- หน้าแรก
- ระบบปล้นอายุขัย: อัปเกรดสเตตัสไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 23 - ทุบสถิติชนะรวดยี่สิบครั้ง! แม่ของเสิ่นเวยออกหน้าทาบทามซูจวิ้น?
บทที่ 23 - ทุบสถิติชนะรวดยี่สิบครั้ง! แม่ของเสิ่นเวยออกหน้าทาบทามซูจวิ้น?
บทที่ 23 - ทุบสถิติชนะรวดยี่สิบครั้ง! แม่ของเสิ่นเวยออกหน้าทาบทามซูจวิ้น?
บทที่ 23 - ทุบสถิติชนะรวดยี่สิบครั้ง! แม่ของเสิ่นเวยออกหน้าทาบทามซูจวิ้น?
ผู้ชมรอบลานประลองต่างพากันหน้ากระตุกเมื่อได้ยินคำขอร้องของซูจวิ้น
"เมื่อกี้ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า"
"ไอ้คนที่ชื่ออ้านอิ่งนั่นมันขอท้าสู้อสูรสามตัวพร้อมกันเนี่ยนะ มันไม่รู้จักเหนื่อยบ้างหรือไง"
"ไอ้อ้านอิ่งนี่มันหลุดมาจากขุมไหนกันเนี่ย"
"หรือว่ามันจะเป็นคนที่มาจากเมืองใหญ่อื่นๆ ในเขตฐานทัพเจียงหลินกันแน่"
"ก็มีความเป็นไปได้สูงนะ!"
ผู้ชมหลายคนเริ่มปักใจเชื่อว่าซูจวิ้นไม่ใช่ผู้ฝึกตนในเมืองไคโจว แต่มาจากเมืองใหญ่อื่นๆ เสียมากกว่า เพราะเรื่องทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต
เสิ่นปิงเย่กับฉินฮวนฮวนเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน ทั้งสองสาวสบตากันและมีความคิดตรงกับผู้ชมส่วนใหญ่ ว่าซูจวิ้นน่าจะเป็นคนจากเมืองใหญ่ เพราะในเมืองไคโจวยังไม่มีอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนไหนที่เก่งกาจถึงขั้นนี้
"อ้านอิ่ง นายแน่ใจนะ"
ฉินหมิงถึงกับชะงักอึ้งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำขอของซูจวิ้น
ตั้งแต่เปิดลานประลองอสูรมา ยังไม่เคยมีใครหน้าไหนบ้าบิ่นถึงขั้นขอเพิ่มระดับความยากให้ตัวเองมาก่อนเลย มีแต่พวกผู้เข้าแข่งขันที่แทบจะกราบกรานขอให้ระดับความยากลดลง ปล่อยอสูรอ่อนๆ หรือไม่ก็ปล่อยอสูรให้ช้าลงหน่อยทั้งนั้น
"แน่ใจครับ!"
ซูจวิ้นพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
ฉินหมิงหันไปมองเจ้าหน้าที่รอบข้าง "ปล่อยอสูรสามตัวขึ้นไปบนเวทีพร้อมกันเลย!"
"ครับผม!"
สั่งการเสร็จ ฉินหมิงก็หันกลับมามองซูจวิ้นอีกครั้ง
"อ้านอิ่ง งั้นฉันขอปรับเปลี่ยนกฎพิเศษสำหรับนายสักหน่อยก็แล้วกัน ถ้านายสามารถเอาชนะหรือสังหารอสูรสามตัวนี้ได้ สถิติการชนะของนายจะบวกเพิ่มทีเดียวสามครั้งเลย!"
บรรดาผู้ชมต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย นี่แหละถึงจะเรียกว่ายุติธรรม
แต่ก็มีผู้ชมบางส่วนมองว่าควรจะบวกสถิติชนะรวดเพิ่มให้เป็นสี่ครั้งไปเลย เพราะความยากในการรับมือกับอสูรสามตัวพร้อมกันนั้น มันมหาโหดกว่าการสู้กับอสูรทีละตัวสามครั้งติดกันตั้งเยอะ
"ขอบคุณหัวหน้าฉินที่หวังดีครับ แต่บวกสถิติให้ผมแค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว!"
