เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 - เย่เฉิน นายเป็นคนยังไงกันแน่?

บทที่ 42 - เย่เฉิน นายเป็นคนยังไงกันแน่?

บทที่ 42 - เย่เฉิน นายเป็นคนยังไงกันแน่?


บทที่ 42 - เย่เฉิน นายเป็นคนยังไงกันแน่?

สี่ทุ่มตรง

เย่เฉินลงจากรถแท็กซี่ เตรียมตัวจะเดินกลับเข้าอพาร์ตเมนต์ต้าตู ในใจยังคงแอบกังวลว่าซุนอี๋กลับมาหรือยัง เพราะติดต่อเธอไม่ได้เลย

ขณะที่เย่เฉินกำลังจะเดินผ่านประตูหมู่บ้าน ก็มีแสงไฟหน้ารถสาดส่องเข้ามาเตะตา พร้อมกับเสียงบีบแตรสั้นๆ สองสามครั้ง เห็นได้ชัดว่าต้องการเรียกให้เขาเดินเข้าไปหา

เย่เฉินขมวดคิ้ว เขามองเห็นลางๆ ว่าคนขับเป็นผู้หญิง แต่เขาก็ไม่สนใจ เดินมุ่งหน้ากลับเข้าอพาร์ตเมนต์ต้าตูต่อไป

แม้เขาจะมองไม่ชัดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แต่ก็มั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่ใช่ซุนอี๋แน่

คนที่นั่งอยู่ในรถความจริงแล้วคือ เซี่ยรั่วเสวี่ย คืนนี้ที่บริษัทมีการประชุมผู้บริหารระดับสูงด่วน ซึ่งผู้บริหารทุกคนจำเป็นต้องเข้าร่วม แต่เธอกลับพบว่าจนกระทั่งการประชุมจบลง ซุนอี๋ก็ยังไม่ปรากฏตัว แถมโทรไปก็ติดต่อไม่ได้

เธอเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ นับตั้งแต่ซุนอี๋เข้ามาทำงานที่บริษัท เธอไม่เคยมาสายหรือกลับก่อนเวลาเลยสักครั้ง

เธอสงสัยว่าซุนอี๋อาจจะเกิดเรื่องขึ้น

ดังนั้น เธอจึงตามที่อยู่ที่ซุนอี๋กรอกไว้ในประวัติส่วนตัวมาจนถึงที่นี่ ตอนแรกตั้งใจจะลงจากรถแล้วขึ้นไปดูที่ห้อง แต่กลับบังเอิญเจอเย่เฉินเข้าซะก่อน

นับตั้งแต่เย่เฉินมอบสูตรยาใบนั้นให้ เธอจ้างนักสืบเอกชนไปสืบประวัติของเขาโดยเฉพาะ

แต่สิ่งที่ทำให้เธอคาดไม่ถึงก็คือ ประวัติของผู้ชายคนนี้แทบจะว่างเปล่า เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามาจากไหน และมาทำอะไรที่เมืองเจียงเฉิง

ต้องเข้าใจก่อนนะว่า การใช้ชีวิตอยู่ในประเทศจีน ต่อให้เป็นขอทาน ก็เป็นไปไม่ได้ที่ประวัติจะว่างเปล่าไปซะทุกอย่าง

การที่ประวัติว่างเปล่า มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือ ข้อมูลของอีกฝ่ายได้รับการปกป้องจากสิทธิ์ระดับสูง

ตั้งแต่นั้นมา เซี่ยรั่วเสวี่ยก็เริ่มรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับผู้ชายที่ชื่อเย่เฉินคนนี้ แน่นอนว่า ไม่ใช่แค่ความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่เป็นความเจ็บใจซะมากกว่า เพราะเย่เฉินคือผู้ชายคนแรกในรอบหลายปีที่กล้าปฏิเสธเธอ!

เมื่อเซี่ยรั่วเสวี่ยเห็นว่าเย่เฉินไม่คิดจะสนใจเธอเลย ก็โกรธจนกำหมัดแน่น พอเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะเดินหายลับไป เธอจึงจำใจต้องลงจากรถ แล้ววิ่งตามเย่เฉินไป

"เย่เฉิน หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" เสียงใสกระจ่างดังขึ้น

เย่เฉินหันกลับไปตามสัญชาตญาณ และไม่นานก็มองเห็นผู้หญิงตรงหน้าได้อย่างชัดเจน

เมื่อได้เห็นผู้หญิงตรงหน้า แม้เย่เฉินจะเคยเห็นสาวงามมามากหน้าหลายตา แต่ก็ยังอดตื่นตะลึงเล็กๆ ไม่ได้

หญิงสาวผู้นี้มีผิวขาวเนียนละเอียดดุจหิมะ ผมยาวดัดลอนเป็นลอนคลายทิ้งตัวสยายลงมา ดูมีความเกียจคร้านแฝงอยู่ นัยน์ตาคู่นั้นใสกระจ่างดุจคริสตัลที่แช่อยู่ในน้ำ เมื่อรวมกับรูปตาที่ดูเย้ายวนมีเสน่ห์ ยิ่งทำให้เธอดูงดงามอย่างไร้ที่ติ ทว่าในความงามนั้นกลับแฝงไปด้วยความเย็นชา

