- หน้าแรก
- สรรพสิ่งฝึกยุทธ์ มีเพียงข้าบำเพ็ญเซียน
- ตอนที่ 15 ฟ้า มืดแล้ว
ตอนที่ 15 ฟ้า มืดแล้ว
ตอนที่ 15 ฟ้า มืดแล้ว
ตอนที่ 15 ฟ้า มืดแล้ว
ฟ้ามืดแล้ว
ไม่สิ หากจะกล่าวให้ถูกต้อง ควรเป็นฟ้าถล่มลงมาแล้วต่างหาก
หนานกงเจวี๋ยมองดูตัวอักษรบนกำแพงนักศึกษาใหม่ พลางกระพริบตาถี่ๆ ไม่หยุด
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ชีวิตของตัวเองจะพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเยินต่อหน้าอักษรแถวหนึ่งได้ถึงเพียงนี้
หนานกงเจวี๋ยเบิกตากว้าง ชายหนุ่มผู้ซึ่งมีรัศมีเปล่งประกายล้อมรอบกายตั้งแต่เด็กจนโต ได้รับความคาดหวังอย่างสูงจากผู้อาวุโสในตระกูล ถึงขั้นออกแบบแผนการเฉพาะขึ้นมาเพื่อหวังจะให้เขาสร้างความแตกตื่นสะท้านแผ่นดินในคราเดียว...
ทว่า ณ วินาทีนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างได้จบสิ้นลงแล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างที่หนานกงเจวี๋ยภาคภูมิใจนักหนา เมื่ออยู่ต่อหน้าตัวเลขนี้ กลับดูซีดเซียวและไร้ความหมายสิ้นดี:
โลหิตปราณ 780!
สูงกว่าสองเท่าของหนานกงเจวี๋ยเสียอีก!
เวลาเร็วกว่า โลหิตปราณสูงกว่า...
หนานกงเจวี๋ยผู้มีใบหน้าขาวซีด ภายใต้ความตื่นตะลึงระคนเหม่อลอย กลับหลุดยิ้มออกมาเสียอย่างนั้น
และผู้เป็นเจ้าของผลการทดสอบนี้คือใครกัน?
อักษรหกตัวนั้น ทิ่มแทงสายตาของหนานกงเจวี๋ยจนปวดร้าว:
【ห้องวรรณกรรมบริสุทธิ์ หวังเจี๋ย】
คล้ายกับกลัวว่าคนอื่นจะเข้าใจผิด จึงจงใจทิ้งอักษรคำว่า 'ห้องวรรณกรรมบริสุทธิ์' เอาไว้ด้วย!
นี่คืออะไรกัน? นี่คือการเหยียดหยาม! นี่คือการประกาศศึก!
หนานกงเจวี๋ยใช้เวลาคิดอยู่ 0.5 วินาทีจริงๆ ว่าผลการทดสอบนี้จะมีโอกาสเป็นตัวหวังเจี๋ยเองหรือไม่...
เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
ยามที่หวังเจี๋ยเข้าเรียนนั้นมีโลหิตปราณเพียง 49 เรื่องนี้ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัยเลย!
ในพิธีเปิดการศึกษา มีข้อกำหนดให้ตรวจสอบตัวตนจริง โดยมียอดฝีมือขอบเขตสองผู้เร้นลับคอยคุมเชิงอยู่!
หากหวังเจี๋ยสามารถหลอกตาผู้เข้มแข็งขอบเขตสองผู้เร้นลับได้ เช่นนั้นหวังเจี๋ยจะมีโลหิตปราณเท่าไร ก็ดูเหมือนจะไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว...
"โลหิตปราณ 49 ในเวลาไม่ถึงสามวัน จะยกระดับขึ้นเป็น 780 ได้งั้นเหรอ?"
ใครก็ตามที่มีความรู้สามัญสำนึกเกี่ยวกับการบำเพ็ญยุทธ์ย่อมทราบดีว่า นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด!
แม้กระทั่งคนที่ทิ้งอักษรหกตัวนี้เอาไว้ ก็ย่อมรู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่คำพูดล้อเล่นเรื่องขำขันประโยคหนึ่งเท่านั้นเอง
เช่นนั้นปัญหาก็ตามมาแล้วล่ะ เพราะอะไรกัน?
