- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นที่เมล็ดพันธุ์
- บทที่ 457 : สัมผัสถึงความสุข | บทที่ 458 : สวรรค์ฉีเหลียนออนไลน์
บทที่ 457 : สัมผัสถึงความสุข | บทที่ 458 : สวรรค์ฉีเหลียนออนไลน์
บทที่ 457 : สัมผัสถึงความสุข | บทที่ 458 : สวรรค์ฉีเหลียนออนไลน์
บทที่ 457 : สัมผัสถึงความสุข
จิ่วเฉวียนเป็นเพียงเมืองเล็กแห้งแล้งที่ซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือ แต่พอถึงเดือนเมษายน ดอกซิ่งก็จะบานสะพรั่งไปทั่วทั้งภูเขาและทุ่งนา
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ บริเวณรอบนอกของเมืองยิ่งมีสีสันเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ตอนเที่ยงวัน กัวหยางยืนอยู่หน้าหน้าต่างกระจกบานใหญ่ภายใต้แสงแดดที่สาดส่อง ดอกซีบัคธอร์นบนทะเลทรายโกบีเปล่งประกายเจิดจ้าเป็นพิเศษ
พวกมันเติบโตบนทะเลทรายโกบีที่รกร้าง... อ้อ ตอนนี้ใช้คำว่ารกร้างมาอธิบายไม่ได้แล้วล่ะ เรียกมันว่า 'โกบีสีเขียว' ไปก่อนก็แล้วกัน
สรุปก็คือ หลังจากผ่านการทดสอบจากสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ดอกซีบัคธอร์นก็เบ่งบานเปล่งประกายสีสันงดงามออกมา
ภาษาดอกไม้ของดอกซีบัคธอร์นคือ: ไม่เกรงกลัวความยากลำบาก นี่คือการตีความที่สมบูรณ์แบบของจิตวิญญาณแห่งความทรหดอดทนของมัน
สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง สีชมพู...
ตอนแรกกัวหยางก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมดอกซีบัคธอร์นถึงมีสีเยอะขนาดนี้
ตอนแรกเขานึกว่าเป็นเพราะต้องการดึงดูดผึ้งให้มาผสมเกสรมากขึ้น เอาล่ะ มันก็มีผลในเรื่องนี้จริงๆ
แต่นักวิจัยกลับบอกเขาว่า การเปลี่ยนสีเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว ที่สำคัญที่สุดก็คือสายพันธุ์ของซีบัคธอร์นและสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโต
สำหรับที่นี่ ปัจจัยหลักคือผลกระทบจากสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโต
ซีบัคธอร์นสามารถเติบโตได้ทั้งในทะเลทรายที่แดดแผดเผา บนภูเขาสูงที่ลมหนาวพัดกระหน่ำ และบนทะเลทรายโกบีที่รกร้างว่างเปล่า แต่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน สีของดอกซีบัคธอร์นก็จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มหัศจรรย์ใช่ไหมล่ะ
แต่มหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นก็คือ ตอนนี้ดอกซีบัคธอร์นบนโกบีสีเขียวผืนนี้เบ่งบานเป็นสีแบบสุ่มล้วนๆ
ต้นซีบัคธอร์นต้นเดียวกัน ปีนี้อาจจะออกดอกสีเหลือง ปีหน้าอาจจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ทำเอานักวิจัยหัวหมุนไปตามๆ กัน
โคตรจะกวน
แต่สีสันที่สดใสหลากหลายก็ดึงดูดให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวจำนวนมากหยุดดู
เมื่อยืนอยู่บนที่สูง กัวหยางสามารถมองเห็นป่าซีบัคธอร์นที่สูงกว่าหัวคน มีหัวคนโผล่ขึ้นมาเต็มไปหมด
"นี่มันคำคุณศัพท์บ้าอะไรวะเนี่ย?"
กัวหยางอดไม่ได้ที่จะบ่นตัวเอง แต่ฉากที่เห็นตรงหน้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ
หัวคนพวกนี้ยังขยับไปมาไม่หยุด ยิ่งดูยิ่งเหมือนฉากในหนังผี ทำไมกลางวันแสกๆ แบบนี้เขาถึงมีความคิดที่มืดมนแบบนี้ได้นะ
ไม่รู้ว่ายืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ ฉีจื่อเหวินก็เคาะประตูแล้วเดินเข้ามา
"บอส การโต้กลับบริษัทมอนซานโตกับเซียนเจิ้งต๋าเริ่มขึ้นแล้วครับ"
กัวหยางหันกลับมามองฉีจื่อเหวิน เขาใส่สูทสีเข้ม สีหน้ามืดมนเย็นชา ดูเหมือนตัวร้ายในซีรีส์ไม่มีผิด
เขาส่ายหัว ไม่ใช่ว่าแค่อยากจะทำให้ไม่กี่ประเทศพังทลายเหรอ ทำไมจู่ๆ จิตใจถึงกลายเป็นมืดมนขนาดนี้
"เริ่มโต้กลับอะไรกัน" กัวหยางพูดเสียงเย็นโดยไม่รู้ตัว "เราแค่ทำให้คนทั้งโลกมีความประทับใจเกี่ยวกับบริษัทมอนซานโตกับเซียนเจิ้งต๋าลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่างหาก"
ทุกอย่างล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ภายใต้วิกฤตการเงิน มีเพียงตลาดการเกษตรของประเทศจีนเท่านั้นที่ยังคงความมั่นคงไว้ได้ แต่การผงาดขึ้นมาของเจียเหอก็ทำให้บรรดายักษ์ใหญ่ใช้ชีวิตในจีนได้ไม่ค่อยดีนัก
รวมถึงอเมริกาที่ช่วงหลายปีมานี้ต้องทนทุกข์ทรมานจากการรุกรานทางชีวภาพ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้บรรดายักษ์ใหญ่เริ่มต้นกระแสการควบรวมกิจการก่อนกำหนดไปหลายปี
นี่เป็นความจำเป็นที่ต้องรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด ถ้าเลือกได้ บริษัทยักษ์ใหญ่พวกนั้นก็ไม่อยากรวมตัวกันหรอก
แต่ในประเทศ เรื่องนี้กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรทำนองนั้น
อันที่จริงไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมเคมีเกษตรเท่านั้น แต่ในอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างอุปกรณ์ขนาดใหญ่ เช่น ปุ๋ยเคมี เอทิลีน อุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศหลังจากพยายามมา 30 ปี แลกเทคโนโลยีกับตลาด ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็ก้าวไปถึงระดับโลกแล้ว
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์รายใหญ่ดั้งเดิมของประเทศหมู่เกาะ ยุโรปและอเมริกาหลายแห่งกำลังเผชิญกับภาวะล้มละลาย บางบริษัทก็ล้มหายตายจากไปในมุมที่ไม่มีใครสนใจแล้ว
หกบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเคมีเกษตรกลายเป็นสี่บริษัทยักษ์ใหญ่ ความจริงก็เป็นแค่วิธีเอาชีวิตรอดอย่างหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรวิเศษวิโสเลย
พวกที่แข็งแกร่งก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นแน่ แต่การรวมตัวกันมันก็ต้องใช้เวลา แถมยังมีข้อเสียอีกตั้งเยอะ
ฉีจื่อเหวินหัวเราะเบาๆ ดูเย็นชาขึ้นไปอีก
"หึๆ บอสพูดถูก สองยักษ์ใหญ่ด้านดัดแปลงพันธุกรรมรวมตัวกัน เรื่องเน่าเหม็นข้างหลังก็ต้องรวมตัวกันตามไปด้วย"
ยักษ์ใหญ่ด้านดัดแปลงพันธุกรรมสองแห่งของโลกรวมตัวกัน ถามหน่อยว่าคุณกลัวไหม ผู้บริโภคจะกลัวหรือเปล่า?
