- หน้าแรก
- ข้ามโลกไปเป็นเด็กฝึกงานพิพิธภัณฑ์ เปิดฉากมาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเทพมาร
- บทที่ 50 หลินโยว... เครื่องกำจัดมลพิษเคลื่อนที่
บทที่ 50 หลินโยว... เครื่องกำจัดมลพิษเคลื่อนที่
บทที่ 50 หลินโยว... เครื่องกำจัดมลพิษเคลื่อนที่
เมื่อกระบวนการวิวัฒนาการดำเนินต่อไป รูปลักษณ์ภายนอกของน่องไก่ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างพิลึกพิลั่น
เนื่องจากหลินโยวไม่ได้มีความรู้ทางด้านชีววิทยามากนัก การเฝ้ามองกระบวนการวิวัฒนาการในครั้งนี้จึงถือเป็นการเปิดหูเปิดตาสำหรับเขาเสียมากกว่า
หน้ากระดาษของคัมภีร์ลอกคราบวิปลาสในมือราวกับมีจำนวนหน้ามากมายมหาศาลไม่มีที่สิ้นสุด ระยะเวลาที่ใช้ในการ 'วิวัฒนาการ' กินเวลาเนิ่นนานกว่าตอนที่ทำ 'ถดถอย' ไปมากโขแล้ว ทว่าจำนวนหน้ากระดาษทางฝั่งขวากลับไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลงเลยสักนิด
ในตอนนั้นเอง รูปลักษณ์ของน่องไก่ก็หลุดพ้นจากคำว่า 'พิลึกพิลั่น' ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และเริ่มพัฒนาไปในทิศทางที่ 'ลี้ลับและชวนขนลุก' แทน
เมื่อหลินโยวรู้สึกว่ารูปลักษณ์ของมันชักจะดูสยดสยองเกินไปแล้ว เขาก็หยุดมือจากการพลิกหน้ากระดาษ
"พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน"
เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะค่อยๆ วางคัมภีร์ลอกคราบวิปลาสลงบนโต๊ะ
"อืม"
ลั่วซีเองก็ลดอุปกรณ์สังเกตการณ์ในมือลงเช่นกัน
เห็นน่องไก่มันวิวัฒนาการไปในทิศทางที่ชวนขนลุกตั้งนานแล้ว อันที่จริงลั่วซีก็อยากจะบอกให้หลินโยวหยุดมือตั้งนานแล้วล่ะ
แต่เมื่อกี้เห็นหลินโยวไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เธอก็เลยรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเกินกว่าจะเอ่ยปากห้าม
"แล้วนายจะจัดการกับของสิ่งนี้ยังไงล่ะ?"
ลั่วซีชี้ไปที่ชิ้นส่วนอวัยวะรูปร่างสุดแสนจะสยดสยองที่ถูกหนวดรยางค์ชูค้างไว้กลางอากาศ พลางเอ่ยปากถาม
"ง่ายนิดเดียว"
หลินโยวหยิบคัมภีร์ลอกคราบวิปลาสขึ้นมาอีกครั้ง เขาพลิกหน้ากระดาษแบบส่งๆ ทีเดียวกลับไปโผล่ที่หน้าของน่องไก่อย่างแม่นยำ
หนวดรยางค์สีเทาดำออกแรงอีกครั้ง ชิ้นส่วนลี้ลับสุดสยองนั่นก็กลับคืนสู่สภาพน่องไก่ตามเดิมในชั่วพริบตา
เมื่อพับคัมภีร์ลอกคราบวิปลาสปิดลง หนวดรยางค์ทั้งสองเส้นก็หดตัวกลับเข้าไปซ่อนอยู่ในสันคัมภีร์ น่องไก่ร่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วง หลินโยวจึงยื่นมือออกไปคว้ามันเอาไว้ได้ทัน
"ของสิ่งนี้ยังมีประโยชน์อะไรอีกไหมครับ?"
