- หน้าแรก
- การบุกยึดครองโลกของฮั่วหลงเริ่มต้นด้วยการทำเหมือง
- บทที่ 8: กระแสตอบรับงานเขียน
บทที่ 8: กระแสตอบรับงานเขียน
บทที่ 8: กระแสตอบรับงานเขียน
บทที่ 8: กระแสตอบรับงานเขียน
ในเวลานี้ อู๋เสี่ยวเหนิงตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
เขาไม่เคยต้องทนรับความคับแค้นใจขนาดนี้มาตลอดทั้งชีวิต
มีแต่เขาที่คอยระรานชาวบ้าน แล้วใครหน้าไหนจะกล้ามารังแกเขากันล่ะ
ด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยขี้หมา เขานั่งกองอยู่บนพื้นพลางแหกปากร้องไห้เสียงหลง
จิตใจอันบอบบางของเด็กน้อยรู้สึกราวกับร่วงหล่นลงไปในบ่อเกรอะ เขาคับแค้นใจจนถึงขีดสุด
เสียงร้องไห้โหยหวนราวกับหมูถูกเชือดดังระงมเป็นระยะ ประหนึ่งจะระบายความทุกข์ระทมทั้งหมดในโลกหล้า
ความจริงแล้ว อู๋เสี่ยวเหนิงอายุน้อยกว่าเซียวเหยาเพียงสองปีเท่านั้น
ตามปกติแล้วเขาควรจะเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น แต่น่าเสียดายที่เขาไม่เอาถ่าน
ผลการเรียนของเขาย่ำแย่จนต้องเรียนซ้ำชั้น และเพิ่งจะจบชั้นประถมมาหมาดๆ ในปีนี้เอง
เมื่อไม่มีเด็กคนไหนให้รังแกอีกแล้ว เขาจึงตระเวนหาเรื่องคนแปลกหน้าแถวๆ หอพักเจ้าหน้าที่
โชคร้ายที่วันนี้เขาคงไม่ได้ดูฤกษ์ยามมาล่วงหน้า ถึงได้บังเอิญมาเจอกับเซียวเหยาเข้า
เซียวเหยาไม่ได้สั่งสอนอู๋เสี่ยวเหนิงเพียงเพราะหมอนี่เป็นลูกชายของอู๋เทียนเต๋อหรอกนะ
แต่เป็นเพราะวีรกรรมสุดระยำที่เจ้านี่จะก่อขึ้นในตอนโตต่างหาก มันเกินกว่าจะรับได้จริงๆ
ถ้าไม่ได้มีพ่อคอยคุ้มหัว เด็กเวรนี่คงตายไปไม่รู้กี่รอบแล้วหลังจากโตขึ้น
ถ้าเป็นเด็กเกเรคนอื่น อย่างมากเขาก็คงแค่เตะสั่งสอนไปสักป้าบแล้วปล่อยไป
แต่ใครใช้ให้หมอนี่คืออู๋เสี่ยวเหนิง ว่าที่อันธพาลตัวเอ้แห่งอำเภอเซียวซานล่ะ
มันต้องโดนจัดหนัก!