ถ้ายังไม่พอ แล้วถ้าเพิ่มพาราควอตกับไกลโฟเซตเข้าไปล่ะ?
พาราควอตเป็นสารกำจัดศัตรูพืชที่มีพิษร้ายแรง ทิ้งสารพิษตกค้างไว้ทั่วโลก ข่าวคนดื่มยาฆ่าแมลงฆ่าตัวตายในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ส่วนใหญ่ก็หมายถึงพาราควอตทั้งนั้น
เพราะมันได้ผล ดื่มปุ๊บตายปั๊บ
นอกจากนั้น ในขั้นตอนการผลิตพาราควอต และขั้นตอนการนำไปใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม ยังเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยขึ้นอีกมากมาย มีคนเป็นมะเร็งเพราะเหตุนี้ มีคนตายเพราะเหตุนี้ เซียนเจิ้งต๋าจึงต้องเผชิญกับการฟ้องร้องมากมายทั่วโลก
ในความทรงจำของกัวหยาง ในอนาคตบริษัทจงฮว่าที่ซื้อกิจการของเซียนเจิ้งต๋า จะถูกคดีฟ้องร้องเหล่านี้ดึงให้ตกต่ำลงอย่างหนัก
เมื่อเทียบกันแล้ว บริษัทมอนซานโตยังแย่กว่าเสียอีก
อดีตของไกลโฟเซตก็คือฝนเหลือง คดีฟ้องร้องต่างๆ ที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่นั้น ถือว่ามากที่สุดในอุตสาหกรรมเคมีเกษตรทั่วโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
ในอนาคต การที่ไบเออร์เข้าซื้อกิจการของมอนซานโต ถูกประเมินว่าเป็นการควบรวมกิจการที่ล้มเหลวที่สุดในโลก และไบเออร์ก็ถูกดึงลงสู่โคลนตมเพราะเหตุนี้ด้วย
ปีนี้ชดเชยไปหลายร้อยล้านดอลลาร์ ปีหน้าก็ชดเชยไปอีกหลายร้อยล้านดอลลาร์ การชดเชยดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด
ตอนนี้ทั้งสองบริษัทได้รวมเข้าด้วยกันแล้ว แรงกดดันที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าก็ยิ่งมากกว่าเดิม
เจียเหอแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ผลักดันเบาๆ อยู่ข้างหลังอย่างเงียบๆ ก็สร้างปัญหาให้บริษัทมอนซานโตนับไม่ถ้วนได้แล้ว
ยกตัวอย่างเช่น บริษัทมอนซานโตพยายามทำให้ประเทศของเรายอมรับอาหารดัดแปลงพันธุกรรมมาตลอด ศาสตราจารย์จางฉีฟาและคนอื่นๆ ก็คอยผลักดันเรื่องนี้อยู่เสมอ
จนกระทั่งในประเทศมีข้าวพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรมแพร่กระจายอยู่อย่างผิดกฎหมาย
เรื่องพวกนี้แค่รายงานข่าวตามความเป็นจริง ก็ดึงกระแสได้มหาศาลแล้ว
อีกอย่าง เจียเหอก็ไม่ขัดข้องที่จะสนับสนุนกลุ่มกรีนพีซ พวกเขาเป็นแนวหน้าในการต่อต้านการดัดแปลงพันธุกรรมมาตลอด และในประเทศของเราก็มีสาขาอยู่ด้วย
แค่นี้ก็ทำให้บริษัทมอนซานโตก้าวเดินในประเทศอย่างยากลำบากแล้ว
การที่ฉีจื่อเหวินมาบอกว่าเริ่มการโต้กลับแล้ว จริงๆ ก็คือการเอาเรื่องพวกนี้กลับมาปั่นกระแสอีกครั้ง
เมื่อได้สติกลับมา กัวหยางก็มองไปที่โกบีสีเขียวที่มีผู้คนเดินไปมาขวักไขว่
"ปีนี้นักท่องเที่ยวเยอะจริงๆ"
"ได้ยินมาว่าโรงแรมเต็มหมดแล้วครับ" ฉีจื่อเหวินหัวเราะ "ไม่ใช่แค่ที่นี่นะครับ หลายๆ ที่คนก็เยอะ ดอกเหวินกวนกั่วก็บานแล้วเหมือนกัน"
ดอกเหวินกวนกั่วมีสี่สีคือ ขาว แดง เขียว และเหลือง ตั้งแต่สมัยโบราณก็ถือเป็นสัญลักษณ์ของความมงคล เป็นต้นไม้มงคลระดับท็อป
ลองคิดดูสิ ต้นเหวินกวนกั่วหลายล้านหมู่ปลูกพร้อมกันแล้วออกดอกพร้อมกัน ทั้งบนทะเลทรายโกบี ในทะเลทราย ในหุบเขา บ้างก็กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา บ้างก็ย้อมป่าเป็นชั้นๆ
นี่คือต้นเหวินกวนกั่วนับร้อยล้านต้นที่เชื่อมต่อกันจนเกิดเป็นพลังฮวงจุ้ยที่ยิ่งใหญ่
หวังให้ลูกเป็นมังกร มีต้นเหวินกวนกั่วอยู่หน้าลานบ้าน เหวินกวนกั่วเข้าบ้าน สอบได้ที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์หรือชาวบ้านธรรมดา ล้วนถูกปกคลุมไปด้วยพลังฮวงจุ้ยชั้นแล้วชั้นเล่านี้
กัวหยางแค่จินตนาการไปพักหนึ่ง เมื่อมองดูโกบีสีเขียวตรงหน้าอีกครั้ง มันก็ดูสดใสขึ้นมาก
เขาตบไหล่ฉีจื่อเหวิน "ทำตัวเป็นคนหนุ่มที่สดใสหน่อยสิ"
"หืม?"
