- หน้าแรก
- โต้วหลัว บิดาของข้านามว่าโต้วหลัว
- บทที่ 29 แก่นเทวะ
บทที่ 29 แก่นเทวะ
บทที่ 29 แก่นเทวะ
หยวนสวินลู่คุ้มกันท่านปู่ของออสการ์กลับไปที่หมู่บ้านและกระทั่งจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่
ไม่นานหลังจากงานเลี้ยงสิ้นสุดลง
ออสการ์ก็เดินทางออกจากหมู่บ้านและย้ายไปศึกษาที่สถาบันวิญญาจารย์ระดับต้นปาลาเค่อ
อาเจี๋ยเองก็กลับไปที่สถาบันเพื่อพบกับลู่เว่ย
ในขณะเดียวกัน หยวนสวินลู่ก็วางแผนที่จะพาหยวนหลิงเอ๋อร์เดินทางไปยังเมืองวิญญาณยุทธ์
อย่างไรเสียเขาก็ต้องไปที่นั่นไม่ช้าก็เร็วอยู่ดี
ในเมื่อได้ไปยั่วยุถังซานเข้าแล้ว
พวกเขาก็จำต้องผูกมิตรให้มากที่สุดและสร้างศัตรูให้น้อยที่สุด รวบรวมทุกคนที่สามารถรวบรวมได้ให้เป็นหนึ่งเดียว
เมืองปาลาเค่อ
บ้านของหยวนสวินลู่
ในฐานะวิญญาจารย์และอาจารย์ประจำสถาบันวิญญาจารย์ระดับกลาง
แม้ว่าหยวนสวินลู่จะไม่ได้อาศัยอยู่ในย่านที่พักอาศัยสุดหรูของเหล่าขุนนาง ทว่าเขาก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านพักระดับไฮเอนด์
ต้องขอบคุณตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีการแข่งขันสูงลิ่วในชาติก่อนของเขา
หลังจากที่หยวนสวินลู่เดินทางมาถึงทวีปโต้วหลัว เขาก็เริ่มกว้านซื้อบ้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่ในทำเลทองทั้งสิ้น
เขามีบ้านสองหลังบนถนนเทียนหวงในเมืองเทียนโต่ว หนึ่งหลังบนถนนหลวงพยัคฆ์ขาวในเมืองซิงลั่ว หนึ่งหลังในตำหนักผู้อาวุโสของเมืองวิญญาณยุทธ์ สี่หลังบนถนนเซนต์ปาลาเค่อคิงในเมืองปาลาเค่อ และสามหลังบนถนนลอร์ดน้ำแข็งในเมืองหลวงของอาณาจักรฮาเกนดาส
โดยทั่วไปแล้วเขาไม่ได้มีอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่อื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น หยวนสวินลู่ไม่ได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ใดๆ ในเมืองสั่วถัว
และในบ้านหลังเล็กๆ บนถนนเซนต์ปาลาเค่อคิงแห่งนี้
หยวนสวินลู่ก็อาศัยอยู่มานานถึงหกปีแล้ว
“หกปีแล้วสินะ การได้นอนราบเฉยๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ มันก็ดีไม่ใช่หรือ? ไอ้สุนัขถังซานนั่นช่างหาเรื่องมาให้เราเสียจริง”
หยวนสวินลู่เก็บเอกสารและสมุดบันทึกแผนงานของเขา เตรียมตัวเดินทางไปยังสำนักวิญญาณยุทธ์เพื่อเจรจาหารือกับปี๋ปี่ตง ซึ่งนั่นก็แทบจะเทียบเท่ากับการเข้าร่วมกับสำนักวิญญาณยุทธ์เลยทีเดียว
เขาไม่ได้กลับไปที่สำนักวิญญาณยุทธ์ในฐานะเชียนสวินลู่
ทว่ากำลังจะก้าวเข้าสู่การรับใช้สำนักวิญญาณยุทธ์ในฐานะหยวนสวินลู่
เมื่อนึกถึงธรรมเนียมปฏิบัติของสำนักวิญญาณยุทธ์ หยวนสวินลู่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง: “ข้าพนันได้เลยว่าเมื่อข้ากลับไป มันจะต้องมีแต่เรื่องไร้สาระกองพะเนินเป็นแน่ ผู้อาวุโสและอาร์คบิชอปพวกนั้นไม่ได้เรื่องอันใดเลยนอกจากเอาแต่พ่นน้ำลาย”
เมื่อนึกถึงเหล่าผู้อาวุโสเหล่านั้น หยวนสวินลู่ก็ต้องทอดถอนใจว่าเขาคงต้องกลับไปเล่นเกมอันยืดเยื้อและน่าเบื่อหน่ายอีกครั้งเป็นแน่
ต้องยอมรับเลยว่า ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงๆ ล้วนเป็นปรมาจารย์ด้านการรำ 'ไทเก๊ก'...เชี่ยวชาญในการปัดป้องและเตะถ่วงเวลา
มันเป็นความจริงในเมืองปาลาเค่อ
และมันก็เป็นความจริงในสำนักวิญญาณยุทธ์เช่นกัน
ก๊อก ก๊อก...