หลินโยวแกว่งน่องไก่ในมือไปมา
"ไม่มีแล้วล่ะ"
ลั่วซีส่ายหน้า
ข้อมูลทั้งหมดที่เธอต้องการ เธอได้จดบันทึกเอาไว้หมดแล้ว ถึงแม้น่องไก่ชิ้นนี้จะเป็นตัวอย่างทดลองชิ้นสำคัญที่มีมูลค่าสูงมากก็ตามที
แต่หลังจากผ่านกระบวนการทดลองทั้งหมดมา น่องไก่ชิ้นนี้แหละที่โดนมลพิษกัดกินอย่างรุนแรงที่สุด
สำหรับตัวอย่างทดลองแบบนี้ แค่บันทึกข้อมูลของมันเอาไว้ก็เพียงพอแล้ว ส่วนขั้นตอนต่อไปหลังจากเสร็จสิ้นการทดลองก็คือ การนำมันไปทำลายทิ้งซะ
"งั้นผมกินล่ะนะ"
ยังไม่ทันที่ลั่วซีจะตั้งตัว หลินโยวก็งับเนื้อน่องไก่ด้านข้างเข้าไปคำโต
"เอ่อ..."
ลั่วซีอ้าปากค้าง ตั้งใจจะเอ่ยปากห้ามพฤติกรรมสุดแสนจะอันตรายของหลินโยว
แต่พอมาลองคิดดูอีกที หลินโยวเป็นถึงคนจริงที่กล้าฉะกับมารดรวิปลาสมาแล้ว กะอีแค่มลพิษกระจอกงอกง่อยแค่นี้จะทำอะไรเขาได้ล่ะ?
"หืม? หรือว่าไอ้นี่มันกินไม่ได้ครับ?"
เมื่อเห็นท่าทางอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างของลั่วซี หลินโยวก็รีบกลืนก้อนเนื้อในปากลงคอ เขาวางน่องไก่ลงไว้ข้างๆ ไม่กล้ากัดคำที่สองต่อ
"มะ... ไม่เป็นไร นายกินต่อเถอะ"
ลั่วซีถอนหายใจยาว เธอโบกมือเป็นเชิงบอกให้หลินโยวกินต่อไปได้เลย
จากนั้นเธอก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค
"อ้อ ค่าน่องไก่ไม่ต้องจ่ายนะ"
...
อันที่จริง การให้หลินโยวกินน่องไก่ชิ้นนี้เข้าไปก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกัน เพราะมันเท่ากับว่าเขาช่วยสภาบริหารกำจัดวัตถุปนเปื้อนมลพิษชิ้นนี้ทิ้งไปในตัว
เสียอยู่อย่างเดียวก็คือ หลินโยวกินแต่เนื้อไก่ ไม่ยอมแทะกระดูกกลืนลงไปด้วยนี่สิ
หลังจากยัดกระดูกไก่กลับเข้าไปในซองพลาสติก หลินโยวก็สังเกตเห็นว่าลั่วซีกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาประหลาดๆ เขาจึงรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก
"คุณอยากให้ผมเอาขยะพวกนี้กลับไปทิ้งเองงั้นเหรอครับ?"
หลินโยวหลงคิดไปว่าสภาบริหารคงไม่มีนโยบายรับทิ้งขยะประเภทนี้ เขาจึงเอ่ยปากถามอีกฝ่ายไปส่งๆ
เมื่อได้ยินประโยคนั้น ลั่วซีก็เบิกตากว้างราวกับหวนนึกถึงอดีตอันเลวร้ายบางอย่างขึ้นมาได้ เธอรีบส่ายหน้ารัวๆ
"อย่าเชียวนะ นายทิ้งลงถังขยะตรงนี้นี่แหละ"
พูดจบ ถังขยะใบหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาตรงหน้าของหลินโยว
ภายในถังขยะนั้นมืดมิดสนิทราวกับมีหลุมดำซ่อนอยู่ข้างในยังไงยังงั้น
หลินโยวโยนขยะลงไปแบบไม่คิดอะไรมาก
"เอาล่ะ ตอนนี้นายตามฉันไปที่แหล่งกำเนิดข้อมูลได้แล้ว ฉันจำเป็นต้องค้นหาข้อมูลของพลังอำนาจสองสายในคัมภีร์ลอกคราบวิปลาสออกมาให้ได้"
"อ้อ จริงสิ พี่ชายนายก็รออยู่ที่นั่นด้วยนะ"
หลินโยว "..."
