- หน้าแรก
- ระบบปล้นอายุขัย: อัปเกรดสเตตัสไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 24 - รางวัลอัปเกรด! ได้รับวิชาต่อสู้ระดับสอง เพลงหมัดอัสนีบาต!
บทที่ 24 - รางวัลอัปเกรด! ได้รับวิชาต่อสู้ระดับสอง เพลงหมัดอัสนีบาต!
บทที่ 24 - รางวัลอัปเกรด! ได้รับวิชาต่อสู้ระดับสอง เพลงหมัดอัสนีบาต!
บทที่ 24 - รางวัลอัปเกรด! ได้รับวิชาต่อสู้ระดับสอง เพลงหมัดอัสนีบาต!
กู้เหมยกับซูจวิ้นยืนอยู่ใกล้กันมาก
บวกกับผู้หญิงรักสวยรักงามอย่างกู้เหมยมักจะฉีดน้ำหอมกลิ่นฉุน
ซูจวิ้นเพียงแค่ขยับจมูกเล็กน้อย
เขาก็ได้กลิ่นกุหลาบหอมหวนยวนใจลอยมาเตะจมูก
ถึงกู้เหมยจะเคยผ่านการมีลูกอย่างเสิ่นเวยมาแล้ว
แต่ก็ต้องยอมรับว่าเธอดูแลตัวเองได้ดีเยี่ยมจริงๆ
เรียวขาขาวยาวสวมทับด้วยถุงเท้าตาข่ายสีดำเข้าคู่กับชุดเดรสยาวและรองเท้าส้นสูงสีแดงปรี๊ด ดาเมจรุนแรงทะลุปรอท
แต่เพราะเรื่องของเสิ่นเวย
ซูจวิ้นจึงไม่ได้รู้สึกดีกับกู้เหมยเลยสักนิด
ตอนที่เขากับเสิ่นเวยคบกัน
ซูจวิ้นเคยได้ยินจากหลินเสี่ยวเจี้ยนว่ากู้เหมยมีอคติกับเด็กยากจนอย่างเขามาก
"ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ได้สนใจจะเข้าร่วมกับตระกูลของคุณเท่าไหร่"
ซูจวิ้นปฏิเสธคำชวนของกู้เหมยอย่างไร้เยื่อใย ทำเอากู้เหมยถึงกับชะงักและประหลาดใจ
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้
ทั้งลูกสาวที่เป็นดาวโรงเรียน บวกกับเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาววัยบริบูรณ์ที่เธอเพิ่งงัดออกมาใช้ กลับไม่สามารถมัดใจไอ้อ้านอิ่งคนนี้ได้งั้นเหรอ
"อ้านอิ่งจ๊ะ เธอจะไม่ลองเก็บไปคิดดูหน่อยจริงๆ เหรอ"
กู้เหมยยังคงไม่ยอมแพ้
เธอฉวยโอกาสขยับเข้าไปใกล้ซูจวิ้นอีกสองสามก้าว
ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนตอนนี้เหลือเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น
ไม่รู้ว่ากู้เหมยจงใจหรือไม่ได้ตั้งใจ เธอกลับก้มหน้าลงเล็กน้อย
คนจากตระกูลใหญ่รอบข้างเห็นภาพนั้นแล้วก็พากันก่นด่ากู้เหมยในใจว่าช่างไร้ยางอายสิ้นดี
แต่เพราะเกรงกลัวบารมีของเสิ่นเฉียงและภูมิหลังของตระกูลเสิ่น พวกเขาจึงได้แต่สงบปากสงบคำ
ฉินฮวนฮวนกับเสิ่นปิงเย่ในฐานะผู้หญิงด้วยกัน ย่อมมองลูกไม้ของกู้เหมยออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ทั้งสองสาวแอบมองบนกันเงียบๆ
"ไม่สนใจครับ"
ซูจวิ้นถอยหลังไปหนึ่งก้าวและปฏิเสธเสียงแข็ง
"เอาล่ะจ้ะ นี่นามบัตรของฉัน ถ้านายเปลี่ยนใจอยากจะมาร่วมงานกับตระกูลเสิ่นเมื่อไหร่ ก็โทรหาฉันได้ตลอดเวลาเลยนะจ๊ะ"