หยวนหลิงเอ๋อร์เคาะประตูและเดินเข้ามา แสดงให้เห็นถึงมารยาทอันดีงามของนาง
หยวนสวินลู่รีบหุบปากในทันที ต่อให้เขาอยากจะบ่นอันใด เขาก็ไม่อาจทำต่อหน้าบุตรสาวได้
เรื่องเหล่านี้ก็ชวนให้หงุดหงิดมากพออยู่แล้ว การปล่อยให้ผู้อื่นได้รับฟังอาจจะทำให้เจ้าได้รับความเห็นอกเห็นใจบ้าง ทว่ามันก็มีแนวโน้มที่จะเป็นการแพร่กระจายอารมณ์ด้านลบเสียมากกว่า
“ท่านพ่อ ท่านจำเป็นต้องไปที่สำนักวิญญาณยุทธ์จริงๆ หรือเจ้าคะ?”
เหตุผลที่หยวนหลิงเอ๋อร์เอ่ยถามเช่นนั้น ก็เพราะสำนักวิญญาณยุทธ์เป็นขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ที่มีเบื้องลึกเบื้องหลังอันดำมืดและสลับซับซ้อนยิ่งนัก
คราวก่อนที่ท่านน้าตงผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นมาเยือนที่บ้านของพวกนาง
แม้นว่านางจะมาในฐานะสหาย ทว่าคำพูดของนางกลับเต็มไปด้วยการหยั่งเชิงว่าหลิงเอ๋อร์จะยอมเข้าร่วมกับสำนักวิญญาณยุทธ์หรือไม่
ในคราวนี้ เมื่อบิดาของนางเดินทางไปยังสำนักวิญญาณยุทธ์ มันย่อมไม่ใช่ในฐานะแขกที่ไปเยี่ยมเยียนสหายเป็นแน่
เขากำลังจะไปเจรจาความร่วมมือกับสำนักวิญญาณยุทธ์ หรือหากจะพูดให้ตรงไปตรงมาก็คือ บิดาของนางกำลังจะไปเข้าร่วมกับสำนักวิญญาณยุทธ์
การเจรจา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาที่ไม่เท่าเทียมกัน
ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และการประนีประนอมอย่างมหาศาล
และบิดาของนางจะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแน่นอน
ปี๋ปี่ตงเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ ทว่านางก็ยังเป็นองค์สังฆราชแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์อีกด้วย หากนางกระทืบเท้าเพียงครั้งเดียว ทวีปทั้งใบก็คงจะสั่นสะเทือนอย่างแท้จริง สถานะของปี๋ปี่ตงจะแตกต่างอันใดจากจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิกันเล่า?
ดังคำกล่าวที่ว่า การอยู่เคียงข้างผู้ปกครองก็เหมือนกับการอยู่เคียงข้างพยัคฆ์ การไปเจรจากับบุคคลเช่นนั้นน่ะหรือ?
นางมีวิธีเป็นหมื่นวิธีที่จะปั่นหัวท่านจนตาย
“พ่อจำเป็นต้องไป ทว่าเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ผู้คนในสำนักวิญญาณยุทธ์ก็ยังคง... ใจดีกับเด็กๆ เสมอ”
เขาไม่ได้บอกว่าพวกเขาใจดีกับผู้ใหญ่หรอกนะ
หยวนหลิงเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและสวมกอดแขนของหยวนสวินลู่ “ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึงต้องไปพึ่งพาสำนักวิญญาณยุทธ์ด้วยเล่าเจ้าคะ?”
ถังซานได้กลายเป็นศัตรูของเจ้าไปแล้ว
และหากข้าไม่ไปพึ่งพาสำนักวิญญาณยุทธ์ ข้าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาเพียงลำพังงั้นหรือ?
ต้องไม่ลืมนะว่าถังซานก็ได้รับการสนับสนุนจากจักรวรรดิและขุมกำลังของเขาเอง...สำนักถัง
ทว่าเขาก็ไม่อาจเอ่ยคำพูดเหล่านั้นออกมาดังๆ ได้
หยวนสวินลู่ครุ่นคิด ดึงแขนของเขากลับมา ย่อตัวลง และลูบศีรษะของหยวนหลิงเอ๋อร์เบาๆ
“พ่อคิดถึงบ้านน่ะ อันที่จริง เมืองวิญญาณยุทธ์นั้นงดงามมากเลยนะ”
“อ้อ”
“เมื่อใดที่เจ้าพบเจอผู้คนที่มีกลิ่นอายทรงพลังทัดเทียมกับพ่อ”
“เจ้าก็รีบเรียกพวกเขาว่าท่านปู่หรือท่านย่าในทันทีเลยนะ”
“เหตุใดกันเล่าเจ้าคะ?”
