- หน้าแรก
- ข้ามโลกไปเป็นเด็กฝึกงานพิพิธภัณฑ์ เปิดฉากมาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเทพมาร
- บทที่ 3 ตัวตนที่อยู่นอกเหนือการรับรู้
บทที่ 3 ตัวตนที่อยู่นอกเหนือการรับรู้
บทที่ 3 ตัวตนที่อยู่นอกเหนือการรับรู้
"แหล่งกำเนิดมลพิษอยู่ทางนี้ ระวังตัวกันด้วยล่ะ"
คล้อยหลังหลินโยวเดินจากไปได้ไม่ทันไร ก็มีคนสามคนก้าวเท้าเข้ามาในพิพิธภัณฑ์
ทั้งสามคนสวมใส่เครื่องแบบที่มีลักษณะเหมือนกันเป๊ะ ชุดที่ว่านี้ดูคล้ายกับชุดหนังรัดรูปที่พวกชอบเล่น 'คอสเพลย์' มักจะใส่กัน มันห่อหุ้มร่างกายของพวกเขาเอาไว้มิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า
ทว่าบริเวณดวงตาของพวกเขาทั้งสามคนกลับมีอุปกรณ์บางอย่างที่หน้าตาคล้ายกับแว่นตากันลมสวมทับไว้อีกชั้น ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้จะช่วยให้พวกเขาสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป
"เซี่ยวชวน วัดระดับมลพิษได้หรือยัง?"
"พรืดดด"
พอได้ยินสรรพนามเรียกขานว่า 'เซี่ยวชวน' สมาชิกอีกคนในทีมก็ถึงกับกลั้นขำไม่อยู่ หลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างลืมตัว
สมาชิกคนที่ถูกเรียกว่า 'เซี่ยวชวน' กรอกตามองบนใส่หัวหน้าทีมด้วยความเอือมระอา
"หัวหน้าครับ ผมชื่อซุนชวน ไม่ใช่ซุนเซี่ยวชวนสักหน่อย"
"แล้วก็นะ จื้อเชา นายกล้าหัวเราะเยาะฉันได้ยังไงเนี่ย?"
"ฉันชื่อเหลียงเชาเว้ย ไม่ใช่เหลียงจื้อเชา"
"โอเคๆ จื้อเชา"
ซุนชวนตอบปัดๆ ไปอย่างขอไปที ก่อนจะดึงสติกลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้า
เขาจ้องมองข้อมูลที่แสดงผลอยู่บนหน้าจอเครื่องมือในมือ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า "มลพิษที่แผ่ออกมาทางนี้น่าจะเกิดจากหนึ่งในสองวัตถุเหนือธรรมชาติระดับ 'เฉื่อยชา' นั่นแหละครับ ระดับความรุนแรงของมลพิษก็ไม่ได้สูงอะไรมาก แค่แตะเกณฑ์ระดับ 'เสียงกระซิบ' เท่านั้นเอง ต่อให้เป็นคนธรรมดานอนกอดมันไว้ทั้งคืน ก็รับรองได้เลยว่าจะไม่มีอันตรายอะไรเกิดขึ้นแน่นอน"
"แล้วจากการสังเกตของผม วัตถุเหนือธรรมชาติที่เป็นต้นตอของการระเบิดมลพิษในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นภาพ 'โมนาลิซ่าร่ำไห้' ภาพนั้นแหละครับ"
พูดจบ ซุนชวนก็ชี้มือไปยังภาพวาดเหมือนบุคคลภาพหนึ่งที่แขวนอยู่ในโซนจัดแสดง
ทว่าในวินาทีที่เขามองเห็นสภาพโดยรวมของภาพวาดภาพนั้น เขาก็ถึงกับยืนอึ้งไปเลย
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของซุนชวน อีกสองคนที่เหลือก็ขมวดคิ้วมุ่น แล้วหันไปมองตามทิศทางที่เขาชี้
เหตุการณ์ที่เกิดจากวัตถุเหนือธรรมชาติย่อมมีความเสี่ยงแฝงอยู่เสมอ ต่อให้วัตถุเหนือธรรมชาติชิ้นนั้นจะอยู่ในระดับเฉื่อยชา ความเสี่ยงที่ว่าก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปเลยสักนิด
ทว่าในตอนที่ทั้งสองคนมองเห็นสภาพของโมนาลิซ่าในภาพวาดอย่างชัดเจน สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นตกตะลึงไม่ต่างอะไรกับซุนชวนเลย
ในความทรงจำของพวกเขา 'โมนาลิซ่าร่ำไห้' คือภาพวาดที่มีใบหน้าครึ่งบนโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง ส่วนใบหน้าครึ่งล่างก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างน่าสยดสยองถึงขีดสุด
แต่ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ โมนาลิซ่าในภาพวาดกำลังนอนหมดสภาพอยู่บนเก้าอี้ ดูไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่เพิ่งจะสูญเสียของรักของหวงไป ถึงแม้ว่าศีรษะครึ่งบนที่พับตลบไปด้านหลังจะยังคงทำให้เธอดูสยดสยองและน่าสะพรึงกลัวอยู่ไม่คลายก็ตามที
แต่ถ้าตัดสองจุดนั้นทิ้งไป โมนาลิซ่าในภาพวาดกลับทำให้พวกเขาทั้งสามคนเกิดความรู้สึก... เกิดภาพลวงตาขึ้นมาว่า 'เด็กคนนี้น่าสงสารจังเลย'
"ไม่ถูกสิ!"
จู่ๆ หวังอู่ก็สะดุ้งเฮือก เขายกมือขึ้นตบหัวตัวเองฉาดใหญ่
ในฐานะหัวหน้าทีมของหน่วยปฏิบัติการสามคนนี้ ประสบการณ์ในการรับมือกับเหตุการณ์มลพิษของเขาย่อมมีมากกว่าอีกสองคนที่เหลืออยู่แล้ว
เมื่อกี้เขาถึงกับรู้สึก 'เห็นอกเห็นใจ' วัตถุเหนือธรรมชาติเนี่ยนะ นี่มันช่าง...
น่ากลัวเกินไปแล้ว
เมื่อสังเกตเห็นคนทั้งสามที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ โมนาลิซ่าที่นอนหมดสภาพอยู่บนเก้าอี้ก็เพียงแค่ปรายตามองพวกเขานิดหน่อย ก่อนจะนิ่งเงียบไปโดยไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ อีก
เมื่อเห็นดังนั้น ทั้งสามคนก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจหนักเข้าไปอีก
ยากที่จะจินตนาการได้เลยว่า ต้องเผชิญกับเรื่องราวเลวร้ายขนาดไหนกัน ถึงทำให้วัตถุเหนือธรรมชาติมีสภาพย่ำแย่ได้ถึงเพียงนี้
"เซี่ยวชวน ตรวจสอบสถานะปัจจุบันของโมนาลิซ่าร่ำไห้ดูซิ"
เมื่อเดินมาถึงบริเวณใกล้ๆ กับโมนาลิซ่าร่ำไห้ หวังอู่ก็หันไปสั่งการซุนชวน
ซุนชวนคือเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคประจำทีม ส่วนเหลียงเชาและหวังอู่คือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ในระหว่างที่ซุนชวนกำลังง่วนอยู่กับเครื่องมือในมือ อีกสองคนที่เหลือก็ขยับเข้าไปยืนบังหน้าเขาเอาไว้โดยสัญชาตญาณ
เวลาผ่านไปประมาณห้านาที จู่ๆ ซุนชวนก็ลุกพรวดขึ้นมายืนตัวแข็งทื่อ เขาเอาแต่จ้องมองข้อมูลที่แสดงผลอยู่บนหน้าจอเครื่องมืออย่างเอาเป็นเอาตาย โดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่ครึ่งคำ
จนกระทั่งหวังอู่สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเอื้อมมือไปสะกิดไหล่เขา ซุนชวนถึงได้สติกลับมา
"ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ายังไง? ก็แค่เหตุการณ์มลพิษที่เพิ่งจะแตะเกณฑ์ระดับเฉื่อยชา คงไม่ถึงขั้นทำให้พวกเราตายยกทีมหรอกมั้ง?"