หลังจากได้ระบายความโกรธ เซียวเหยาก็กลับบ้านด้วยความรู้สึกสดชื่นแจ่มใส
ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกราวกับตัวเองมีภารกิจอันยิ่งใหญ่ ประหนึ่งเป็นตัวแทนสวรรค์มาลงทัณฑ์คนชั่ว
แต่พอถึงบ้าน เขาก็เริ่มคิดทบทวนอีกครั้ง
ด้วยนิสัยของคนตระกูลอู๋ พวกมันจะต้องหาโอกาสแก้แค้นอย่างแน่นอน
อำเภอเซียวซานก็แคบแค่นี้ การจะตามหาคนที่มีจุดเด่นชัดเจนอย่างเขาย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้อู๋เฉาเหนิงกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายที่เดียวกับเขา ยังไงก็ต้องได้เผชิญหน้ากันเข้าสักวัน
เซียวเหยาลูบรอยแผลเป็นที่หว่างคิ้ว ประกายความเคียดแค้นพาดผ่านดวงตา
สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือ ดึงตัวเอ้อร์โก่วและพวกพ้องเลือดร้อนมาร่วมก๊วนให้เร็วที่สุด
อย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าพวกอันธพาลจะมารังควาน
หลังจากเหตุการณ์นี้ เซียวเหยาคิดว่าการวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เขาจึงจัดการจัดระเบียบห้องฝั่งตะวันตกใหม่ทั้งหมด
น่าประหลาดใจที่เขาค้นพบของดีๆ ที่มีอายุอานามเก่าแก่หลายชิ้นเลยทีเดียว
สำนักพิมพ์ข่าวนักเรียน
บรรณาธิการคนหนึ่งกำลังถือต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
"แด่วัยเยาว์... เขียนได้ดีทีเดียว แต่มุมมองนี้..."
เขามองต้นฉบับในมือ พลางยกแก้วน้ำชาใบใหญ่ข้างลำตัวขึ้นจิบโดยสัญชาตญาณ
สิ่งที่เขากำลังอ่านอยู่ก็คือผลงานที่เซียวเหยาส่งมานั่นเอง
เนื้อหาทำเอาเขาตาลุกวาว และสไตล์การเขียนก็โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
มีเพียงแนวคิดที่ว่าวัยรุ่นควรจะปลดปล่อยตัวเองอย่างอิสระเท่านั้นที่ทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
"เป็นอะไรไปเหล่าหลิว ทำหน้าตาตื่นเชียว ไปเจออะไรเข้าล่ะ"
"บรรณาธิการใหญ่หลี่ ผมเพิ่งอ่านต้นฉบับของนักเรียนคนหนึ่งจบ คุณลองดูสิครับ"
"ดูเหมือนต้นฉบับนี้จะไม่ธรรมดานะ ไหนขอฉันดูหน่อย"
บรรณาธิการใหญ่หลี่รับต้นฉบับของเซียวเหยาไปอ่านอยู่นานก่อนจะวางลง
เขาเคาะนิ้วลงบนกระดาษเบาๆ แล้วเอ่ย "เขียนได้ดีมาก เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของวัยหนุ่มสาว เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความกล้าหาญ และยิ่งไปกว่านั้นคือความโหยหาในชีวิตที่งดงาม"
"แต่ว่า แนวคิดมันไม่ออกจะนอกลู่นอกทางไปหน่อยเหรอครับ" บรรณาธิการหลิวถามด้วยความลังเล
"เอ้อ ยุคสมัยมันก้าวไปข้างหน้าแล้ว แนวคิดก็ต้องพัฒนาตามไปด้วยสิ ฉันว่ามันยอดเยี่ยมมากเลยนะ!"
บรรณาธิการใหญ่หลี่โบกมือปัด เว้นจังหวะครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "ตอนนี้ทั่วประเทศกำลังเตรียมการประกวดเขียนเรียงความแนวคิดใหม่ไม่ใช่หรือไง เป้าหมายก็เพื่อเฟ้นหานักเขียนหน้าใหม่สำหรับยุคสมัยใหม่
คำว่า 'แนวคิดใหม่' คืออะไรล่ะ ธรรมชาติของมันก็ต้องเกี่ยวข้องกับความคิดใหม่ๆ อยู่แล้ว
พวกเราคงไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประกวดเองหรอก แต่ในฐานะข่าวนักเรียน เราจะมัวแต่นั่งดูคนอื่นก้าวไปข้างหน้าไม่ได้
ฉันคิดว่าบทความนี้ดีมาก แนวคิดก็ล้ำสมัย แถมยังมีพลังของคนหนุ่มสาว
ให้ข่าวนักเรียนของเราเป็นคนจุดพลุสัญญาณเริ่มขบวนการ 'แนวคิดใหม่' ก่อนเลย คนอื่นจะได้ไม่กล้ามองข้ามพวกเราอีก!"