“ทำเช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะรู้สึกเกรงใจจนไม่อาจไม่มอบอั่งเปาให้เจ้าได้อย่างไรเล่า”
“...” หยวนหลิงเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก
คิดไม่ถึงเลยว่าบัดนี้เขาจะวางแผน 'ใช้ประโยชน์' จากความน่ารักน่าชังของบุตรสาวเพื่อหาเงิน จิตใจของเขาช่างดำมืดเสียจริง
ในที่สุดหยวนหลิงเอ๋อร์ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป หลังจากการปะทะคารมกันเล็กน้อย นางก็สูญเสียความเยือกเย็นไปในที่สุด
นางเอ่ยถามว่า:
“ท่านพ่อ สำหรับท่านแล้ว ถังซานคือสิ่งใดกันแน่เจ้าคะ?”
ตรงไปตรงมา
กระจ่างชัด
ไม่อ้อมค้อม
หยวนสวินลู่ตกอยู่ในห้วงความคิด
สำหรับเขาแล้ว ถังซานคือบุตรชายของฆาตกรที่สังหารพี่ชายของเขา ทว่าโดยปกติแล้ว ตัวเขาและเชียนสวินจี๋ก็ไม่ได้เป็น 'พี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกัน' เท่าใดนัก
สำหรับเขาแล้ว ความแค้นเรื่องที่สำนักของเขาถูกทำลายโดยถังซานนั้น ยังไม่เคยเกิดขึ้นด้วยซ้ำ
แล้วสำหรับเขา ถังซานคือสิ่งใดกันแน่?
ในตอนที่เขาอ่านตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซานในวัยเด็ก เขาไม่คิดว่าถังซานจะมีสิ่งใดผิดปกติเลย
เมื่อเขาอ่านมันในตอนโต เขากลับรู้สึกว่าถังซานเป็นพวกสองมาตรฐานและเสแสร้ง เป็นเศษสวะของโลกใบนี้โดยแท้
ในเวลาต่อมา เมื่อเขาเติบโตขึ้นไปอีก เขากลับรู้สึกว่าหากเขาเป็นถังซาน เขาคงไม่อาจแสดงบทบาท 'ทำตัวเป็นนักบุญทั้งที่เป็นคนบาป' ได้อย่างแนบเนียนถึงเพียงนั้นเป็นแน่
คำลวงที่ถูกรักษาไว้นานนับหมื่นปีโดยไม่ถูกเปิดโปง และเขาก็ยังคงเป็นเทพสมุทรผู้รุ่งโรจน์
หยวนสวินลู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ส่ายศีรษะ และเอ่ยอย่างเคร่งขรึม: “พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน ทว่าพ่อคิดว่าเรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับจุดยืนของแต่ละคนน่ะ”
หยวนหลิงเอ๋อร์หน้าแดงระเรื่อ
อันที่จริง สิ่งที่หยวนสวินลู่ต้องการจะสื่อก็คือ
จุดยืนของคุณ จะเป็นตัวกำหนดความคิดของคุณ
หากหยวนสวินลู่เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ เขาคงไม่ไปยั่วยุตัวปัญหาอย่างถังซานหรอก พวกเขาคงจะไม่อยู่ในระดับเดียวกัน ต่อให้อาศัยอยู่บนทวีปเดียวกัน พวกเขาก็คงจะไม่มีวันได้พานพบกันเป็นแน่
หากหยวนสวินลู่เป็นวิญญาจารย์ที่มีพรสวรรค์พอใช้ได้ เขาก็คงจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในขุมกำลังของถังซานและเสวยสุขจากผลแห่งชัยชนะ ส่วนเรื่องที่วิญญาจารย์ผู้มีสติปัญญาแจ่มใสจะตราหน้าเขาว่าเป็นพวกฉวยโอกาสน่ะหรือ?
