- หน้าแรก
- โต้วหลัว บิดาของข้านามว่าโต้วหลัว
- บทที่ 9 ตัวตนที่แท้จริงของหยวนหลิงเอ๋อร์
บทที่ 9 ตัวตนที่แท้จริงของหยวนหลิงเอ๋อร์
บทที่ 9 ตัวตนที่แท้จริงของหยวนหลิงเอ๋อร์
บทที่ 9 ตัวตนที่แท้จริงของหยวนหลิงเอ๋อร์
ข้าคือหยวนหลิงเอ๋อร์ และข้าคือผู้กลับชาติมาเกิด
ในชีวิตก่อน ภายใต้การปกป้องของบิดา ข้าใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายยิ่งนัก เมื่ออายุได้ยี่สิบสามปี ข้าก็บรรลุถึงระดับมหาปราชญ์วิญญาณ ระดับ 70 แล้ว
ข้าคิดว่าชีวิตเช่นนี้จะดำเนินต่อไป
จนกระทั่ง
บิดาบอกกับข้าว่า
เขาคือคนของสำนักวิญญาณยุทธ์
ในเวลานั้น สำนักวิญญาณยุทธ์ได้ก่อตั้งจักรวรรดิวิญญาณยุทธ์ขึ้นมาแล้ว และกำลังทำสงครามกับกองกำลังพันธมิตรของสองจักรวรรดิใหญ่
บิดากล่าวว่า
เขาจำต้องกลับไปและทำหน้าที่ของตนเพื่อสำนักวิญญาณยุทธ์
ข้าต้องการจะติดตามเขาไป
ทว่าบิดากลับปฏิเสธข้า
เขาบอกกับข้าอย่างหนักแน่นว่า
สำนักวิญญาณยุทธ์จะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน และการไปที่นั่นก็ไม่ต่างอันใดกับการรนหาที่ตาย
ข้าถามเขาว่า ในเมื่อสำนักวิญญาณยุทธ์จะต้องพ่ายแพ้ การที่เขาไปเช่นนี้มิใช่การรนหาที่ตายหรอกหรือ?
เขากลับบอกข้าว่า นี่คือโชคชะตาของเขา และเขาไม่อาจหลีกหนีมันไปได้
เขาเดินทางสู่สนามรบ
ในเวลาต่อมา ดังที่คาดไว้
สำนักวิญญาณยุทธ์พ่ายแพ้
ไอ้สุนัขรับใช้ที่ชื่อว่าเทพสมุทรผู้นั้นกล่าวว่า เขาจะปฏิบัติต่อผู้แปรพักตร์จากสำนักวิญญาณยุทธ์ด้วยความเมตตา
ทว่าเขากลับบั่นคอบิดาของข้า
และนำไปแขวนประจานไว้บนกำแพงเมือง
เพียงเพราะบิดาของข้าเคยทำร้ายคนที่ชื่อว่าเสียวอู่
ข้าเริ่มฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งทั้งวันทั้งคืน โดยวางแผนที่จะแก้แค้นให้บิดาหลังจากบรรลุถึงระดับหนึ่งร้อยและกลายเป็นเทพ
ระหว่างการเดินทางข้ามทวีป ข้าได้พบเห็นโศกนาฏกรรมมากมาย
จักรวรรดิเทียนโต่วและจักรวรรดิซิงลั่วแบ่งแยกดินแดนของสำนักวิญญาณยุทธ์ กองทหารของพวกเขาบุกกวาดล้างราวกับหวีซี่ถี่
ตระกูลจระเข้ทองคำเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ การสืบทอดของพวกเขาสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
ชายฉกรรจ์ทุกคนของสี่สำนักล่างถูกประหารชีวิต และสำหรับเด็กๆ มีเพียงผู้ที่มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดไม่เกินระดับห้าเท่านั้นที่ได้รับการละเว้น สิ่งนี้แทบจะเป็นการดับอนาคตของสี่สำนักล่างไปโดยปริยาย
อดีตสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวรรดิวิญญาณยุทธ์ถูกปิดผนึกพลังวิญญาณ และหลังจากถูกย่ำยีโดยแม่ทัพหลายคนในคืนหนึ่ง นางก็ปลิดชีพตนเองด้วยความทุกข์ทรมาน เพื่อปกปิดเรื่องอื้อฉาวนี้ สองจักรวรรดิใหญ่ได้สร้างข้ออ้างอันโง่เขลาขึ้นมา...