เมื่อบรรณาธิการใหญ่ฟันธงลงมาแบบนี้ บรรณาธิการหลิวก็คงไม่ขัดข้อง
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง บรรณาธิการใหญ่หลี่ก็ชูต้นฉบับในมือขึ้นแล้วพูด "เอาไปให้ทุกคนดูเป็นตัวอย่าง ต่อไปเราต้องไม่พลาดงานเขียนดีๆ แบบนี้เด็ดขาด เราต้องมีสปิริตของการ 'คลำหินข้ามแม่น้ำ' ด้วย"
บรรณาธิการหลิวพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว "รับทราบครับท่านบรรณาธิการใหญ่ เดี๋ยวผมจะเอาไปให้ทุกคนดูเดี๋ยวนี้เลย แล้วเรื่องค่าเรื่องล่ะครับ..."
"ให้ไปเลย 20 หยวน ถือเป็นการให้กำลังใจนักเขียนตัวน้อยของเรา!" บรรณาธิการใหญ่หลี่ยิ้มตอบ
ไม่นานนัก ต้นฉบับของเซียวเหยาก็ถูกส่งต่อให้ทุกคนในสำนักงานได้อ่าน และได้รับการตีพิมพ์ในคอลัมน์เด่นของฉบับล่าสุด
ทันทีที่ตีพิมพ์ บทความของเซียวเหยาก็ไปเตะตาบรรณาธิการจากสำนักพิมพ์ต่างๆ เป็นอันดับแรก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการเตรียมงานประกวดเขียนเรียงความแนวคิดใหม่
เมื่อนิตยสารข่าวนักเรียนฉบับล่าสุดส่งไปถึงมือพวกเขา คณะกรรมการจัดงานถึงกับอึ้ง
พวกเขากำลังเพิ่งจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับหลักการของแนวคิดใหม่
ซึ่งก็คือการสนับสนุน 'ความคิดใหม่' 'การแสดงออกใหม่' และ 'ประสบการณ์จริง'
แล้วบทความ 'แด่วัยเยาว์' ที่ตีพิมพ์โดยข่าวนักเรียนนี่ล่ะ
นี่มันคำประกาศอุดมการณ์ของแนวคิดใหม่ชัดๆ!
แนวคิดใหม่คือการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้คนหนุ่มสาว และปล่อยให้วัยเยาว์นั้นเบ่งบานและผลิดอกออกผล
นี่ไม่ใช่แค่ 'แด่วัยเยาว์' แล้ว แต่มันแทบจะเป็น 'แด่แนวคิดใหม่' เลยต่างหาก!
แต่งานประกวดแนวคิดใหม่จะจัดขึ้นในปีหน้า แล้วในเมื่อมีบทความแบบนี้ปรากฏขึ้นมา พวกเขาควรจะทำอย่างไรดีล่ะ
"ข่าวนักเรียนนี่ทำอะไรบุ่มบ่ามจริงๆ" นักวิชาการอาวุโสท่านหนึ่งกล่าว
"นี่มันยิ่งทำให้เรื่องวุ่นวายไม่ใช่หรือไง ดูบทวิจารณ์นี่สิ ใช้คำว่า 'แนวคิดใหม่' โต้งๆ เลย ไร้สาระสิ้นดี!" นักวิชาการอาวุโสอีกท่านเสริม
ทว่าบรรณาธิการหนุ่มคนหนึ่งกลับแย้งขึ้นมา "แต่บทความนี้เขียนได้ดีจริงๆ นะครับ ถึงแม้จะดูไร้เดียงสาไปบ้าง แต่มันก็จับแก่นแท้ของความเป็นวัยรุ่นได้ดี วัยรุ่นก็ควรจะเป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอครับ"
"เขียนได้ดีจริงๆ นั่นแหละ ยากจะเชื่อว่านี่คือฝีมือของเด็กหนุ่ม ฉันชักจะรู้สึกแง่บวกกับการประกวดแนวคิดใหม่ของเรามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ" บรรณาธิการหญิงคนหนึ่งแสดงความเห็น