ฉีจื่อเหวินรู้สึกงุนงงนิดหน่อย กัวหยางพูดต่อว่า "คนหนุ่มสายสว่าง บ่ายนี้ไปเดินเล่นที่ฐานกันเถอะ!"
"คนหนุ่มสายสว่างไม่ว่างครับ!"
ฉีจื่อเหวินเบ้ปาก ในใจไม่รู้บ้างหรือไงว่าช่วงนี้โยนงานกองพะเนินมาให้เขาหมดเลย
"งานมันทำไม่เสร็จหรอกน่า" กัวหยางหัวเราะ "วางไว้ก่อนเถอะ ฉันกลัวนายจะเครียดตายไปซะก่อน"
ถึงกัวหยางจะอยู่ที่จิ่วเฉวียนมาตลอด แต่งานบริหารจัดการหลายๆ อย่าง เขาล้วนยกให้ทีมบริหารเป็นคนจัดการ โดยที่ฉีจื่อเหวินเป็นคนรับภาระงานมากที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ที่มีการตั้งเป้าไปที่บริษัทมอนซานโตและเซียนเจิ้งต๋า สิ่งนี้ทำให้เขาไม่ได้เป็น 'สายสว่าง' เท่าไหร่นัก กลับดูลึกลับและเย็นชาเสียมากกว่า
กัวหยางคิดว่าแบบนี้ไม่ดี เขาไม่ได้อยากสร้างหมาบ้า แต่อยากได้ทีมที่เป็นมิตรต่างหาก
ภายใต้การยืนกรานของเขา ในที่สุดฉีจื่อเหวินก็ยอมจำนน
"งั้นเดี๋ยวผมไปจัดการให้ครับ"
"ไม่ต้อง ฉันให้หลัวซิวเตรียมไว้แล้ว เดี๋ยวเราค่อยไปกัน"
"ก็ได้ครับ"
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา รถออฟโรดสองคันก็มุ่งหน้าไปทางตะวันออกของเมือง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือพื้นที่เพาะปลูก
ข้าวโพด ข้าวสาลี ดอกทานตะวัน มันฝรั่ง และผักต่างๆ กำลังอยู่ในช่วงหว่านเมล็ด
หลังจากข้ามแม่น้ำเถ่าไหล นาไร่ก็ยิ่งหนาแน่น ทุ่งนากว้างใหญ่ไพศาล จนกระทั่งใกล้ถึงร่องน้ำเค็มใหญ่ จึงปรากฏต้นเหวินกวนกั่วให้เห็น
ร่องน้ำเค็มใหญ่อยู่ใกล้ตำบลหวงหนีเป่าของชาวอวี้กู้ แต่เดิมพื้นที่แถบนี้เต็มไปด้วยดินเค็มแผ่นใหญ่
เดินต่อไปข้างหน้าก็จะเป็นตำบลเซี่ยเหอชิง ฟาร์มเซี่ยเหอชิงของบริษัทยาเซิ่งก็อยู่ใกล้ๆ แถวนี้
ทางทิศตะวันออกของตำบลเซี่ยเหอชิงเป็นทะเลทรายโกบีดินเค็มรกร้างกว้างใหญ่ มีพื้นที่ประมาณห้าถึงหกล้านหมู่ ที่ปลายสุดของทะเลทรายอีกฝั่งคือตำบลหมิงฮวาของซู่หนาน
แม่น้ำเฮยเหอตอนกลางอยู่ทางตะวันออกและทิศเหนือของทะเลทราย ยาวไปจนถึงจินถ่า ริมขอบทะเลทรายปาตานจี๋หลิน
มุมตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลทรายเป็นปลายสุดของแม่น้ำเถ่าไหล นั่นคืออ่างเก็บน้ำหยวนยางฉือ ทางทิศใต้คือสถานที่ที่เรียกว่าตำบลชิงสุ่ย
ปัจจุบัน พื้นที่ทะเลทรายโกบีกำลังหดตัวลงอย่างช้าๆ จากทั้งสี่ทิศ เหนือ ใต้ ออก ตก
พืชหลักที่ปลูกก็คือเหวินกวนกั่วและซีบัคธอร์น
พื้นที่แถบนี้ค่อนข้างราบเรียบ ปัญหาใหญ่ที่สุดคือขาดแคลนน้ำ ดินเค็มรุนแรง
แต่พื้นที่ตั้งแต่เทือกเขาฉีเหลียนซานไปจนถึงตำบลชิงสุ่ย อยู่ในเขตชลประทานแม่น้ำหม่าอิ๋ง นอกจากนี้ยังมีคูน้ำอีกหลายสายที่เกิดจากหิมะละลาย ในแต่ละปีก็พอจะมีน้ำไหลมาบ้าง
บวกกับเมืองจิ่วเฉวียน จางเย่ และพื้นที่อื่นๆ ล้วนรณรงค์เรื่องการพักดินเพื่อประหยัดน้ำ ทำให้สภาพแวดล้อมโดยรวมของทรัพยากรน้ำดีขึ้นมาก
ที่นี่จึงกลายเป็นฐานเพาะปลูกเหวินกวนกั่วที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีพื้นที่รวมถึงหนึ่งล้านหมู่ และยังมีป่าซีบัคธอร์น ชะเอมเทศ และป่าเศรษฐกิจอีกหลายแสนหมู่
พื้นที่ของทะเลทรายลดลงไปเกือบหนึ่งในสี่
ดอกเหวินกวนกั่วบานสะพรั่งแข่งกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน... ลมพัดมาเอื่อยๆ กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย ชื่นใจยิ่งนัก
"แบบนี้สบายกว่านั่งจับเจ่าอยู่ในออฟฟิศเยอะเลยใช่ไหม?"