เหอะ ข้าคือผู้ชนะ จะเรียกข้าว่าอันใดก็เชิญเถิด แค่ข้าปรายตามองเจ้า เจ้าก็แพ้แล้ว
ทว่าหยวนสวินลู่ไม่มีทางเลือกและไม่มีทางถอย เขาคือคนของสำนักวิญญาณยุทธ์ เขาถูกตีตราด้วยสัญลักษณ์ของสำนักวิญญาณยุทธ์มาตั้งแต่เกิด
ในอนาคต
เขามีเพียงสองทางเลือก คือสู้กับถังซานจนตัวตาย
หรือไม่ก็หลบซ่อนตัวไปตลอดชีวิต
ทว่าเขาคงไม่อาจหลบซ่อนตัวได้ มารดาของเสียวอู่ดูเหมือนจะถูกเขาและมารเบญจมาศตามล่าเพื่อนำไปมอบให้ปี๋ปี่ตงเสียด้วยสิ
บัดนี้มันกลับยิ่งเลวร้ายลงไปอีก หยวนหลิงเอ๋อร์ดันไปยั่วยุถังซานอย่างไร้เหตุผลเข้าเสียแล้ว
หากหยวนสวินลู่ไม่ได้อาศัยอยู่กับหยวนหลิงเอ๋อร์มาโดยตลอด เขาคงจะคิดว่ามีผู้ข้ามมิติบางคนมาล้างสมองนางให้ต่อต้านถังซานไปแล้วเป็นแน่
เหตุใดจึงต้องไปเชื่อคนพวกนั้นด้วยเล่า? ตอนนี้เราไม่ได้กำลังอ่านนิยายอยู่นะ พวกเขามีแต่เจตนาร้าย และหลอกใช้คนหนุ่มสาวเป็นเบี้ยหมาก
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถังซานขวางทางพ่ออยู่ และมันก็ไม่มีที่ว่างสำหรับการเจรจาประนีประนอมใดๆ ดังนั้น พ่อก็แค่จะสังหารเขาทิ้งเสีย”
หยวนสวินลู่ทบทวนตนเองและรู้สึกว่าแทนที่จะปล่อยให้ตนเองเน่าเปื่อยตายไป สู้ลองเสี่ยงดูสักตั้งจะดีกว่า ท้ายที่สุดแล้ว หยวนหลิงเอ๋อร์ของข้าก็ไม่ได้เลวร้ายอันใดเลย
หากล้มเหลวจริงๆ
เราค่อยว่ากันอีกที
อนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เสมอ แม้แต่สำหรับราชทินนามพรหมยุทธ์ก็ตาม
หยวนหลิงเอ๋อร์กลับมาที่ห้องของนาง
นางเพ่งสมาธิเข้าไปภายใน
เฝ้าสังเกตแก่นเทวะที่อยู่ภายในร่างกาย
นี่คือหนทางเดียวที่จะเอาชนะถังซานได้
“ข้าจะปลดล็อกเจ้านี่ได้อย่างไรกันเล่า!”
หยวนหลิงเอ๋อร์เข้าสู่นิมิตภายใน จ้องมองแก่นเทวะสีทองที่อยู่ภายในตัวนาง นางกัดเล็บด้วยความกระวนกระวาย ทว่าก็คิดหาวิธีไม่ออก
แก่นเทวะนี้เป็นของนาง ทว่าด้วยเหตุผลบางประการ กลับมีผนึกประทับอยู่บนนั้น
เป็นไปได้ว่าแก่นเทวะอาจจะทำการปิดผนึกตนเอง
วันนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางพยายามจะทำลายผนึก นางพยายามมาตลอดในช่วงที่อยู่ในป่าวิญญาณอสูร ทว่าก็ไม่เป็นผล
ในที่สุด หยวนหลิงเอ๋อร์ก็ใช้วิธีการอันแสนจะทื่อๆ :
กัดกร่อนมันด้วยพลังวิญญาณ
ค่อยๆ บดขยี้มันด้วยพลังวิญญาณ ราวกับการฝนท่อนเหล็กให้เป็นเข็ม
ทุกคนย่อมรู้จักวิธีการผนึก ไม่ว่าผนึกจะซับซ้อนเพียงใด ทว่าหลักการส่วนใหญ่ก็เหมือนกัน นั่นคือการใช้พลังงานที่อ่อนโยนชนิดหนึ่งเพื่อขัดขวางพลังงานที่รุนแรงอีกชนิดหนึ่งภายในร่างกาย
หยวนหลิงเอ๋อร์ไม่อาจใช้เล่ห์เหลี่ยมใดๆ ได้ นางทำได้เพียงทำลายมันด้วยความพยายามอย่างหนักเท่านั้น
และในเมื่อนี่คือแก่นเทวะของนางเอง หากนางเพียรพยายามบดขยี้มันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามปี ในที่สุดนางก็น่าจะสามารถทำลายผนึกได้
“ฮึบ ฮึบ”
ภายในห้องอันมืดมิด
หยวนหลิงเอ๋อร์กำลังเตรียมพร้อมสำหรับสงครามในภายภาคหน้า
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล
จบตอน
By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล
═❀═❀═❀═❀═❀═❀═