ในท้ายที่สุด หลังจากปรึกษาหารือกัน พวกเขาก็ตัดสินใจเขียนจดหมายถึงเซียวเหยา เพื่อขออนุญาตนำบทความของเขาไปใช้โปรโมตเมื่อถึงช่วงจัดการประกวด
พร้อมกันนั้น พวกเขาก็ได้เชิญเซียวเหยาให้เข้าร่วมการประกวดแนวคิดใหม่ครั้งที่ 1 โดยหวังว่าเขาจะทำผลงานได้ดี
ส่วนเรื่องค่าตอบแทนในการนำบทความไปใช้ คณะกรรมการก็ใจป้ำสุดๆ มอบเงินให้เขาถึงหนึ่งร้อยหยวน
และชื่อของเซียวเหยาก็ได้เข้าไปอยู่ในสายตาของบรรณาธิการหลายคนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องเลย
เมื่อเซียวเหยาได้รับจดหมายสองฉบับซ้อน เขาก็อดอึ้งไม่ได้เช่นกัน
เขาเข้าใจได้ที่ข่าวนักเรียนส่งจดหมายมาแจ้งว่าผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์
แต่ไอ้คณะกรรมการจัดงานแนวคิดใหม่นี่มันเรื่องอะไรกันล่ะ
เมื่อเปิดซองจดหมายจากข่าวนักเรียน เขาก็พบหนังสือพิมพ์ที่มีบทความ 'แด่วัยเยาว์' จดหมายให้กำลังใจ และใบเสร็จรับเงินค่าเรื่องจำนวน 20 หยวน
"20 หยวนเลยเหรอ ค่าเรื่องสมัยนี้มันสูงขนาดนี้เลยหรือไง" เซียวเหยาอุทานด้วยความประหลาดใจ
เขาจำได้ลางๆ ว่าในยุคนี้ การส่งเรียงความสั้นๆ แบบนี้มักจะได้ค่าตอบแทนแค่ไม่กี่หยวนเท่านั้น
แต่นี่มันมากกว่าปกติถึงสี่เท่า!
สิ่งที่เขาเขียนมันดีขนาดนั้นเชียวเหรอ
ด้วยความสับสนเล็กน้อย เซียวเหยาเปิดซองจดหมายจากคณะกรรมการแนวคิดใหม่ แล้วสมองของเขาก็ขาวโพลน
เนื้อหาในจดหมายไม่ได้ยาวมากนัก ใจความสำคัญคือเจตนาของบทความเขาสอดคล้องกับแนวคิดใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาจึงต้องการนำไปใช้
ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการก็ได้เชิญเขาเข้าร่วมการประกวดแนวคิดใหม่ครั้งที่ 1 ในปี 98 และหวังว่าเขาจะทำผลงานได้ดี
แต่สิ่งที่ดึงดูดใจเขามากที่สุดก็คือใบเสร็จรับเงินค่าตอบแทนจำนวน 100 หยวนใบนั้นต่างหาก
เซียวเหยาไม่คิดเลยว่าเรียงความที่เขาเขียนขึ้นเพื่อหยั่งเชิงจะมีผลตอบรับดีเกินคาดขนาดนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น
ด้วยเงิน 120 หยวนนี้เป็นทุนตั้งต้น เขาเชื่อว่าพ่อแม่จะต้องยอมไปทำบัตรประชาชนให้เขาแน่ๆ
เมื่อมีบัตรประชาชน ทุกอย่างก็จะสะดวกสบายขึ้นมาก
หลังจากก้าวแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เซียวเหยาก็เริ่มคิดถึงเรื่องอุโมงค์เหมืองหมายเลข 4 ของเขาอีกครั้ง
คำนวณจากเวลา หลิวเฉียงก็น่าจะไปได้เกือบสัปดาห์แล้ว อีกไม่นานก็คงจะกลับมา