- หน้าแรก
- รอยฝันเส้าหลิน
- บทที่ 6: ปลงผมบวชเรียน
บทที่ 6: ปลงผมบวชเรียน
บทที่ 6: ปลงผมบวชเรียน
บนโลกใบนี้ วิชาฝีมือของวัดเส้าหลินนั้นเลื่องลือที่สุด มิเช่นนั้นศิษย์พี่ใหญ่อย่างเจวี๋ยหยวนจะดั้นด้นมาฝึกปรือวิชาที่วัดเส้าหลินถึงสองปี จนวรยุทธ์ก้าวหน้ากล้าแกร่ง และสามารถปลิดชีพแม่ทัพหวังเหรินเจ๋อผู้เป็นศัตรูฆ่าบิดาได้อย่างนั้นหรือ?
ยามนี้เจียงหมิงมีร่างกายที่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก ทว่าเขากลับไร้ซึ่งกระบวนท่าสิ้นดี การเผชิญหน้ากับพวกปลายแถวที่ร่างกายอ่อนแอกว่าเขามากดังเช่นวันนี้ เขาอาจอาศัยเพียงพละกำลังมหาศาลและความเร็วเข้าสยบได้ แต่หากต้องปะทะกับยอดฝีมือที่แท้จริง เขาคงไม่ต่างอะไรจากเป้านิ่งให้ผู้อื่นทุบตี
ดูอย่างบิดาของร่างนี้เป็นไร มีพละกำลังปานสัตว์ประหลาดถึงขั้นฉีกร่างหมีดำด้วยมือเปล่าได้ ทว่ากลับถูกชายชุดดำปาดคอเสียชีวิตในไม่กี่เพลงดาบ นี่คือตัวอย่างที่มีชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคเข็ญที่เต็มไปด้วยสงครามและความจลาจลเช่นนี้ วัดเส้าหลินถือเป็นแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยอย่างยิ่ง
ทว่า การคิดจะก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ของวัดเส้าหลินนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
หากเป็นยามปกติคงไม่มีปัญหาอันใด แต่เวลานี้ แม่ทัพหวังเหรินเจ๋อกำลังประจำการอยู่ที่เมืองหลวงตะวันออก เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เป็นผักปลาจนผู้คนเคียดแค้นชิงชังส่งเสียงระงมไปทั่ว ครอบครัวมากมายต้องพังทลาย ส่งผลให้ในแต่ละวันมีผู้อพยพจำนวนมหาศาลหลั่งไหลมาประทังชีวิตอยู่หน้าวัดเส้าหลิน โดยอาศัยโรงทานแจกโจ๊กประทังชีวิต
ด้วยเหตุนี้ เสบียงคลังของวัดเส้าหลินจึงอัตคัดเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาจึงไม่กล้ารับคนเข้าบวชเพิ่ม มิฉะนั้น หากพระภิกษุในวัดมีมากเกินไป ท้ายที่สุดคงไม่มีสิ่งใดให้ฉัน
กระนั้น เจียงหมิงย่อมมีหนทางของตน
ประการแรก ในฐานะโอตาคุโสดวัยสามสิบห้าปีที่ไม่เคยมีคนรัก เจียงหมิงจึงมีเวลาว่างนอกเหนือจากเวลางานมากมาย นอกจากการดูโทรทัศน์และเล่นเกมแล้ว งานอดิเรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือการอ่านหนังสือ
เขาอ่านหนังสือค่อนข้างหลากหลาย แทบจะทุกประเภท และเคยศึกษาแม้กระทั่งคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา แม้จะไม่ถึงขั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ภายใต้การหล่อหลอมของยุคข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ เขาก็มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนอยู่บ้าง
เขาจึงเริ่มจากการเข้าหาหลวงพี่ผู้ดูแลทำหน้าที่จัดการกิจการสงฆ์ ซึ่งกำลังกลัดกลุ้มเรื่องเสบียงคลังของวัดอยู่ในขณะนั้น โดยอ้างเรื่องการบริจาค เจียงหมิงมอบเงินทั้งหมดที่ค้นได้จากพวกปลายแถวสามคน รวมถึงเงินที่ได้จากการขายม้าศึกให้แก่วัดเส้าหลินจนหมดสิ้น
จากนั้น ยามที่ได้เข้าพบท่านเจ้าอาวาส เขาแสร้งแสดงภูมิธรรมทางพระพุทธศาสนาออกมาโดยไม่ตั้งใจ และท้ายที่สุดเมื่อเขาเอ่ยความประสงค์ที่อยากจะละทิ้งทางโลกเข้าสู่ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา—
ท่านเจ้าอาวาสและหลวงพี่ผู้ดูแลที่มีความประทับใจในตัวเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้จะลังเลใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจต้านทานคำอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเจียงหมิงได้ ในที่สุดจึงยอมตกลง
และนี่คือที่มาของพิธีอุปสมบทในครั้งนี้
หลังจากพิธีเสร็จสิ้นลง เจียงหมิงแอบไปพบหลวงพี่ผู้ดูแลเป็นการส่วนตัว
"หลวงพี่ผู้ดูแล กระผมอยากจะเข้าร่วมหอวรยุทธ์ขอรับ!"