"ก็พอได้ครับ" ฉีจื่อเหวินเดินเข้าไปใกล้ๆ ดอกไม้แล้วพูดว่า "แต่บอสครับ บอสควรจะพาคู่ควงมาด้วย ไม่ใช่พาผมมา"
"นี่เรากำลังทำงานอยู่นะ เข้าใจไหม?" กัวหยางยิ้มๆ มองไปสุดสายตาเห็นแต่ต้นเหวินกวนกั่วเต็มไปหมด
เขาปล่อยโดรนขึ้นบิน มองลงมาจากบนฟ้า ที่นี่เป็นฐานปลูกเหวินกวนกั่วรูปวงกลม
รอบนอกของสวนถูกแต่งแต้มไปด้วยดอกไม้สีขาว สีชมพู ส่วนด้านในยังคงเป็นทะเลทรายสีเหลืองแห้งแล้ง
ถ้านักเรียนมัธยมมาเห็นภาพนี้ คงต้องสงสัยแน่ๆ ว่ารัศมีวงในกับวงนอกยาวเท่าไหร่?
จะให้หาพื้นที่วงกลม หรือพื้นที่ส่วนที่แรเงากันแน่นะ?
รถออฟโรดแล่นเข้าไปตรงกลาง จนถึงขอบทะเลทราย ตรงนี้ลมแรงขึ้นนิดหน่อย พัดเอาทรายปลิวว่อนเป็นชั้นๆ
กลุ่มคนและเครื่องจักรกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เครื่องจักรขุดหลุม คนปลูกต้นไม้และรดน้ำ แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน
นี่แหละคือข้อดีของพื้นที่ราบ การใช้เครื่องจักรทำได้มาก ประสิทธิภาพการปลูกต้นไม้ก็สูง
ถ้าน้ำมีเพียงพอ พื้นที่หลายล้านหมู่คงปลูกเสร็จไปตั้งนานแล้ว แต่ตอนนี้ทำได้แค่ค่อยเป็นค่อยไป
การมาถึงของรถทั้งสองคันดึงดูดความสนใจของเกษตรกรที่กำลังยุ่งอยู่ ถึงจะใส่หมวกและผ้าพันคอก็ปิดบังการพูดคุยของคนไม่ได้
"มีคนมาอีกแล้ว"
"เป็นคนของเจียเหอ หรือว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่มาดูดอกไม้กันนะ"
"ใครจะรู้ล่ะ ปีนี้คนมากันเป็นระลอกๆ ไม่เคยหยุดพักเลย ไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งมีเถ้าแก่จากแถบชายฝั่งมาดูงาน"
"ฮ่าๆ เถ้าแก่ที่มาลงทุนยิ่งเยอะยิ่งดี ใครจะไปคิดว่าที่กันดารนกไม่ขี้แบบนี้ จะกลายเป็นที่หมายปองของคนไปได้ล่ะ!"
ตอนที่พวกเขาสามคนลงจากรถ พวกเกษตรกรก็มองมา กัวหยางก็ยิ้มทักทายกับพวกเกษตรกร
"ปลูกต้นไม้..."
ผลคือพูดยังไม่ทันจบก็กินทรายเข้าไปเต็มปาก "ถุย...ถุย..."
ไม่ใช่แค่กัวหยางที่โดน ฉีจื่อเหวินกับคนอื่นๆ ก็หนีไม่พ้นการโจมตีของพายุทราย หลัวซิวรีบหยิบหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ ลงมาจากรถ
พวกเกษตรกรพากันหัวเราะชอบใจ
กัวหยางหัวเราะ "พายุทรายแรงมาก ทำเอาตั้งตัวไม่ทันเลย"
"นี่ไม่เท่าไหร่หรอก"
"ใช่แล้วล่ะ ปีก่อนๆ ที่ยังไม่ได้ปลูกต้นไม้ พายุทรายที่พัดมาตอนฤดูใบไม้ผลิทุกปีนั่นแหละที่บาดคน ทั้งหนาวทั้งแห้ง"
กัวหยางรับบุหรี่ที่เพิ่งแกะซองจากมือของหลัวซิว แล้วแจกจ่ายให้ชายหญิงที่เข้ามาทักทาย
"ต้นเหวินกวนกั่วกันพายุทรายได้ไหมครับ?"
ผู้ชายหลายคนรับบุหรี่ไป มีผู้หญิงคนหนึ่งรับไปเหมือนกัน จุดไฟสูบอย่างชำนาญ
พอสูบบุหรี่ปุ๊บ ความสัมพันธ์ก็สนิทกันมากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ก็กลับไปทำงานต่อทันที
มีเพียงหัวหน้าคนเดียว ชายอายุห้าหกสิบ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นยืนอยู่กับที่
"มันไม่ชัดเจนหรือไง ถ้าอากาศยังมีพายุทรายเต็มท้องฟ้า ก็จะไม่มีใครมาที่นี่ ตอนนี้อย่างน้อยก็ยังมีคนมาเดินเล่นบ้าง"
"พี่ชาย แซ่อะไรครับ?"