หวังอู่หัวเราะพลางตบไหล่ซุนชวนเบาๆ เพื่อช่วยคลายความกังวล ทว่าแววตาของเขากลับแฝงไปด้วยความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
"ตกลงนายเจออะไรในภาพวาดนี้กันแน่ ถึงได้ทำหน้าตาตื่นตระหนกขนาดนั้น?"
เหลียงเชาเองก็อยากรู้ใจแทบขาดว่าซุนชวนตรวจสอบเจออะไรเข้า แถมตอนท้ายก็ยังไม่วายแขวะอีกฝ่ายไปหนึ่งดอก
"หน้านายตอนนี้เหมือนคนเพิ่งกินขี้มาเลยว่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซุนชวนก็ไม่ได้ต่อปากต่อคำกับเหลียงเชา
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหวังอู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "หัวหน้าครับ ผมรู้สึกว่าพวกเราต้องทำการทดสอบมลพิษทางปัญญาร่วมกันสักครั้งแล้วล่ะครับ"
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของซุนชวน หวังอู่ก็ไม่รอช้า รีบส่งคำร้องไปยังสภาบริหารทันที
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์มลพิษ ต่อให้เป็นแค่เหตุการณ์มลพิษระดับต่ำสุด การระมัดระวังตัวเอาไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องดีเสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกี้ซุนชวนต้องค้นพบเรื่องสำคัญอะไรบางอย่างจากโมนาลิซ่าแน่ๆ ถึงได้ร้องขอให้ทำการทดสอบมลพิษทางปัญญาแบบนี้
สภาบริหารทำงานได้อย่างรวดเร็วฉับไว ผลการทดสอบถูกส่งกลับมาให้พวกเขาทั้งสามคนในเวลาอันสั้น
หวังอู่: ค่าเอนโทรปีทางปัญญา 7% ปกติ
ซุนชวน: ค่าเอนโทรปีทางปัญญา 5% ปกติ
เหลียงเชา: ค่าเอนโทรปีทางปัญญา 5% ปกติ
เมื่อเห็นคำว่าปกติปรากฏขึ้นบนแว่นตากันลม ซุนชวนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเริ่มอธิบายสาเหตุที่เขาต้องระมัดระวังตัวถึงขนาดนี้ให้เพื่อนร่วมทีมฟัง
"จากข้อมูลที่เครื่องมือวิเคราะห์ออกมา คุณลักษณะพิเศษ ‘โศกเศร้า’ ที่แฝงอยู่ในตัวโมนาลิซ่าร่ำไห้ได้หายไปแล้วครับ"
"และจากการสังเกตเพิ่มเติมของผม ผมก็พบว่าวิธีการที่ทำให้ความ ‘โศกเศร้า’ หายไปนั้นค่อนข้างจะพิเศษอยู่สักหน่อย"
พูดถึงตรงนี้ ซุนชวนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขากวาดสายตามองเพื่อนร่วมทีมทั้งสองคน ก่อนจะเน้นย้ำทีละคำอย่างชัดเจนว่า
"ความ ‘โศกเศร้า’ มันเหมือนถูกตัวตนบางอย่างกระชากออกไปจากร่างของโมนาลิซ่าแบบดื้อๆ เลยครับ แถมวิธีการของตัวตนนั้นก็ยังหยาบคายสุดๆ ชนิดที่ว่าไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือผลที่ตามมาเลยสักนิด"
"เปรี้ยง!"
