- หน้าแรก
- รอยฝันเส้าหลิน
- บทที่ 4: ยุคโบราณ?
บทที่ 4: ยุคโบราณ?
บทที่ 4: ยุคโบราณ?
ดูเหมือนว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้นจะไม่ใช่ความฝัน เขาได้ข้ามมิติมายังอีกโลกหนึ่งแล้วจริงๆ
ที่นี่เป็นผืนป่าเช่นกัน ทว่าต้นไม้กลับดูเรียวบางกว่าสถานที่ที่เขาจากมามาก เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ต้นที่หนาที่สุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึงครึ่งเมตร ส่วนใหญ่มีความหนาเท่ากับต้นขาเท่านั้น
หลังจากเดินออกจากป่าละเมาะ เจียงหมิงก็มาถึงถนนสายใหญ่ที่กว้างราวสิบกว่าเมตร เป้าหมายหลักของเขาในตอนนี้คือการตามหาแหล่งชุมชนหรือตัวเมืองเพื่อสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับโลกใบนี้ให้มากขึ้น
เขาเดินไปตามถนนดินอัดแน่นอยู่ราวครึ่งชั่วยาม ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าขี่ม้าดังแว่วมาจากทางด้านหน้า ไม่นานนัก เจียงหมิงก็มองเห็นธงผืนใหญ่ที่สลักตัวอักษรคำว่า ‘หวัง’ ปรากฏขึ้นในระยะไกล
ตัวอักษรจีนอย่างนั้นรึ?
เจียงหมิงตกตะลึงไปชั่วขณะ ตามความทรงจำของสือเจี้ยน ตัวอักษรที่เขาเคยเรียนกับท่านอาจารย์จูเก่อในหมู่บ้านไม่ใช่ตัวอักษรจีน แต่ยามนี้กลับมีตัวอักษรจีนปรากฏขึ้นในโลกนี้ หรือว่าที่นี่จะเป็นยุคราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่งในประวัติศาสตร์โบราณของประเทศจีน!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เจียงหมิงก็พลันรู้สึกยินดีเป็นล้นพ้น
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ขบวนเดินทางที่ถือธงผืนใหญ่ก็เคลื่อนเข้ามาใกล้กองทัพทหารในชุดเกราะสีน้ำตาลอมเหลืองราวๆ หนึ่งร้อยนาย ทุกคนต่างควบม้าศึกตัวสูงใหญ่ทะยานตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เจียงหมิงอยากจะอาศัยจังหวะนี้เข้าไปสอบถามข้อมูล แต่หลังจากไตร่ตรองดูอีกทีเขาก็ล้มเลิกความคิด ยุคนี้ไม่ใช่ยุคปัจจุบันที่สงบสุขและมีภราดรภาพ การบุ่มบ่ามเข้าไปขวางทหารเหล่านี้อาจลงเอยด้วยการถูกเกือกม้าย่ำยีจนแหลกลาญ หรือไม่ก็ถูกคมดาบฟันตายอย่างอนาถ
เขาจึงก้าวหลบเข้าข้างทางเพื่อเปิดทางตรงกลางไว้ จะได้ไม่กีดขวางขบวนทหารเหล่านั้น
กองทัพที่เชิญธงตระกูล ‘หวัง’ ไม่ได้หยุดชะงักเมื่อแล่นผ่านจุดที่เจียงหมิงยืนอยู่ แต่ควบผ่านไปราวกับสายลมควบแน่น ทว่าในจังหวะนั้นเอง ชายที่เป็นหัวหน้าซึ่งดูคล้ายกับแม่ทัพได้หันมาปรายตากมองเจียงหมิงแวบหนึ่ง สายตาคู่นั้นช่างเย็นชาและเหี้ยมเกรียมราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่ง
และสายตาแวบนั้นเองที่ทำให้เจียงหมิงถึงกับยืนตะลึงพรึงเพริด ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะในวินาทีนั้นเขาเห็นใบหน้าของแม่ทัพผู้นั้นได้อย่างชัดเจน
ศีรษะโล้นเลี่ยนขนาดใหญ่ ไร้ซึ่งหัวคิ้ว... หน้าตาบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นพวกทรชนตัวร้าย
เจียงหมิงคุ้นเคยกับรูปลักษณ์นี้เป็นอย่างดี ตัวร้ายในภาพยนตร์หลายเรื่องที่เขาเคยผ่านตามักจะมีหน้าตาแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น ตู่ยิง, ตู่ซานเพ้า, อวี๋เจิ้งไห่, หม่าหนิงเอ๋อร์ หรือผู้อาวุโสไป่เหมย...