"ไม่ต้องเกรงใจ ข้าแซ่เฉิน พวกเราทั้งหมดนี่มาจากหมู่บ้านตระกูลเฉิน" เฒ่าเฉินบอกว่า "หมู่บ้านตระกูลเฉินก็คือหมู่ 6 ของหมู่บ้านเหยียนฉือ ข้าเป็นหัวหน้าที่นี่"
กัวหยางนับดู ในที่นี้มีประมาณยี่สิบกว่าคน สำหรับทีมหนึ่งก็ถือว่าไม่เยอะเท่าไหร่
"พวกคุณรับเหมาตรงนี้หมดเลยเหรอครับ?"
"ใช่แล้ว" เฒ่าเฉินถามต่อ "พวกคุณก็เป็นเถ้าแก่จากต่างถิ่นมาดูงานใช่ไหม?"
กัวหยางยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่ในความเข้าใจของเฒ่าเฉิน นั่นแปลว่ายอมรับ
"ผลตอบแทนของการปลูกเหวินกวนกั่วมันดีจริงๆ"
กัวหยางถาม "คุณไม่กลัวเถ้าแก่จากข้างนอกมาแย่งตลาดของพวกคุณเหรอ?"
"ตอนนี้ข่าวแพร่กระจายไปตั้งนานแล้ว พวกคุณก็ไม่ได้โง่นะ มองข้ามทุ่งนาแค่นี้ก็เข้าใจอะไรได้แล้ว ต้นไม้โตดีขนาดนี้จะมีของปลอมได้ไง"
"พวกเรามีไบโอดีเซลของเจียเหอคอยรับรองอยู่ อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีรายได้ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังกันทรายได้อีก"
เฒ่าเฉินเดาะลิ้น สูบบุหรี่ พ่นควันออกมาเป็นสาย
ตอนนั้นเอง รถการเกษตรคันหนึ่งก็ขับเข้ามาตามถนนดิน ด้านบนบรรทุก 'ดิน' มาเต็มคันรถ
เฒ่าเฉินปรบมือ ถือชะแลงแล้วเดินเข้าไป
"แล้วนี่คืออะไรครับ?"
"มูลไส้เดือน"
กัวหยางถามด้วยความแปลกใจ "ซื้อมาเหรอครับ?"
"หึๆ ไส้เดือนนี่นำเข้ามาจากเจียเหอ ในหมู่บ้านสร้างโรงเรือน แล้วก็ใช้มูลวัวมูลแกะเลี้ยงไส้เดือนเอง"
เฒ่าเฉินใช้พลั่วขุดดินขึ้นมาหนึ่งชั้น ไส้เดือนสีดำสองสามตัวเหมือนจะตกใจ รีบมุดลงไปในดินทันที
"นี่เป็นของดีนะ ตอนนี้คนทั่วไปหาซื้อไม่ได้หรอก พอมีเจ้านี่ สภาพดินก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นได้เร็วขึ้นมาก"
กัวหยางดูออกแล้วว่า นี่คือไส้เดือนดำที่เขาเพาะเลี้ยง ดูเหมือนว่ามันจะแตกแขนงไปเยอะแล้ว
ใช้มูลไส้เดือนเป็นปุ๋ยรองพื้น ปะปนกับไส้เดือน เพื่อใช้บำรุงและปรับปรุงดิน ก็เป็นวิธีที่ใช้ได้ดีจริงๆ
"พวกคุณนี่เจ๋งจริงๆ!"
กัวหยางยกนิ้วโป้งให้ เอ่ยชมเชย แล้วค่อยเดินจากไป
ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านเหยียนฉือก็คือปากแม่น้ำหม่าอิ๋ง ซึ่งก็เป็นระบบน้ำของแม่น้ำเฮยเหอเช่นกัน ฤดูนี้น้ำจะน้อยหน่อย แต่บริเวณที่ราบน้ำท่วมถึงก็มีหญ้าเขียวชอุ่มขึ้นแล้ว
พวกเขาไม่ได้เดินต่อไป แต่หันหลังกลับแล้วเดินไปตามถนนใหญ่เพื่อกลับเข้าเมือง
ตลอดทางก็เจอรถต่างถิ่นเยอะแยะ มองแวบเดียวก็รู้ว่าขับรถเที่ยวเอง ความนิยมการท่องเที่ยวของระเบียงเหอซีกำลังเพิ่มขึ้นเหมือนกัน
พอกลับถึงจิ่วเฉวียน ก็ถึงเวลาเลิกงานแล้ว แต่ฉีจื่อเหวินก็ยังกลับไปที่ออฟฟิศ
กัวหยางทำอะไรเขาไม่ได้ เลยต้องเตรียมตัวไปหาหลินเข่อชิง ทั้งสองคนยังไม่ได้จัดงานแต่ง เธอเช่าบ้านอยู่ในเมือง ไม่ไกลจากที่พักของเขา
หลังจากโทรติดต่อกันแล้ว ก็รู้ว่าหลินเข่อชิงอยู่ที่ไซต์งานก่อสร้างของคฤหาสน์แห่งใหม่ กัวหยางก็รีบไปพลางโทรหาพ่อบ้านให้เตรียมกับข้าวไปด้วย
พื้นที่ของคฤหาสน์นั้นไม่เล็กเลย
มันตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเถ่าไหล และใกล้พื้นที่ปลูกป่านแดงและซีบัคธอร์น แต่พื้นที่ก่อสร้างนั้นรกร้าง ต้องปลูกต้นไม้ปลูกหญ้าใหม่หมด
"จับตาดูอยู่ที่นี่ทั้งวันเลยเหรอ?"
