- หน้าแรก
- ข้ามโลกไปเป็นเด็กฝึกงานพิพิธภัณฑ์ เปิดฉากมาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเทพมาร
- บทที่ 17 ความฝันที่แสนประหลาด
บทที่ 17 ความฝันที่แสนประหลาด
บทที่ 17 ความฝันที่แสนประหลาด
เช้าตรู่ หลินโยวถูกปลุกด้วยเสียงนาฬิกาปลุกตรงตามเวลาเป๊ะ เซียนตกปลาไม่ได้มาปลุกเขา แต่เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไร
อย่างไรซะเขาก็ตื่นขึ้นมาทันเวลาอยู่ดี
เมื่อคืนหลินโยวฝันไปเรื่องหนึ่ง เป็นความฝันที่ประหลาดมาก
ในฝันนั้น เขาได้กลายเป็นช่างปั่นด้าย
ทว่าเขากลับใช้เครื่องปั่นด้ายไม่เป็นเลยสักนิด เส้นด้ายที่ปั่นออกมาจึงพันกันยุ่งเหยิงเป็นพัลวันราวกับกลุ่มด้ายที่แก้ไม่ออก
ในขณะที่เขากำลังปั่นด้ายอยู่นั้น รอบข้างก็มีคนกลุ่มหนึ่งมายืนล้อมวง แล้วพากันชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุดหย่อน ซึ่งทำให้เขามีอารมณ์บูดบึ้งจากการปั่นด้ายไม่สำเร็จอยู่แล้ว ยิ่งหงุดหงิดหนักเข้าไปใหญ่
พอนานเข้า หลินโยวก็เริ่มรำคาญ เขาคิดว่าอย่างไรซะเครื่องปั่นด้ายนี่ก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรนักหรอก ก็เลยกะว่าจะพังทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอดเพื่อระบายอารมณ์
แถมยังแอบคิดว่าจะแถมหมัดสั่งสอนพวกที่ชอบชี้นิ้วด่าคนอื่นเหล่านั้นด้วยอีกสักคนละทีสองที
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินโยวก็ออกแรงกระชากเส้นด้ายบนเครื่องปั่นด้ายอย่างแรง ถึงแม้เส้นด้ายจะเหนียวไปหน่อย แต่ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ ในที่สุดก็ถูกเขากระชากจนขาดสะบั้น
ทว่าอาจเป็นเพราะเขาออกแรงมากเกินไปหน่อย พอเส้นด้ายขาดไปได้ไม่กี่เส้น ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเสียก่อน
เขานอนอืดอยู่บนเตียงต่ออีกสองสามนาที ก่อนจำใจลุกจากที่นอนอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำแบบลวกๆ หลินโยวก็หยิบโทรศัพท์มือถือแล้วเดินออกจากบ้านไป
ที่หน้าประตู เซียนตกปลาคนเดิมยังคงนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ตรงนั้น ตอนที่หลินโยวเดินออกมา อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมามองแวบหนึ่งแต่ไม่ได้สนใจอะไร
หลินโยวพยักหน้าให้เป็นเชิงทักทาย แต่ไม่ได้ชวนคุยอะไรต่อ
ช่วงเช้าตรู่หลังตื่นนอนใหม่ๆ แบบนี้ เขาไม่ค่อยชอบพูดจาสักเท่าไหร่
เนื่องจากวันนี้ตื่นค่อนข้างเร็ว เวลาก็เลยเหลือเฟือ หลินโยวไม่ได้เรียกแท็กซี่ แต่เลือกสแกนเช่ารถไฟฟ้าเพื่อขี่ไปทำงานแทน
ความจริงจะนั่งรถเมล์ไปก็ได้ แต่บ้านของเขาอยู่ห่างจากป้ายรถเมล์ตั้ง 500 เมตร แถมในระยะทางแค่นั้นยังมีไฟแดงตั้ง 4 จุด ซึ่งสิ่งที่หลินโยวเกลียดที่สุดก็คือการจอดรอไฟแดงนี่แหละ
ถ้ามีโอกาสนะ เขาอยากย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองเผิงเฉิงจริงๆ เพราะได้ยินมาว่าคนที่นั่นทั้งคนทั้งรถไม่เคยสนใจไฟจราจรกันเลยสักนิด แถมการขับรถย้อนศรก็เป็นเรื่องปกติสามัญราวกับกินข้าวแกง
...