"หอวรยุทธ์งั้นรึ? หอวรยุทธ์นั้นฝึกฝนเคี่ยวกรำตรากตรำยิ่งนัก เมื่อดูจากคุณลักษณะของเจ้าแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าไปอยู่หอคัมภีร์จะเหมาะสมกว่า ทั้งท่านเจ้าอาวาสและตัวข้าเองก็ล้วนเติบโตมาจากหอคัมภีร์ทั้งสิ้น!"
หลวงพี่ผู้ดูแลมองเจียงหมิงด้วยความประหลาดใจเต็มเปี่ยม ย่อมไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงปฏิเสธหอคัมภีร์ที่ดีพร้อม แต่กลับอยากไปตกระกำลำบากที่หอวรยุทธ์ หอวรยุทธ์นั้นไม่มีอนาคตเอาเสียเลย!
นี่หมายความว่าเขาแสดงตัวโดดเด่นเกินไปใช่หรือไม่? แต่เขาไม่ได้มาวัดเส้าหลินเพื่อฉันอาหารเจและสวดมนต์ไหว้พระ อีกทั้งไม่ได้ปรารถนาจะขึ้นเป็นเจ้าอาวาสเพื่อเป็นชายโสดไปตลอดชีวิตเสียหน่อย!
ไม่ได้การ เขาต้องเปลี่ยนแผนรับมือ!
เจียงหมิงทอดถอนหายใจยาว เบี่ยงกายเล็กน้อย เงยหน้ามองท้องฟ้าทำมุมสี่สิบห้าองศา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังว่า
"หลวงพี่ผู้ดูแล หากยามนี้แผ่นดินสงบร่มเย็น กระผมย่อมทุ่มเทกายใจศึกษาพระธรรมคำสอนเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองแน่นอนขอรับ"
"ทว่ายามนี้ ใต้หล้าปั่นป่วนเข้าสู่ยุคเข็ญ แม้วัดเส้าหลินของเราจะเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งธรรม แต่ก็อาจมิอาจรอดพ้นภัยพาลได้อย่างยั่งยืน"
"กระผมจึงอยากเข้าหอวรยุทธ์เพื่อฝึกฝนวิชาไว้ปกป้องตนเอง และเพื่ออุทิศกำลังอันน้อยนิดนี้ปกป้องวัดวาอารามยามมีภัยมาเยือนขอรับ!"
เมื่อได้ฟังคำกล่าวอันสัตย์ซื่อของเจียงหมิง แม้หลวงพี่ผู้ดูแลจะรู้สึกทะแม่งๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยังเผยรอยยิ้มอันน่าภาคภูมิใจออกมา
อย่างไรเสีย การที่ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าวัดมีความตระหนักรู้เช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง อีกอย่าง การฝึกฝนในหอวรยุทธ์นั้นนับว่าสาหัสเอาการ เขาคิดว่าเจียงหมิงอาจจะทนไม่ไหวจนล้มเลิกไปเองในไม่ช้า
"ดีมาก เจวี๋ยซิน ในเมื่อเจ้ามีจิตใจแน่วแน่เช่นนี้ ข้าจะส่งเจ้าไปที่หอวรยุทธ์!"
"ขอบพระคุณหลวงพี่ผู้ดูแลที่เมตตาขอรับ!"
เจียงหมิงยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งภายนอก ทว่าในใจกลับเบิกบานราวดอกไม้ผลิ
'อมิตตพุทธ ดูภาพยนตร์มาก็ตั้งมาก ทักษะการแสดงขั้นเทพที่สะสมมาในที่สุดก็ได้นำมาใช้ประโยชน์ในวันนี้ ประเสริฐแท้ ประเสริฐแท้!'
เจียงหมิงแอบกระหยิ่มใจอยู่สามวินาที จากนั้นจึงเดินตามหลังหลวงพี่ผู้ดูแล ก้าวเท้าตามกันไปติดๆ มุ่งหน้าไปยังลานฝึกวิชาของพระนักรบเส้าหลิน
เมื่อมาถึงหอวรยุทธ์ เจียงหมิงเหลือบสายตาขึ้นมอง ก็พบกับพระภิกษุศีรษะโล้นสิบสามรูปในชุดจีวรสีเทา แต่ละรูปมีรูปร่างบึกบึน ล่ำสัน มัดกล้ามเนื้อสมส่วนเด่นชัด
ยามนี้ พระนักรบทั้งสิบสามรูปกำลังอยู่บนลานหญ้า ทั่วร่างโชกไปด้วยหยาดเหงื่อขณะกำลังร่ายรำฝึกปรือวิชาฝีมือของตนเอง
ทั้งเพลงทวน เพลงดาบ เพลงกระบี่ เพลงหมัด และเพลงพลอง—แต่ละท่วงท่าล้วนสำแดงออกมาได้อย่างเฉียบคมและทรงพลัง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้ที่ฝึกซ้อมอาวุธแปลกพิสดารอย่าง ลูกดิ่งเชือก โซ่เก้าท่อน และอื่นๆ อีกมากมายจนละลานตา
ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่พวกเขาคือพระภิกษุวัยกลางคนผู้หนึ่ง พระรูปนี้มีร่างกายกำยำล่ำสันที่สุดในบรรดาพระนักรบทั้งหมด
ยามนี้ พระรูปนั้นกำลังก้าวเท้าตามย่างสามขุม ท่าเท้าเจ็ดดาว สองมือขยับคล้ายตะขอ ร่ายรำกระบวนท่าหมัดมวยอย่างรวดเร็วและดุดัน
“มวยตั๊กแตนเจ็ดดาวเส้าหลิน!”