ในตอนนี้ เธอกำลังขบริมฝีปากสีแดงสด ใบหน้าที่ขาวซีดราวกับหิมะเผยให้เห็นถึงความเย่อหยิ่งทระนง

เย่เฉินเผลอนำหญิงสาวตรงหน้าไปเปรียบเทียบกับซุนอี๋ในใจ หากพูดถึงรูปร่างหน้าตา หญิงสาวผู้นี้ดูจะเหนือกว่าอยู่หนึ่งระดับ แต่ถ้าพูดถึงทรวดทรงองค์เอว ความเซ็กซี่ของซุนอี๋คงต้องยกให้เป็นอันดับหนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา

แต่ทรวดทรงของหญิงสาวผู้นี้ก็ถือว่าไม่เลว หน้าอกคัพดี บวกกับเรียวขาที่ขาวเนียนและเรียวยาว ถ้าหากแต่งตัวให้ดูเซ็กซี่กว่านี้อีกสักหน่อย ก็คงจะได้คะแนนเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย

ขณะที่เย่เฉินกำลังพิจารณาเซี่ยรั่วเสวี่ยอยู่นั้น เซี่ยรั่วเสวี่ยก็เปิดปากพูดขึ้น "เย่เฉิน นายไม่เห็นหรือไงว่าเมื่อกี้ฉันเรียกให้นายหยุด?"

เย่เฉินเก็บสายตาพิจารณา กลับมาทำหน้านิ่งขรึม "คุณเป็นใคร? ทำไมผมต้องหยุดด้วย?"

เซี่ยรั่วเสวี่ยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พูดด้วยความเย่อหยิ่งว่า "ได้ยินมาว่าเมื่อหลายวันก่อน นายไปอาละวาดที่หน้าตึกฮว๋าเหม่ยเพียงเพราะอยากเจอฉัน ทำไม พอตอนนี้คนที่นายอยากเจอมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า นายถึงได้ทำตัวแบบนี้ล่ะ?"

เย่เฉินถึงบางอ้อ ที่แท้ผู้หญิงตรงหน้าก็คือ เซี่ยรั่วเสวี่ย หนึ่งในสามสาวงามแห่งมณฑลเจียงหนาน ประธานกลุ่มบริษัทฮว๋าเหม่ย และยังเป็นเจ้านายโดยตรงของซุนอี๋อีกด้วย

เย่เฉินปรายตามองโหงวเฮ้งของเซี่ยรั่วเสวี่ย แล้วถอนหายใจยาว บนใบหน้าของอีกฝ่ายไม่มีเค้าลางของหายนะอย่างที่ตาเฒ่าเคยบอกไว้เลย หมายความว่าในช่วงนี้ เธอยังแคล้วคลาดปลอดภัยอยู่

"นายถอนหายใจทำไม? หรือว่าการปรากฏตัวของฉันทำให้นายผิดหวัง?" เซี่ยรั่วเสวี่ยเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้าถอนหายใจ ก็รู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมา

ในฐานะคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ย เคยมีใครกล้าทำตัวแบบนี้กับเธอที่ไหน? เธอถึงกับรู้สึกโกรธอย่างไม่มีเหตุผล

"ไม่มีอะไรหรอก ถ้าไม่มีธุระอะไร ผมขอตัวก่อนนะ" เย่เฉินตัดบท

เซี่ยรั่วเสวี่ยปรับอารมณ์ วางเรื่องของตัวเองไว้ก่อน แล้วถามว่า "นายพักอยู่กับซุนอี๋ใช่ไหม?"

"ใช่" เย่เฉินพยักหน้ารับ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พอเซี่ยรั่วเสวี่ยรู้ว่าทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาตงิดๆ

"คุณอย่าเข้าใจผิดนะ ผมมาเมืองเจียงเฉิงแล้วไม่มีที่พัก ซุนอี๋ก็เลยให้ผมมาอาศัยอยู่ด้วยชั่วคราว"

เซี่ยรั่วเสวี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วถามต่อ "วันนี้ที่บริษัทมีการประชุมด่วน แต่ซุนอี๋ไม่ได้มา นายรู้ไหมว่าเธอหายไปไหน?"

"ไม่รู้สิ"

พูดจบ เย่เฉินก็หันหลังเดินจากไป เขาไม่ชอบให้ใครมาเดินตามซักไซ้ไล่เลียง และเขาก็ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องตอบด้วย

เมื่อเห็นเย่เฉินแสดงท่าทีรำคาญขนาดนี้ เซี่ยรั่วเสวี่ยก็รู้สึกเสียหน้า รีบตะโกนไล่หลังไป "เย่เฉิน หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"

เย่เฉินยังคงเดินต่อไปโดยไม่หยุดชะงัก

เซี่ยรั่วเสวี่ยกำหมัดแน่น กระทืบเท้าด้วยความโกรธ!

เมื่อไม่กี่วันก่อน นายยังทำท่าอยากจะเจอฉันให้ได้อยู่เลย ทำไมพอฉันมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า นายถึงได้ทำท่ารำคาญขนาดนี้!

