร้อมกับชื่อของท่านประธานปรากฎอยู่

ชายคนหนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน เขาดูอายุราวยี่สิบกลางแต่ในความจริงแล้วเขาอายุประมาณสามสิบปลายเหมือนกับซังยอน เนื่องจากเขาหมั่นคอยดูแลตัวเองจึงทำให้เขามีร่างกายแข็งแรงและมีผิวพรรณที่ดูสุขภาพดีจนทายอายุเขาไม่ถูกเลยล่ะ

เขามีบุคลิกที่สูงสง่าและยังมีใบหน้าที่เนียนใส รูปลักษณ์ของเขาเป็นที่ชื่นชม ถ้าให้คะแนนเต็มสิบเขาคงได้คะแนนไปประมาณแปดไม่ก็เก้าเลยเชียว ถึงกระนั้นมีเพียงสิ่งเดียวบนใบหน้าเขาที่แปลกไปคือดวงตาที่ฉุนเฉียวทำให้เขาดูเป็นคนโหดเหี้ยม

เขาเป็นทั้งเจ้าของและท่านประธานของตึกแห่งนี้ เขามีชื่อว่าลี แจโฮ คนที่ซังยอนพยายามแบบไม่มีหวังที่จะติดต่อด้วย

“ใช่!”

เลขาแจโฮที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอบกลับไปอย่างสุภาพ

แจโฮเดาะลิ้นเสียงดังตอบ

“เขาควรเอาเวลาไปคิดหาวิธีฟื้นฟูบริษัทเขา ไม่ใช่มาเอะอะโวยวายบ้าบออะไรที่นี่”

ซังยอนคิดมาตลอดว่าแจโฮคือมิตรสหายคนหนึ่ง แต่แจโฮไม่คิดแบบนั้น ไม่มีมิตรสหายคนไหนที่จะแสดงอาการเมินเฉยแล้วดูถูกเพื่อนขนาดนี้

“คุณแน่ใจเหรอที่ทำแบบนี้? ถ้าเขาคิดที่จะต่อสู้เราทางกฎหมายละ มันคงเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับพวกเราเป็นแน่”

“นี่เลขาคิม ถ้าเอาแต่กลัวกฎหมายก็ไม่ต้องทำธุรกิจกันแล้ว”

แจโฮไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเลขาคิม

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาก็คงทำได้ง่ายดายอยู่หรอก แต่ตอนนี้เขาไม่เหลืออะไรแล้ว ทั้งยังมีหนี้สินติดตัวหลายล้าน แล้วคิดเหรอว่าทนายของพวกเราจะไปเสียเวลากับคนแบบนี้จริง?”

“ท่านพูดถูกแล้วครับ แต่ผมเกรงว่าท่านประธานจะต้องไม่ชอบใจแน่หากรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่นี่”

แจโฮเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เขาใช้วิธีการสกปรกทุกอย่างทั้งแทงข้างหลังคนที่เขาเรียกว่าเพื่อน ทำไมเขาถึงทำแบบนั้นนะเหรอ? ก็เพื่อจะสืบทอดมรดกอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดที่คุณพ่อกับคุณปู่ของเขาสร้างขึ้นอย่างไรละ ซึ่งเขาต้องได้ดีกว่าพี่น้องคนอื่น ทว่าความวุ่นวายอาจทำให้คุณพ่อเสียอารมณ์ได้ มันคงไม่เป็นไรถ้าเขาจะไม่รายงานเรื่องนี้ เลขาพูดถูกแล้วละ

“ใช่แล้ว เราต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ให้เงียบที่สุด แต่ไม่ต้องห่วง ฉันรู้จักผู้ช่วยที่จะจัดการเรื่องทั้งหมดได้แน่นอน”

“ท่านมีผู้ช่วยเหรอ?”