กู้เหมยรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ
แต่เธอก็ยังยิ้มพร้อมกับยื่นนามบัตรให้ ซูจวิ้นรับมาเก็บไว้ลวกๆ
เมื่อกู้เหมยเดินกรีดกรายจากไปบนรองเท้าส้นสูงสีแดง
คนจากตระกูลอื่นๆ ก็กรูกันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังหมายจะทาบทามซูจวิ้นอีกครั้ง
"ทุกท่านครับ ตอนนี้ผมยังไม่มีความคิดที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายไหนทั้งนั้น"
ซูจวิ้นมองฝูงชนที่แทบจะกลืนกินร่างเขาแล้วปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
การเข้าร่วมกับตระกูลของคนพวกนี้
อาจจะทำให้เขาได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนก็จริง
แต่มันก็ต้องแลกมากับการถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์มากมาย
บางตระกูลถึงขั้นยอมใช้สารพัดวิธีสกปรกเพื่อควบคุมคนเก่งๆ เอาไว้ใช้งาน
ไม่ว่าจะใช้สาวงามมาล่อลวง หรือแม้กระทั่งวางยา...
คนจากตระกูลเหล่านั้นยังคงอยากจะตื๊อต่อ แต่ฉินหมิงก็ก้าวออกมารับหน้าแทน
"ในเมื่ออ้านอิ่งไม่อยากเข้าร่วมกับฝ่ายไหน พวกคุณก็กลับไปเถอะ ที่นี่คือลานประลองอสูร...ลานประลองอสูรของตระกูลฉิน!"
ประโยคสุดท้ายของฉินหมิงแฝงแววตักเตือนอย่างชัดเจน
แม้คนพวกนั้นจะไม่เต็มใจ แต่ก็รู้รักษาตัวรอด พวกเขาจำใจเดินออกจากลานประลองอสูรไปโดยที่หันกลับมามองด้วยความเสียดายตลอดทาง
"อ้านอิ่ง ยินดีที่ได้รู้จักนะ แล้วก็ดีใจมากที่ได้เห็นสถิติชนะรวดเป็นครั้งแรกตั้งแต่เปิดลานประลองแห่งนี้มา!"
ฉินหมิงผู้เป็นถึงยอดฝีมือระดับกลางยอมลดตัวลงมาทักทาย แถมยังเป็นฝ่ายยื่นมือขวาออกไปก่อนด้วย
พนักงานรอบข้างเห็นท่าทางของผู้ดูแลลานประลองที่ปกติเอาแต่ตีหน้าขรึมไม่ยอมยิ้มแย้มก็แอบตกใจอยู่เงียบๆ
แต่พอนึกถึงผลงานอันเหนือชั้นของซูจวิ้น พวกเขาก็พอจะเข้าใจได้
"คุณฉิน ผมก็ยินดีที่ได้รู้จักครับ ว่าแต่รางวัลของผมนี่จะได้เลยไหมครับ"
ซูจวิ้นจับมือทักทายตามมารยาทก่อนจะเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ
"ไม่มีปัญหา! ก่อนหน้านี้ตั้งกฎไว้ว่าชนะรวดสิบครั้งได้วิชาต่อสู้ระดับหนึ่งหนึ่งวิชา
ชนะรวดยี่สิบครั้งได้วิชาต่อสู้กึ่งระดับสองหนึ่งวิชา
แต่หกตาหลังสุดนายนี่เล่นรับมือกับอสูรตาละสามตัวรวดเลยนี่นา
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน
ฉันขอตัดสินใจเอง อัปเกรดรางวัลจากวิชาต่อสู้กึ่งระดับสองเป็นวิชาต่อสู้ระดับสองไปเลย!"