กัวหยางเจอหลินเข่อชิงที่ริมแม่น้ำ
เธอใส่เสื้อโค้ทตัวยาวสีเบจอ่อน แต่งหน้าอ่อนๆ มีผ้าพันคอไหมสีฟ้าอ่อนผูกอยู่ที่คอ
"เปล่า ฉันเพิ่งมาถึงเมื่อกี้เอง"
หลินเข่อชิงใช้มือเสยผมด้านข้าง มองด้วยสายตาอ่อนโยน "ตอนบ่ายฉันอยู่กับหม่าลู่แล้วก็กานจวี๋ ฟาร์มบนดาดฟ้าก็จะต้องหว่านเมล็ดแล้วเหมือนกัน"
"ลำบากเธอแล้ว"
ทั้งคู่จูงมือกันเดินเล่นริมแม่น้ำ พูดคุยถึงเรื่องที่พบเจอในวันนี้อย่างเป็นธรรมชาติ
มือของหลินเข่อชิงอ่อนนุ่มและละเอียดอ่อน ทำให้รู้สึกสบายใจ
"บริษัทจัดสวนของหม่าลู่เป็นยังไงบ้างล่ะ?"
หลินเข่อชิงเม้มปากยิ้ม "ยังจะมีหน้ามาพูดอีก วันนี้หม่าลู่ก็เพิ่งบ่นนายไป 'ครั้งหน้าแน่นอน' ของนายเนี่ยลากยาวมาหลายปีแล้วนะ"
"ก็มันยุ่งไม่ใช่หรือไง!" กัวหยางส่ายหัวอย่างจนใจ จะว่าไปพันธุ์ดอกไม้ของเทียนเหอก็มีไม่น้อย แต่เขาไม่มีเวลาสนใจเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบริษัทปลายน้ำ
"ต่อไปก็ต้องพึ่งเธอแล้วล่ะ ฉันจะคอยชี้แนะเธอ แล้วเธอไปชี้แนะพวกนั้นต่อ พาให้ร้านจิงจิงหยวนอี้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก"
"ก็แค่เป็นกระบอกเสียงนั่นแหละ"
"โย่ว มีความเห็นซะด้วย"
หลินเข่อชิงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า "ที่จริงร้านจิงจิงหยวนอี้น่าจะทำได้ดีนะ โครงการพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองจิ่วเฉวียน-เจียยวี่กวนหลายแห่งก็เป็นฝีมือของร้านจิงจิงหยวนอี้ทั้งนั้น"
"ต้องก้าวออกจากจิ่วเฉวียนสิ"
"อืม หม่าลู่ฟังคำแนะนำของนาย ก็เลยไปลงทุนทำฐานดอกไม้ที่มณฑลอวิ๋นด้วยนะ"
"งั้นเหรอ..." กัวหยางจำไม่ได้เลยสักนิด
คุยไปคุยมา ทั้งสองคนก็เดินมาถึงขอบป่าซีบัคธอร์น ดอกซีบัคธอร์นเบ่งบานอย่างงดงามภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น
จนถึงตอนนี้นี่แหละที่กัวหยางเพิ่งรู้ว่าต้นซีบัคธอร์นนั้นสูงขนาดไหน มันสูงกว่าเขาเกือบครึ่งตัว อย่างน้อยก็ต้องสองเมตรครึ่งแล้ว
นี่เป็นต้นไม้ที่ปลูกมาแค่ห้าหกปี ยังไม่เข้าช่วงออกผลเต็มที่ แต่ทรงพุ่มก็แข็งแรงขนาดนี้แล้ว
มิน่าล่ะถึงมองเห็นแต่หัวคนโผล่มาจากออฟฟิศเท่านั้น
ตอนนั้นเอง ก็มีชายหญิงคู่หนึ่งโผล่ออกมาจากป่าซีบัคธอร์น ผู้ชายมีท่าทางตื่นตระหนก ส่วนผู้หญิงหน้าแดงก่ำ วิ่งไปคนละทิศคนละทาง
ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเต็มไปด้วยป่าซีบัคธอร์น ฝั่งนั้นเป็นหัวสะพาน และเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ใกล้ที่สุดด้วย
"นี่มัน... เล่นแรงไปหน่อยมั้งพี่ชาย!" กัวหยางถึงกับอึ้งไปเลย
หลินเข่อชิงสะบัดมือออก ตบไหล่กัวหยางดังฉาด แล้วดุว่า "นายกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย!"
"เธอคิดว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ล่ะ" กัวหยางมองเธอราวกับหมาป่าหิวโหย
"ไอ้บ้า..."
มือของทั้งสองคนประสานกันแน่นอีกครั้ง กัวหยางบอก "คืนนี้ไปบ้านฉันนะ"
หลินเข่อชิงหน้าแดงระเรื่อ "ไอ้โรคจิต"
"คิดอะไรอยู่น่ะ" กัวหยางยิ้มกวนๆ "ฉันบอกว่าไปกินข้าวที่บ้านฉัน ปะ กลับกันเถอะ กลับตอนนี้แหละ น่าจะกำลังดี"
บนโต๊ะอาหาร กัวหยางเสนอให้ดื่มไวน์แดงสักหน่อย "แค่ดื่มนิดหน่อย ให้พอกรึ่มๆ"
"ไม่ได้หรอก ฉันแค่ดื่มนิดเดียวก็เมาแล้ว"
"นิดเดียวเอง ดูสิ วันนี้เธอทำงานเหนื่อยขนาดนี้ ดื่มหน่อยจะได้คลายเหนื่อย"
ระหว่างที่พูด กัวหยางก็เทไวน์ที่เปิดทิ้งไว้แล้ว "เห็นไหม นิดเดียวจริงๆ"
"เอ่อ... ก็ได้"
ในแก้วไวน์แดงมีอยู่นิดเดียวจริงๆ น่าจะประมาณหนึ่งอึกพอดี หลินเข่อชิงคิดในใจ นี่นายจะดูถูกกันเกินไปแล้วนะ
มื้อค่ำไม่ได้หรูหราอะไรนัก เน้นที่โภชนาการครบถ้วน กินกับข้าวไปได้พักหนึ่ง ทั้งสองคนก็ชนแก้วกันเบาๆ
หลินเข่อชิงทำท่าทางราวกับนักดื่มตัวยง "หมดแก้ว"
"หมดแก้ว แม่นางจอมยุทธ์"
ทั้งคู่ดื่มจนหมดแก้ว ไวน์ในแก้วของกัวหยางก็มีไม่มากนัก บอกว่าพอกรึ่มๆ ก็พอกรึ่มๆ จริงๆ
ทว่า หลังจากหลินเข่อชิงกลืนไวน์แดงลงไปหนึ่งอึก แก้มเธอก็แดงขึ้นมาอีก แดงเหมือนแอปเปิล จนน่ากัดสักคำ นี่แหละคือสภาพที่กัวหยางต้องการ
เขารู้อยู่แล้วว่าหลินเข่อชิงดื่มเหล้าไม่ได้ ดื่มปุ๊บก็หน้าแดงปั๊บ แก้วเดียวเป็นต้องร่วง
แต่ระหว่างที่เขาทดลองโดยบังเอิญครั้งหนึ่ง เขาพบว่าหลินเข่อชิงที่ดื่มเหล้าไปนิดหน่อยนั้นดู... น่าหลงใหลมากขึ้น?
