เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 ความฝันที่แสนประหลาด

บทที่ 17 ความฝันที่แสนประหลาด

บทที่ 17 ความฝันที่แสนประหลาด


เช้าตรู่ หลินโยวถูกปลุกด้วยเสียงนาฬิกาปลุกตรงตามเวลาเป๊ะ เซียนตกปลาไม่ได้มาปลุกเขา แต่เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไร

อย่างไรซะเขาก็ตื่นขึ้นมาทันเวลาอยู่ดี

เมื่อคืนหลินโยวฝันไปเรื่องหนึ่ง เป็นความฝันที่ประหลาดมาก

ในฝันนั้น เขาได้กลายเป็นช่างปั่นด้าย

ทว่าเขากลับใช้เครื่องปั่นด้ายไม่เป็นเลยสักนิด เส้นด้ายที่ปั่นออกมาจึงพันกันยุ่งเหยิงเป็นพัลวันราวกับกลุ่มด้ายที่แก้ไม่ออก

ในขณะที่เขากำลังปั่นด้ายอยู่นั้น รอบข้างก็มีคนกลุ่มหนึ่งมายืนล้อมวง แล้วพากันชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุดหย่อน ซึ่งทำให้เขามีอารมณ์บูดบึ้งจากการปั่นด้ายไม่สำเร็จอยู่แล้ว ยิ่งหงุดหงิดหนักเข้าไปใหญ่

พอนานเข้า หลินโยวก็เริ่มรำคาญ เขาคิดว่าอย่างไรซะเครื่องปั่นด้ายนี่ก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรนักหรอก ก็เลยกะว่าจะพังทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอดเพื่อระบายอารมณ์

แถมยังแอบคิดว่าจะแถมหมัดสั่งสอนพวกที่ชอบชี้นิ้วด่าคนอื่นเหล่านั้นด้วยอีกสักคนละทีสองที

เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินโยวก็ออกแรงกระชากเส้นด้ายบนเครื่องปั่นด้ายอย่างแรง ถึงแม้เส้นด้ายจะเหนียวไปหน่อย แต่ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ ในที่สุดก็ถูกเขากระชากจนขาดสะบั้น

ทว่าอาจเป็นเพราะเขาออกแรงมากเกินไปหน่อย พอเส้นด้ายขาดไปได้ไม่กี่เส้น ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเสียก่อน

เขานอนอืดอยู่บนเตียงต่ออีกสองสามนาที ก่อนจำใจลุกจากที่นอนอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

หลังจากล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำแบบลวกๆ หลินโยวก็หยิบโทรศัพท์มือถือแล้วเดินออกจากบ้านไป

ที่หน้าประตู เซียนตกปลาคนเดิมยังคงนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ตรงนั้น ตอนที่หลินโยวเดินออกมา อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมามองแวบหนึ่งแต่ไม่ได้สนใจอะไร

หลินโยวพยักหน้าให้เป็นเชิงทักทาย แต่ไม่ได้ชวนคุยอะไรต่อ

ช่วงเช้าตรู่หลังตื่นนอนใหม่ๆ แบบนี้ เขาไม่ค่อยชอบพูดจาสักเท่าไหร่

เนื่องจากวันนี้ตื่นค่อนข้างเร็ว เวลาก็เลยเหลือเฟือ หลินโยวไม่ได้เรียกแท็กซี่ แต่เลือกสแกนเช่ารถไฟฟ้าเพื่อขี่ไปทำงานแทน

ความจริงจะนั่งรถเมล์ไปก็ได้ แต่บ้านของเขาอยู่ห่างจากป้ายรถเมล์ตั้ง 500 เมตร แถมในระยะทางแค่นั้นยังมีไฟแดงตั้ง 4 จุด ซึ่งสิ่งที่หลินโยวเกลียดที่สุดก็คือการจอดรอไฟแดงนี่แหละ

ถ้ามีโอกาสนะ เขาอยากย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองเผิงเฉิงจริงๆ เพราะได้ยินมาว่าคนที่นั่นทั้งคนทั้งรถไม่เคยสนใจไฟจราจรกันเลยสักนิด แถมการขับรถย้อนศรก็เป็นเรื่องปกติสามัญราวกับกินข้าวแกง

...

เมื่อมาถึงโต๊ะทำงานของตัวเอง อาหารเช้าของวันนี้ก็ถูกวางรอไว้เรียบร้อยแล้ว

นี่คือสิ่งที่เหล่าจ้าวเตรียมไว้ให้เขา

หลินโยวก็ไม่เกรงใจ หยิบอาหารเช้าขึ้นมานั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย

...