ท่วงท่าที่คล้ายคลึงกับตั๊กแตนนั้นทำให้เจียงหมิงนึกถึงชื่อของเพลงหมัดนี้ได้ในทันที
"หลวงพี่ผู้ดูแล!"
ทันทีที่พระวัยกลางคนเห็นหลวงพี่ผู้ดูแล ก็หยุดร่ายรำกระบวนท่าลงทันที ก่อนจะก้าวเข้ามาพนมมือทำความเคารพตามธรรมเนียมสงฆ์
หลวงพี่ผู้ดูแลประนมมือรับสัญญลักษณ์
"อมิตตพุทธ ถันจง ข้าพาศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าวัดมาส่ง นามของเขาคือเจวี๋ยซิน นับแต่นี้ไปเขาจะมาอยู่ใต้สังกัดหอวรยุทธ์ของเจ้า!"
"ขอรับ หลวงพี่ผู้ดูแล!"
ถันจงพยักหน้ารับคำ
หลังจากพาเจียงหมิงมาส่งที่หอวรยุทธ์และอธิบายเหตุผลให้ถันจงฟังเรียบร้อยแล้ว หลวงพี่ผู้ดูแลก็ขอตัวลาจากไป
"กราบนมัสการอาจารย์ถันจงขอรับ!"
เจียงหมิงประนมมือทำความเคารพถันจงอย่างนอบน้อม ทว่าในใจกลับลอบอุทานไม่หยุด
'คิดไว้ไม่มีผิด เป็นเขาจริงๆ ด้วย เป็นเขา เป็นเขาจริงๆ! อาจารย์ถันจงแห่งวัดเส้าหลิน ยอดปรมาจารย์ไท่เก๊กเฉินเจิ้งอิงแห่งหมู่บ้านตระกูลเฉิน จอมยุทธ์น้อยหยางฉงอู่...'
หลังจากพบว่าทู่ยิงมีหน้าตาเหมือนกับบุคคลในความทรงจำ เจียงหมิงก็คาดเดาว่ารูปลักษณ์ของผู้คนในโลกใบนี้อาจจะถอดแบบมาจากนักแสดงในภาพยนตร์ต้นฉบับทุกประการ ก่อนหน้านี้เขาจำใบหน้าของหลวงพี่ผู้ดูแลและท่านเจ้าอาวาสในภาพยนตร์ไม่ได้ จึงยังไม่มั่นใจนัก แต่เมื่อได้เห็นรูปลักษณ์ของอาจารย์ถันจง เขาก็แทบจะมั่นใจเต็มร้อย และหากได้พบเจวี๋ยหยวนในภายหลัง คงจะสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเจวี๋ยหยวน ผู้ซึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์นักบู๊ระดับโลกคนนั้น...
"เจวี๋ยซิน เจ้าเคยฝึกปรือวิชาฝีมือมาก่อนหรือไม่?"
หลังจากทักทายเสร็จสิ้น ถันจงก็เริ่มสอบถามถึงพื้นฐานของเจียงหมิง
"ไม่เคยเลยขอรับ กระผมไม่เคยสัมผัสสิ่งเหล่านี้มาก่อนเลย!"
เจียงหมิงตอบตามความจริง
ถันจงตบไหล่เจวี๋ยซินเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
"ไม่เป็นไร อายุของเจ้ายังไม่มากเกินไป หากเริ่มฝึกฝนตั้งแต่พื้นฐานก็ยังคงทันการณ์!"
เจวี๋ยซินพยักหน้ารับ เขาไม่มีความรู้เรื่องวรยุทธ์เลยแม้แต่น้อย ย่อมต้องเชื่อฟังคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทุกประการ
ในเวลานี้ พวกพระนักรบที่กำลังฝึกซ้อมวิชาอยู่รอบๆ ก็สังเกตเห็นสถานการณ์ทางนี้เช่นกัน ต่างพากันวางอาวุธในมือลงและเดินหัวเราะร่าเข้ามาล้อมวงดู
"นี่คือศิษย์น้องคนใหม่ของหอวรยุทธ์เรางั้นรึ?"
"เจ้าหนุ่มคนนี้เองหรือ? ดูเหมือนข้าจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตาในวัดมาก่อนเลยแฮะ!"