สิ้นเสียงของซุนชวน สายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมาท่ามกลางค่ำคืนที่มีพายุฝนโหมกระหน่ำอย่างพอดิบพอดี
แสงสว่างจากสายฟ้าแลบแปลบปลาบส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี แสงสลัวๆ สาดส่องผ่านโดมกระจกของพิพิธภัณฑ์ลงมาตกกระทบใบหน้าของคนทั้งสาม เผยให้เห็นสีหน้าที่ซีดเผือดและดูไม่ได้เอาเสียเลยของพวกเขา
ทั้งสามคนล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับดีพไดฟ์เวอร์ของสภาบริหาร พวกเขาเคยผ่านเหตุการณ์มลพิษมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งงานเล็กงานใหญ่ แต่พวกเขาไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังและไร้หนทางเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต
ใช่แล้วล่ะ มันคือความสิ้นหวัง
ในฐานะสมาชิกของสภาบริหาร ทั้งสามคนต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่า ภายใต้ขอบเขตของเหตุผลแล้ว สิ่งที่สามารถทำได้อย่างที่ซุนชวนบรรยายมานั้น มีเพียงแค่การพึ่งพาพลังของวัตถุเหนือธรรมชาติเท่านั้น
เพราะถึงแม้ว่าโมนาลิซ่าร่ำไห้จะมีระดับที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน แต่ความ ‘โศกเศร้า’ ก็ยังถือเป็นกฎเกณฑ์ข้อหนึ่งอยู่ดี การจะลอกคราบเอากฎเกณฑ์ออกไปได้ อย่างน้อยๆ ระดับของตัวตนนั้นก็ต้องสูงกว่ากฎเกณฑ์ข้อนั้นเสียก่อน
และวิธีการลอกคราบแบบที่ซุนชวนอธิบายมานั้น เห็นได้ชัดเลยว่ามันไม่ใช่วิธีการที่อยู่ใน 'ขอบเขตการรับรู้' ของพวกเขาเลยสักนิด
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทั้งสามคนก็รู้สึกเหมือนอนาคตของตัวเองดับวูบลงไปในพริบตา
ต่อให้ตอนนี้ค่าเอนโทรปีทางปัญญาจะยังคงอยู่ในระดับที่เสถียร แต่ใครจะไปรับประกันได้ล่ะว่ามลพิษจะไม่เกิดการระเบิดขึ้นมาในชั่วพริบตาใดพริบตาหนึ่ง?
"เดี๋ยวฉันจะติดต่อไปทางศูนย์บัญชาการดูหน่อยว่าพวกเขาจะว่ายังไงบ้าง"
ในฐานะหัวหน้าทีม หวังอู่จำเป็นต้องเรียกขวัญและกำลังใจของลูกทีมกลับมาให้ได้
เขาตบไหล่ซุนชวนและเหลียงเชาเบาๆ เอ่ยปากปลอบโยนพวกเขาอยู่สองสามประโยค ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายตรงไปยังศูนย์บัญชาการ
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของศูนย์บัญชาการได้รับฟังรายงานของเขา และทำการตรวจสอบระดับมลพิษทางปัญญาของอีกฝ่าย จนแน่ใจแล้วว่าการรับรู้ของหวังอู่และคนอื่นๆ ยังคงเป็นปกติ เจ้าหน้าที่รับสายของศูนย์บัญชาการก็เงียบไปอึดใจหนึ่ง
จากนั้น น้ำเสียงที่แหบพร่าแต่กลับแฝงไปด้วยความน่าเกรงขามก็ดังลอดออกมาจากโทรศัพท์มือถือของหวังอู่
"พวกนายแอบลอบเข้าไปในห้องรักษาความปลอดภัย แล้วส่งภาพจากกล้องวงจรปิดของคืนนี้มาให้ศูนย์บัญชาการ"
"จำเอาไว้ แค่ส่งภาพจากกล้องวงจรปิดมาก็พอ พวกนายห้ามดูภาพจากกล้องวงจรปิดเด็ดขาด"
"แล้วก็นะ ระวังอย่าให้ใครจับได้ล่ะ"