เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 499 : ฉันยังไม่ได้ขึ้นรถเลยนะ | บทที่ 500 : โครงการแม่น้ำหงฉีได้รับการอนุมัติ, วางความยึดติดลง

บทที่ 499 : ฉันยังไม่ได้ขึ้นรถเลยนะ | บทที่ 500 : โครงการแม่น้ำหงฉีได้รับการอนุมัติ, วางความยึดติดลง

บทที่ 499 : ฉันยังไม่ได้ขึ้นรถเลยนะ | บทที่ 500 : โครงการแม่น้ำหงฉีได้รับการอนุมัติ, วางความยึดติดลง


บทที่ 499 : ฉันยังไม่ได้ขึ้นรถเลยนะ

ค้นหาข้อมูลมาทั้งคืน ในดวงตาของเฉียนซีเหวินเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย แต่สภาพจิตใจกลับตื่นตัวอย่างผิดปกติ!

ได้รับการยืนยันแล้ว

เจียเหอสงสัยมานานแล้วว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของภาคการเกษตรในอินเดียนั้นมีความผิดปกติ และได้เตรียมการรับมือเรื่องนี้ไว้แล้ว

แล้วฉันจะทำอะไรได้บ้าง?

นอกหน้าต่างมืดมิด ในฐานะคนที่จากบ้านเกิดมาดิ้นรนในเซี่ยงไฮ้ แม้ว่าในบัญชีหุ้นจะมีเงินเหลืออยู่เกือบสองล้าน แต่เฉียนซีเหวินก็ยังคงรู้สึกไม่มั่นคงอยู่ดี

ในมหานครระดับนานาชาติแห่งนี้ เงินสองล้านซื้อบ้านไม่ได้ ทำได้แค่จ่ายเงินดาวน์เพียงบางส่วน จากนั้นก็ต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโต และคงยากที่จะลืมตาอ้าปากได้อีกในช่วงหลายสิบปีนี้

ทว่า ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนมีโอกาสมาวางอยู่ตรงหน้า

ถ้าคว้ามันไว้ได้ ทรัพย์สินก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลอีกครั้ง

แต่ถ้าพลาดไป อาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

แต่สรุปแล้วต้องทำยังไงล่ะ?

ขายหุ้นเจียฮว่าทิ้งงั้นเหรอ? เขาต่อต้านตัวเลือกนี้มาก เจียฮว่าคือหุ้นคุณภาพดี แม้ว่าราคาจะพุ่งขึ้นมาเจ็ดถึงแปดเท่าแล้ว แต่เขารู้สึกว่ามันยังมีศักยภาพอีกมหาศาล

ถ้าขายไปก็อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย

ยืมเงินคนอื่น? แล้วจะยืมใคร? เขาชินกับการไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่มีนิสัยชอบยืมเงินใคร และไม่อยากให้คนรอบข้างรู้ด้วยว่าเขาเล่นหุ้น

หลังจากนั่งคิดหน้าคอมพิวเตอร์มาค่อนคืน ในที่สุดเฉียนซีเหวินก็ตัดสินใจได้: นำหุ้นเจียฮว่าที่มีอยู่ในมือไปจำนำนอกตลาด

จากนั้นก็กู้เงินเพื่อมาซื้อหุ้นหลายตัวที่เขาเล็งเอาไว้

แล้วความเสี่ยงที่ต้องแบกรับล่ะ? ก็คือการถูกล้างพอร์ต ทรัพย์สินหดหายอย่างหนักหรืออาจจะกลายเป็นศูนย์!

แต่เมื่อมองดูเว็บไซต์ทางการของเจียเหอและข้อความที่พูดถึงการเกษตรของอินเดียบนอินเทอร์เน็ต พอฟ้าสาง เฉียนซีเหวินก็โทรไปลางานกับหัวหน้า และในที่สุดก็มาปรากฏตัวอยู่ที่ห้องโถงของธนาคาร

"สวัสดีครับ ผมต้องการทำเรื่องนำหุ้นมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ครับ"

เฉียนซีเหวินบอกความต้องการของตัวเองอย่างกระชับ เมื่อคืนเขาคัดกรองมาแล้วรอบหนึ่งว่ามีธนาคารไหนบ้างที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดานำหุ้นมาค้ำประกันเพื่อขอสินเชื่อได้

ธนาคารแรกที่เขาเลือกคือธนาคารที่มีโอกาสสำเร็จสูงที่สุด

จูเยี่ยนนี พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ธนาคารที่แต่งตัวมาอย่างประณีต พินิจพิจารณาผู้ชายตรงหน้าแวบหนึ่ง เขาใส่เสื้อขนเป็ดหนาเตอะ ผมเผ้ายุ่งเหยิงขดเป็นก้อน ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ดูยังไงก็เหมือนผีพนันที่กำลังหน้ามืด

แต่ความเป็นมืออาชีพทำให้เธอแค่ถามด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า "เตรียมเอกสารมาไหมคะ? ต้องการกู้เท่าไหร่? และจุดประสงค์ในการกู้คืออะไรคะ?"

เฉียนซีเหวินตอบ "เตรียมมาครับ กะว่าจะกู้ 1.2 ล้าน แต่ถ้าได้มากกว่านั้นก็ยิ่งดีครับ ส่วนจุดประสงค์คือเอาไปลงทุนครับ"

จูเยี่ยนนีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างประหลาดใจ "ยอดเงินไม่ใช่น้อยๆ เลยนะคะ แบบนี้ต้องประเมินหลักทรัพย์ค้ำประกันและเครดิตของคุณอย่างละเอียด ขอฉันดูเอกสารหน่อยค่ะ"

เฉียนซีเหวินยื่นเอกสารข้อมูลบัญชีหุ้น เอกสารชี้แจงจุดประสงค์การกู้ยืม เอกสารยืนยันตัวตน และอื่นๆ ที่เตรียมไว้เข้าไปให้

จูเยี่ยนนีไม่ได้ดูอย่างอื่น เธอเปิดตรงดิ่งไปที่ข้อมูลบัญชีหุ้นทันที

การนำหุ้นมาค้ำประกันเงินกู้ สิ่งแรกที่ต้องดูคือประเภทของหุ้นที่ถือครอง หากเป็นหุ้นขนาดเล็กหรือหุ้น ST แถมยังเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารจะไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ

แต่พอจูเยี่ยนนีเห็นข้อมูลการถือครองหุ้นของเฉียนซีเหวิน รูม่านตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากอ้าค้าง

ข้อมูลบัญชีหุ้นของเฉียนซีเหวินนั้นเรียบง่ายและชัดเจน มีหุ้นอยู่แค่ตัวเดียวคือ: เซี่ยงไฮ้เจียฮว่า ซึ่งมีมูลค่าตามราคาตลาดอยู่ที่ 1.98 ล้าน

เจียฮว่าถือเป็นหุ้นดาวรุ่งในตลาดหุ้น A-share ในช่วงสองปีที่ผ่านมา จูเยี่ยนนีที่ทำงานในอุตสาหกรรมการเงินของเซี่ยงไฮ้รู้ซึ้งถึงมูลค่าของเจียฮว่าดี ตัวเธอเองก็เป็นลูกค้าตัวยงของเจียฮว่าเช่นกัน

แถมเจียฮว่าก็ยังไปไม่ถึงจุดสูงสุดของมันเลยด้วยซ้ำ

พูดอีกอย่างก็คือ บางครั้งธนาคารก็แอบหวังให้ผู้จำนำไม่สามารถชำระหนี้ได้ เพื่อที่ธนาคารจะได้ยึดหุ้นเจียฮว่ามาเป็นของตัวเอง

จูเยี่ยนนีเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเธอเปลี่ยนไป รอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริงทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกอบอุ่นเหมือนสายลมในฤดูใบไม้ผลิ