“ใช่ เธอคือผู้ช่วยที่สามารถใช้จุดอ่อนจัดการเขาได้อย่างดีเลยละ”

แจโฮครุ่นคิดถึงเรื่องเธอคนนั้น

"ที่ท่านไม่กังวลเพราะแบบนี้นี่เอง"

เลขาคิมตอบกลับโดยการโค้งศีรษะลงเล็กน้อย

หลังจากจบบทสนทนากับเลขาคิม แจโฮเอามือจับคางพร้อมกับเคาะโต๊ะและเริ่มนึกย้อนกลับไปวัยสมัยเรียน

[เฮ้ย!ลี แจโฮ! นี่นายทำการบ้านเสร็จหมดรึยัง?]

[อ๊า ให้ตายเถอะ อาการเมาค้างกำลังฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็น มันรู้สึกเหมือนกับมีใครมาเขย่าลูกบอลเหล็กอยู่ในหัววนไปวนมา]

[ไอ้เวรเอ้ย! นายไปกับกลุ่มนัดบอร์ดมาเมื่อวานนี้! นายมันไม่ได้เรื่อง!]

เสียงที่คุ้นเคยแล่นผ่านหัวของเขา แจโฮไม่ได้สนใจเสียงนั้นจนกระทั่งใบหน้าของชายผู้นั้นได้ปรากฏอยู่ตรงหน้า

เขาสวมหมวกสำเร็จการศึกษา ทั้งรับช่อดอกไม้พร้อมหัวเราะอย่างมีความสุข

[อ้ะ ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เรามาเป็นสหายกันเถอะ!]

‘หื้ม! เขาไม่รู้ที่ที่เขาควรจะอยู่สินะ’

แจโฮแสยะยิ้ม คำว่าสหายควรใช้กับคนที่มีฐานะเดียวกัน เขามาจากครอบครัวที่ร่ำรวยทั้งกำลังจะได้รับมรดกมหาอำนาจอีกด้วย ในความคิดเขายอมรับว่าซังยอนเป็นคนมีความสามารถที่สร้างและบริหารบริษัทจนประสบความสำเร็จ แต่ถึงอย่างไรบริษัทของเขาก็เป็นได้แค่ของเล่นที่แจโฮคิดจะขโมยไปตอนไหนก็ได้เท่านั้น

แจโฮหัวเราะเยาะซังยอน ผู้ซึ่งหลงเชื่อไปเองว่าแจโฮคือสหาย

“ก็นะ ฉันควรจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย”

เขาพยายามหลีกเลี่ยงทุกปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นพร้อมทั้งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อแก้ไขสถานการณ์อย่างเงียบสงบ  เหนือสิ่งอื่นใดซังยอนยังมีจุดอ่อนที่เอาเปรียบได้ง่าย แจโฮโทรติดต่อผู้ช่วย

'ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนแสนสาหัสในชีวิตแก ไม่ต้องขอบคุณ ไม่ต้องจ่ายอะไรให้ฉันทั้งสิ้น เพราะยังไงแล้วพวกเราก็เพื่อนกัน จริงไหม?’

แจโฮกลอกตาพร้อมเปล่งเสียงหัวเราะเยาะด้วยความชั่วร้าย

* * *

ซังยอนนั่งอยู่ในร้านกาแฟ รูปลักษณ์เขาตอนนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากครั้งที่อยู่หน้าตึกของแจโฮ เขาเริ่มดูแลตัวเอง โกนหนวดเครา และสวมเสื้อผ้าที่ดูดี ผมที่ดูยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าที่ยับเยินไม่มีให้เห็นอีกต่อไป ถึงกระนั้นมันก็ไม่สามารถกลบปัญหาที่มีอยู่ในใจได้ แก้มเขาดูซูบเซียวแต่นี่มันทำให้เขาดูเหมือนตอนยังหนุ่ม จึงมีผู้หญิงรอบตัวชายตามองเขาเป็นครั้งคราว

ริ้ง!

