- หน้าแรก
- อัครสาวกแห่งฝันร้าย
- บทที่ 30 ล่องเรือในสายหมอก
บทที่ 30 ล่องเรือในสายหมอก
บทที่ 30 ล่องเรือในสายหมอก
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย
ทั้งสองกลุ่มนั้นก็หาคุณชายสามเจอเหมือนกันงั้นเหรอ
ใบหน้าของซูถิงถิงไร้สีเลือด ร่างกายสั่นสะท้านไม่หยุด เธอหวาดกลัวอย่างยิ่ง กับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่หาคำอธิบายไม่ได้นี้ รวมถึงความเกรี้ยวกราดของหยางเซียวด้วย
เมื่อเผชิญกับความกลัว คนเราอาจจะทำสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ หยางเซียวรู้ตัวว่าไม่อาจขู่ให้เธอตกใจไปมากกว่านี้ได้แล้ว จึงค่อยๆ คลายมือออก ซูถิงถิงทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ริมฝีปากสั่นระริกพร่ำกล่าวคำขอโทษไม่หยุด ขอบตาก็เริ่มแดงก่ำ "ขอ...ขอโทษที ฉันแค่อยากจะรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ขอโทษนะ ฉันไม่รู้ว่ามันจะ..."
หยางเซียวปรายตามองไปที่ดงต้นอ้อ คุณชายสามยังคงอยู่ในสภาพแปลกประหลาดเหมือนเดิม นั่งหันหลังให้พวกเขา และส่งเสียงร้องไห้ประหลาดๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ค่อยๆ ย่อตัวลง และท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของซูถิงถิง เขาก็สวมกอดเธอเบาๆ "ไม่ต้องกลัวนะ ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจ ตอนนี้ใจเย็นๆ ก่อนเถอะ"
ยิ่งรีบร้อนก็ยิ่งรน ยิ่งรนก็ยิ่งพลาด หยางเซียวเข้าใจหลักการนี้ดี การทำให้ซูถิงถิงสงบสติอารมณ์ลงและไม่ทำเรื่องโง่ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้
รอจนกระทั่งซูถิงถิงเลิกสั่น หยางเซียวก็ประคองใบหน้าของเธอขึ้นมา สบตาเธอตรงๆ "ต่อจากนี้ไป คุณต้องฟังฉันทุกอย่าง ฉันจะรับผิดชอบพาคุณกลับบ้านเอง ตกลงไหม"
เมื่อได้ยินคำว่ากลับบ้าน ดวงตาที่หม่นหมองของซูถิงถิงก็ทอประกายขึ้นมาทันที เธอพยักหน้ารัวๆ เมื่อเทียบกับความรู้สึกห่างเหินที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ แล้ว หยางเซียวในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเทวดามาโปรดเลยทีเดียว
"ตกลง ฉันจะฟังคุณทุกอย่าง" ซูถิงถิงให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ "แล้วตอนนี้พวกเราจะเอายังไงกันดี ออกไปจากที่นี่ก่อนใช่ไหม"
หยางเซียวส่ายหน้า "ยังไม่ได้ คุณจำที่พ่อบ้านหลิวบอกได้ไหมว่านอกจากคุณชายสามที่หายตัวไปแล้ว ยังมีอะไรหายไปอีก"
ซูถิงถิงนึกออกทันที "ยังมีหุ่นกระดาษตัวแทนของคุณชายสามอีกสองตัว"
"ใช่ ฉันคิดว่าคุณชายสามที่พวกเราทั้งสามกลุ่มเจอ มีแค่ตัวเดียวเท่านั้นที่เป็นตัวจริง ส่วนอีกสองตัวที่เหลือเป็นหุ่นกระดาษปลอมตัวมา"
ส่วนที่เหลือคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ หากเผลอรับหุ่นกระดาษขึ้นเรือมาล่ะก็ คนบนเรือลำนั้นคงมีจุดจบที่ไม่สวยแน่
ซูถิงถิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามคำถามที่สำคัญที่สุด "แล้วคุณคิดว่าคุณชายสามคนนี้เป็นตัวจริงหรือตัวปลอมล่ะ"