...
"เอาอย่างนี้ไหมครับ ในเมื่อคัมภีร์ลอกคราบวิปลาสเล่มนี้ ผมแทบจะไม่ได้หยิบมาใช้งานอยู่แล้ว ผมฝากมันไว้ที่พวกคุณก่อนดีกว่า เอาไว้มีเหตุจำเป็นต้องใช้เมื่อไหร่ ผมค่อยมาเอา คุณว่าดีไหม?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วซีก็แอบคิดในใจว่าข้อเสนอของหลินโยวก็เข้าท่าดีเหมือนกัน
แต่ทว่าในจังหวะที่กำลังจะอ้าปากตอบตกลง จู่ๆ เธอก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ร่างของเธอสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง
"ไม่ได้เด็ดขาด!"
คำว่าไม่ได้นั้นแทบจะถูกตะโกนออกมาด้วยความตื่นตระหนก ทำเอาหลินโยวสะดุ้งโหยงจนเกือบจะทำคัมภีร์ลอกคราบวิปลาสหลุดมือ
"อ้าว ทำไมล่ะครับ? ไม่ได้ก็คือไม่ได้สิ คุณจะตะโกนเสียงดังทำไมเนี่ย ตกใจหมดเลย"
"อ๊ะ ขอโทษที พอดีเมื่อกี้ฉันดันนึกถึงเรื่องน่ากลัวบางอย่างขึ้นมาได้น่ะ"
เมื่อเห็นว่าหลินโยวสะดุ้งตกใจกับเสียงตะโกนของเธอจริงๆ ลั่วซีก็รีบเอ่ยปากขอโทษด้วยท่าทีสำนึกผิดสุดๆ
เมื่อกี้เธอเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า คัมภีร์ลอกคราบวิปลาสถูกสร้างขึ้นมาจากพลังอำนาจส่วนหนึ่งของมารดรวิปลาส และพลังอำนาจส่วนนั้นของมารดรวิปลาส ก็เป็นสิ่งที่หลินโยวปล้นมาจากอีกฝ่ายดื้อๆ
ถ้าให้เดาไม่ผิดล่ะก็ หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ หลินโยวกับมารดรวิปลาสก็คงจะกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งแน่ๆ
ต่อให้หลินโยวจะไม่รู้ตัว แต่มารดรวิปลาสที่สูญเสียพลังอำนาจบางส่วนไป ก็คงจะประกาศเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับหลินโยวอยู่ฝ่ายเดียวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วล่ะ
ตราบใดที่พลังอำนาจส่วนนี้ยังไม่หวนคืนสู่เจ้าของ ความสนใจของมารดรวิปลาสก็จะเพ่งเล็งมาที่นี่อย่างไม่ลดละ
ต่อให้จักรวาลพื้นผิวกับเขตแดนเบื้องลึกจะมีม่านพลังกีดขวางนับไม่ถ้วนขวางกั้นอยู่ แต่มารดรวิปลาสก็จะต้องหาทางฝืนข้ามฝั่งมายังจักรวาลพื้นผิว เพื่อแย่งชิงพลังอำนาจทั้งสองสายของมันกลับคืนไปอย่างแน่นอน เมื่อมีโอกาส
ถ้าหากในช่วงที่สภาบริหารรับฝากคัมภีร์ลอกคราบวิปลาสเอาไว้ แล้วมารดรวิปลาสดันตามรอยพลังอำนาจจนเจอ แล้วบุกมาเยือนถึงที่นี่ล่ะก็... เรื่องนี้มันคงจะกลายเป็นฝันร้ายที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าฝันร้ายใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตจริงซะอีก
"ไอ้ 'เรื่องน่ากลัว' ที่คุณพูดถึง คงไม่ได้หมายความว่า 'มารดรวิปลาส' จะตามกลิ่นพลังอำนาจสองสายนี้ แล้วบุกมาที่จักรวาลพื้นผิวหรอกนะ?"