ในฐานะกำลังหลักของตระกูลฉิน ฉินหมิงย่อมมีอำนาจตัดสินใจเรื่องแค่นี้สบายมาก
เหล่าพนักงานต่างส่งสายตาอิจฉาตาร้อนไปให้ซูจวิ้น
ซูจวิ้นเองก็ประหลาดใจไม่น้อย
แม้วิชาต่อสู้กึ่งระดับสองกับระดับสองจะต่างกันแค่คำว่า กึ่ง คำเดียว
แต่ไม่ว่าจะเป็นอานุภาพหรือราคา มันต่างกันลิบลับเกินเท่าตัวเลยทีเดียว
ตามที่เขารู้มา
ราคาขายของวิชาต่อสู้ระดับสองพุ่งสูงปรี๊ดเกินเก้าล้านหยวนเข้าไปแล้ว
"ขอบคุณมากครับคุณฉิน"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอก นายสมควรได้รับมันแล้ว ฮวนฮวน เดี๋ยวอาไปหยิบวิชาต่อสู้มาให้อ้านอิ่งก่อนนะ หลานก็คุยกับเขาไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน"
ฉินหมิงขยิบตาให้ฉินฮวนฮวนอย่างมีเลศนัย ทำเอาฉินฮวนฮวนถึงกับชะงัก
นี่มันบังคับกลายๆ ให้เธอใช้มารยาหญิงแบบกู้เหมยชัดๆ!
"สวัสดีจ้ะอ้านอิ่ง ฉันชื่อฉินฮวนฮวน จากตระกูลฉินนะ"
ฉินฮวนฮวนก้าวออกมาโบกมือทักทายซูจวิ้น
"ไง"
ซูจวิ้นทักทายกลับสั้นๆ แล้วก็ปิดปากเงียบ ทำเอาฉินฮวนฮวนถึงกับทำตัวไม่ถูก
ปกติเวลาอยู่โรงเรียนมัธยมหนึ่ง มีแต่พวกผู้ชายคอยมารุมล้อมหน้าล้อมหลังเธอเต็มไปหมด
แต่ไอ้อ้านอิ่งตรงหน้านี่กลับทำท่าเหมือนไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด
หรือว่าเธอสวยไม่พอ
หุ่นไม่เซ็กซี่พอเร้าใจงั้นเหรอ
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉินฮวนฮวนเริ่มคลางแคลงใจในเสน่ห์ของตัวเอง
"อ้านอิ่ง นายไม่ใช่คนเมืองไคโจวใช่ไหม"
"ความลับ"
ซูจวิ้นยึดคติพูดน้อยต่อยหนัก ป้องกันการเผยพิรุธ จึงไม่อยากตอบอะไรมากนัก
แต่แม่สาวฉินฮวนฮวนคนนี้ดื้อรั้นเอาเรื่อง ยิ่งซูจวิ้นไม่อยากพูด เธอก็ยิ่งเซ้าซี้จะถามให้ได้
ส่วนเสิ่นปิงเย่ที่ยืนอยู่ข้างๆ จับจ้องมองซูจวิ้นภายใต้หน้ากากและได้ยินเสียงของเขา คิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เธอรู้สึกว่าคนตรงหน้ามีส่วนคล้ายกับคนที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันอย่างประหลาด
แต่เพียงพริบตาเสิ่นปิงเย่ก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไป
หมอนั่นมีค่าปราณโลหิตต่ำเตี้ยเรี่ยดินจะตาย
แต่อ้านอิ่งตรงหน้านี้มีค่าปราณโลหิตอย่างน้อยๆ ก็สองร้อยกว่าเข้าไปแล้ว
แถมดีไม่ดีอาจจะเฉียดสี่ร้อยด้วยซ้ำ!