"ไม่รู้สิ เขานั่งหันหลังให้เราแบบนี้ มองยาก" หยางเซียวสั่งให้ซูถิงถิงคอยเฝ้าโคมไฟกับธูปต่ออายุที่หัวเรือไว้ให้ดี ส่วนเขาก็ลุกขึ้นยืน ควบคุมไม้ค้ำถ่อ หวังจะเปลี่ยนทิศทางเพื่อดูโฉมหน้าที่แท้จริงของคุณชายสามคนนี้
เสียงไม้ค้ำถ่อกระทบน้ำไม่ได้ดึงดูดความสนใจของคุณชายสามเลยแม้แต่น้อย ซึ่งถือว่าแปลกมาก แต่เมื่อนึกถึงว่าคุณชายสามเสียสติไปแล้ว จุดนี้ก็คงนำมาใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินไม่ได้
แต่เมื่อเปลี่ยนทิศทางแล้ว หยางเซียวกับซูถิงถิงต่างก็ต้องเงียบงัน พวกเขายังคงมองหน้าคุณชายสามไม่ชัด เพราะท่าทางของคุณชายสามก็เปลี่ยนไปตามด้วย
ร่างทั้งร่างอยู่ในท่านั่งยองๆ ครึ่งตัว เอนเอียงไปมา แขนข้างหนึ่งยื่นเฉียงออกไป ส่วนแขนอีกข้างงอพับ แขนเสื้อที่กว้างใหญ่ตกลงมาปิดบังใบหน้าพอดี เสียงร้องไห้ที่น่าขนลุกดังลอดออกมาจากหลังแขนเสื้อเป็นระยะๆ
ภาพความคลุมเครือราวกับมีบางสิ่งปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งแบบนี้ เมื่อมาปรากฏอยู่ที่นี่ ไม่ได้ให้ความรู้สึกงดงามเลยสักนิด ในทางกลับกัน มันยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้หยางเซียวและซูถิงถิงมากยิ่งขึ้นไปอีก
หยางเซียวขยับไม้ค้ำถ่อ เรือค่อยๆ แล่นเข้าไปหาคุณชายสาม การกระทำนี้ทำให้ซูถิงถิงตกใจกลัวจนต้องมองหยางเซียวด้วยสายตาตื่นตระหนก
หยางเซียวส่งสายตาให้เธอสบายใจ ตอนนี้เขาก็แทบจะได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดังตึกตัก แต่เขาจำเป็นต้องเข้าไปใกล้ ไม่อย่างนั้นหากคุณชายสามคนนี้เป็นตัวจริงขึ้นมา ผลลัพธ์ที่ตามมาจะร้ายแรงมาก เผลอๆ อาจจะลากเรือของเพื่อนร่วมทีมอีกสองลำให้เดือดร้อนไปด้วย
เมื่อระยะห่างจากคุณชายสามเหลือเพียงสามสี่เมตร หยางเซียวก็รีบถอยเรือกลับทันที ความเร็วเร็วกว่าตอนมาตั้งหลายเท่า ซูถิงถิงอาจจะดูไม่ออก แต่เธอรู้ดีว่าหยางเซียวต้องพบเบาะแสบางอย่างที่ยืนยันได้แล้วว่าคุณชายสามคนนี้เป็นตัวปลอม
จนกระทั่งทิ้งระยะห่างออกมาไกล เงาของคุณชายสามหายลับไปในสายหมอกอย่างสมบูรณ์ หยางเซียวถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก และตอนนี้เองที่ซูถิงถิงเพิ่งจะเอ่ยปากถาม
"คุณชายสามคนนี้เป็นตัวปลอมงั้นเหรอ"
"อืม" หยางเซียวพยักหน้า
"คุณดูออกได้ยังไง"
"เมื่อกี้ตอนที่เรือเข้าไปใกล้ อาศัยแสงจากโคมไฟ ฉันมองเห็นเสื้อผ้าของเขาชัดขึ้น เสื้อผ้าของเขาแห้งสนิท ชายเสื้อก็แห้ง ลองคิดดูสิ คนบ้าเสียสติที่แอบขโมยเรือมากลางดึกจนมาโผล่กลางทะเลสาบแบบนี้ เป็นไปได้เหรอที่บนตัวจะไม่มีรอยน้ำกระเซ็นติดเลยสักหยดเดียว" หยางเซียวนั่งพิงขอบห้องโดยสารเรือ มือยังคงกำไม้ค้ำถ่อไว้แน่น "เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นของพรรค์นั้น"
ซูถิงถิงถึงบางอ้อ "หุ่นกระดาษเหรอ"
"ใช่ มีแต่หุ่นกระดาษเท่านั้นแหละที่กลัวน้ำ"
ในตอนนี้ซูถิงถิงอดรู้สึกโชคดีไม่ได้ที่ตัวเองได้อยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ชื่อฉู่ซีคนนี้ ช่างเป็นโชคดีในความโชคร้ายจริงๆ "คุณเก่งจังเลยนะ ดูไม่เหมือนเด็กใหม่เลยสักนิด"