ว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์นั้นจงรักภักดีและตั้งใจที่จะตายตามองค์สังฆราชไป
ส่วนผู้นำสูงสุดหลังจากที่สำนักวิญญาณยุทธ์พ่ายแพ้ อดีตเทพทูตสวรรค์
เบื้องหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องนาง
ทว่าในเงามืด...
ข้ารู้เรื่องราวเหล่านี้ดี
ข้าเชื่อว่าถังซานก็รู้เรื่องเหล่านี้เช่นกัน
ทว่าถังซานกลับไม่ทำอันใดและไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ในเวลาต่อมาข้าจึงเข้าใจว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปตามความประสงค์ของถังซาน
มิเช่นนั้น ฮ่องเต้ของสองจักรวรรดิใหญ่จะกล้ากวาดล้างอดีตสมาชิกของสำนักวิญญาณยุทธ์ได้อย่างไร?
เพียงเพราะเทพสมุทรคือเทพ
และมือของเขาก็ไม่อาจแปดเปื้อนได้
หลายปีต่อมา ข้าบรรลุถึงระดับ 99
หลังจากพบว่ามรดกตำแหน่งเทพเกือบทั้งหมดบนทวีปถูกกลุ่มของถังซานจับจองไปจนสิ้น
ข้าจึงเลือกเดินบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก...
การสร้างตำแหน่งเทพของข้าขึ้นมาเอง
ทว่าข้าก็ล้มเหลว
ในห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิต
ข้าได้แต่คิดว่า
หากข้าสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตได้
ข้าจะต้องก้าวนำถังซานไปหนึ่งก้าวในทุกๆ ย่างก้าวอย่างแน่นอน
ข้าจะเดินบนเส้นทางของถังซาน เพื่อให้เขาไม่มีทางใดให้เดินอีกต่อไป
เมื่อข้าได้ความทรงจำในอดีตชาติกลับคืนมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ข้าก็พบว่าตนเองได้ย้อนเวลากลับมาในวัย 6 ขวบ
เดิมที ข้าต้องการจะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ให้แก่ ‘ผู้ฟื้นคืนชีพ’ อย่างบิดาของข้าฟัง
ทว่าข้าก็พบว่าดูเหมือนจะมีกฎประหลาดบางอย่างคอยขัดขวางข้าอยู่
ข้าไม่อาจเอ่ยปากบอกเขาได้เลย
ไม่ใช่แค่เพียงข้าไม่อาจเอ่ยปากได้
แต่ข้ายังไม่อาจแสดงให้บิดาเห็นอย่างชัดเจนว่าข้าคือผู้กลับชาติมาเกิดได้อีกด้วย
มิเช่นนั้น
ข้าจะต้องตาย
นี่คือลางสังหรณ์ที่มาจากอดีตผู้แข็งแกร่งระดับกึ่งเทพ
ทว่าถึงกระนั้น ข้าก็ได้วางแผนเส้นทางในอนาคตของข้าไว้เรียบร้อยแล้ว
ในชาตินี้
ข้าต้องการให้ถังซานผู้นั้น
ชดใช้หนี้เลือดของเขาอย่างสาสม!
ชั้นปีที่ 1 ห้อง 1
ในฐานะห้องเรียนหัวกะทิของสถาบันวิญญาจารย์ระดับต้น นักเรียนที่อยู่ภายในห้องนี้โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นนักเรียนชั้นยอดในหมู่นักเรียนใหม่ทั้งสิ้น
ยกตัวอย่างเช่น
ลู่เว่ย ผู้ซึ่งเพิ่งสร้างความฮือฮาที่ประตูโรงเรียน
อย่างไรก็ตาม ในยามนี้ ห้อง 1 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีของลู่เว่ยแต่เพียงผู้เดียว
“เจ้าชื่ออันใด?”