"นี่ๆ อ้านอิ่ง ชาตินี้นายพูดเป็นแค่คำว่า ความลับ คำเดียวหรือไง"
ในที่สุด
เมื่อซูจวิ้นตอบกลับมาว่าความลับอีกครั้ง ฉินฮวนฮวนก็โกรธจนเต้นเร่าๆ
ไอ้อ้านอิ่งตรงหน้านี้คือผู้ชายที่เกิดมาแล้วหักหน้าเธอมากที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในชีวิตเลย
พนักงานรอบข้างเห็นฉินฮวนฮวนหน้าแตกเป็นครั้งแรกก็พากันแอบซี๊ดปาก
"ความลับ!"
เจอฉินฮวนฮวนที่กำลังจะสติแตก ซูจวิ้นก็ยังคงพ่นคำเดิมออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อได้ยินคำนี้ซ้ำอีกรอบ ฉินฮวนฮวนก็แทบจะประสาทแดก
ทำไมถึงได้มีไอ้บ้ากวนประสาทขนาดนี้อยู่บนโลกด้วยเนี่ย
ในจังหวะที่ฉินฮวนฮวนกำลังจะปรี๊ดแตก เสิ่นปิงเย่ก็ยื่นมือมาตบไหล่เธอเบาๆ
"ฮวนฮวน เลิกซักไซ้ประวัติของอ้านอิ่งได้แล้ว ดูสิว่าเขาไม่อยากจะบอก"
"ก็ได้..."
ฉินฮวนฮวนเบ้ปากอย่างขัดใจ
"จริงสิ ปิงเย่ การประลองของเราสองคนยังไม่รู้ผลแพ้ชนะเลยนี่นา
แต่ฉันก็ยังยินดีจะยกวิชาต่อสู้กับวิชาลมปราณให้นะ
เธอจะได้เอาไปให้ซูจวิ้นที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกันไงล่ะ!"
พูดจบฉินฮวนฮวนก็ส่งสายตาล้อเลียนไปให้
ความลุกลี้ลุกลนสายหนึ่งพาดผ่านก้นบึ้งดวงตาของเสิ่นปิงเย่
แต่เพียงชั่วพริบตาเธอก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาไร้ความรู้สึกได้ตามปกติ
"ฮวนฮวน เธอพูดเรื่องอะไรน่ะ ฉันฟังไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย
ที่ฉันเสนอให้มีของรางวัลเดิมพันก็เพื่อความสนุกตื่นเต้นของการประลองล้วนๆ ต่างหาก"
ฉินฮวนฮวนส่ายหน้าดิก เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำพูดของเสิ่นปิงเย่เลยสักนิด
ส่วนซูจวิ้นที่สวมหน้ากากอยู่ข้างๆ พอได้ยินบทสนทนานี้ก็ถึงกับชะงัก
รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างมีเลศนัย
ดูท่าพี่สาวแสนเย็นชาเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นคนนี้ จะไม่ได้เย็นชาใส่เขาสักเท่าไหร่นะเนี่ย...
จังหวะนั้นเอง ฉินหมิงก็เดินกลับมา
ในมือของเขามีตำราโบราณเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเล่ม
บนหน้าปกเขียนด้วยลายมือตวัดตวัดอันทรงพลังว่า เพลงหมัดอัสนีบาต!
"อ้านอิ่ง นี่คือวิชาต่อสู้ระดับสอง เพลงหมัดอัสนีบาต
ถ้าปล่อยหมัดแล้วมีประกายสายฟ้าปรากฏขึ้นสามสายถือว่าบรรลุขั้นเชี่ยวชาญ หกสายคือขั้นสมบูรณ์ และเก้าสายคือขั้นบรรลุสูงสุด!"
"ขอบคุณมากครับ"
ซูจวิ้นรับตำราโบราณมาจากมือฉินหมิงด้วยความยินดี
หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามประโยค เขาก็ขอตัวเดินออกจากลานประลองอสูรไป
คล้อยหลังเขาไป
ฉินหมิงก็รีบหันไปถามฉินฮวนฮวนด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที "ฮวนฮวน หลานกับอ้านอิ่งได้แลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้หรือเปล่า หรือว่าได้แอดวีแชตกันไว้บ้างไหม"
[จบแล้ว]