"เด็กใหม่กับผู้เล่นเก่าความจริงก็ไม่ได้ต่างกันขนาดนั้นหรอก แค่คุณต้องหัดสังเกต และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง" หยางเซียวอารมณ์ดีพอที่จะแนะนำซูถิงถิงไปสองสามประโยค
"หืม" สายตาของซูถิงถิงชะงักไป จากนั้นก็ชี้ไปที่ด้านหลังของหยางเซียวด้วยสีหน้าดีใจ "ดูนั่นสิ มีคนมาแล้ว"
หยางเซียวรีบลุกขึ้นหันไปมอง ท่ามกลางหมอกหนาทึบ จุดแสงสีขาวลอยไปลอยมา ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้พวกเขา
เป็นโคมไฟสีขาวที่แขวนอยู่หน้าเรืออีกลำ หยางเซียวเดาว่าเรือลำอื่นคงเห็นโคมลอยสีแดงที่พวกเขาปล่อยขึ้นฟ้า ถึงได้รีบตามมา ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเรือลำไหน
"ขอให้เป็นพี่ควั่งกับพี่สวี่เถอะนะ" ใบหน้าของซูถิงถิงเต็มไปด้วยความคาดหวัง ในทะเลสาบอันกว้างใหญ่นี้ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการได้เจอเพื่อนร่วมทีมอีกแล้ว
เมื่อเรือทั้งสองลำขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ซูถิงถิงก็พอมองเห็นเงาคนสองคนยืนอยู่บนเรือฝั่งตรงข้ามลางๆ ทว่าในขณะเดียวกันนี้เอง หยางเซียวก็ตระหนักได้ถึงความผิดปกติ
เขากำไม้ค้ำถ่อแน่น พยายามเปลี่ยนทิศทางเรือ พร้อมกับออกคำสั่งซูถิงถิง "เร็วเข้า รีบไปดับโคมไฟของพวกเราเร็ว!"
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เรืออีกลำในสายหมอกก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เริ่มจากโคมไฟสีขาวใบใหญ่ที่โผล่พ้นหมอกออกมา ตามด้วยเรืออูเผิงที่ดูเหมือนกับลำที่พวกเขาเหยียบอยู่แทบจะทุกกระเบียดนิ้ว
แต่วินาทีนี้หัวใจของซูถิงถิงแทบจะหยุดเต้น เพราะคนสองคนที่ยืนอยู่บนเรือลำนั้นไม่ใช่เพื่อนร่วมทีมของพวกเขาเลย แต่เป็นบ่าวไพร่สองคน
ทั้งสองคนเปียกโชกไปทั้งตัว น้ำหยดแหมะๆ จากเส้นผม ราวกับเพิ่งถูกงมขึ้นมาจากน้ำ ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ คนที่ยืนอยู่หน้าสุดก็คือซุนอาเหมา บ่าวไพร่ที่เพิ่งจมน้ำตายไปเมื่อไม่นานมานี้เอง!
ซูถิงถิงยังจำชื่อนี้ได้ดี ก่อนหน้านี้ไม่นาน พวกเขาเกือบจะมีเรื่องกับคนในจวนก็เพราะการตายของคนคนนี้
ส่วนคนข้างหลังเห็นได้ชัดว่าตายมานานกว่ามาก ร่างกายทั้งร่างบวมอืดจากการแช่น้ำ ผิวหนังปริแตก ใบหน้าดูเละเทะจนจำไม่ได้
ศพทั้งสองยืนนิ่งเป็นท่อนไม้อยู่บนเรือ ไม่ไหวติง
ภายใต้การควบคุมของหยางเซียว เรือทั้งสองลำก็หลบพ้นกันได้อย่างหวุดหวิด นึกย้อนกลับไปก็อดเสียวสันหลังไม่ได้ หากช้าไปเพียงก้าวเดียว คงได้ชนกันเข้าเต็มเปา
หยางเซียวกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ในจังหวะที่เรือสองลำสวนกัน เขาเห็นชัดเจนเลยว่า เรือลำนั้นคือเรือของเพื่อนร่วมทีม ที่หัวเรือยังมีกระถางธูปวางอยู่ ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด มีดสั้นเล่มหนึ่งปักคาอยู่ที่ขอบหลังคาเรือ คราบเลือดบนนั้นยังเห็นได้ชัดเจน