เมื่อมาถึงโต๊ะทำงานของตัวเอง อาหารเช้าของวันนี้ก็ถูกวางรอไว้เรียบร้อยแล้ว
นี่คือสิ่งที่เหล่าจ้าวเตรียมไว้ให้เขา
หลินโยวก็ไม่เกรงใจ หยิบอาหารเช้าขึ้นมานั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย
...
หลินโยวรู้สึกว่าวันนี้พวกหวังอู่ทั้งสามคนดูแปลกๆ ไปหน่อย พวกเขาให้ความรู้สึกเหมือนคนประสาทเสีย มองใครต่อใครด้วยสายตาจับผิดและระแวดระวังไปหมด
ไม่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนกำลังมีเรื่องกลุ้มใจอะไรบางอย่าง เพราะตลอดทั้งช่วงเช้าต่างพากันนั่งเหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
พอถึงช่วงบ่าย หลินโยวก็หาจังหวะเข้าไปคุยสัพเพเหระกับหวังอู่ และลองถามไถ่ถึงสถานการณ์ดู
หวังอู่รู้ดีว่าหลินโยวถามเพราะความห่วงใย เขาจึงไม่ได้ปิดบังอะไร และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังในรูปแบบที่คนธรรมดาจะพอทำความเข้าใจได้
ตามที่หวังอู่เล่ามา เครื่องจักรชิ้นสำคัญอย่างยิ่งในหน่วยงานเก่าถูกทำลายพังยับเยิน ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อพวกเขาที่เป็นพนักงานที่ลาออกมาแล้วทั้งสามคนด้วย
แถมคนที่ทำลายเครื่องจักรคนนั้น ตอนนี้กำลังกบดานอยู่แถวๆ นี้ พวกเขาเลยต้องพยายามสอดส่องดูว่าพอจะจำหน้าได้บ้างหรือเปล่า
พอได้ฟังคำบอกเล่าของหวังอู่ ไม่รู้ทำไมหลินโยวถึงรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีขึ้นมาตงิดๆ
ความรู้สึกผิดมันผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เขารีบสะบัดหัวไล่ความคิดเพี้ยนๆ นั้นออกไปจากสมองทันที
เขากับสภาบริหารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลยสักนิด ของของสภาบริหารพังแล้วเขาจะไปรู้สึกผิดทำไมจริงไหม
จากนั้น หลินโยวก็เอ่ยปากปลอบใจหวังอู่ไปสองสามประโยค พร้อมกับแกล้งถามแบบไม่ใส่ใจว่าพอจะมีข้อมูลหรือรูปพรรณสัณฐานของคนคนนั้นไหม จะได้ช่วยสอดส่องหาให้อีกแรง
ทว่าหวังอู่กลับส่ายหน้าปฏิเสธ พร้อมบอกว่าพวกเขาสามคนลาออกมาจากหน่วยงานเดิมแล้ว ทางเบื้องบนจึงไม่ได้ส่งข้อมูลเหล่านั้นมาให้
หลินโยวแอบรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ แต่ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ
ในตอนที่เดินกลับห้องทำงาน เขาก็ได้เจอเข้ากับเหล่าจ้าวพอดี
จากปากของเหล่าจ้าว หลินโยวได้รับข่าวมาอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือเบื้องบนสั่งมาว่า จอกสุราสำริดที่มีมลพิษปนเปื้อน รวมถึงโมนาลิซ่าร่ำไห้ จำเป็นต้องวางจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต่ออีกสองสามวัน
เมื่อได้ยินข่าวนี้ หลินโยวก็รู้สึกประหลาดใจมาก
เขามีลางสังหรณ์ว่า เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเขาแน่ๆ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงตรวจเจอเรื่องที่ความ ‘โศกเศร้า’ ของโมนาลิซ่าหายไปแล้วล่ะมั้ง
หลินโยวตัดสินใจว่า ช่วงนี้เขาควรลดการปฏิสัมพันธ์กับโมนาลิซ่าลงหน่อย เลิกแกล้งเธอไปสักพักก่อนจะดีกว่า
...
หลังเลิกงาน หลินโยวแวะไปที่ถนนสายของกินแถวๆ พิพิธภัณฑ์ เขาซื้อบะหมี่ผัดมาสองกล่องกับปิ้งย่างชุดใหญ่มาเป็นมื้อเย็น
บะหมี่ผัดหนึ่งในสองกล่องนั้นเขาเตรียมไว้ให้เซียนตกปลา
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน เซียนตกปลาก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมเหมือนสองวันที่ผ่านมา เขายืนอยู่ริมน้ำพุจำลอง ราวกับกำลังรอหลินโยวกลับบ้าน...