เสียงกระดิ่งดังขึ้นขณะมีคนเปิดประตูร้านกาแฟ ซังยอนหันไปมองและทันใดนั้นหน้าของเขาดูเป็นประกายวิบวับ

หญิงสาวคนหนึ่งก้าวเดินเข้ามาในร้าน เธอแต่งหน้ามาในลุคที่สดใสพร้อมกับสวมชุดเดรสสีดำ เธอสวมใส่เครื่องประดับไปทั่วร่างกาย ทั้งต่างหู สร้อยคอ และแหวนที่ทำมาจากอัญมณีล้ำค่า เธอดูเป็นแม่บุญทุ่มแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสวยสะดุดตา เธอเหมือนจะอายุประมาณยี่สิบปลาย แต่รอยตีนกาที่อยู่ตรงหางตาของเธอทำให้รู้ว่าน่าจะแก่กว่าที่เห็น

ซังยอนโบกมือไปทางเธอเพื่อให้รู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ ผู้หญิงคนนั้นเชยคางขึ้นพร้อมทั้งมองสำรวจไปรอบร้าน เธอดูค่อนข้างหยิ่งและวางท่า เธอสังเกตุเห็นซังยอนแล้ว

แตะ! แตะ!

เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็นจังหวะ เธอย่างก้าวราวกับนางแบบนั้นทำให้ลูกค้าชายส่วนใหญ่จ้องมองไปที่เธอ คู่รักบางคู่ต้องทะเลาะกันเมื่อถูกจับได้ว่าแอบจ้องมองหญิงสาวผู้นี้จนไม่ละสายตา

แต่เธอและซังยอนไม่ได้สนใจกับสิ่งรอบข้าง พวกเขาเห็นมันจนชินแล้ว

“ยินดีต้อนรับครับ”

ถึงแม้เขาจะดูผอมซูบจนไม่มีแรง แต่ซังยอนก็ดูมีความสุขที่ได้เจอเธอคนนี้ เธอกำลังนั่งและวางกระเป๋าลงด้านข้างมีสัญลักษณ์ของแบรนด์ชื่อดังติดอยู่หน้ากระเป๋าพร้อมเปล่งประกายระยิบระยับ“

“นี่คุณอยากทานอะไรมั้ย”

ซังยอนมองไปที่เมนูที่วางอยู่บนโต๊ะขณะเดียวกันเธอส่ายหัวเพื่อปฏิเสธ

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจ่ายเอง คุณยิ่งไม่ค่อยมีเงินหนิ”

“ผมยังพอมีปัญญาซื้อกาแฟสักแก้วให้ภรรยาอยู่”

ซังยอนเปล่งเสียงเบาลงพร้อมกับความรู้สึกผิดหวัง

หญิงสาวคนนั้นชื่อ ลีมียุน เธอคือภรรยาของซังยอน

พวกเขาเริ่มต้นเจอกันที่มหาวิทยาลัย และยังเป็นคู่รักที่โด่งดังที่สุด ซังยอนมีบุคลิกที่สูง หล่อ และดูดี ส่วนลี มียุนก็เป็นราชินีความสวยของสถาบันเลยละ ช่างดูเป็นคู่ที่เหมาะสมกันยิ่ง พวกเขาได้เริ่มคบหากันตั้งแต่สมัยเรียนจนเรียนจบก็ได้แต่งงานกันทันทีพร้อมยังมีลูกสาวแสนน่ารักด้วยกันชื่อว่า ชินเฮ เมื่อธุรกิจของซังยอนเริ่มประสบความสำเร็จคนรอบตัวเขาเริ่มอิจฉามากขึ้น เมื่อถึงจุดนั้นของชีวิตซังยอนพูดโอ้อวดให้ใครต่อใครฟังว่า เขามีภรรยาที่สวย ลูกสาวที่น่ารักและธุรกิจที่ดำเนินไปได้ด้วยดี มีเพียงข้อเสียเล็กน้อยที่มียุนใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย ซึ่งเขาหาเงินได้อย่างมหาศาลอยู่แล้วจึงไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้และในฐานะที่เป็นผู้ชายเขาคิดว่ามันคือหน้าที่ที่ต้องเลี้ยงดูเธอให้ดีไม่ให้เธอรู้สึกน้อยหน้าใคร