เหมือนแมวน้อยที่เชื่องและออดอ้อน กอดบ้าง หอมบ้าง จูบบ้าง... จะเป็นฝ่ายเริ่มลองทำเองอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็เย้ายวนใจมาก
คืนนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น
...
ตอนเช้าตรู่ กัวหยางออกมายืดเส้นยืดสายที่ระเบียง บิดเอวไปมา ในบ้าน หลินเข่อชิงยังคงหลับสนิท เมื่อคืนทั้งคู่ต่างก็หมดแรง
โชคดีที่เขาฟื้นตัวเร็ว
เมื่อลงมาชั้นล่าง พ่อบ้านเตรียมโจ๊กไว้เรียบร้อยแล้ว มันอุ่นท้องดี แต่กัวหยางรู้สึกว่ายังขาดอะไรไปบางอย่าง
ก่อนออกจากบ้าน เขาไปทักทายหลินเข่อชิง พอมองเห็นกระต่ายขาวตัวใหญ่ของเธอวับๆ แวมๆ ก็ถึงบางอ้อ
ดังนั้นพอขึ้นรถปุ๊บ เขาก็โทรหาลู่ฮั่นปินทันที
"ฮั่นปิน เริ่มขุดโร่วชงหรงหรือยัง"
"ใช่ครับบอส ปีนี้ผลผลิตดีมาก ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ช่วงนี้โรงงานยุ่งจนหัวหมุนเลย ปีนี้น่าจะได้มูลค่าผลผลิตสองหมื่นต่อหมู่เลยนะ"
ใครสนใจเรื่องนั้นกันล่ะ!
นั่นมันประเด็นเหรอ?
กัวหยางกระแอมเบาๆ "เยี่ยมมาก เรื่องนี้... โร่วชงหรง... ต้องควบคุมคุณภาพให้ดีนะ อย่าเอาของไม่ดีมาปะปน"
"หึๆ เถ้าแก่เหมืองถ่านหินการันตีเลยนะ" ลู่ฮั่นปินหัวเราะ "ใช้แล้วไม่มีใครบอกว่าไม่ดี ฟังพวกนั้นคุยโวขี้หูแทบจะเต้นระบำเลย"
ไอ้หมอนี่ ทำไมถึงไม่ยอมเข้าใจสักทีนะ กัวหยางเลยต้องเปิดไพ่ใบสุดท้าย
"เลือกต้นที่มีคุณภาพดีที่สุดมาให้ฉันหน่อยสิ"
ต่อให้ตอบสนองช้าแค่ไหน ลู่ฮั่นปินก็เข้าใจแล้วว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง "บอส คุณ..."
"ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอก การบำรุงสุขภาพน่ะ ก็ต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนยังหนุ่มสิ" ในเมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว กัวหยางก็ไม่อิดออดอีก
"ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้ เร็วที่สุดน่าจะถึงจิ่วเฉวียนพรุ่งนี้"
"ก็ไม่ได้รีบขนาดนั้นหรอกน่า เฮ้อ ก็ได้ จัดการตามนั้นแหละ"
"อืม... บอสครับ ก็เพลาๆ ลงหน่อยนะครับ"
คำพูดนี้ลู่ฮั่นปินมีสิทธิ์พูดที่สุดแล้ว ในเจียเหอ ถ้าพูดว่ามีใครเหมือนนักบวชที่เคร่งครัดมากกว่ากัวหยางอีกล่ะก็ คนนั้นต้องเป็นลู่ฮั่นปินอย่างแน่นอน
แต่ดูเหมือนเขาก็กำลังจะแต่งงานเหมือนกัน
"ต้องรักษากิจวัตรให้สม่ำเสมอ ฉันเข้าใจ"
"ใช่ครับ โร่วชงหรงก็ไม่ใช่ยาสารพัดนึก อะไรที่มันทำลายสุขภาพก็คือทำลายสุขภาพ บอสดูสิ เถ้าแก่เหมืองถ่านหินหลายคนตอนนี้ก็หมดแรงข้าวต้มกันหมดแล้ว"
"ปกติแล้วนายทำบ่อยแค่ไหน?"
"เรื่องนี้มัน... ขึ้นอยู่กับว่าเธออยู่ไหม"
"แล้วถ้าอยู่ล่ะ?"
"อันนี้พูดอยากแฮะ"
"อ้อ... แบบนี้เขาเรียกว่าเพลาๆ ลงแล้วสินะ"
หลัวซิวที่ขับรถอยู่พอจะได้ยินที่ทั้งสองคนคุยกัน รู้สึกพูดไม่ออก มีอะไรน่าคุยกันล่ะเนี่ย
เอ๊ะ เมื่อกี้พูดอะไรกันไปบ้างนะ เหมือนจะพลาดอะไรไปบางอย่าง?