ซูจวิ้นปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
ตอนนี้สถิติชนะรวดของเขาอยู่ที่สิบสี่ครั้ง หากทำตามที่ฉินหมิงบอก เขาแค่ฆ่าอสูรอีกหกตัวก็จะได้สถิติชนะรวดครบยี่สิบครั้งตามเป้าหมาย
แต่ซูจวิ้นกระหายที่จะเชือดอสูรให้ได้มากที่สุดต่างหาก เพื่อฟาร์มอายุขัย นำไปอัปเกรดค่าปราณโลหิต และเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเอง
สิ้นคำพูดของซูจวิ้น ทุกคนในที่นั้นต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันว่าไอ้หมอนี่มันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ มีใครที่ไหนเขาหาเหาใส่หัว เพิ่มความลำบากให้ตัวเองแบบนี้กันบ้าง
แม้แต่ฉินฮวนฮวนและเสิ่นปิงเย่ สองเทพธิดาผู้เจนโลกก็ยังตกตะลึงกับคำพูดของซูจวิ้น
หรือว่าไอ้อ้านอิ่งนี่จะเป็นพวกคลั่งการต่อสู้เข้าไส้
หลังจากยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ฉินหมิงก็ตบราวระเบียงตรงหน้าฉาดใหญ่
"เยี่ยม! ใจเด็ดมาก! เพื่อนอย่างนายอ้านอิ่ง ฉันฉินหมิงขอคบไว้เป็นสหายเลย!"
ซูจวิ้นแย้มยิ้มบางๆ บนเวทีเบื้องหน้าเขาพลันปรากฏร่างของอสูรกลายพันธุ์สามตัวโผล่ขึ้นมาพร้อมกัน
พวกมันคือ หมาป่าวายุดำ หมีสีน้ำตาลยักษ์ และงูหงอนไก่
โฮก! ฟ่อ!
ทันทีที่ปรากฏตัว อสูรทั้งสามก็พุ่งเข้าล้อมกรอบโจมตีซูจวิ้นจากสามทิศทางที่รับมือได้ยากลำบาก
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ซูจวิ้นเป็นตาเดียว อ้านอิ่งต้องเผชิญหน้ากับอสูรระดับผู้ฝึกตนขั้นกลางถึงสามตัวพร้อมกัน เขาจะเอาชีวิตรอดไปได้ไหม
เสิ่นปิงเย่และฉินฮวนฮวนเองก็จดจ้องซูจวิ้นไม่วางตา
ซูจวิ้นปลดปล่อยจิตสังหารอันร้อนแรง เขาอัดหมัดเข้าใส่หมาป่าวายุดำที่พุ่งเข้ามากระชั้นชิดที่สุดสุดแรงเกิด
ตูม! หัวของหมาป่าวายุดำแหลกกระจุยไม่มีชิ้นดี!
ตามด้วยหัวของงูหงอนไก่ที่โดนทุบจนแบนแต๊ดแต๋ติดพื้น
อายุขัย +320!
อายุขัย +320!
"โฮก..."
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ตายสยองต่อหน้าต่อตา หมีสีน้ำตาลยักษ์ก็ส่งเสียงร้องคำรามด้วยความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ และเตรียมจะหันหลังวิ่งหนี
ในสายตาของมัน มนุษย์ตรงหน้าช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทั้งที่ระดับความแข็งแกร่งก็พอๆ กันแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้โหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้
"คิดจะหนีงั้นเหรอ กลับมานี่เลย!"
แต่ในสายตาของซูจวิ้น หมีสีน้ำตาลยักษ์ไม่ใช่แค่อสูรกลายพันธุ์ แต่มันคือขุมทรัพย์อายุขัยและค่าปราณโลหิตที่กำลังเดินได้ต่างหาก!
ในจังหวะที่หมีสีน้ำตาลยักษ์กำลังจะกระโจนหนีลงจากเวที ซูจวิ้นก็พุ่งเข้าไปซัดหมัดปลิดชีพมันได้ทันควัน
อายุขัย +320!