ในจังหวะที่หลินโยวเดินผ่านหน้า อีกฝ่ายก็คว้าหมับเข้าที่ไหล่ทันที พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"นายจะกินปลาอะไร"
หลินโยวไม่อยากพูดเรื่องปลาอีกแล้ว
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน จะด้วยความไม่ตั้งใจหรือจงใจวางแผนไว้ก่อนก็ไม่อาจทราบได้
"นอกจากปลาแล้ว ของอย่างอื่นคุณตกขึ้นมาให้ได้ไหมครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เซียนตกปลาก็พยักหน้า
"ได้ทุกอย่างนั่นแหละ"
"งั้น... คุณช่วยตกสาวน้อยผมขาวสุดสวย สูงสัก 165 หน้าตาสะสวยดูใสซื่อแต่ไม่ดูเด็กจนเกินไป รูปร่างสมส่วนไม่ผอมไม่เพรียวเกินไปมาให้สักคนได้ไหมครับ"
"ถ้ามีผมชี้ด้วยจะดีมากเลยล่ะ"
หลินโยวเอ่ยถามด้วยสีหน้าคาดหวังสุดขีด
เซียนตกปลาปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
"ได้สิ แต่ยัยนั่นไม่อร่อยเท่าปลาหรอกนะ"
สิ้นคำพูด เซียนตกปลาก็ทำท่าจะเหวี่ยงเบ็ดทันที
เมื่อเห็นท่าทางนั้น หลินโยวก็ถึงกับสะดุ้งโหยง เขารีบตะปบมือห้ามอีกฝ่ายเอาไว้แทบไม่ทัน
"เดี๋ยวๆๆ ผมแค่พูดเล่นเฉยๆ คุณอย่าไปตกเขามาจริงๆ เชียวนะ"
เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดซึมขึ้นมาตามไรผมโดยไม่รู้ตัว
ยังดีที่เขาไหวตัวทัน ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของเซียนตกปลา มีหวังได้ไปลากคอใครมาให้จริงๆ แน่
หลินโยวไม่ได้สงสัยเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายจะทำได้จริงไหม ขนาดปลาดังเคิลออสเตียสที่สูญพันธุ์ไปเป็นร้อยล้านปีหมอนี่ยังไปข้ามเวลาตกมาให้ได้ กะอีแค่ไปตกเด็กสาวสักคนบนโลกใบนี้ มันก็คงเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับเขา
ต่อให้เด็กสาวคนนั้นจะต้องผ่านการคัดกรองสเปกมาแล้วก็ตาม
เซียนตกปลากวาดสายตามองหลินโยวตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่สองสามรอบ จากนั้นก็ละสายตากลับไป และไม่ได้พูดถึงเรื่องตกปลาอีกเลย
เมื่อเห็นดังนั้น หลินโยวก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็หามโต๊ะพับมาวางไว้ที่หน้าประตูบ้าน จัดแจงวางอาหารลงบนโต๊ะ แล้วไปหยิบเก้าอี้ม้านั่งออกมาอีกสองตัว
เนื่องจากเซียนตกปลาไม่ยอมเข้าบ้าน หลินโยวก็เลยต้องยกโต๊ะออกมานั่งกินข้าวกันหน้าประตูแบบนี้แหละ
บะหมี่ผัดแบ่งกันคนละกล่อง ส่วนปิ้งย่างซื้อมาเผื่อสำหรับสามคน ซึ่งตามปกติก็น่าจะเพียงพอสำหรับพวกเขาสองคน
"ฉันไม่ต้องกินข้าวหรอก"
ดูเหมือนเซียนตกปลาจะไม่ค่อยสนใจปิ้งย่างตรงหน้าสักเท่าไหร่ เขาเอาแต่ถือโทรศัพท์สำรองที่หลินโยวให้ไว้ แล้วก็นั่งไถดูคลิปวิดีโอตกปลาทะเลอยู่อย่างนั้น
"ผมซื้อมาสองกล่องเนี่ย มันมีส่วนของคุณอยู่กล่องหนึ่งนะ"
"คุณต้องกิน"
ตอนนี้หลินโยวเลิกยกเหตุผลจริยธรรมมาอ้างแล้ว เพราะรู้ว่าพูดไปก็ไลฟ์บอย
เขาเพียงบอกความต้องการของตัวเองออกไปทื่อๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ทว่าเซียนตกปลากลับดูเหมือนจะแพ้ทางมุกนี้ พอเห็นหลินโยวส่งบะหมี่ผัดกล่องหนึ่งมาให้ เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด ยอมนั่งลงแล้วลงมือกินแต่โดยดี