หลินโยวรู้สึกว่าวันนี้พวกหวังอู่ทั้งสามคนดูแปลกๆ ไปหน่อย พวกเขาให้ความรู้สึกเหมือนคนประสาทเสีย มองใครต่อใครด้วยสายตาจับผิดและระแวดระวังไปหมด

ไม่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนกำลังมีเรื่องกลุ้มใจอะไรบางอย่าง เพราะตลอดทั้งช่วงเช้าต่างพากันนั่งเหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

พอถึงช่วงบ่าย หลินโยวก็หาจังหวะเข้าไปคุยสัพเพเหระกับหวังอู่ และลองถามไถ่ถึงสถานการณ์ดู

หวังอู่รู้ดีว่าหลินโยวถามเพราะความห่วงใย เขาจึงไม่ได้ปิดบังอะไร และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังในรูปแบบที่คนธรรมดาจะพอทำความเข้าใจได้

ตามที่หวังอู่เล่ามา เครื่องจักรชิ้นสำคัญอย่างยิ่งในหน่วยงานเก่าถูกทำลายพังยับเยิน ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อพวกเขาที่เป็นพนักงานที่ลาออกมาแล้วทั้งสามคนด้วย

แถมคนที่ทำลายเครื่องจักรคนนั้น ตอนนี้กำลังกบดานอยู่แถวๆ นี้ พวกเขาเลยต้องพยายามสอดส่องดูว่าพอจะจำหน้าได้บ้างหรือเปล่า

พอได้ฟังคำบอกเล่าของหวังอู่ ไม่รู้ทำไมหลินโยวถึงรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีขึ้นมาตงิดๆ

ความรู้สึกผิดมันผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เขารีบสะบัดหัวไล่ความคิดเพี้ยนๆ นั้นออกไปจากสมองทันที

เขากับสภาบริหารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลยสักนิด ของของสภาบริหารพังแล้วเขาจะไปรู้สึกผิดทำไมจริงไหม

จากนั้น หลินโยวก็เอ่ยปากปลอบใจหวังอู่ไปสองสามประโยค พร้อมกับแกล้งถามแบบไม่ใส่ใจว่าพอจะมีข้อมูลหรือรูปพรรณสัณฐานของคนคนนั้นไหม จะได้ช่วยสอดส่องหาให้อีกแรง

ทว่าหวังอู่กลับส่ายหน้าปฏิเสธ พร้อมบอกว่าพวกเขาสามคนลาออกมาจากหน่วยงานเดิมแล้ว ทางเบื้องบนจึงไม่ได้ส่งข้อมูลเหล่านั้นมาให้

หลินโยวแอบรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ แต่ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ

ในตอนที่เดินกลับห้องทำงาน เขาก็ได้เจอเข้ากับเหล่าจ้าวพอดี

จากปากของเหล่าจ้าว หลินโยวได้รับข่าวมาอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือเบื้องบนสั่งมาว่า จอกสุราสำริดที่มีมลพิษปนเปื้อน รวมถึงโมนาลิซ่าร่ำไห้ จำเป็นต้องวางจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต่ออีกสองสามวัน

เมื่อได้ยินข่าวนี้ หลินโยวก็รู้สึกประหลาดใจมาก

เขามีลางสังหรณ์ว่า เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเขาแน่ๆ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงตรวจเจอเรื่องที่ความ ‘โศกเศร้า’ ของโมนาลิซ่าหายไปแล้วล่ะมั้ง

หลินโยวตัดสินใจว่า ช่วงนี้เขาควรลดการปฏิสัมพันธ์กับโมนาลิซ่าลงหน่อย เลิกแกล้งเธอไปสักพักก่อนจะดีกว่า

...

หลังเลิกงาน หลินโยวแวะไปที่ถนนสายของกินแถวๆ พิพิธภัณฑ์ เขาซื้อบะหมี่ผัดมาสองกล่องกับปิ้งย่างชุดใหญ่มาเป็นมื้อเย็น

บะหมี่ผัดหนึ่งในสองกล่องนั้นเขาเตรียมไว้ให้เซียนตกปลา

เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน เซียนตกปลาก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมเหมือนสองวันที่ผ่านมา เขายืนอยู่ริมน้ำพุจำลอง ราวกับกำลังรอหลินโยวกลับบ้าน...