อีกฝ่ายทำไมถึงต้องทำแบบนี้ด้วย?
หนานกงเจวี๋ยไม่เคยดูแคลนเหล่าวีรบุรุษในใต้หล้า ย่อมเข้าใจสัจธรรมที่ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าเป็นธรรมดา หากมีใครมาบอกเขาว่าในรุ่นนี้มีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ ซึ่งตอนเข้าเรียนมีโลหิตปราณใกล้หลักพัน หนานกงเจวี๋ยก็คงจะไม่รู้สึกประหลาดใจมากเกินไปนัก
หากเป็นโอรสแห่งจักรพรรดิ มีอะไรให้ต้องแปลกใจเล่า?
ทว่าเหตุใดผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้ กลับจงใจแอบอ้างใช้ชื่อของ 'หวังเจี๋ย'...
สายตาของหนานกงเจวี๋ยค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแน่วแน่มั่นคงขึ้น
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เองงั้นเหรอ ฉันเข้าใจแล้ว..."
ไม่มีความรู้สึกท้อแท้ต่อความพ่ายแพ้ของตนเองเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว หนานกงเจวี๋ยจุดประกายเจตจำนงต่อสู้ขึ้นมาอีกครา!
จะเป็นการยั่วโมโห หรือจะเป็นการเหยียดหยามก็ช่าง ไม่ว่ามันคืออะไร หนานกงเจวี๋ยย่อมต้องให้การตอบโต้ที่เป็นของตัวเองกลับไป!
เขาหยิบพู่กันขึ้นมา แล้วตวัดเขียนอักษรแถวหนึ่งลงบนกำแพงเช่นกัน
เขาเดิมทีตั้งใจจะเขียนชื่อ 【หนานกงเจวี๋ย】 แต่เมื่อพิจารณาดูในตอนนี้แล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะทำเช่นนั้นอีกต่อไป
เขามีคำตอบที่ดีกว่านั้น
หลังจากทิ้งอักษรไว้ หนานกงเจวี๋ยก็เดินมาที่เบื้องหน้าเครื่องทดสอบ
"ฉันต้องการเอาม้วนเหล็กกล้าไป"
เสียงกลไกดังขึ้นว่า
"โปรดเลือกรูปแบบการนำไป นำไปเอง จัดส่ง หรือเปลี่ยนเป็นคะแนนสะสม?"
หนานกงเจวี๋ยนิ่งเงียบไปสองสามวินาที ในดวงตาสาดประกายความดุดันเหี้ยมเกรียมแวบหนึ่ง
เขาต้องการจะเลือกเส้นทางที่โหดร้ายรุนแรงที่สุด เพื่อที่จะให้บทเรียนในวันนี้ติดตัวเขาไปชั่วชีวิต...
"นำไปเอง!"
...
กลุ่มคนที่เฝ้ารออยู่ด้านนอก กระทั่งแชมเปญก็เตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้ว ยามที่พวกเขาเห็นหนานกงเจวี๋ยก้าวเดินออกมา ต่างก็พากันโห่ร้องยินดีในทันที
หลิวเฉินซีเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติ นางรีบโบกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลง
หนานกงเจวี๋ยยืนต่อหน้าทุกคน ประโยคแรกที่เอ่ยปากออกมาก็คือ
"ฉันแพ้แล้ว"
ปัง!
โจวโส่วจงเปิดแชมเปญออกพอดิบพอดี เสียงดังสนั่นดึงดูดความสนใจของทุกคนในที่นั้น ทุกคนต่างพากันหันขวับกลับมามอง
ซี้ด——
ต่อให้เป็นคนเฉื่อยชาซื่อบื้ออย่างโจวโส่วจง ก็สามารถตระหนักได้ว่าการเปิดแชมเปญในเวลานี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก...
ก่อนที่รุ่งอรุณจะมาเยือน เสียงเปิดแชมเปญนี้ดังก้องบาดหูในสถานศึกษาเป็นพิเศษ...