“ไม่เป็นไร”

เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำให้วันนี้มียุนเฉยชากับเขา เธอมองไปที่โต๊ะด้วยสายตาว่างเปล่า จากนั้นเธอลุกขึ้นแล้วมองเขาด้วยความสมเพชต่อฐานะตอนนี้ แก้มเขาเริ่มแดงทั้งเริ่มส่ายหัวปกปิดความลำบากใจ

‘ใช่ เธอพูดแบบนั้นเพราะยังเห็นแก่เขาอยู่’

ความจริงแล้วเขาหมดตัวทำให้ภรรยากับลูกต้องไปอยู่กับครอบครัวเธอ ใบยึดทรัพย์สินติดอยู่ทั่วบ้านเขาและที่มียุนยังมีเงินใช้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมาจากพ่อแม่เธอ ครอบครัวเธอค่อนข้างร่ำรวย เครื่องประดับและกระเป๋าแบรนด์ชั้นนำที่ใช้อยู่ก็เป็นธุรกิจของครอบครัวเธอทั้งนั้น

เขาคิดว่าที่เธอแสดงอาการแบบนี้ออกมาเพราะเธอยังเป็นห่วง เขาตำหนิตัวเองพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวด

หลังจากที่ธุรกิจล้มละลายและโดนเพื่อนแทงข้างหลัง เขารู้สึกหมดหนทาง ตอนนี้เขาจึงต้องการมียุนเป็นอย่างมากจนกระทั่งมีบางอย่างผิดปกติ สามีเธอกำลังเป็นหนี้อย่างหนักแต่เธอกลับสวมเครื่องประดับและกระเป๋าราคาแพง เขาพยายามมองข้ามมันไป

เพียงชั่วครู่มียุนเดินกลับมาพร้อมกับแก้วกาแฟสองแก้ว เธอผลักหนึ่งแก้วไปทางซังยอน

“ขอบคุณ”

ซังยอนจับแก้วกาแฟโดยไม่พูดอะไรต่อ แก้วกาแฟนั้นเย็นจนเกิดไอน้ำขึ้น มือเขาเริ่มเปียกแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรพร้อมกับเลื่อนนิ้วไปรอบแก้ว เขาเคยบอกว่ายังมีเงินพอที่จะซื้อกาแฟสักแก้วให้ภรรยา แต่พอเอาเข้าจริงเขาไม่อยากซื้อกาแฟให้ตัวเองเลยด้วยซ้ำเพราะไม่ต้องการจะเสียเงินไปมากกว่านี้

เขาเริ่มดูดกาแฟขึ้นอย่างช้า ๆ กาแฟทั้งเย็นและมีรสขม มียุนเริ่มใช้หลอดดูดกาแฟของเธอเช่นกัน

“ทำไมคุณถึงอยากเจอผมล่ะ”

ซังยอนยกปากออกจากหลอดพร้อมตั้งคำถาม ช่วงนี้เขายังยุ่งอยู่กับการฟื้นฟูธุรกิจและคิดหาวิธีแก้แค้นแจโฮที่เคยแทงข้างหลังเขา นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่นักเมื่อได้รับสายเธอ เนื่องจากธุรกิจล้มละลายจึงมีหนี้สินติดตัวเยอะ เขารู้สึกผิดที่ไม่ค่อยมีเวลาพบเจอมียุนและยังเอาแต่สร้างปัญหาให้กับเธออีก

มียุนวางแก้วกาแฟลงครีมกาแฟที่ลอยอยู่ในแก้วสั่นสะเทือนเล็กน้อย

“ฉันต้องการหย่า”

เธอกล่าวอย่างเย็นชาขณะที่กำลังตัดสายสัมพันธ์ของพวกเขาลงด้วยใบมีด

“……อะไรนะ?”