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งลานประลองอสูรอีกครั้ง
อสูรสามตัวรุมล้อมโจมตีซูจวิ้น แต่กลับถูกฆ่าตายในพริบตางั้นเหรอ
ความแข็งแกร่งของซูจวิ้นทะลุขีดจำกัดของคำว่าน่ากลัวไปไกลแล้ว
ฉินหมิงมองซูจวิ้นบนเวทีด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความตกตะลึงและชื่นชมอย่างสุดซึ้ง
เสิ่นปิงเย่กับฉินฮวนฮวนสบตากัน ทั้งคู่ต่างมองเห็นแววตาฝาดเฝื่อนของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
เดิมทีพวกเธอคิดว่าการประลองในวันนี้ พวกเธอสองคนจะกลายเป็นดาวเด่นของงานเสียอีก แต่กลับกลายเป็นว่าจุดสนใจทั้งหมดไปตกอยู่ที่ไอ้คนใช้ชื่ออ้านอิ่งคนนี้แทน ปล่อยให้สองเทพธิดาแห่งทำเนียบยอดฝีมือเมืองไคโจวอย่างพวกเธอต้องกลายเป็นแค่ไม้ประดับไปโดยปริยาย
ไม่นานนัก
เสิ่นปิงเย่และฉินฮวนฮวนก็ทนรับมือไม่ไหวและพ่ายแพ้ไปในที่สุด สถิติชนะรวดของทั้งคู่หยุดอยู่ที่สิบเจ็ดครั้ง
สายตาของทั้งสองสาวจับจ้องไปที่เวทีหมายเลขสามสิบหก
ตูม! หมัดเดียวของซูจวิ้นสังหารหมาไนตาขาวตัวสุดท้ายลงได้อย่างเด็ดขาด เขาคว้าชัยชนะรวดครบยี่สิบครั้ง ทุบสถิติใหม่ของลานประลองอสูรได้สำเร็จ!
แถมการประลองหกครั้งสุดท้ายของเขายังโหดหินสุดๆ เพราะเขาต้องเจอกับอสูรตาละสามตัวรวดทุกครั้ง!
【ชื่อ: ซูจวิ้น】
【ระดับ: ผู้ฝึกตนระดับกลาง】
【พรสวรรค์: ไม่มี】
【ปราณโลหิต: 250】
【วิชาลมปราณ: พยัคฆ์กระเรียนคู่ (ขั้นสมบูรณ์)】
【วิชาต่อสู้: ไม่มี】
【อาวุธ: สนับมือโลหะผสมระดับ D】
【อายุขัย: 9920】
อายุขัย 9920 แต้ม!
เมื่อซูจวิ้นเห็นตัวเลขในช่องอายุขัย รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
การมาเยือนลานประลองอสูรในครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่าเกินคุ้มจริงๆ
และอีกสิ่งที่เขาค้นพบก็คือ ขีดจำกัดทางร่างกายของเขานั้นสูงเอามากๆ กว่าเหงื่อเม็ดแรกจะซึมออกมาตามไรผมก็ปาเข้าไปตาที่ยี่สิบแล้ว
"หัวหน้าฉิน ผมยังสู้ต่อไหว ปล่อยอสูรขึ้นมาอีกได้เลย!"
ผู้ชมรอบข้างถึงกับช็อกจนพูดไม่ออก นี่มันยังเป็นคนอยู่หรือเปล่าเนี่ย
ฉินหมิงมุมปากกระตุกยิกๆ "อ้านอิ่ง อสูรระดับหนึ่งของลานประลองถูกนายจัดการเกลี้ยงหมดแล้ว..."
หมดแล้วเหรอ
ซูจวิ้นชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะนึกเสียดายอยู่ในใจ
ส่วนเรื่องที่จะไปท้าสู้อสูรระดับสองน่ะเหรอ ซูจวิ้นไม่เคยมีความคิดบ้าๆ แบบนั้นอยู่ในหัวเลย
อสูรระดับสองมีพลังเทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์ ซึ่งแข็งแกร่งกว่าอสูรระดับหนึ่งหลายเท่าตัวนัก แม้ซูจวิ้นจะมั่นใจในฝีมือตัวเอง แต่เขาก็รู้ตัวดีว่ายังไม่แกร่งพอที่จะไปต่อกรกับอสูรระดับสองได้หรอก
"สวัสดีครับคุณอ้านอิ่ง พวกเรามาจากตระกูลเฉิน สนใจจะมาร่วมงานกับตระกูลของเราไหมครับ"
"อย่าไปอยู่กับพวกตระกูลเฉินเลย มาอยู่กับตระกูลหลี่ของเราดีกว่า!"
"ไร้สาระน่า! ตระกูลหลินของเราสิเจ๋งกว่าเยอะ!"
ตัวแทนจากตระกูลใหญ่ในเมืองไคโจวต่างพากันกรูเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลังซูจวิ้น พร้อมใจกันยื่นข้อเสนอทาบทามเขาเข้าตระกูล
และในจังหวะนั้นเอง หญิงสาววัยกลางคนในชุดเดรสยาวสวมถุงเท้าตาข่ายสีดำและรองเท้าส้นสูงสีแดงปรี๊ด ก็เดินกรีดกรายเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าซูจวิ้น
"สวัสดีจ้ะอ้านอิ่ง ฉันชื่อกู้เหมย เป็นหัวหน้านักวิจัยของสถาบันวิจัยเมืองไคโจว สนใจจะมาร่วมงานกับตระกูลเสิ่นของเราไหมจ๊ะ สามีฉันเสิ่นเฉียง เป็นถึงหัวหน้าสำนักงานสมาคมการต่อสู้เมืองไคโจวเชียวนะ ส่วนลูกสาวของฉัน เสิ่นเวย เธอก็เป็นดาวโรงเรียนมัธยมหกด้วย พวกเธอน่าจะทำความรู้จักกันไว้นะจ๊ะ"
ริมฝีปากที่แต้มด้วยลิปสติกสีแดงสด ประกอบกับเรือนผมยาวดัดลอนใหญ่เป็นคลื่น ยิ่งขับเน้นให้กู้เหมยดูมีเสน่ห์เย้ายวนใจเกินต้านทาน
บรรดาเฒ่าหัวงูในบริเวณนั้นต่างพากันลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก
แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปสานสัมพันธ์ด้วย เพราะรู้ดีว่าเบื้องหลังของเสิ่นเฉียงผู้เป็นสามี รวมถึงอิทธิพลของตระกูลเสิ่นนั้นยิ่งใหญ่คับฟ้าแค่ไหน
หืม
ผู้หญิงสวยสะพรั่งคนนี้คือแม่ของเสิ่นเวยงั้นเหรอ
ซูจวิ้นแอบประหลาดใจอยู่ลึกๆ
มุมปากภายใต้หน้ากากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน
เสิ่นเวยทำเป็นหยิ่งผยองไม่เห็นหัวเขา แต่แม่ของเธอติดสอยห้อยตามมาทาบทามเขากลับตระกูลถึงที่ ช่างน่าขันเสียนี่กระไร!
"อ้านอิ่งจ๊ะ ลูกสาวฉันเสิ่นเวยสวยมากๆ เลยนะ แล้วเธอก็ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกันด้วย ฉันเชื่อว่าถ้าเธอมาอยู่กับตระกูลเรา เธอสองคนจะต้องมีเรื่องให้คุยกันถูกคอแน่ๆ"
กู้เหมยขยับก้าวเข้าไปใกล้ซูจวิ้นอีกนิด พร้อมกับใช้มือเสยผมลอนสลวยเบาๆ รอยยิ้มยั่วยวนผุดขึ้นบนใบหน้าสวยเฉี่ยว
คนจากตระกูลอื่นๆ รอบข้างต่างพากันก่นด่ากู้เหมยในใจว่าช่างต่ำทรามและหน้าไม่อายสิ้นดี!
นึกไม่ถึงเลยว่าจะใช้ทั้งลูกสาวที่เป็นถึงดาวโรงเรียน แถมยังงัดเอามารยาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของหญิงสาววัยบริบูรณ์มาเย้ายวนอ้านอิ่งแบบนี้
[จบแล้ว]