"คุณเฉียนคะ ฉันดูเบื้องต้นแล้วนะคะ ข้อมูลที่คุณให้มาตรงตามข้อกำหนดของเราในเบื้องต้น แต่ยังต้องมีการประเมินเพิ่มเติมอีกค่ะ"

เฉียนซีเหวินพยักหน้าพูดว่า "รบกวนช่วยเร่งให้หน่อยนะครับ ผมรีบใช้เงิน ธนาคารไหนปล่อยกู้เร็ว ผมก็จะกู้จากธนาคารนั้น"

สีหน้าของจูเยี่ยนนีเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอรีบพูดว่า "ได้เลยค่ะคุณเฉียน เชิญคุณย้ายไปที่ห้องรับรองลูกค้า VIP ทางนี้เลยนะคะ จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการคุณเป็นการเฉพาะค่ะ"

ตลอดทั้งวัน เฉียนซีเหวินวิ่งวุ่นไปตามธนาคารใหญ่ๆ หลายแห่ง และได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของพนักงานหน้าเคาน์เตอร์มานักต่อนัก

นอกจากนี้ หุ้นเจียฮว่าก็เป็นหุ้นคุณภาพดีจริงๆ

โดยพื้นฐานแล้ว ทุกธนาคารที่เขาไป เพียงแค่เปิดบัญชีโชว์หุ้นเจียฮว่าที่ถืออยู่ ผู้จัดการธนาคารก็จะต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มทันที

ปฏิกิริยาแรกของเขาคือ ศักยภาพของเจียฮว่านั้นสูงส่งสมคำร่ำลือ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากระบบการเงินของเซี่ยงไฮ้ สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขามั่นใจที่จะนำมันไปจำนำมากขึ้น

วันรุ่งขึ้น เฉียนซีเหวินกลับไปทำงานที่บริษัทตามปกติ หัวหน้ายังถามไถ่อาการป่วยของเขา ส่วนคนอื่นๆ ก็ยังคงทำเหมือนเขาเป็นธาตุอากาศไร้ตัวตนเช่นเดิม

เดิมทีงานที่เขาทำก็เป็นงานสายเทคนิคอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานมากนัก

ผ่านไปอีกสองวัน ธนาคารก็โทรมาหาเขา เฉียนซีเหวินลางานไปที่ธนาคารอีกครั้ง และคนที่มาต้อนรับเขาก็คือจูเยี่ยนนีพอดี

"คุณเฉียนคะ คำขอสินเชื่อของคุณผ่านแล้วนะคะ แค่คุณเซ็นชื่อไม่กี่จุด วันนี้ก็สามารถปล่อยกู้ให้คุณได้เลยค่ะ"

"ตกลงครับ"

เฉียนซีเหวินตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเซ็นชื่อลงไป ในใจรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก

จูเยี่ยนนีเดินมาส่งเฉียนซีเหวินที่หน้าห้องโถงด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับแอบเลียบเคียงถามว่าเฉียนซีเหวินกู้เงินไปลงทุนอะไร

ในเอกสารระบุว่าเฉียนซีเหวินวางแผนจะไปทำธุรกิจ แต่จูเยี่ยนนีไม่เชื่อ สัญชาตญาณบอกเธอว่าเฉียนซีเหวินน่าจะอยากเอาไปลงทุนในหุ้นต่อมากกว่า

แต่ในขั้นตอนการเซ็นสัญญา ทั้งธนาคารและเฉียนซีเหวินต่างก็ปิดปากเงียบไม่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะตามกฎระเบียบแล้ว สินเชื่อที่ใช้หุ้นค้ำประกันจะไม่สามารถนำไปลงทุนในตลาดหุ้นได้อีก

อย่างไรก็ตาม คนที่แอบทำแบบนี้ลับหลังก็มีไม่น้อยเลย

"คุณเฉียนคะ รอให้เงินกู้ออกแล้ว ฉันคงต้องรบกวนคุณเป็นการส่วนตัวสักหน่อยนะคะ"

พอเห็นสีหน้าของเฉียนซีเหวินเปลี่ยนไป จูเยี่ยนนีก็รู้สึกไม่พอใจเล็กๆ ในใจ แต่ภายนอกก็ยังพูดว่า "ช่วยใบ้ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะว่าคุณซื้อหุ้นตัวไหน?"

เฉียนซีเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วตอบว่า "ผู้จัดการจูครับ จุดประสงค์ที่ผมกู้เงินก็เพื่อไปทำธุรกิจครับ"

"ทำธุรกิจ? ทำธุรกิจบ้าบออะไรกัน?"

จังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงแหลมเล็กแทรกถามขึ้นมา เฉียนซีเหวินหันไปมอง ก่อนจะยืนชะงักแข็งทื่อไป

"วิศวกรเฉียน คุณบอกว่าคุณจะไปทำธุรกิจ นี่คือเหตุผลที่คุณขยันลางานบ่อยๆ ช่วงนี้ใช่ไหม?"

เฉียนซีเหวินมองจูเยี่ยนนีที มองเพื่อนร่วมงานที่โผล่มาอย่างกะทันหันที ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้จะพูดอะไรดี จึงทำได้แค่รีบเดินหนีออกมา

"ผมมีธุระ ขอตัวก่อนนะครับ"

ก่อนเลิกงานวันนั้น ธนาคารก็โอนเงินกู้เข้าบัญชี วินาทีที่ได้รับเงิน เฉียนซีเหวินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ตกกลางคืน เขาก็นั่งศึกษาข้อมูลต่ออีกทั้งคืน

เขาเล็งเป้าหมายไว้เรียบร้อยแล้ว: บริษัทก้วนหนง, ย่าเซิ่ง, ซินหนงไคฟา, กั๋วเหลียงทุนเหอ และกว่างหนงถังเย่

ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในภาคการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับเครือเจียเหอ และล้วนมีความเกี่ยวโยงกับฝ้ายและน้ำตาลทรายขาวไม่มากก็น้อย

จุดสนใจสำคัญที่สุดคือบริษัทก้วนหนง ธุรกิจหลักของพวกเขาคือฝ้ายและชูการ์บีท

ทันทีที่อุตสาหกรรมของอินเดียล่มสลาย บริษัทก้วนหนงที่ตอนนี้กำลังตกต่ำถึงขีดสุดก็จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ในพริบตา

เฉียนซีเหวินแอบวางแผนการเปิดสถานะซื้อเอาไว้อย่างเงียบๆ

วันต่อมาเขาก็มาปรากฏตัวที่บริษัทอีกครั้ง ทว่า ยังไม่ทันเดินถึงโต๊ะทำงาน ก็มีคนทยอยเข้ามาทักทายเขา

"วิศวกรเฉียน ได้ยินมาว่าคุณจะไปทำธุรกิจเหรอ?"

"วิศวกรเฉียน กู้เงินตั้ง 1.2 ล้าน นี่เตรียมจะลุยงานใหญ่เลยสินะ!"

"วิศวกรเฉียน วันหน้าถ้ารวยแล้วก็อย่าลืมกันล่ะ ต่อไปอย่าลืมนะว่าพวกเราเคยสู้มาด้วยกันในหลุมเพลาะเดียวกัน"

"วิศวกรเฉียน ได้ยินมาว่าคุณถือหุ้นเจียฮว่ามาสามสี่ปี ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเจ็ดแปดเท่าเลย ดวงคุณนี่มันเฮงจริงๆ นะ!"

ผ่านไปไม่นาน จางเสียน ซึ่งเป็นหัวหน้าสายตรงของเฉียนซีเหวินก็เรียกเขาให้ไปพบที่ห้องทำงาน

"ซีเหวิน เตรียมตัวจะไปเมื่อไหร่? ทำไมไม่บอกไม่กล่าวกันเลย ฉันจะบอกให้นะ นายต้องเผื่อเวลาให้ฉันรับคนใหม่ด้วยล่ะ!"

"ประธานจาง ผมไม่ได้กะจะออกนะครับ!"

เฉียนซีเหวินพูดอย่างจริงใจ จางเสียนเลิกคิ้วแล้วถาม "คนที่ไปจำนำกู้เงินที่ธนาคารคือแกใช่ไหม?"

เฉียนซีเหวิน: "ผมเองครับ"

จางเสียน: "จุดประสงค์การกู้เขียนไว้ว่าเอาไปลงทุนทำธุรกิจใช่ไหมล่ะ?"

"ใช่ครับ เฮ้อ... ก็ไม่เชิงครับ" เฉียนซีเหวินถอนหายใจ "นั่นเป็นแค่เหตุผลที่ผมเขียนลงไปตอนขอกู้ ความจริงแล้วผมมีจุดประสงค์อื่น"

"เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า? ถึงรีบใช้เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้?"

จะโทษว่าจางเสียนถามแบบนี้ก็ไม่ได้ เพราะปกติแล้วไลฟ์สไตล์ของเฉียนซีเหวินเป็นคนเรียบง่าย ประหยัดมัธยัสถ์ แถมยังออกจะขี้เหนียวนิดๆ ด้วยซ้ำ

"เปล่าครับ ทุกอย่างปกติดี"

"แล้วทำไมล่ะ?"

"ผมอยากซื้อหุ้นครับ"

เฉียนซีเหวินถอนหายใจเฮือกใหญ่ อธิบายสั้นๆ เพิ่มไปอีกสองสามประโยค เขาไม่ได้มีความคิดอยากจะลาออกเลยจริงๆ การลงทุนทำธุรกิจเป็นแค่เหตุผลที่เขาแต่งขึ้นมาส่งๆ เท่านั้น

จางเสียนอึ้งไปเหมือนกัน "การเล่นหุ้นมีความเสี่ยง ตลาดหุ้นจีนก็เหมือนโรงเชือดดีๆ นี่เอง! แกทำแบบนี้ฉันจะพูดยังไงกับแกดีเนี่ย"

เฉียนซีเหวินกล่าว "โตๆ กันแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว เลือกเองก็ต้องรับผิดชอบเองครับ"

จางเสียนรินน้ำให้เฉียนซีเหวินแก้วนึง แล้วถามต่อ "นั่งลงก่อน แกกะจะซื้ออะไรล่ะ?"

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเฉียนซีเหวินก็บอกชื่อหุ้นกว้านหนง, ซินหนงไคฟา, ย่าเซิ่ง และตัวอื่นๆ ออกไป แต่ไม่ได้บอกเหตุผลในการเลือกหุ้น

จางเสียนนั่งไขว่ห้าง ถามด้วยความอยากรู้ "ซีเหวิน แกกำไรจากหุ้นเซี่ยงไฮ้เจียฮว่ามาเท่าไหร่แล้ว?"

เฉียนซีเหวินตอบ "ประมาณล้านห้าล้านหกได้มั้งครับ ผมไม่ได้ดูละเอียด อาศัยว่าพอมีเงินก็ซื้อเก็บไว้หน่อยๆ คิดไปคิดมามันก็ไม่ได้กำไรเจ็ดแปดเท่าอย่างที่เขาปั่นกันหรอกครับ อย่างมากก็แค่ห้าหกเท่า"

มุมปากจางเสียนกระตุก อย่างมากก็ห้าหกเท่า... พูดออกมาได้หน้าตาเฉยนะ

"แกไปทำงานก่อนเถอะ ในเมื่อไม่ได้คิดจะลาออก ก็ตั้งใจทำงานซะล่ะ"

เพียงเวลาแค่ชั่วข้ามคืน เฉียนซีเหวินที่ปกติทำตัวเรียบง่ายไม่เป็นจุดเด่นก็กลายเป็นคนดังของบริษัท เรื่องราวของเขาแพร่สะพัดไปทั่วทั้งตึกออฟฟิศ

อดออมประหยัดกินประหยัดใช้ถือหุ้นเซี่ยงไฮ้เจียฮว่ามาหลายปี เกาะกระแสการเติบโตของเจียฮว่าจนทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเจ็ดถึงแปดเท่า

ตอนนี้ยังเอาหุ้นไปจำนำเพื่อกู้เงิน เตรียมจะช้อนซื้อหุ้นก้นเหว แถมยังมีข่าวลือเรื่องรายชื่อหุ้นที่เขาเล็งจะช้อนหลุดออกมาอีก ในเวลาเพียงสั้นๆ ก็ดึงดูดความสนใจของบรรดาแมงเม่าที่แฝงตัวอยู่ในตลาดหุ้น A-share ออกมาถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน

"กราฟแท่งเทียนรายสัปดาห์ของบริษัทก้วนหนงแดงเถือกมาแปดสัปดาห์ติดแล้ว ไม่รู้จะหยุดตกเมื่อไหร่ เฉียนซีเหวินไปถูกใจหุ้นแบบนี้ได้ยังไง?"

"ส่วนใหญ่ก็คงคิดว่ามันถึงจุดต่ำสุดแล้ว เลยอยากจะช้อนซื้อวัดดวงดูสักตั้ง แต่มีความเสี่ยงที่จะติดดอยอยู่กลางเขานะ!"

"ตอนแรกที่ได้ยินว่าเฉียนซีเหวินซื้อหุ้นเจียฮว่าเข้าเป้า กำไรเจ็ดแปดเท่า ก็อยากจะลองทำตามดูบ้าง แต่พอมาเห็นตอนนี้ ไม่กล้าซื้อเลยจริงๆ ไม่กล้าเสี่ยง"

"ฉันยังอุตส่าห์ไปศึกษาหุ้นพวกนี้มาเป็นพิเศษ ล้วนเป็นหุ้นที่มีความสัมพันธ์อย่างมากกับฝ้ายและน้ำตาลทรายขาว ตอนนี้เป็นช่วงที่ทั่วโลกมีกำลังการผลิตล้นตลาด กำลังการผลิตของอินเดียยังไม่ถึงจุดสูงสุดเลยด้วยซ้ำ เวลาที่จะพลิกผันมันยังห่างไกลอีกเยอะ!"

"ครั้งนี้เฉียนซีเหวินคงต้องล้มหัวคะมำแน่ๆ"

สำหรับคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ เฉียนซีเหวินก็ได้ยินมาบ้าง มีบางคนถึงขั้นเดินเข้ามาคุยเรื่องนี้กับเขาตรงๆ หรือกระทั่งพยายามเกลี้ยกล่อมเขา

เขาก็ไม่เคยปิดบังเรื่องที่ตัวเองมองหุ้นกว้านหนงและหุ้นตัวอื่นๆ ในแง่ดี แต่เขาไม่ได้เชียร์ให้ใครมาซื้อตาม ซื้อหรือไม่ซื้อ ต้องรับผิดชอบตัวเอง

วันหนึ่ง เขาบังเอิญเจอซูอันอีกครั้ง ซูอันคือคนที่เคยห้ามไม่ให้เขาซื้อหุ้นกลุ่มเกษตรในตอนแรก แต่ก็เป็นคนที่แนะนำหุ้นเจียฮว่าให้เขา ทำให้เขาได้รู้จักกับหุ้นในเครือเจียเหอเป็นครั้งแรก

ซูอันเอ่ยขึ้น "น้องชาย นายดังใหญ่แล้วนะ"

เฉียนซีเหวินยิ้มเจื่อนๆ "พี่ซูต่างหากที่เป็นเซียนตัวจริงซ่อนรูป ที่พี่เคยฟันธงว่าเจียฮว่าจะโตสิบเท่ามันใกล้จะเป็นจริงแล้ว พี่ซูคงไม่ได้ขายทิ้งไปหรอกนะครับ?"

ซูอันดึงเฉียนซีเหวินไปที่มุมห้อง แล้วพูดว่า "นั่นมันสมบัติประจำตระกูลเลยนะ ไม่มีทางขายหรอก เงินปันผลของเจียฮว่าก็มั่นคงมาก ถือหุ้นกินปันผลไปเรื่อยๆ ก็ไม่เลวเลย แค่เงินปันผลในแต่ละปีก็พอเป็นค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวได้สบายๆ"

เฉียนซีเหวินยกย่อง "สุดยอดเลยพี่!"

ซูอันกระซิบถามต่อ "นายมองหุ้นกว้านหนง, ซินหนง, แล้วก็ย่าเซิ่งพวกนั้นในแง่ดีจริงๆ เหรอ? ตอนนี้ในตลาดมีแต่คนบ่นว่าแย่และรุมแช่งกันทั้งนั้นเลยนะ!"

"ผมรู้สึกว่าเจียเหอไม่เชื่อมั่นในความยั่งยืนของการเกษตรอินเดียครับ"

สำหรับซูอัน เฉียนซีเหวินมีความรู้สึกขอบคุณอยู่ในใจ เขาจึงยอมพูดอะไรเพิ่มเติมเล็กน้อย

หลังจากซูอันได้ฟังก็รู้สึกลังเลอยู่บ้าง

เขาต่างจากเฉียนซีเหวินที่เป็นคนโสดตัวคนเดียว เขามีครอบครัวที่อบอุ่นและเป็นเสาหลักทางการเงินของบ้าน จะมาเอาทรัพย์สินไปจำนำเพื่อเพิ่มเลเวอเรจตามอำเภอใจไม่ได้

ถ้าอยากจะซื้อถัวเฉลี่ยหุ้นกว้านหนงกับตัวอื่นๆ ก็มีแต่ต้องแบ่งขายหุ้นเจียฮว่าบางส่วนออกมา

หุ้นเจียฮว่านั้นมั่นคงมาก ถึงแม้การเติบโตจะชะลอตัวลง แต่รายได้จากเงินปันผลในปัจจุบันก็ยังดีกว่าเอาเงินไปฝากธนาคาร อีกทั้งมันน่าจะยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีก

เพราะงั้น เขาเลยไม่อยากขาย

ถ้าอยากจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนก็ต้องเลียนแบบเฉียนซีเหวิน นำหุ้นไปจำนำนอกตลาดเพื่อกู้เงินมาซื้อหุ้นเพิ่ม ชั่วขณะนั้นซูอันจึงรู้สึกลังเลสับสนมาก

หลังจากลังเลอยู่สองวัน พอซูอันได้ยินข่าวเกี่ยวกับเฉียนซีเหวินอีกครั้ง ข่าวลือก็เปลี่ยนเป็นเฉียนซีเหวินดำเนินการเปิดสถานะเสร็จสิ้นแล้ว แต่สถานการณ์กลับดูไม่ค่อยดีนัก

หุ้นกว้านหนง ซินหนง และตัวอื่นๆ ร่วงติดต่อกันอีกสองวัน แถมมาตรการคว่ำบาตรฝ้ายซินเจียงในระดับนานาชาติก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

สมาคมองค์กรฝ้ายที่ดีกว่า (BCI) ได้ระงับการรับรองฝ้ายจากมณฑลซินเจียง ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันโดยตรงที่ทำให้แบรนด์ต่างๆ ออกมาแบน

ต่อมา H&M ได้ออกแถลงการณ์ประกาศหยุดใช้ฝ้ายซินเจียง ไม่ว่าจ้างพนักงานจากมณฑลซินเจียง และยุติการร่วมมือกับบริษัทในมณฑลซินเจียง...

แบรนด์อื่นๆ อย่าง Nike, Adidas, Uniqlo ก็มีท่าทีคลุมเครือเช่นเดียวกัน

ผู้บริโภคในประเทศจึงได้ทำการตอบโต้ ด้วยการแบนสินค้าแบรนด์นอก และหันมาสนับสนุนแบรนด์ในประเทศ แบรนด์อย่างอันท่าจึงใช้โอกาสนี้แย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมาได้

แต่ผลกระทบที่เกิดกับฝ้ายในประเทศนั้นเป็นของจริงและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ฝ้ายทั้งในและนอกประเทศมีสต็อกตกค้างอย่างหนัก ธุรกิจต้นน้ำอย่างกว้านหนงต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก ยิ่งไปกว่านั้นกว้านหนงยังมีธุรกิจชูการ์บีทอีกด้วย เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด

เฉียนซีเหวินยังคงมาทำงานตามปกติ โยนคำเยาะเย้ยถากถางลับหลังและเรื่องในอนาคตทิ้งไว้เบื้องหลังทั้งหมด

ส่วนซูอันก็ยังคงลังเล

วันหนึ่งในช่วงต้นเดือนมีนาคม แสงแดดสดใส อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ตลาดหุ้น A-share เปิดทำการตามปกติ

ผู้คนในตึกออฟฟิศติดตามดูหุ้นสองสามตัวเหมือนอย่างเคย จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้น "กว้านหนงร่วงอีกแล้ว"

"เฉียนซีเหวินคงขาดทุนไปหลายหมื่นแล้วมั้งเนี่ย"

"ม้าสะดุดขาตัวเองชัดๆ!"

"ที่ซื้อเจียฮว่าแล้วถูกเนี่ย ฟลุกล้วนๆ!"

ตอนพักเบรก ซูอันเดินไปหาเฉียนซีเหวิน "น้องชาย นายสภาพจิตใจดีจริงๆ นะ"

"เพราะผมเชื่อใจเจียเหอครับ" เฉียนซีเหวินยิ้มพร้อมกับรับบุหรี่มาจากซูอัน ก่อนจะเกลี้ยกล่อม "พี่ ถ้าพี่จะซื้อก็รีบซื้อแต่เนิ่นๆ เถอะ ขืนยืดเยื้อต่อไป พี่อาจจะไม่มีโอกาสขึ้นรถแล้วก็ได้นะ"

ซูอันส่ายหน้า "ไม่รีบๆ ขอดูสถานการณ์อีกหน่อยแล้วกัน"

บางทีนี่อาจจะเป็นโชคชะตา ซูอันเพิ่งจะพูดจบ ภายในห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกลก็มีเสียงอุทานดังลั่นขึ้นมา "เชี่ย! บริษัทก้วนหนงพุ่งชนซิลลิ่งเฉยเลย!"

เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มีเสียงอุทานดังตามมาเป็นระลอก

"เวรเอ๊ย ชนซิลลิ่งจริงๆ ด้วย!"

"เชี่ย เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย?"

"ไม่ใช่แค่กว้านหนงนะ หุ้นตัวอื่นที่เฉียนซีเหวินถือไว้ก็พุ่งกระฉูดเหมือนกัน เชี่ย ซินหนงไคฟาก็ชนซิลลิ่งแล้ว โหดเกินไปแล้ว!"

ซูอันมองเฉียนซีเหวินที่ยังคงนิ่งสงบราวกับผิวน้ำ ในใจเหลือเพียงความคิดเดียว... แม่งเอ๊ยยยย ฉันยังไม่ได้ขึ้นรถเลยโว้ยยยย!

บทที่ 500 : โครงการแม่น้ำหงฉีได้รับการอนุมัติ, วางความยึดติดลง

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นไม่ขาดสาย ทั้งในห้องน้ำและห้องพักดื่มชาก็ครึกครื้นเป็นพิเศษ

ซูอันอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับความจริงและถอนหายใจ "อย่างที่คิดไว้เลย ลังเลคือพ่ายแพ้!"

ก้อนหินในใจของเฉียนซีเหวินก็ถูกยกออกไป เขายิ้มบางๆ แล้วพูดว่า "ความจริงตอนนี้ตามน้ำไปก็ยังทันนะ"

ซูอันถามด้วยความประหลาดใจ "ยังมีโอกาสอีกเหรอ? ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"

เฉียนซีเหวินส่ายหน้าและกล่าว "เรื่องรายละเอียดฉันก็ยังมืดแปดด้าน แต่ก็น่าจะเกี่ยวกับอินเดีย เจียเหอก็เคยเตือนไว้ก่อนแล้ว"

กลุ่มคนกลับไปที่โต๊ะทำงาน ทำงานอย่างใจลอย และมักจะแอบเข้าไปส่องเว็บบอร์ดหุ้นอยู่บ่อยๆ

รายงานข่าวจาก BBC ชิ้นหนึ่งได้ทำให้เกิดกระแสฮือฮาไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ

สาเหตุคืออ้อยในอินเดียที่หว่านเมล็ดและไว้ตอในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ อัตราการงอกของมันต่ำจนน่าตกใจ แม้ว่าบางต้นจะแตกยอดออกมาได้ แต่มักจะขาดสารอาหาร ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ดูเหมือนว่าแค่เจอภัยธรรมชาติเล็กน้อยก็พร้อมจะเหี่ยวเฉาตายได้เลย

อัตราการงอกต่ำหรือขาดสารอาหารเป็นเรื่องปกติ แต่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนั้นมันกว้างใหญ่เกินไป

ทั้งในภาคกลาง ภาคใต้ หรือแม้แต่แหล่งปลูกอ้อยทางภาคเหนือของอินเดียต่างก็เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นอย่างเป็นวงกว้าง

พื้นที่ที่ BBC คาดการณ์ไว้สูงถึง 257 ล้านหมู่ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก!

ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกอ้อยและฝ้ายทั้งหมด

แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือสาเหตุของอัตราการงอกต่ำและภาวะขาดสารอาหาร นั่นคือความอุดมสมบูรณ์ของดินถูกทำลาย!

แถมยังเป็นการทำลายที่ยากจะฟื้นฟู!

และสาเหตุที่ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลงก็มาจากอ้อยและฝ้ายสายพันธุ์ใหม่ที่ชาวอินเดียภาคภูมิใจนักหนา!

BBC ระบุว่า ผลผลิตที่สูงลิ่วของทั้งสองสายพันธุ์ใหม่นี้ มาจากการสิ้นเปลืองความอุดมสมบูรณ์ของดินและทรัพยากรน้ำอย่างมหาศาล ไม่เพียงแต่สูบพลังของดินจนหมดเกลี้ยงในระยะเวลาสั้นๆ แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อรากฐานของหน้าดินอีกด้วย

ทว่า เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ที่พุ่งสูงขึ้นทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เกษตรกรในอินเดียจึงยังคงขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและฝ้ายกันอย่างบ้าคลั่ง

ถึงแม้จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยเร็วที่สุด แต่คาดว่าพื้นที่ดินที่ได้รับความเสียหายก็จะทะลุ 500 ล้านหมู่

แต่ด้วยประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลอินเดีย จะสามารถควบคุมได้จริงเหรอ?

เห็นได้ชัดว่าคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นเลย

ขณะเดียวกัน การที่อ้อยมีอัตราการงอกต่ำและขาดสารอาหารเป็นบริเวณกว้าง ก็ทำให้สถานการณ์การผลิตและการขายในปีนี้พลิกผันไปอย่างกะทันหัน

ผลผลิตของอินเดียต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก!

นอกจากนี้ ประเภทและพื้นที่เพาะปลูกในอเมริกาใต้และพื้นที่อื่นๆ ต่างก็ถูกกำหนดไว้หมดแล้ว เนื่องจากอิทธิพลของอินเดีย ทำให้บราซิลลดพื้นที่ปลูกอ้อยและฝ้ายลงเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรง

ตอนนี้สถานการณ์ของอินเดียพลิกกลับ ในขณะที่การเพาะปลูกในอเมริกาใต้ ออสเตรเลีย และพื้นที่อื่นๆ ได้ข้อสรุปไปแล้ว

ในชั่วพริบตาเดียว สถาบันทั้งในและต่างประเทศต่างก็เปลี่ยนการประเมินต่ออุตสาหกรรมฝ้ายและน้ำตาลทรายขาวในประเทศ

การคาดการณ์ของตลาดนั้นดีกว่าที่คิดไว้มาก

บริษัทประเภทเพาะปลูกอย่างกว้านหนง, ย่าเซิ่ง, ซินหนง, เป่ยต้าฮวง, ซูเคิ่นหนงฟา มีตัวเลือกสายพันธุ์เปิดกว้างขึ้นมาอีกครั้ง

โดยเฉพาะบริษัทก้วนหนงที่มีพืชผลหลักอย่างฝ้าย ชูการ์บีท และมะเขือเทศ ก็ได้รับความสนใจจากตลาดทุนในทันที

นอกจากนั้น บริษัทอย่างกว้านหนง หรือย่าเซิ่ง ต่างก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจียเหอ

ในระหว่างที่เรื่องราวกำลังบานปลาย สื่อยังได้รายงานเรื่องที่เจียเหอทยอยออกมาเตือนถึงความเสี่ยงทางการเกษตรของอินเดียตั้งแต่เมื่อสองเดือนก่อนอีกด้วย

และในการที่ต่างชาติกดดันฝ้ายซินเจียงในครั้งนี้ JCIA ที่นำโดยเจียเหอก็ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก

บริษัทในเครือข่ายต่างพากันออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนฝ้ายในประเทศ ขณะเดียวกัน คุณภาพของผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเสื้อผ้าภายในกลุ่มพันธมิตรก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ด้านหนึ่งคือวัตถุดิบจากธรรมชาติ อีกด้านหนึ่งคือสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนม

สององค์ประกอบจากปลายทั้งสองด้านของห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ดูเหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน กลับถูกเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นภายใต้ระบบของ JCIA

ผลิตภัณฑ์บางชิ้นให้ความรู้สึกในแง่ของการใช้วัสดุที่เหนือกว่าแบรนด์ระดับนานาชาติเสียอีก

เมื่อมีความกดดันจากภายนอกเข้ามา แฟชั่นสไตล์จีนก็เริ่มเป็นที่นิยม และความมั่นใจในแบรนด์ก็เริ่มพุ่งสูงขึ้น

เรียกได้ว่าแบรนด์ฝ้ายในประเทศมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการเติบโตของแฟชั่นสไตล์จีน และยุคของฝ้ายแห่งชาติก็กำลังมาถึงอย่างรวดเร็ว

ทว่า ถึงแม้ฝ้ายซินเจียงจะมีคุณภาพสูงและมีผลผลิตมาก แต่อุปสงค์และอุปทานของฝ้ายคุณภาพสูงในประเทศก็ยังคงไม่สมดุลกันอย่างรุนแรง

อีกทั้ง บริษัทสิ่งทอในประเทศหลายแห่งยังคงมีความเข้าใจต่อฝ้ายซินเจียงแบบเดิมๆ เหมือนเมื่อหลายปีก่อน

เหตุการณ์ของฝ้ายซินเจียงเป็นเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยา ที่ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศได้กลับมาทำความรู้จักกับฝ้ายซินเจียง และทำความรู้จักกับ JCIA ใหม่อีกครั้ง

และการลดลงของกำลังการผลิตในอินเดียก็ช่วยลดแรงกดดันจากภายนอก พร้อมเปิดพื้นที่ในตลาดให้กว้างขึ้น

เมื่อสองสิ่งนี้ผสานเข้าด้วยกัน หุ้นของกว้านหนงและย่าเซิ่ง ซึ่งเป็นบริษัทหลักในการปลูกฝ้ายและชูการ์บีท ก็พากันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพียงไม่กี่วัน เฉียนซีเหวินก็รู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เพื่อนร่วมงานต่างก็เป็นมิตรและใจดีขึ้น แถมยังมีคนมาทักทายเขามากขึ้นด้วย

"พี่เฉียน โหดมาก!"

"ต้องเป็นพี่เฉียนจริงๆ ตอนนั้นฉันไม่น่าลังเลเลย"

"พี่เฉียน ตอนนี้ซื้อตามยังทันไหม? จะติดดอยอยู่กลางทางหรือเปล่า!"

จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน จูเยี่ยนนี พนักงานธนาคารก็โทรมาหาเขาเช่นกัน

"พี่เฉียน ยินดีด้วยนะ ช่วงนี้ทำกำไรก้อนโตได้อีกแล้ว คืนนี้น้องสาวคนนี้ขอเลี้ยงข้าวหน่อยนะ ช่วยชี้แนะกันบ้างสิ"

เฉียนซีเหวินตอบรับด้วยความยินดี

หลังจากทานอาหารเย็นแล้ว ทั้งสองก็ไปดูหนังด้วยกัน แต่ค่าใช้จ่ายตลอดทั้งคืนล้วนเป็นจูเยี่ยนนีที่จ่ายให้ เฉียนซีเหวินไม่ได้ควักเงินเลยสักแดงเดียว

เพราะว่าในตัวเขาไม่มีเงินเลยน่ะสิ

เงินทั้งหมดถูกทุ่มลงทุนในตลาดหุ้นไปแล้ว แต่ฐานะของเขากลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในเวลาเพียงไม่กี่วัน เรื่องทั้งหมดนี้จูเยี่ยนนีเห็นได้อย่างชัดเจน

ในช่วงไม่กี่วันต่อมา เฉียนซีเหวินและจูเยี่ยนนีได้ออกเดตกันหลายครั้ง และในคืนหนึ่งพวกเขาก็ได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตกัน

ด้วยความเคยชินกับการคิดคำนวณอย่างรอบคอบ เฉียนซีเหวินจึงค่อนข้างอ่อนไหวเรื่องเงิน ในคืนนั้นเขาได้ลองคำนวณดูอย่างละเอียดแล้วพบว่า หลังจากที่รู้จักกับจูเยี่ยนนี เงินที่ใช้จ่ายไปส่วนใหญ่เป็นเงินของเธอ เขาค่อนข้างขี้เหนียว และแทบจะไม่ได้ใช้เงินไปกับจูเยี่ยนนีเลย

เพราะในตัวเขาไม่มีเงิน เงินทั้งหมดอยู่ในบัญชีหุ้น แต่ทั้งสองคนก็ยังคบหาดูใจกัน

เรื่องนี้เหมือนจะเรียบง่ายแต่ก็มีความซับซ้อนอยู่หน่อยๆ เขาเป็นโสดมาตั้งแต่เกิดจนอายุจะสามสิบปีได้ยังไงกัน?

จนกระทั่งหลายปีต่อมา เขาบังเอิญได้ยินคำกล่าวที่ว่า 'เงินมีไว้ให้ผู้หญิงดู ไม่ได้มีไว้ให้ผู้หญิงใช้' ถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้ง

ในเดือนมีนาคม ระเบียงเหอซีเริ่มเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก

กัวหยางเริ่มต้นการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชนบทอีกครั้ง และยังคงใช้เส้นทางที่คุ้นเคย ฟาร์มเพาะปลูกของรัฐหลายแห่งที่เขาขับผ่านในปีนี้ ล้วนขยายพื้นที่ปลูกฝ้ายและชูการ์บีทมากขึ้น

เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ล้วนเป็นของเทียนเหอ และที่ดินก็เป็นฟาร์มเพาะปลูกของรัฐของย่าเซิ่งทั้งสิ้น

ทำให้ชั่วขณะหนึ่งกัวหยางไม่รู้ว่าจะบอกว่าตลาดทุนตอบสนองได้เร็วหรือตอบสนองได้ช้าดี

จะบอกว่าช้าเหรอ ทันทีที่ BBC รายงานข่าว สถาบันในประเทศก็เหมือนกับหมาป่าที่ได้กลิ่นเนื้อ พวกเขาดันหุ้นของกว้านหนง, ซินหนง, ย่าเซิ่ง ชนซิลลิ่งในพริบตา

จะบอกว่าเร็วเหรอ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เจียเหอทยอยพูดถึงมาตั้งแต่สองเดือนก่อนแล้ว

พูดตรงๆ ก็คือยังขาดความมั่นใจนั่นแหละ

เหมือนกับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่ขาดความมั่นใจในวัฒนธรรม ขาดความมั่นใจในแบรนด์ ขาดความมั่นใจในอุตสาหกรรม พอสะท้อนออกมาที่ตลาดทุน ก็คือการขาดความมั่นใจในด้านการเงิน

เอ่อ...

ด้วยพฤติกรรมของตลาดหุ้นจีน ก็ยากจริงๆ ที่จะมีความมั่นใจในด้านการเงิน

แต่กัวหยางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาถึงแล้ว

เหตุการณ์ฝ้ายซินเจียงทำให้แบรนด์ฝ้ายในประเทศก้าวออกมาได้

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พันธมิตร JCIA ได้สร้างฐานการผลิตและแปรรูปฝ้ายคุณภาพสูงขึ้นมาเป็นจำนวนมาก และส่งเสริมการใช้มาตรฐาน JCIA ของฝ้ายในประเทศ นั่นคือ: สายพันธุ์ดี + เทคโนโลยีดี

ในขั้นตอนการผลิตฝ้ายคุณภาพสูงได้มีการใช้รูปแบบการดำเนินงานแบบบูรณาการ ส่วนในขั้นตอนการแปรรูปก็ใช้รูปแบบการทำงานแบบครบวงจร ‘หนึ่งโรงงานต่อหนึ่งผลิตภัณฑ์’ ซึ่งทำให้สามารถปลูก เก็บเกี่ยว หีบฝ้าย และจัดทำเป็นชุดของสายพันธุ์เดียว เพื่อรับประกันการผลิตฝ้ายคุณภาพสูงของ JCIA ในระดับอุตสาหกรรม

ในท้ายที่สุดก็สามารถผลิตฝ้ายปุยที่มีความสม่ำเสมอ มีสิ่งเจือปนต่ำ และมีเส้นใยแปลกปลอมน้อยซึ่งเป็นฝ้ายดิบคุณภาพสูงได้

คุณภาพของฝ้ายดิบ JCIA ที่ได้รับการรับรองนั้นเหนือกว่าฝ้ายออสเตรเลียในทุกด้าน

ปัจจุบัน JCIA มีฐานการผลิตฝ้ายคุณภาพสูงรวมกว่า 50 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3 ล้านหมู่ มีฐานการแปรรูปกว่า 30 แห่ง และผลิตฝ้าย JCIA ได้มากกว่า 5 แสนตันต่อปี

ในงานประมูลฝ้ายที่จัดโดย JCIA ทันทีที่ฝ้ายคุณภาพสูงระดับ "ดับเบิล 30" ขึ้นไปปรากฏตัว มักจะถูกแย่งกันประมูลซื้อไปจนหมดเกลี้ยงเสมอ!

ฝ้าย ‘ดับเบิล 30’ หมายถึงฝ้ายที่มีตัวชี้วัดความยาวเส้นใยและความทนทานต่อแรงดึงถึงระดับ 30 ทั้งสองอย่าง

และยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ใช้แยกแยะฝ้ายระดับกลางและระดับไฮเอนด์ด้วย

ฝ้ายก็ต้องประมูลด้วยงั้นเหรอ?

ถูกต้อง!

แม้ฝ้ายคุณภาพสูงจะถือว่าไม่ใช่ของหายาก แต่รับรองว่าเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแน่นอน การเสนอราคาประมูลแย่งซื้อฝ้ายจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

และหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ฝ้ายมีคุณภาพต่ำก็คือสายพันธุ์ที่ปะปนกัน!

และเหตุผลที่ JCIA สามารถผลิตฝ้ายชั้นดีออกมาได้ กุญแจสำคัญก็อยู่ที่เมล็ดฝ้ายนี่แหละ!

เมล็ดฝ้ายที่ดีจะทำให้ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมได้รับประโยชน์ และก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการทำให้เกษตรกรผู้ปลูกฝ้ายยอมรับ

ทว่า ในปัจจุบันเทียนเหอสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การโปรโมทตลอดหลายปี ทำให้เมล็ดฝ้ายของเทียนเหอสร้างภาพฉากเดียวกันซ้ำๆ ในแผ่นดินภาคตะวันตกเฉียงเหนือทุกๆ ปี

สิ่งที่ชาวนาต้องการก็คือสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น

ซึ่งเทียนเหมียน 20 และเทียนจ๋าเหมียนล้วนให้คุณได้

เหตุการณ์ฝ้ายซินเจียงยิ่งทำให้ JCIA เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เกษตรกรผู้ปลูกฝ้าย ฝ้ายปุยที่ผ่านการแปรรูปแล้วมีราคาสูงกว่าปกติหลายร้อยถึงหนึ่งพันหยวนต่อตัน และมักจะถูกสั่งจองล่วงหน้าโดยบริษัทปลายน้ำเสมอ

ตลอดทางจากจิ่วเฉวียนไปจนถึงตุนหวง กัวหยางได้ฟังเรื่องราวความร่ำรวยมามากเกินพอแล้ว เกษตรกรต่างพากันซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์คันเล็กๆ

และภาพแบบนี้จะยิ่งมีให้เห็นมากขึ้นในมณฑลซินเจียง

ที่ฟาร์มตุนหวง กัวหยางได้กลับมายังฟาร์มของฟ่านเสวียจวินอีกครั้ง ครั้งสุดท้ายที่เขามาก็คือเมื่อหลายปีก่อนแล้ว

ฟ่านเสวียจวินเป็นหนึ่งในเกษตรกรกลุ่มแรกๆ ที่ปลูกเทียนเหมียน 20 และตั้งตัวได้จากมัน เขาได้สร้างฟาร์มขนาดใหญ่ มีทั้งร้านอาหาร ที่พัก และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการปลูกฝ้าย

จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลินี้ ฟ่านเสวียจวินก็ยังคงปลูกฝ้ายอยู่

กัวหยางชอบที่จะพูดคุยกับเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากระบบของเจียเหออย่างฟ่านเสวียจวิน มันจะทำให้กัวหยางรู้สึกถึงความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ช่วงฤดูใบไม้ผลิยังคงมีอากาศเย็นสบายอยู่บ้าง ฟ่านเสวียจวินจุดเตาถ่านที่ด้านนอกของฟาร์ม และกลุ่มคนก็นั่งพูดคุยกันริมถนนอย่างสบายอารมณ์

ข้างๆ นั้นเป็นไร่นา เครื่องหยอดเมล็ดกำลังทำงาน การวิ่งเพียงรอบเดียวก็สามารถปูแผ่นพลาสติกและหยอดเมล็ดได้จนเสร็จสมบูรณ์ มีโดรนสำหรับพ่นยา มีรถไถสำหรับพรวนดิน มีระบบน้ำหยดสำหรับรดน้ำ มีเครื่องเก็บฝ้ายสำหรับเก็บเกี่ยว พื้นฐานแล้วกระบวนการทั้งหมดสามารถทำงานด้วยเครื่องจักรได้

"ที่ดินกว่าพันหมู่ แค่จ้างคนสองสามคนมาช่วยดูไร่นาก็พอแล้ว"

ฟ่านเสวียจวินกล่าว "มันไม่ได้เหนื่อยเลยสักนิด แต่ถ้าจะปลูกฝ้ายให้ออกมาดี ก็ต้องใช้ความคิดและลงแรงสักหน่อย ว่าเมื่อไหร่ควรจะพ่นยา ควรผสมปุ๋ยกับน้ำในอัตราส่วนเท่าไหร่ จะต้องรู้ไว้ในใจเสมอ"

กัวหยางหัวเราะร่วน "ในบรรดาเกษตรกรผู้ปลูกฝ้าย คนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สูง เข้าใจเทคโนโลยี และรู้จักบริหารงานอย่างคุณนี่แหละ คืออนาคตของอุตสาหกรรมฝ้าย"

ฟ่านเสวียจวินหัวเราะฮ่าๆ "ภายใต้การนำของเจียเหอ ในอนาคตก็จะมีคนแบบนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แหละครับ"

ฟ่านเสวียจวินเป็นเพียงภาพจำลองย่อส่วนของฟาร์มตุนหวง และฟาร์มตุนหวงก็เป็นเพียงหนึ่งในฟาร์มของกลุ่มฟาร์มเพาะปลูกของรัฐย่าเซิ่งเท่านั้น

เมื่อขยายภาพให้กว้างขึ้นครอบคลุมภาคตะวันตกเฉียงเหนือทั้งหมด ฟาร์มแบบนี้ก็มีอยู่เป็นหมื่นเป็นแสนแห่ง

เงื่อนไขการผลิตทางการเกษตรของตุนหวงก็กำลังเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ในฐานะที่เป็นพื้นที่ปลายน้ำของแม่น้ำซูเล่อและแม่น้ำตั่งเหอ การผลิตทางการเกษตรของตุนหวงจึงมักจะถูกจำกัดด้วยทรัพยากรน้ำเสมอมา

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยการประหยัดน้ำและพักการทำฟาร์มในพื้นที่ต้นน้ำ ทำให้การผลิตทางการเกษตรของตุนหวงได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีน้ำอย่างเพียงพอ ผนวกกับการฟื้นฟูระบบนิเวศโดยมนุษย์ ทำให้สภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาของตุนหวงดีขึ้นอย่างมาก

เมื่อการกัดเซาะของพายุทรายลดลง ความชุ่มชื้นจากแหล่งน้ำเพิ่มขึ้น พร้อมกับเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพสูง ทำให้ผลผลิตพืชผลทางการเกษตรของตุนหวงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน เนื่องจากเสียงเรียกร้องเรื่องโครงการแม่น้ำหงฉีดังขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่ชุ่มน้ำซีหูแห่งตุนหวงจึงค่อยๆ ได้รับความสนใจมากขึ้นตามไปด้วย

เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ผิวน้ำของพื้นที่ชุ่มน้ำซีหูแห่งตุนหวงก็เริ่มมีระลอกคลื่น และมีหญ้าสีเขียวชอุ่มโผล่ยอดออกมา

ในช่วงเวลานี้ แม้ว่าหิมะและน้ำแข็งจะยังไม่ละลายในวงกว้าง แต่แม่น้ำซูเล่อและแม่น้ำตั่งเหอก็ยังคงไหลลงสู่พื้นที่ชุ่มน้ำซีหูได้

นอกเหนือจากนั้น น้ำบาดาลที่ไหลมาตามรอยแยกของเปลือกโลกในเทือกเขาฉีเหลียนซานก็มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้สามารถพบเห็นตาน้ำได้ทุกที่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ

และพอถึงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม ที่นั่นก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอีกต่อไป แต่อาจจะต้องเรียกว่า ‘ทะเลสาบ’ เสียมากกว่า ภาพของพืชน้ำที่อุดมสมบูรณ์นั้นราวกับได้ย้อนกลับไปสู่ความยิ่งใหญ่ในยุคราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์ถัง!

พื้นที่ชุ่มน้ำซีหูแห่งตุนหวงได้กลายเป็นขวัญใจของสื่อ

มันก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร? ไม่สิ น่าจะถามว่ามันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งได้อย่างไรต่างหาก?

หลายคนเริ่มเจาะลึกลงไป

โครงการที่เจียเหอลงทุนไปถึง 30,000 ล้านหยวนเพื่อจัดการกับพื้นที่ชุ่มน้ำซีหูแห่งตุนหวง ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เจียเหอแทบจะไม่ได้เข้าไปแทรกแซงอะไรในพื้นที่ชุ่มน้ำเลย แต่กลับมีมาตรการต่างๆ มากมายรอบนอกพื้นที่ชุ่มน้ำแทน เช่น การสร้างเส้นทางน้ำเก่าขึ้นมาใหม่, การประหยัดน้ำและพักการทำฟาร์ม, การปลูกป่าอนุรักษ์ต้นน้ำ... เมื่อถึงฤดูฝน ปริมาณน้ำฝนในบริเวณลุ่มแม่น้ำซูเล่อ แม่น้ำเฮยเหอ และแม่น้ำสือหยางก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และน้ำในแม่น้ำก็ไหลทะลัก

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ปล่อยภาพถ่ายดาวเทียมออกมาหลายภาพ

ในภาพได้บันทึกความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ทะเลสาบซีหูแห่งตุนหวง ซึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างต่อเนื่อง ครั้งแล้วครั้งเล่า

ในอดีต ยอดเขาที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกได้ตัดขาดเส้นทางน้ำสายเก่าของแม่น้ำซูเล่อที่ไหลลงสู่ทะเลสาบหลัวปู้พัว

และในปัจจุบัน เจียเหอได้เปิดเส้นทางน้ำสายเก่าของแม่น้ำซูเล่ออีกครั้ง ทำให้น้ำในแม่น้ำซูเล่อไหลไปข้างหน้า และไหลลงสู่ขอบทะเลทรายคุมทัก มันวาดให้เห็นถึงเส้นทางสีเขียวยาวเหยียด ซึ่งปลายทางของเส้นทางสีเขียวนี้ชี้ตรงไปยังทะเลสาบหลัวปู้พัวแต่ไกล

เมื่อได้เห็นภาพเหล่านี้แล้ว เสียงเรียกร้องจากสังคมต่อแม่น้ำหงฉีก็ยิ่งดังขึ้น

"มันอยู่แค่เอื้อมนี่เอง!"

"ขอเพียงแค่มีการผันน้ำจากแม่น้ำหงฉีเข้ามาเติมเต็ม ทะเลทรายคุมทัก ทะเลสาบหลัวปู้พัว และทะเลทรายทากลามากัน ก็มีความหวังว่าจะกลายเป็นพื้นที่ลวี่โจวได้!"

"รู้สึกว่าถึงไม่มีแม่น้ำหงฉี ภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็เขียวชอุ่มขึ้นเยอะเลย!"

"เจียเหอนี่น่ากลัวจริงๆ ~"

ไม่มีใครชอบให้มีหญ้าขึ้นบนหัวหรอก แต่สำหรับผืนดินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้านี้ ผู้คนกลับหวังว่ามันจะเขียวชอุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็ได้ยินและได้เห็นตัวอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

จิ่วเฉวียนกลายเป็นสีเขียวแล้ว ระเบียงเหอซีกลายเป็นสีเขียวแล้ว ที่ราบสูงหวงถู่กลายเป็นสีเขียวแล้ว ภาคตะวันตกเฉียงเหนือกลายเป็นสีเขียวแล้ว... ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็กลายเป็นสีเขียวแล้วทั้งนั้น

ผู้คนยินดีที่ได้เห็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยา และคนในประเทศนี้ก็ชอบการทำนาด้วย

เมื่อสามสี่สิบปีก่อน ทุกบ้านจะถางที่ดินทำกินส่วนตัวขนาดเล็กๆ ไว้ที่หน้าบ้านหรือหลังบ้าน

แม้ว่าจะย้ายเข้าไปอยู่ในตึกสูง แต่ตราบใดที่มีพื้นที่ว่างรอบๆ บริเวณชุมชน ไม่นานนัก พื้นที่เหล่านั้นก็จะเต็มไปด้วยผัก

ถึงแม้จะซื้อวิลล่าที่มีสวน สวนนั้นก็ยังถูกเปลี่ยนให้เป็นแปลงผักได้

ความปรารถนาต่อที่ดินของประเทศนี้มันฝังลึกอยู่ในสายเลือด เมื่อต้องมาทนมองผืนดินอันรกร้างกว้างใหญ่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือด้วยตาของตัวเอง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าในใจจะรู้สึกทรมานแค่ไหน

แต่ตอนนี้มีคนมาบอกพวกเขาว่า ขอแค่สร้างแม่น้ำสายหนึ่งขึ้นมา ก็จะมีที่นาชั้นดีเพิ่มขึ้นมานับไม่ถ้วน

ถ้าอย่างนั้น ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องช่วยเหลือให้ถึงที่สุด!

บรรยากาศเริ่มคุกรุ่นขึ้นมาแล้ว

กัวหยางได้รับโทรศัพท์จากผู้นำระดับสูงอีกครั้ง "ความเห็นของประชาชนมีสูงมากเลยนะ! ทำไมเจียเหอถึงไม่ปล่อยให้น้ำจากแม่น้ำซูเล่อไหลลงสู่ทะเลสาบหลัวปู้พัวไปเลยล่ะ?"

กัวหยางตอบ "มันเปล่าประโยชน์ แถมยังเป็นการสิ้นเปลืองน้ำอีก ทะเลสาบหลัวปู้พัวไม่ใช่สิ่งที่แม่น้ำซูเล่อจะช่วยให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้หรอกครับ"

"แล้วยังไม่มีแม่น้ำทาริมอีกเหรอ?"

"แม่น้ำทาริมก็ไม่ได้ครับ" กัวหยางพึมพำ "ท่านผู้นำครับ โอกาสในการสร้างแม่น้ำหงฉีน่าจะมาถึงแล้วใช่ไหมครับ?"

"ถ้าคุณหมายถึงอินเดียล่ะก็ นั่นไม่ใช่ปัญหาแน่นอน แต่เมื่อมันเกี่ยวข้องกับดินแดน เราจะไม่เป็นฝ่ายแหกกฎก่อน ยังไงก็ต้องดูท่าทีจากอีกฟากฝั่งของมหาสมุทรก่อน"

ผู้นำระดับสูงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "แต่ว่า เรื่องการอนุมัติโครงการสามารถถูกยกขึ้นมาเป็นวาระการประชุมได้แล้วล่ะ"

"ครับ!"

เริ่มจากป่าพลังงานชีวภาพ แม่น้ำหงฉีก็ได้รับการสนับสนุนทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

จากนั้นเพื่อที่จะเอาชนะอุปสรรคทางธรรมชาติ พวกเขาก็เลยไปเพ่งเล็งที่อินเดีย ถึงขนาดยอมเปิดเผยความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาเพื่อการนี้

และในวันนี้ ในที่สุดก็ได้รับคำตอบที่ยืนยันแน่ชัดแล้ว นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทางเลือกของเขานั้นไม่ผิด คนแต่ละคนก็มีทางเลือกที่แตกต่างกันไป และเขาก็เลือกที่จะดึงประโยชน์สูงสุดจากนิ้วทองคำของเขาออกมา

ภายในเวลาไม่กี่เดือน ระบบนิเวศทางการเกษตรของอินเดียก็ล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง ภายในประเทศเกิดความวุ่นวาย และการแตกแยกของแต่ละรัฐก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ในที่สุด ภายในประเทศก็สามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดเสียที

ภายในใจของกัวหยางรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมา ในชั่วพริบตาเดียว เขาก็วางความยึดติดลงได้

จบบทที่ บทที่ 499 : ฉันยังไม่ได้ขึ้นรถเลยนะ | บทที่ 500 : โครงการแม่น้ำหงฉีได้รับการอนุมัติ, วางความยึดติดลง

คัดลอกลิงก์แล้ว