ซังยอนตกตะลึงพร้อมกับกล่าวคำที่เธอพูดอีกครั้ง

“ห…หย่า”

“ใช่ หย่า”

ขณะที่ซังยอนกำลังสับสน มียุนแทบไม่แสดงอาการใดขณะที่เธอพูด แต่คำพูดเธอกลับผลักซังยอนจนมุม

“ท…ทำไมคุณมาพูดเรื่องแบบนี้ตอนนี้?”

ซังยอนลุกขึ้นยืนทันที  เขารู้สึกราวกับถูกผลักไปสุดกำแพงจากการทรยศของสหายและธุรกิจที่ล้มละลาย คำขอที่มียุนพูดออกมายิ่งซ้ำเติมให้เขารู้สึกตายทั้งเป็น

“นั่งลงเถอะ”

มียุนมองไปรอบข้างขณะที่เธอพูด เสียงตะโกนของซังยอนทำให้ลูกค้าคนอื่นหันมาสนใจ ส่วนหนึ่งมองด้วยความประหลาดใจ อีกส่วนหนึ่งจ้องมองทั้งคู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ถึงอย่างนั้นซังยอนไม่ได้สนใจสายตาคนรอบข้าง

เมื่อซังยอนไม่มีท่าทีที่จะนั่งลง มียุนถอนหายใจ เธอหยิบกระเป๋าพร้อมกับลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

“งั้นไปคุยกันข้างนอก”

เธอไม่แม้แต่จะหันหลังกลับพร้อมกับมุ่งหน้าไปทางประตูร้านกาแฟ ซังยอนมองตามหลังเธอด้วยสีหน้าว่างเปล่าราวกับว่าเขาพึ่งตื่นขึ้นมาจากฝัน เขารีบเดินตามเธออกจากร้านกาแฟไป

เหลือไว้เพียงแก้วกาแฟที่พร่องไปแล้วครึ่งหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะหน้าที่นั่งอันว่างเปล่า

* * *

พวกเขาทั้งสองมาถึงสวนสาธารณะ ดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงจ้าอยู่บนท้องฟ้าทำให้มีผู้คนไม่มากนัก แต่ยังพอมีคนวัยชราสักสอง สามคนเดินอยู่รอบสวน ซังยอนและมียุนเดินห่างออกมา

มียุนเผชิญหน้ากับซังยอน

สามีเธอดูสิ้นหวัง แต่ใบหน้าเขาเริ่มมีความหวังริบหรี่เมื่อได้มองหน้าเธอ พุงและริ้วรอยบนใบหน้าทำให้เขาดูเป็นชายวัยกลางคนอย่างสมบูรณ์แบบแต่ก็ยังพอหลงเหลือความเป็นตัวเองอยู่บ้าง ถึงกระนั้นเธอไม่ได้เศร้าสลดไปกับมัน มียุนทิ้งน้ำหนักขาของเธอไว้ข้างหนึ่งพร้อมกับมองหน้าสามี

“ฉันจะพูดมันแค่อีกครั้งเดียวนะ เราหย่ากันเถอะ”

อย่างที่คาดไว้เขาฟังไม่ผิด ซังยอนแสดงออกอย่างหมดหวัง

“มันกระทันหันเกินไป! หรือเป็นเพราะธุรกิจฉัน?”

“ใช่”

ซังยอนสงบปากลง มียุนไม่พูดอ้อมค้อม และคำพูดเธอแทงลึกเข้าไปในใจเขา เขาต้องการที่จะแก้ตัวบางอย่างแต่กลับไม่มีคำพูดใดที่จะพูดออกมาได้ เขารู้ดีว่ากำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบไหน

เขามีหนี้สินหลายล้านวอน มีคนเคยบอกไว้ว่าชีวิตคนเราสำคัญกว่าเงินเยอะแต่ในความจริงไม่มีใครคิดแบบนั้น โลกนี้คือค่านิยมแห่งวัตถุ เงินเป็นล้านล้านวอนสามารถตัดสินชีวิตคนได้เลยว่าจะอยู่หรือจะตาย.

จบบทที่ ตอนที่ 3 ราตรีอันมืดมิดบนดวงจันทร์โฉมใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว