เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 62 ใกล้ดับสูญ เถาวัลย์อเวจีอัสนีคำรามผู้สมัครใจสังเวยตน

ตอนที่ 62 ใกล้ดับสูญ เถาวัลย์อเวจีอัสนีคำรามผู้สมัครใจสังเวยตน

ตอนที่ 62 ใกล้ดับสูญ เถาวัลย์อเวจีอัสนีคำรามผู้สมัครใจสังเวยตน


ลึกเข้าไปในสุดของหุบเขาสายฟ้า เถาวัลย์อสนีบาตที่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังท้องฟ้ากำลังปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว

เถาวัลย์นับไม่ถ้วนที่ขาดสะบั้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับคมดาบ ทว่าเพียงพริบตาเดียวพวกมันกลับถูกเศษเสี้ยวพลังของทัณฑ์สายฟ้าอันน่าหวาดหวั่นผ่าจนกลายเป็นเถ้าธุลี บนหนึ่งในเถาวัลย์ที่หนาที่สุด ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึงหลายเมตร ปรากฏใบหน้าของมนุษย์ที่มีอวัยวะครบถ้วน แววตาของมันเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและไม่ยินยอม

"ข้าเติบใหญ่ด้วยสายฟ้าและต้องพ่ายแพ้ด้วยสายฟ้า ช่างน่าเศร้าและน่าสมเพชยิ่งนัก!"

"ลิ้มรสสายฟ้ามาทั่วหล้า ทว่ากลับไม่รู้เลยว่าทัณฑ์สายฟ้าสองแสนปีนี้จะเป็นเช่นไร"

"เข้ามาเลย!"

หลังจากรำพึงรำพันเพียงสั้นๆ เถาวัลย์อเวจีอัสนีคำรามก็ชิงเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน เถาวัลย์พุ่งทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆราวกับคมอาวุธ พร้อมกับเสียงสายฟ้าฟาดดังสนั่นหวั่นไหว การปะทะกันระหว่างทั้งสองก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ

ทั่วทั้งป่าซิงโต่ว หรืออาจกล่าวได้ว่าแม้แต่ภายนอกป่าซิงโต่ว ล้วนถูกดึงดูดด้วยทัณฑ์สายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวนี้

ภายในโรงเตี๊ยม วิญญาจารย์ระดับล่างจำนวนมากที่เดินทางมาล่าสัตว์วิญญาณต่างพากันหลบหนีไปในยามวิกาล ภายใต้แรงกดดันอันน่าขนลุกนี้ แค่จะเงยหน้าขึ้นมองยังถือเป็นเรื่องยากลำบาก ราวกับว่าพวกเขากำลังถูกจับจ้องโดยตัวตนต้องห้ามอันสูงสุด

...ราวกับเทพเจ้า

ที่ขอบนอกสุดของหุบเขาสายฟ้า มีม้าเทวะสีทองแดงตัวหนึ่งกำลังจับจ้องทุกสิ่ง บนหลังของมันมีปีกสีทองสามคู่ที่ดูศักดิ์สิทธิ์และเจิดจรัส ทุกย่างก้าวของมันล้วนบังเกิดเปลวเพลิง มันเอ่ยออกมาเป็นภาษามนุษย์อย่างช้าๆ

"เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย ทั้งที่ยอมถอยสักก้าว ท้องฟ้าและมหาสมุทรก็เปิดกว้างแล้วแท้ๆ"

พวกเย่เฉินเหาะเหินอยู่กลางอากาศแต่เนิ่นๆ เฝ้ามองเถาวัลย์สีน้ำเงินทองอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตบนท้องฟ้า ที่ถูกแสงอสนีบาตสาดส่องจนกลายเป็นเถ้าธุลีครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังคงดิ้นรนพุ่งทะยานขึ้นไปใหม่อย่างสุดกำลัง

"เปรี้ยง!"

เสียงฟ้าร้องดังกัมปนาท สายฟ้าเส้นเขื่องราวกับขุนเขาผ่าฟาดลงมาอย่างเกรี้ยวกราด แฝงไว้ด้วยเทวานุภาพอันแข็งแกร่งไร้ที่เปรียบ ในที่ห่างไกลออกไป ทุกอย่างหยุดนิ่งลงชั่วขณะ

แต่ในวินาทีต่อมา!

เถาวัลย์จำนวนมหาศาลก็พุ่งทะยานขึ้นสู่แผ่นฟ้า เสียงสายฟ้าฟาดและเสียงอสนีบาตสีทองดังระงมไม่ขาดสาย

"ป่าอสนีบาตสีคราม!"

"นรกสายฟ้า!"

ชั่วพริบตาเดียว สายฟ้านับไม่ถ้วนที่มากพอจะบดขยี้แม้แต่ยอดฝีมือระดับวิญญาณพรหมยุทธ์ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ หมายจะกักขังทัณฑ์สายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวนั้นไว้ด้านใน

เชียนเริ่นเสวี่ยตกตะลึงไปนานแล้ว อานุภาพที่น่าหวั่นเกรงเช่นนี้ ไม่ด้อยไปกว่าราชทินนามพรหมยุทธ์ระดับ 97 หรือ 98 เลยแม้แต่น้อย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเทวานุภาพอันเกรียงไกรนั้น นางรู้สึกเพียงว่าเรี่ยวแรงในกายเหือดหายไปจนหมดสิ้น

"เย่เฉิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น?"

เย่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รูปลักษณ์และทักษะของเถาวัลย์เหล่านี้ ตรงกับเถาวัลย์อเวจีอัสนีคำรามที่บันทึกไว้ในตำราโบราณทุกประการ ส่วนพลังแห่งทัณฑ์สายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวนี้ เย่เฉินนึกถึงความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว นั่นคือทัณฑ์สวรรค์ของสัตว์ร้าย

"ข้าพอจะเดาออกแล้ว น่าจะเป็นวงแหวนวิญญาณแสนปีกำลังเผชิญหน้ากับทัณฑ์สัตว์ร้ายน่ะ"

"สัตว์ร้ายคืออะไรหรือ? แล้วเหตุใดพวกมันจึงต้องเผชิญกับทัณฑ์สายฟ้าด้วยเล่า?" เชียนเริ่นเสวี่ยเอ่ยถามต่อ อย่างไรเสีย ในยุคสมัยนี้ก็ยังไม่มีการกล่าวขานถึงตัวตนของสัตว์ร้าย

"สิ่งที่เรียกว่าสัตว์ร้าย ก็คือสุดยอดสัตว์วิญญาณที่มีอายุบำเพ็ญเพียรเกินสองแสนปี เมื่ออายุครบหนึ่งแสนปี พวกมันจำเป็นต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์ ซึ่งสัตว์วิญญาณส่วนใหญ่ที่ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ล้วนมีสายเลือดที่แข็งแกร่ง จึงไม่ค่อยมีปัญหาอันใด ทว่าหากจะบำเพ็ญเพียรต่อไปจนถึงระดับสองแสนปี ก็ต้องเผชิญกับปัญหาต่อไป นั่นคือทัณฑ์สายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวที่จะมาเยือนในทุกๆ แสนปี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยันต์เร่งมรณะก็ไม่ปาน

กล่าวได้ว่า สัตว์วิญญาณแสนปีที่ต้องเผชิญกับทัณฑ์สัตว์ร้าย ร้อยละเก้าสิบเก้าล้วนต้องตกตาย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดสัตว์วิญญาณแสนปีบางตัวถึงยอมจำแลงกายเป็นมนุษย์ แล้วก้าวเข้าสู่โลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยอันตรายเพื่อเดิมพันกับอนาคต ดีกว่าต้องทนเผชิญหน้ากับทัณฑ์สายฟ้า"

เชียนเริ่นเสวี่ยฟังอย่างใจจดใจจ่อ เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นความรู้ที่สำนักวิญญาณยุทธ์ไม่เคยมีบันทึกเอาไว้เลย

"แล้วตอนนี้พวกเราต้องทำอย่างไร? มันจะส่งผลกระทบต่อการล่าวงแหวนวิญญาณของพวกเราหรือไม่?"

"ไม่หรอก เพราะเป้าหมายที่ข้าเลือก ก็คือตัวที่กำลังเผชิญทัณฑ์สวรรค์อยู่นั่นแหละ"

"อะไรนะ! เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าต้องการดูดซับวงแหวนวิญญาณของสัตว์ร้ายอายุสองแสนปีนั่นงั้นหรือ?"

"ย่อมเป็นเช่นนั้น ร่างต้นของเถาวัลย์นั่นมีชื่อว่าเถาวัลย์อเวจีอัสนีคำราม มันเติบโตมาโดยอาบชโลมไปด้วยสายฟ้าตั้งแต่ยังเล็ก ด้วยเหตุนี้ อานุภาพทัณฑ์สัตว์ร้ายของมันในตอนนี้ จึงไม่ด้อยไปกว่าทัณฑ์สัตว์ร้ายสี่แสนปีเลย มันมีทางเลือกแค่ถูกทัณฑ์สายฟ้าผ่าจนกลายเป็นเถ้าถ่าน หรือไม่ก็ทุ่มสุดกำลังฝ่าฟันมันไปให้ได้ แต่ถึงจะรอดไปได้ก็คงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก"

จู่ๆ ในหัวของเชียนเริ่นเสวี่ยก็เกิดความคิดบ้าบิ่นขึ้นมา

"เจ้าคงไม่ได้กำลังคิดจะทำสัญญาวิชาจิตภูตอะไรนั่นกับมันหรอกนะ?"

"แน่นอนสิ ราชันย์สัตว์วิญญาณระดับนี้เย่อหยิ่งจะตายไป การใช้กำลังเข้าหักหาญไม่ใช่เรื่องดีหรอก"

"เอาล่ะ พวกเราค่อยๆ มุ่งหน้าไปทางนั้นกันเถอะ"

คนทั้งกลุ่มค่อยๆ เดินทางไปอย่างไม่รีบร้อน จนกระทั่งย่างเท้าเข้าสู่หุบเขาสายฟ้าก็เป็นเวลาเช้าของวันรุ่งขึ้นแล้ว ทัณฑ์สายฟ้านั้นได้สลายไปสิ้น ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายที่หลงเหลือจากเมื่อวานปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา

ทุกคนพากันเหาะเหินอยู่กลางอากาศด้วยความอกสั่นขวัญแขวน ต่อให้พวกเขาจะเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ แต่ภายใต้ทัณฑ์สายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวระดับนั้น ก็ยากที่จะรอดชีวิตไปได้

"เยี่ยฉาน เจ้าสัมผัสถึงกลิ่นอายของเถาวัลย์อเวจีอัสนีคำรามได้หรือไม่?"

พลังจิตของราชทินนามพรหมยุทธ์ระดับ 98 ของเยี่ยฉาน แผ่ซ่านครอบคลุมไปทั่วทั้งหุบเขาราวกับเกลียวคลื่น เพื่อตรวจตราทุกสรรพสิ่งรอบกาย

ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!

เถาวัลย์หลายเส้นที่ดูราวกับทองคำบริสุทธิ์และสลักเสลาไปด้วยลวดลายสายฟ้า พุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ดินอย่างฉับพลัน อานุภาพของแต่ละเส้นล้วนไม่ด้อยไปกว่าวิญญาณพรหมยุทธ์เลย

"ระวัง!"

ทุกคนปลดปลาอยวิญญาณยุทธ์เสร็จสิ้นในชั่วพริบตา นอกเหนือจากเย่เฉินและเชียนเริ่นเสวี่ยแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ทั้งสิ้น

"ผู้มาเยือนจงหยุดอยู่แค่นั้น เห็นแก่ที่พวกเจ้าเพิ่งเคยล่วงล้ำเข้ามาเป็นครั้งแรก จงรีบถอยกลับไปซะ มิฉะนั้น!"

"ฮึ!"

พลังจิตของเถาวัลย์อเวจีอัสนีคำรามถูกส่งผ่านออกมาจากเถาวัลย์ เย่เฉินผู้มีพลังจิตไม่ด้อยไปกว่าราชทินนามพรหมยุทธ์ ย่อมสังเกตเห็นถึงความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกร้าว มันเป็นดั่งชายชราที่เปรียบเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง

"สหายสัตว์วิญญาณท่านนี้ หรือจะให้ข้าเรียกว่า เถาวัลย์อเวจีอัสนีคำรามอายุสองแสนปีดีล่ะ ท่านคิดว่าสภาพของท่านในตอนนี้ จะสามารถหยุดยั้งพวกเราได้หรือ?"

"เพิ่งจะผ่านพ้นทัณฑ์สัตว์ร้ายมาหมาดๆ เกรงว่าแม้แต่พลังตบะระดับแสนปีก็ยังแทบจะรีดเค้นออกมาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ"

"อีกอย่าง ขอบังอาจถามท่านสักคำเถิด ท่านคิดว่าตัวเองจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใดกัน?"

"สิบปี ห้าปี หรือว่าสามปี?"

เสียงในเงามืดนั้นไม่ตอบโต้อะไรอีก

"มาคุยกันหน่อยไหม? ข้ามีวิธีช่วยท่านได้ ท่านเองก็คงไม่อยากตายอย่างน่าเวทนาแบบนี้หรอกนะ"

"แน่นอน ท่านน่าจะรู้ดีว่า ท่านไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ"

เย่เฉินใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งสลับกันไป ในที่สุดก็ทำให้เถาวัลย์อเวจีอัสนีคำรามยอมโอนอ่อนผ่อนตาม

"เข้ามาเถอะ"

จู่ๆ ภายในหุบเขาสายฟ้าก็ปรากฏเส้นทางสายหนึ่งขึ้นมาอย่างเป็นปริศนา ทุกคนเดินตามเส้นทางนั้นมุ่งตรงเข้าสู่เขตแกนกลาง

เถาวัลย์ที่แผ่กิ่งก้านสาขากว้างใหญ่จนสุดลูกหูลูกตา ปลดปล่อยกลิ่นอายสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวกำลังพลิ้วไหวไปตามสายลมอย่างโดดเดี่ยว สภาพของมันดูไม่ดีนัก ทั่วทั้งร่างแทบไม่มีเถาวัลย์เส้นใดที่สมบูรณ์เลย มันถูกทัณฑ์สายฟ้าทำลายล้างอย่างหนักหน่วง มันแทบจะร่วงโรยอยู่รอมร่อ หากไม่ได้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายรั้งเอาไว้ คงสิ้นชีพไปนานแล้ว

"พูดมาเถิด พวกเจ้าก็เห็นสภาพของข้าในตอนนี้แล้ว"

"เจ้าไม่เลวเลย คุณภาพวิญญาณยุทธ์สูงส่งยิ่งนัก เผลอๆ อาจจะแข็งแกร่งกว่าข้าเสียอีก"

"ร่างกายของข้าแหลกเหลวไร้ชิ้นดี ขอเพียงเจ้ารับปากข้าหนึ่งข้อ ข้าก็ยินดีที่จะสังเวยตัวเองให้แก่เจ้า มิฉะนั้นข้าจะระเบิดตัวเองทำลายทุกสิ่ง และในที่แห่งนี้ นอกจากนางผู้นั้นแล้ว ก็จะไม่มีใครรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว"

"เถาวัลย์อเวจีอัสนีคำรามอายุสองแสนปียินดีสังเวยตัวเองให้ เจ้าคงไม่มีทางปฏิเสธเป็นแน่"

เย่เฉินจ้องมองมันเงียบๆ มันเดินทางมาถึงวาระสุดท้ายแล้วจริงๆ แค่ขยับตัวหายใจก็ยังส่งผลสะเทือนไปถึงบาดแผลทั่วร่าง

"วันข้างหน้าเมื่อพลังวิญญาณของเจ้าสูงส่งมากพอ จงช่วยข้าสังหารราชันย์หมื่นปีศาจซะ!"

"ขอเพียงเจ้าใช้วิญญาณยุทธ์ของตนเป็นเครื่องสาบาน ข้าก็จะสังเวยตัวเองให้แก่เจ้าเดี๋ยวนี้เลย"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น นอกจากเย่เฉินแล้ว ทุกคนต่างก็ตื่นตะลึงจนหน้าถอดสี สัตว์วิญญาณระดับสองแสนปีเสนอตัวสังเวยให้เอง นี่มันโชคหล่นทับชัดๆ!

ทว่าเย่เฉินกลับส่ายหน้าอย่างสงบนิ่ง

"เจ้าไม่เต็มใจงั้นหรือ?"

"มิใช่ ข้ามีวิธีที่ดีกว่านี้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยรักษารอยแผลของท่านให้หายดี แต่ยังช่วยให้ท่านสามารถบำเพ็ญเพียรต่อไปได้อีกด้วย"

"สิ่งนั้นเรียกว่า... วิชาจิตภูต"

---

จบบทที่ ตอนที่ 62 ใกล้ดับสูญ เถาวัลย์อเวจีอัสนีคำรามผู้สมัครใจสังเวยตน

คัดลอกลิงก์แล้ว