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้?
ในขณะที่เขากำลังสับสน ทหารปลายแถวสามนายที่ถือดาบหัวตัดก็พลันแยกตัวออกจากขบวนที่เพิ่งผ่านไป พวกมันหันหัวม้ากลับมาแล้วควบตรงดิ่งมาทางเจียงหมิงทันที
เจียงหมิงสัมผัสได้ถึงลางร้ายบางอย่าง โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาหันหลังกลับแล้วสับเท้าวิ่งหนีสุดชีวิต
"ไอ้หนู หยุดอยู่ตรงนั้นนะ!"
เมื่อเห็นเจียงหมิงวิ่งหนี ทหารทั้งสามนายก็ใช้สันดาบฟาดก้นม้าทันที พร้อมกับส่งเสียงตะโกนไล่ล่าด้วยความโกรธเกรี้ยว
แม้ว่าร่างกายปัจจุบันของเจียงหมิงจะเหนือล้ำกว่าคนธรรมดาไปมาก แต่สองขาหรือจะสู้สี่เท้าได้ ไม่ถึงห้านาที ทหารม้าทั้งสามก็ไล่ตามทันและเข้าปิดล้อมเขาไว้ทุกทิศทาง
"หนอย ไอ้เด็กนี่อายุยังน้อยแต่ดันวิ่งไวเป็นบ้า!"
ทหารนายหนึ่งกระโดดลงจากหลังม้าพร้อมกับถือดาบหัวตัดในมือพลางสบถด่า
"รีบจับมันซะ จะได้รีบตามขบวนไป ถ้าไปสายล่ะก็ ระวังจะโดนท่านแม่ทัพตู่ยิงลงทัณฑ์!"
ทหารอีกนายหนึ่งที่มือข้างหนึ่งถือดาบ ส่วนมืออีกข้างถือเชือกป่าน เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มหยันขณะเดินย่างสามขุมเข้ามาหาเจียงหมิง
"พวกท่านนายกอง ข้าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เหตุใดจึงต้องจับข้าด้วยขอรับ?"
เมื่อเห็นชายสามคนถือดาบหัวตัดและสวมชุดเกราะ เจียงหมิงไม่ได้ขัดขืนในทันที แต่แสร้งทำสีหน้าหวาดกลัวอย่างสุดขีด
อายุทางกายภาพของเจียงหมิงในตอนนี้คือสิบสี่ปี แม้ร่างกายจะค่อนข้างกำยำ แต่ความสูงกลับมีเพียงร้อยหกสิบเซนติเมตรเศษเท่านั้น หากมองจากภายนอกเขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ดูแข็งแรงธรรมดา ไม่มีสง่าราศีที่น่าเกรงขามเลยแม้แต่น้อย ประกอบกับท่าทางที่หวาดกลัวและร่างกายที่สั่นเทาเล็กน้อย ทหารทั้งสามนายจึงคลายความระมัดระวังลงทันที ถึงขั้นลดดาบในมือลงหลวมๆ
"ไอ้หนู แกจะทำผิดกฎหมายหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวแกหรอก ถือเป็นคราวเคราะห์ของแกเองที่ดันไปเข้าตาท่านแม่ทัพตู่ยิงเข้า ถ้าท่านบอกว่าแกผิด แกก็ต้องผิด เพราะท่านคือตัวกฎหมาย! ยอมให้จับซะดีๆ เผื่อจะมีชีวิตรอด แต่ถ้าแกขัดขืน ข้าจะฟันแกให้ขาดครึ่งซะตรงนี้!"
"ขอรับๆ ข้าจะว่าง่ายๆ ข้าจะไม่ขัดขืน! ท่านนายกองอย่าฆ่าข้าเลยนะขอรับ อย่าฆ่าข้าเลย!"