หรือว่าฉัน เซี่ยรั่วเสวี่ย จะไม่มีค่าพอให้นาย เย่เฉิน ชายตามองเลยงั้นเหรอ?

เซี่ยรั่วเสวี่ยทนไม่ไหวอีกต่อไป ตะโกนลั่น "เย่เฉิน นายเป็นผู้ชายแท้ๆ ทำไมถึงไปพักอยู่กับซุนอี๋? นายรู้ไหมว่ามันจะทำให้ซุนอี๋เสื่อมเสียชื่อเสียง! แล้วก็ อย่าคิดนะว่าได้สูตรยามาใบเดียว แล้วจะสบายไปทั้งชาติ ฉันจะบอกให้นะเย่เฉิน ขืนนายยังทำตัวแบบนี้ต่อไป มีแต่จะกินบุญเก่าจนหมดตัว! สุดท้ายก็ต้องพังพินาศเพราะน้ำมือตัวเอง!"

คราวนี้เย่เฉินหยุดฝีเท้า เขาหันกลับมา เดินตรงเข้าไปหาเซี่ยรั่วเสวี่ย

เซี่ยรั่วเสวี่ยจ้องมองผู้ชายตรงหน้า จู่ๆ เธอก็พูดไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ

"เซี่ยรั่วเสวี่ย คุณคิดว่าคุณรู้จักผมดีแล้วเหรอ? หรือว่าการที่คุณเป็นถึงคุณหนูจากตระกูลใหญ่ในมณฑลเจียงหนาน ทำให้คุณมีสิทธิ์ทำตัวอยู่เหนือคนอื่น แล้วมาคอยชี้นิ้วด่าทอใครต่อใครได้ตามอำเภอใจ?"

"เปล่านะ..." น้ำเสียงของเซี่ยรั่วเสวี่ยแผ่วเบาลง เธอเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมานิดๆ

มุมปากของเย่เฉินกระตุกยิ้มเยาะ

"ในเมื่อคุณไม่ได้รู้จักผม แล้วคุณมีสิทธิ์อะไรมาวิพากษ์วิจารณ์ผม? ผมไม่สนหรอกนะว่าคุณจะเป็นประธานกลุ่มบริษัทฮว๋าเหม่ย หรือจะเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ในมณฑลเจียงหนาน หรือต่อให้คุณจะมาจากตระกูลระดับท็อปในเมืองหลวง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผม เย่เฉิน ขอให้คุณเก็บความเย่อหยิ่งของคุณเอาไว้ซะ! สิ่งที่ผมทำ มันไม่เกี่ยวกับคุณ"

เซี่ยรั่วเสวี่ยก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เธอถูกข่มด้วยออร่าของเย่เฉินจนทำอะไรไม่ถูก ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจถาโถมเข้ามา

"ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น... ฉันแค่..."

เย่เฉินไม่เปิดโอกาสให้เซี่ยรั่วเสวี่ยได้อธิบาย เดินหันหลังสบัดตูดจากไปอย่างเท่ๆ ในสายตาของเขา ต่อให้เซี่ยรั่วเสวี่ยจะมีฐานะสูงส่งแค่ไหน แล้วยังไงล่ะ สิบปีให้หลัง เธออาจจะทำได้แค่แหงนหน้ามองดูแผ่นหลังของเขา เย่เฉิน ก็เป็นได้!

คล้อยหลังเย่เฉิน เซี่ยรั่วเสวี่ยก็ทนความอัดอั้นตันใจไม่ไหว ปล่อยโฮออกมาในที่สุด

ตั้งแต่เล็กจนโต ในฐานะคุณหนูตระกูลเซี่ยผู้สูงส่ง เคยมีใครกล้าพูดจาแบบนี้กับเธอบ้าง?

เคยมีใครกล้าชี้นิ้วด่าเธอแบบนี้บ้าง?

แต่หลังจากร้องไห้จนพอใจ เซี่ยรั่วเสวี่ยก็เริ่มได้สติ เหมือนกับว่าจู่ๆ เธอก็ถูกคำพูดของเย่เฉินดึงสติกลับมา

หลายปีก่อน ที่เธอหนีออกจากตระกูลเซี่ยมาตั้งกลุ่มบริษัทฮว๋าเหม่ยที่เมืองเจียงเฉิง ก็เพื่ออยากจะหลุดพ้นจากร่มเงาของตระกูลเซี่ยไม่ใช่เหรอ?

เวลาผ่านไปหลายปี เธอหลงคิดมาตลอดว่าตัวเองทำสำเร็จแล้ว แต่สุดท้ายก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ที่พึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของเธอก็ยังคงเป็นตระกูลเซี่ย ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย

เธอมองไปยังทิศทางที่เย่เฉินเดินจากไป ดวงตาคู่สวยคลอไปด้วยน้ำตา พึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า "เย่เฉิน นายเป็นคนยังไงกันแน่?"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 42 - เย่เฉิน นายเป็นคนยังไงกันแน่?

คัดลอกลิงก์แล้ว