ลู่เว่ยเอ่ยถามเจ้าอ้วนสวมแว่นตาน้อยผู้หนึ่งด้วยท่าทีหยิ่งยโส
หลังจากเอ่ยจบ
เขาก็ปรายตามองหยวนหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลัง เมื่อพบว่าหยวนหลิงเอ๋อร์ไม่ได้ให้ความสนใจเขาเลย
ลู่เว่ยจึงตัดสินใจที่จะแสดงความดุดันมากยิ่งขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากหยวนหลิงเอ๋อร์
“เฮ้ ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ เจ้าอ้วน”
หลังจากเอ่ยจบ
เขาก็ปรายตามองหยวนหลิงเอ๋อร์อีกครั้ง
เมื่อครู่นี้เขาลงทะเบียนพร้อมกับหยวนหลิงเอ๋อร์
เมื่อเขาได้เห็นวงแหวนวิญญาณพันปีของหยวนหลิงเอ๋อร์ เขาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะมาเป็นลูกสมุนของนาง
นี่คือสิ่งที่บิดาของเขาสั่งสอนมา
“ข้าชื่ออาเจี๋ย หากเจ้าไม่ชอบเรียกเช่นนั้น ก็เรียกข้าว่าพี่เจี๋ยก็ได้ ข้ารับได้” เจ้าอ้วนสวมแว่นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผู้ที่จะถูกข่มขู่ได้ง่ายๆ เขาไม่หวั่นเกรงต่อการยั่วยุของลู่เว่ยและโต้กลับไปโดยตรง
“ฮึ่ม เจ้ามันช่างอ่อนหัดนัก” ลู่เว่ยจิ้มนิ้วไปที่อาเจี๋ยอย่างจองหอง
อาเจี๋ยเลิกคิ้วขึ้น ถอดแว่นตาเก็บไว้ และแสยะยิ้มอย่างดูแคลน “นี่เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้ากล้าหาญมากงั้นสิ~”
“โธ่เอ๊ย ข้าน่ะโคตรกล้าหาญเลยล่ะ จะบอกให้!” จมูกของลู่เว่ยแทบจะชี้ฟ้าอยู่รอมร่อ
ผลั๊วะ...
อาเจี๋ยซัดลู่เว่ยล้มลงไปกองกับพื้นด้วยหมัดเดียว ก่อนจะขึ้นคร่อมและระดมหมัดใส่เด็กน้อยอย่างต่อเนื่อง
“เรียกตัวเองว่ากล้าหาญงั้นหรือ! เรียกตัวเองว่ากล้าหาญงั้นหรือ! เรียกตัวเองว่ากล้าหาญงั้นหรือ!”
“อา! หยุดเถอะ พวกเจ้าหยุดเถอะ อย่าสู้กันอีกเลย!”
เด็กสาวหลายคนเริ่มกรีดร้อง
ความโกลาหลนี้ดึงดูดความสนใจของหยวนหลิงเอ๋อร์เช่นกัน
ในเวลานี้ หยวนหลิงเอ๋อร์กำลังวางโครงร่างวิธีการหยุดยั้งถังซานในอนาคต
ในมุมมองของนาง เจ็ดประหลาดแห่งสื่อไหลเค่อที่ถังซานและสหายก่อตั้งขึ้นนั้น ถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ต่อตระกูลหยวนในภายภาคหน้า และจำเป็นต้องกำจัดทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
และในการจะกวาดล้างขุมกำลังหนึ่ง
วิธีที่ดีที่สุดก็คือ
การครอบครองขุมกำลังที่ทัดเทียมกัน
ถังซานมีเจ็ดประหลาดแห่งสื่อไหลเค่อ
แล้วเหตุใด ข้า หยวนหลิงเอ๋อร์ จึงจะมีเจ็ดประหลาดแห่งตระกูลหยวนบ้างไม่ได้เล่า?