ในที่สุดหลินโยวก็หัวไวคิดตามทัน
ในฐานะนักเรียนหัวกะทิ กระบวนการคิดวิเคราะห์ของเขานั้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบอยู่แล้ว เพียงแต่ช่วงนี้เขาเพิ่งจะเริ่มก้าวเข้าสู่ดินแดนเหนือธรรมชาติ ประกอบกับที่มลพิษทำอะไรเขาไม่ได้เลยสักนิด มันก็เลยทำให้เขาดูเหมือนพวกซื่อบื้อในเรื่องพวกนี้ไปหน่อย
ทว่าหลังจากได้คลุกคลีกับเรื่องลี้ลับพวกนี้บ่อยเข้า กระบวนการคิดของหลินโยวก็เริ่มปรับตัวตามทันสติปัญญาของผู้ตื่นรู้ทั่วๆ ไปแล้ว
"เฮ้อ"
ลั่วซีถอนหายใจยาว
"จริงดิ?"
เมื่อเห็นลั่วซีปิดปากเงียบ หลินโยวก็มั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเองทันที
เขาแอบสงสัยอยู่ในใจ ขุมกำลังระดับท็อปอย่างสภาบริหาร ทำไมถึงได้หวาดกลัวเทพมารกันขนาดนี้นะ?
หรือว่าเทพมารมันจะน่าสะพรึงกลัวขนาดนั้นเลยจริงๆ?
"เฮ้อ"
ลั่วซีพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดอีกครั้ง เสียงถอนหายใจของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกจนปัญญาอย่างถึงที่สุด ขนาดหลินโยวที่เดินอยู่ข้างๆ ยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอเลย
"สภาบริหารอาจจะดูเหมือนยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่ความจริงแล้วมันก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่ถูกค้ำจุนเอาไว้ด้วย 'วัตถุกักกัน' และ 'วัตถุวิเศษ' เท่านั้นแหละ"
"สภาบริหารกำลังขาดแคลนขุมพลังระดับท็อปอย่างหนัก ตอนนี้ขุมพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของสภาบริหารก็คือฉันนี่แหละ"
"ถ้าหากสภาบริหารสูญเสียฉันไป และสูญเสียพวก 'วัตถุวิเศษ' กับ 'วัตถุกักกัน' ไปด้วยล่ะก็ สภาบริหารก็คงจะตกต่ำจนถูกจัดอยู่ในระดับล่างๆ เลยด้วยซ้ำ"
"เดิมทีจำนวนวัตถุวิเศษของสภาบริหารก็มีไม่พอใช้อยู่แล้ว หากเราเก็บคัมภีร์ลอกคราบวิปลาสไว้ที่นี่ เราก็จำเป็นต้องใช้วัตถุวิเศษอย่างน้อยสามชิ้นเพื่อเป็นมาตรการป้องกันการจุติของมารดรวิปลาส แถมฉันเองก็ยังต้องนั่งเฝ้าอยู่ที่ศูนย์บัญชาการใหญ่อยู่ตลอดเวลาอีกต่างหาก"
"สภาบริหารไม่ได้มีวัตถุวิเศษเหลือเฟือขนาดนั้น และตัวฉันเองก็ไม่ได้มีเวลาว่างมากขนาดนั้นด้วย"
ลั่วซีอธิบายถึงสถานการณ์อันยากลำบากที่สภาบริหารกำลังเผชิญอยู่ให้หลินโยวฟัง
เรื่องนี้เป็นข้อมูลที่หลายๆ ขุมอำนาจในจักรวาลพื้นผิวต่างก็รู้กันดีอยู่แล้ว ลั่วซีจึงไม่ได้คิดจะปิดบังหลินโยวแต่อย่างใด