ในจังหวะที่หลินโยวเดินผ่านหน้า อีกฝ่ายก็คว้าหมับเข้าที่ไหล่ทันที พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"นายจะกินปลาอะไร"

หลินโยวไม่อยากพูดเรื่องปลาอีกแล้ว

เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน จะด้วยความไม่ตั้งใจหรือจงใจวางแผนไว้ก่อนก็ไม่อาจทราบได้

"นอกจากปลาแล้ว ของอย่างอื่นคุณตกขึ้นมาให้ได้ไหมครับ"

เมื่อได้ยินดังนั้น เซียนตกปลาก็พยักหน้า

"ได้ทุกอย่างนั่นแหละ"

"งั้น... คุณช่วยตกสาวน้อยผมขาวสุดสวย สูงสัก 165 หน้าตาสะสวยดูใสซื่อแต่ไม่ดูเด็กจนเกินไป รูปร่างสมส่วนไม่ผอมไม่เพรียวเกินไปมาให้สักคนได้ไหมครับ"

"ถ้ามีผมชี้ด้วยจะดีมากเลยล่ะ"

หลินโยวเอ่ยถามด้วยสีหน้าคาดหวังสุดขีด

เซียนตกปลาปรายตามองเขาแวบหนึ่ง

"ได้สิ แต่ยัยนั่นไม่อร่อยเท่าปลาหรอกนะ"

สิ้นคำพูด เซียนตกปลาก็ทำท่าจะเหวี่ยงเบ็ดทันที

เมื่อเห็นท่าทางนั้น หลินโยวก็ถึงกับสะดุ้งโหยง เขารีบตะปบมือห้ามอีกฝ่ายเอาไว้แทบไม่ทัน

"เดี๋ยวๆๆ ผมแค่พูดเล่นเฉยๆ คุณอย่าไปตกเขามาจริงๆ เชียวนะ"

เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดซึมขึ้นมาตามไรผมโดยไม่รู้ตัว

ยังดีที่เขาไหวตัวทัน ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของเซียนตกปลา มีหวังได้ไปลากคอใครมาให้จริงๆ แน่

หลินโยวไม่ได้สงสัยเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายจะทำได้จริงไหม ขนาดปลาดังเคิลออสเตียสที่สูญพันธุ์ไปเป็นร้อยล้านปีหมอนี่ยังไปข้ามเวลาตกมาให้ได้ กะอีแค่ไปตกเด็กสาวสักคนบนโลกใบนี้ มันก็คงเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับเขา

ต่อให้เด็กสาวคนนั้นจะต้องผ่านการคัดกรองสเปกมาแล้วก็ตาม

เซียนตกปลากวาดสายตามองหลินโยวตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่สองสามรอบ จากนั้นก็ละสายตากลับไป และไม่ได้พูดถึงเรื่องตกปลาอีกเลย

เมื่อเห็นดังนั้น หลินโยวก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็หามโต๊ะพับมาวางไว้ที่หน้าประตูบ้าน จัดแจงวางอาหารลงบนโต๊ะ แล้วไปหยิบเก้าอี้ม้านั่งออกมาอีกสองตัว

เนื่องจากเซียนตกปลาไม่ยอมเข้าบ้าน หลินโยวก็เลยต้องยกโต๊ะออกมานั่งกินข้าวกันหน้าประตูแบบนี้แหละ

บะหมี่ผัดแบ่งกันคนละกล่อง ส่วนปิ้งย่างซื้อมาเผื่อสำหรับสามคน ซึ่งตามปกติก็น่าจะเพียงพอสำหรับพวกเขาสองคน

"ฉันไม่ต้องกินข้าวหรอก"

ดูเหมือนเซียนตกปลาจะไม่ค่อยสนใจปิ้งย่างตรงหน้าสักเท่าไหร่ เขาเอาแต่ถือโทรศัพท์สำรองที่หลินโยวให้ไว้ แล้วก็นั่งไถดูคลิปวิดีโอตกปลาทะเลอยู่อย่างนั้น

"ผมซื้อมาสองกล่องเนี่ย มันมีส่วนของคุณอยู่กล่องหนึ่งนะ"

"คุณต้องกิน"

ตอนนี้หลินโยวเลิกยกเหตุผลจริยธรรมมาอ้างแล้ว เพราะรู้ว่าพูดไปก็ไลฟ์บอย

เขาเพียงบอกความต้องการของตัวเองออกไปทื่อๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

ทว่าเซียนตกปลากลับดูเหมือนจะแพ้ทางมุกนี้ พอเห็นหลินโยวส่งบะหมี่ผัดกล่องหนึ่งมาให้ เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด ยอมนั่งลงแล้วลงมือกินแต่โดยดี

จบบทที่ บทที่ 17 ความฝันที่แสนประหลาด

คัดลอกลิงก์แล้ว