เมื่อคิดได้เช่นนี้
หยวนหลิงเอ๋อร์จึงเบนสายตาไปทางอาเจี๋ยและลู่เว่ยที่กำลังกลิ้งเกลือกคลุกฝุ่นกันอยู่บนพื้น
“วิญญาณยุทธ์ สถิตร่าง!”
ลู่เว่ยดิ้นหลุดจากเงื้อมมือของพี่เจี๋ยและตะโกนลั่น
ก้านหญ้าผุดขึ้นมาจากมือของลู่เว่ย มันมีสีเขียวและปกคลุมไปด้วยขนปุย ทว่าสิ่งที่สะดุดตากว่านั้นคือวงแหวนวิญญาณร้อยปีสีเหลืองวงนั้น
“ลู่เว่ย วิญญาณยุทธ์: หญ้าอ้อ วิญญาจารย์หนึ่งวงแหวน ระดับ 11”
ลู่เว่ยแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ
เด็กสาวรอบๆ ต่างมีดวงตาเป็นประกายวิบวับไปหมดแล้ว
“วิญญาณยุทธ์ สถิตร่าง”
อาเจี๋ยก็ตะโกนขึ้นมาเช่นกัน
เส้นผมที่สั้นกุดของเขายาวสยายไปด้านหลังในพริบตา จมูกของเขาแปรเปลี่ยนเป็นคล้ายกับจมูกหมู ดวงตาเรียวยาวราวกับจันทร์เสี้ยว และมีเขี้ยวโผล่ออกมาจากริมฝีปากล่าง
“อาเจี๋ย วิญญาณยุทธ์: สุกร วิญญาจารย์ ระดับ 10”
อาเจี๋ยไม่มีวงแหวนวิญญาณ ทว่ากลิ่นอายของเขากลับเหนือกว่าลู่เว่ย
ลู่เว่ยตกอยู่ในสภาพไร้ทางสู้ราวกับกระต่ายขาวตัวน้อยเบื้องหน้าพี่เจี๋ย เขาเอาแต่ถอยร่นอย่างต่อเนื่อง
หยวนหลิงเอ๋อร์พิจารณาเสื้อผ้าของอาเจี๋ยอย่างระมัดระวัง
วัสดุของมันไม่ได้ดีนัก
แม้นจะไม่ได้เป็นนักเรียนทุน แต่ครอบครัวของเขาก็คงไม่ได้ร่ำรวยเฉกเช่นลู่เว่ย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดอาเจี๋ยจึงแข็งแกร่งแต่กลับไร้ซึ่งวงแหวนวิญญาณ
นั่นเพราะครอบครัวของอาเจี๋ยไม่อาจแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับวงแหวนวิญญาณให้บุตรของตนได้
ป่าวิญญาณอสูรล้วนถูกปิดกั้นโดยรัฐ การจะเข้าไปได้ จำเป็นต้องมีป้ายคำสั่งจากสำนักวิญญาณยุทธ์และการรับรองจากขุนนางถึงสามคน
วิญญาจารย์สามัญชนย่อมไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้
พวกเขาทำได้เพียงเดินทางไปยังป่าวิญญาณอสูรตามธรรมชาติ
และการไปยังสถานที่เหล่านั้นโดยปราศจากผู้แข็งแกร่งคอยหนุนหลัง ก็เต็มไปด้วยภยันตรายนานัปการ
ดังนั้นวงแหวนวิญญาณวงแรกของวิญญาจารย์สามัญชนส่วนใหญ่ จึงได้มาจากการล่าวิญญาณอสูรแบบสุ่มๆ
วงแหวนวิญญาณสิบปีจึงกลายเป็นเรื่องปกติ
อาเจี๋ยคงไม่ใช่คนประเภทที่ยอมรับสิ่งใดก็ได้ง่ายๆ เขามีความคิดและความทะเยอทะยานเป็นของตนเอง ต้องการวงแหวนวิญญาณระดับร้อยปี ดังนั้นเขาจึงมุ่งมั่นฝึกฝนมาโดยตลอดโดยยังไม่ได้รับมันมา
เมื่อนางวิเคราะห์จนจบ
หยวนหลิงเอ๋อร์ก็หัวเราะเบาๆ
และก้าวเข้าไปแทรกกลางระหว่างทั้งสอง
“พวกเจ้ามีฝีมือดีทีเดียว สนใจจะเข้าร่วมทีมของข้าหรือไม่?”