ยังดีที่ทุกคนรู้ดีว่าเขาไม่มีเจตนาร้ายอะไร และในขณะนี้ ความสนใจทั้งหมดล้วนพุ่งเป้าไปที่ตัวหนานกงเจวี๋ย
"หัวหน้า ที่บอกว่าแพ้หมายความว่ายังไงกัน?"
"หัวหน้า ต่อให้ไม่ได้ลากยาวถึง 300 ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ!"
"ใช่แล้ว เริ่มต้นเร็วยังไม่นับว่าเร็ว มรรคยุทธ์ไม่ดูว่าใครเดินเร็ว แต่ดูว่าใครเดินได้ไกลต่างหาก!"
“...”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำปลอบโลมของทุกคน หนานกงเจวี๋ยก็ยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบกริบ
หลังจากฝูงชนสงบสติอารมณ์ลงแล้ว หนานกงเจวี๋ยจึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้งว่า
"ฉันแพ้ให้แก่คนที่เรียกตัวเองว่า 'หวังเจี๋ยจากห้องวรรณกรรมบริสุทธิ์'..."
สีหน้าของทุกคนพลันแปรเปลี่ยนเป็นหลากหลายขึ้นมาทันที นามของหวังเจี๋ยนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้ยินมาไม่ถึงร้อยครั้งก็คงมีสักแปดสิบครั้งได้แล้ว...
เพียงแต่พวกเขานึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะได้ยินชื่อของหวังเจี๋ยจากปากของหัวหน้าตัวเองอีกครั้งในรูปแบบเช่นนี้!
และประโยคถัดมา ก็ทำให้ทุกคนในที่แห่งนั้นตื่นตะลึงลนลานจนยากจะระงับ!
"โลหิตปราณของเขาคือ 780!"
หนานกงเจวี๋ยรู้ดีว่าประโยคนี้จะสร้างความสะเทือนขวัญสั่นประสาทให้แก่ทุกคนได้มากเพียงใด
กระทั่งว่ายังมีอีกประโยคหนึ่งที่หนานกงเจวี๋ยซุกซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจโดยไม่ได้พูดมันออกมา
เขาสงสัยว่า 780 อาจจะไม่ใช่ขีดจำกัดสูงสุดของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ...
"เป็นไอ้ลูกหมาป่าจากตระกูลตงฟางงั้นเหรอ?"
"เป็นไปไม่ได้! เขายังไม่ทะลวงผ่าน 300 เลย! หรือจะเป็นคนของกองกำลังทหารรักษาพระองค์?"
"ก็ไม่ใช่เหมือนกัน รุ่นของพวกเรานี่มีคนจากในวังหลวงมาเข้าร่วมด้วยงั้นเหรอ?"
“.....”
เมื่อฟังทุกคนวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ หนานกงเจวี๋ยก็ส่ายศีรษะและเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า
"เขาจะเป็นใครกันแน่... นับตั้งแต่วินาทีที่เขาป่าวประกาศชื่อของหวังเจี๋ยออกมา มันก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไปแล้ว"
ทุกคนพากันตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง เพียงแต่ในความเงียบกริบครั้งนี้ กลับแฝงเร้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แปลกประหลาดบางอย่างเพิ่มขึ้นมา
ทุกคนล้วนเป็นนักศึกษาสอบสายยุทธ์ วันธรรมดาก็หัวเราะเฮฮา ด่าทอหวังเจี๋ยสักสองสามคำก็พอกล้อมแกล้มไปได้
ทว่ายามนี้ มีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งมาขี่อยู่บนศีรษะของทุกคน แถมยังเจาะจงเลือกใช้ชื่อเสียงเรียงนามของหวังเจี๋ยอีก...
ความอัปยศเหยียดหยามที่แฝงอยู่ในเรื่องนี้ กลุ่มคนหนุ่มสาวที่โลหิตปราณกำลังพลุ่งพล่านเหล่านี้ จะอดตาหลับขับตานอนทนรับมันได้อย่างไรกัน?
"รังแกกันเกินไปแล้ว!!"
เสียงคำรามอย่างเดือดดาลด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ ทลายความอัดอั้นในหัวใจของทุกคน ณ ที่นั้นออกมา
"วิชาฝีมือสู้เขาไม่ได้ อย่าว่าแต่ถูกรังแกเลย ต่อให้เขาขึ้นมาขี่อยู่บนศีรษะ แล้วจะมีสิทธิ์พูดอะไรได้อีก?"