เจียงหมิงหรี่ตาลงและรีบละล่ำละลักแสดงความจำนน
ทหารทั้งสามนายระเบิดเสียงหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ ในกองทัพ พวกเขาเป็นเพียงเบี้ยล่างที่ต่ำต้อยที่สุด หากผู้บังคับบัญชาไม่พอใจ ชีวิตของพวกเขาก็อาจจะหาไม่ มีเพียงยามที่ได้เผชิญหน้ากับชาวบ้านตาสีตาสาเช่นนี้เท่านั้น ที่พวกเขาจะสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของการอยู่เหนือผู้อื่น
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เจียงหมิงรู้ดีว่าโอกาสทองมาถึงแล้ว เขาออกแรงส่งจากปลายเท้า พุ่งทะยานร่างเข้าชนทหารที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างสุดกำลัง
อันที่จริงเจียงหมิงก็ไม่แน่ใจว่าร่างกายนี้มีพละกำลังมหาศาลเพียงใด แต่ที่แน่ๆ มันต้องแข็งแกร่งกว่าคนปกติทั่วไปมาก ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถล้มเสือโคร่งดำที่มีขนาดใหญ่กว่าเสือทั่วไปด้วยดาบหัวตัดเพียงเล่มเดียวได้ แม้ว่าครั้งนั้นจะมีเรื่องของโชคช่วยอยู่มากก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าร่างกายปัจจุบันของเขาทรงพลังอย่างยิ่ง
แรงกระแทกอย่างสุดกำลังของเจียงหมิงส่งผลให้ร่างของทหารนายนั้นลอยกระเด็นไปไกลกว่าห้าเมตร เมื่อตกลงสู่พื้น ดวงตาก็เหลือกลอยและหมดสติไปในทันที
โดยไม่ยอมทิ้งช่วงหลังจากล้มทหารคนแรกได้ เจียงหมิงอาศัยความได้เปรียบจากความตื่นตระหนกของศัตรู สืบเท้าเข้าประชิดตัวทหารคนที่สองทันที
ทหารคนที่สองเพิ่งจะเริ่มรู้สึกตัวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ก็พบว่าเจียงหมิงมาประชิดอยู่ตรงหน้าแล้ว โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขารีบเงื้อดาบขึ้นหมายจะฟันลงมา
ทว่าในขณะที่ดาบหัวตัดถูกเงื้อค้างอยู่กลางอากาศ ยังไม่ทันได้ฟันลงมา ความเจ็บปวดอันเหลือแสนก็ทำให้เขาต้องปล่อยดาบหลุดมือทันที พร้อมกับทรุดตัวลงไปนอนร้องโอดครวญพลางกุมเป้ากางเกงแน่น
ที่แท้เจียงหมิงอาศัยความได้เปรียบจากส่วนสูงที่เตี้ยกว่า มุดเข้าใต้เข้าหาทหารคนที่สอง แล้วใช้กระบวนท่า ‘ลิงขโมยลูกท้อ’ บดขยี้กล่องดวงใจของทหารนายนั้นจนแหลกลาญ
แม้เขาจะไม่เคยเรียนศิลปะการต่อสู้และไม่รู้จักกระบวนท่ายุทธ์อันล้ำเลิศใดๆ แต่เขาก็ได้สำเร็จวิชาสามมหาเทพอันประกอบไปด้วย จิ้มตา, ต่อยจมูก และลิงขโมยลูกท้อ มาตั้งแต่สมัยเรียนประถมแล้ว
เจียงหมิงก้มลงคว้าดาบหัวตัดที่ตกอยู่ จากนั้นทำการม้วนตัวไปกับพื้นหลายตลบเพื่อหลบคมดาบที่ฟันไล่หลังของทหารคนที่สาม ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
เมื่อมีดาบหัวตัดอยู่ในมือ ความมั่นใจของเจียงหมิงก็พุ่งทะยานขึ้นเต็มเปี่ยม
ในบรรดาศัตรูทั้งสามคน ตอนนี้คนหนึ่งสลบเหมือด อีกคนนอนร้องโอดครวญ เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีกำลังรบเต็มที่ เมื่อเทียบกับสมรรถภาพร่างกายของเขาในยามนี้ โอกาสชนะย่อมมีสูงมาก
ทหารคนที่สามเห็นว่าเพลงดาบชุดเมื่อครู่ไม่โดนเป้าหมาย อีกทั้งสหายร่วมรบทั้งสองนายยังหมดสภาพการต่อสู้ จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของมันก็พลันมลายหายไป มันเริ่มก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ มุ่งตรงไปยังทิศทางที่ม้าผูกอยู่
เจียงหมิงย่อมไม่มีทางปล่อยให้ศัตรูหนีรอดไปได้ หากอีกฝ่ายขี่ม้าหนีไปได้สำเร็จ สิ่งที่เขาต้องเผชิญหน้าในครั้งต่อไปคงไม่ใช่ทหารปลายแถวสามนาย แต่จะเป็นกองทัพม้าเหล็กนับร้อยนายเป็นแน่
"ตายซะเถอะ!"
เจียงหมิงแผดเสียงคำรามลั่น โบกสะบัดคมดาบพุ่งทะยานเข้าใส่ศัตรูที่กำลังล่าถอยอย่างดุดัน