“เจ้าเป็นผู้ใด... ข้ายินดี!”
ลู่เว่ยตอบตกลงในทันที เขาได้เห็นวงแหวนวิญญาณพันปีของหยวนหลิงเอ๋อร์แล้ว และไม่มีแรงต้านทานใดๆ เลยที่จะปฏิเสธการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนาง
ทว่าเรื่องราวกลับยุ่งยากกว่านั้นเมื่อเป็นพี่เจี๋ย
“ข้าไม่ยินดี”
อาเจี๋ยดื้อรั้นเป็นอย่างมาก “ข้าจะไม่ยอมเป็นสุนัขรับใช้ของพวกขุนนางหรอกนะ”
“เจ้าด่าผู้ใดเป็นสุนัขรับใช้กัน!” ลู่เว่ยโกรธเกรี้ยวขึ้นมาในทันที
นั่นไม่ใช่การด่าทอเขากลายๆ หรอกหรือ?!
“ข้าไม่ใช่ขุนนาง สิ่งที่ข้าเชิญชวนพวกเจ้าเข้าร่วมเป็นเพียงทีมๆ หนึ่ง และมันจะไม่มีข้อจำกัดต่ออนาคตของพวกเจ้ามากนักหรอก”
หยวนหลิงเอ๋อร์อธิบาย
“...” อาเจี๋ยไม่เอ่ยสิ่งใด ทว่าแววตาของเขากลับแสดงออกถึงความไม่เชื่อถืออย่างชัดเจน
“ข้าสามารถช่วยเจ้าให้ได้มาซึ่งวงแหวนวิญญาณวงแรก ระดับร้อยปีได้นะ” หยวนหลิงเอ๋อร์หงายไพ่ตายของนางออกมา “ในชั้นเรียนนี้ มีเพียงพวกเจ้าสองคนเท่านั้นที่ข้าเห็นว่าคู่ควร ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเจ้าจะเข้าร่วม”
“เจ้าจะรับประกันเรื่องนั้นได้อย่างไร?”
อาเจี๋ยเริ่มหวั่นไหว
เป็นดั่งที่หยวนหลิงเอ๋อร์คาดการณ์ไว้ ครอบครัวของอาเจี๋ยไม่อาจแบกรับราคาของวงแหวนวิญญาณระดับร้อยปีได้จริงๆ
“ข้าจะไม่ผิดคำพูดอย่างแน่นอน” หยวนหลิงเอ๋อร์ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ผีเสื้อเทพธิดาแห่งแสงของนางออกมา วงแหวนวิญญาณสีม่วงพันปีลอยล่องขึ้น ท่ามกลางวิญญาณยุทธ์อันเจิดจรัส นางเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
วงแหวนวิญญาณวงแรก ระดับพันปี!
“ข้าตกลง”
เมื่อได้เห็นวงแหวนวิญญาณพันปี อาเจี๋ยก็รู้สึกวางใจ
บนทวีปแห่งนี้ ความแข็งแกร่งคือสิ่งที่ได้รับการเคารพยกย่อง
การรับประกันจากผู้ที่ในอนาคตจะกลายเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์
เขาย่อมเชื่อมั่นในสิ่งนั้น
“แล้วทีมของเราชื่อว่าอันใดหรือ?” ลู่เว่ยเป็นคนร่าเริง และเอ่ยถามขณะกระโดดโลดเต้นไปมา
ในที่สุดก็จะได้เป็นลูกสมุนของว่าที่ราชทินนามพรหมยุทธ์แล้ว
ช่างน่าตื่นเต้นยิ่งนัก!
“กลุ่มล้างบางซาน”
หยวนหลิงเอ๋อร์กล่าวอย่างราบเรียบ ทว่ากลับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแน่น
“ล้างบางซาน!”
โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล
จบตอน
By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล
═❀═❀═❀═❀═❀═❀═