หนานกงเจวี๋ยกลับกลายเป็นคนที่มองทะลุปรุโปร่งที่สุด ปล่อยวางได้ ยอมรับความจริงได้
"เขาไม่มีทางเป็นหวังเจี๋ยตัวจริงแน่นอน แต่เขาก็จำเป็นต้องเป็นหวังเจี๋ย... หวังเจี๋ยผู้มีโลหิตปราณ 780 ช่างดีเหลือเกิน"
หนานกงเจวี๋ยกวาดสายตามองทุกคน พลางชี้ไปยังสนามทดสอบที่อยู่ด้านหลังแล้วกล่าวว่า
"ที่ตรงนั้นมีกำแพงอยู่ด้านหนึ่ง ฉันได้ทิ้งชื่อเดียวกันไว้บนกำแพงนั้น เขาคือหวังเจี๋ยผู้มีโลหิตปราณ 780 ส่วนฉันคือหวังเจี๋ยผู้มีโลหิตปราณ 325 หากวันใดที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามผ่านเขาไปได้ นามของหนานกงเจวี๋ยของฉัน ก็จะไม่มีวันปรากฏอยู่บนกำแพงนั้นเด็ดขาด!"
พูดจบ เขาก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เดินตรงไปยังมุมหนึ่ง จากนั้นก็... ลากม้วนเหล็กกล้าม้วนหนึ่งออกมาจากตรงนั้น!
ท่ามกลางความตื่นตระลึงลนลานของฝูงชน หลิวเฉินซีเป็นคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา นางรีบเอ่ยปากห้ามปรามทันทีว่า
"หนานกงเจวี๋ย นายบ้าไปแล้วเหรอ! นายคิดจะทำอะไรกันแน่?"
การเอาม้วนเหล็กกล้าไป นี่ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงที่สุดในการประชันม้วนเหล็กกล้า! นี่หมายความว่า หนานกงเจวี๋ยได้ส่งหนังสือท้าดวลให้แก่ผู้ยิ่งใหญ่ผู้มีโลหิตปราณ 780 ท่านนั้นอย่างเป็นทางการแล้ว!!
"หัวหน้า คิดทบทวนให้ดีก่อนเถอะ!!"
"หัวหน้า ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องทำถึงขั้นนี้เลยนี่นา?"
“....”
ทุกคนต่างพากันเอ่ยปากแย่งกันพูด หวังจะโน้มน้าวให้หนานกงเจวี๋ยเปลี่ยนใจเปลี่ยนเจตนา
"ทำอะไรอย่างนั้นเหรอ?"
หนานกงเจวี๋ยลากม้วนเหล็กกล้า กัดฟันเดินมุ่งตรงไปข้างหน้า
"ปฏิบัติตามกฎเหล็กประจำตระกูลนานกงของฉัน ฉันจะลากม้วนเหล็กกล้าม้วนนี้ เดินวนรอบสถานศึกษาหนึ่งรอบ"
"หนานกงเจวี๋ยอย่างฉัน แพ้เป็น!"
"ฉันต้องการจะบอกหวังเจี๋ยผู้มีโลหิตปราณ 780 คนนั้นด้วยว่า สิ่งที่พ่ายแพ้ไปในวันนี้ ยามเมื่อฉันทวงชัยชนะกลับคืนมาได้... ม้วนเหล็กกล้าม้วนนี้ ฉันจะส่งคืนให้แก่เขากับมือ!"
"ขอเพียงฉันพยายามเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย... ฉันผู้เป็นหวังเจี๋ยโลหิตปราณ 325 ย่อมต้องมีวันหนึ่ง... ที่ทำมันสำเร็จได้อย่างแน่นอน!"
ขณะที่พูด หนานกงเจวี๋ยก็ลากม้วนเหล็กกล้า ย่ำเท้าลงบนถนนสายหลัก ทิ้งรอยเท้าที่หนักแน่นไว้ทีละก้าว
ก้าวเดินไปสู่แสงอรุณ
ทิศทางที่เขาก้าวเดินไปนั้น ฟ้าสว่างแล้ว
[จบแล้ว]