ลู่ฮั่นปินพูดคำไหนคำนั้น วันต่อมากัวหยางก็ได้รับโร่วชงหรงที่บรรจุหีบห่ออย่างมิดชิดจากพนักงานจัดส่งเฉพาะกิจ
ทั้งแบบสด แบบตากแห้ง แบบสไลซ์เป็นแผ่น แถมยังมีสูตรอาหารมาให้ด้วย... แม้กระทั่งเหล้าที่ดองเสร็จแล้วก็ยังมี เน้นครบจบในที่เดียว
กัวหยางก็ได้สัมผัสถึงความสุขอีกรูปแบบหนึ่งอย่างเต็มที่
บทที่ 458 : สวรรค์ฉีเหลียนออนไลน์
เดือนเมษายนและพฤษภาคมเป็นช่วงเวลาที่ดีในการปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะปีนี้
กัวหยางใช้เวลาหลายวันติดต่อกันลงพื้นที่ชนบท ฐานปลูกต้นเหวินกวนกั่วและต้นสบู่ดำในพื้นที่ต่างๆ กำลังก่อสร้างกันอย่างดุเดือด
นอกจากเจียเหอแล้ว ยังมีบริษัทจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กระโดดเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้
พื้นที่ป่าพลังงานที่เจียเหอควบคุมอยู่จริงก็กำลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน คาดว่าปีนี้พื้นที่ปลูกเหวินกวนกั่วจะสูงถึง 12 ล้านหมู่ และต้นสบู่ดำก็จะสูงถึง 10 ล้านหมู่
ต้นไม้พลังงานที่เริ่มให้ผลผลิตก็จะสูงถึงเกือบสิบล้านหมู่เช่นกัน
ต้นไม้ที่ให้ผลผลิตหรือกำลังจะให้ผลผลิตเหล่านี้ ได้กลายเป็นบรรทัดฐานในการดึงดูดกลุ่มทุนให้ลงมายังชนบท
เพียงแค่เห็นต้นไม้เหล่านี้ ก็ราวกับเห็นความมั่งคั่ง
ในระยะนี้ เจียเหอไม่สามารถใช้ข้อมูลยอดขายต้นกล้ามาประเมินพื้นที่ป่าพลังงานทั่วประเทศได้อีกต่อไป
เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนไปซื้อต้นกล้าผ่านช่องทางอื่น แม้ว่าจะต้องจ่ายในราคาที่แสนแพง แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ป้องกันไม่ได้
นอกจากนี้ ดอกเหวินกวนกั่วก็ยังทำให้โครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกลุ่มหนึ่งประสบความสำเร็จ
หลี่หย่งไฉ เถ้าแก่เหมืองถ่านหินจากต้าถงกลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน บริษัทลวี่ชุยชิงซานที่เขาก่อตั้งขึ้นกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในท้องถิ่น
แถมยังมีการจัดเทศกาลท่องเที่ยวครั้งที่หนึ่งขึ้นมาด้วย จัดงานกันได้คึกคักสุดๆ
ยังได้รับการรายงานข่าวจากสื่อทางการหลายแห่ง ในยุคที่เถ้าแก่เหมืองถ่านหินคลั่งไคล้การลงทุนในอุตสาหกรรมบันเทิง เถ้าแก่เหมืองถ่านหินหลายคนที่มีหลี่หย่งไฉเป็นตัวแทนกลับกลายเป็นกระแสน้ำใสสะอาด
ถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นเพราะบริษัทลวี่ชุยชิงซานทำผลงานออกมาได้ดี
ดอกเหวินกวนกั่วของที่นั่นบานสะพรั่งสวยงามที่สุด ลดหลั่นเป็นขั้นบันไดบนภูเขา ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากยิ่งขึ้น และผลพลอยได้ด้านต่างๆ ก็ยังน่าทึ่งสุดๆ
สามารถฟื้นฟูสภาพแวดล้อมภูเขาถ่านหินได้ และยังเพิ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สำหรับมณฑลจิ้นที่มีถ่านหินเป็นอุตสาหกรรมหลัก อุตสาหกรรมต้นเหวินกวนกั่วจึงมีมูลค่าการพัฒนาสูงมาก
เมื่อเห็นเงินทุนของเหล่าเถ้าแก่เหมืองถ่านหินไหลออกไปข้างนอก พูดตามตรงว่าทางการท้องถิ่นก็ปวดใจเหมือนกัน!
"ประธานกัว เรื่องนี้ต้องขอบคุณคุณที่ช่วยดึงพวกเรามาตั้งแต่ตอนนั้น"
"พี่น้องกลุ่มแรกที่ตามเจียเหอมา ตอนนี้เห็นผลกำไรกลับมาแล้ว"
"เฮ้อ ไอ้พวกพี่น้องที่ไปลงทุนในวงการบันเทิง ตอนนี้ยังไม่มีน้ำกระเพื่อมสักหยด แถมยังทำลายสุขภาพตัวเองอีก"
เทศกาลท่องเที่ยวของลวี่ชุยชิงซานได้เชิญกัวหยางไปด้วย แต่เขาปฏิเสธหลี่หย่งไฉไปอย่างนุ่มนวล หลี่หย่งไฉเองก็ไม่โกรธ กลับเอาแต่พูดขอบคุณไม่หยุด
กัวหยางยิ้มแล้วพูดว่า "ป่าต้นซัวซัวที่พวกพี่น้องคุณปลูกไว้ ปีนี้เพิ่งจะเริ่มให้ผลผลิตโร่วชงหรงใช่ไหม"
"แฮะๆ ได้ยินมาว่าผลผลิตปีนี้ดีเป็นพิเศษ น่าจะคืนทุนได้เป็นส่วนใหญ่เลยแหละ" หลี่หย่งไฉพูดขึ้น
เดือนเมษายนและพฤษภาคมเป็นช่วงขุดเก็บโร่วชงหรงอย่างเป็นทางการ ในแวดวงเล็กๆ ของกลุ่มธุรกิจถ่านหินที่เปลี่ยนสายงานนี้ ข่าวดีต่างๆ ได้แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว
ปีนี้ไม่ต้องพูดอะไรมาก รายได้หมู่ละสองถึงสามพันหยวนถือว่าได้แน่ๆ ส่วนต้นทุนเฉลี่ยในการจัดการทะเลทรายต่อหมู่ก็อยู่แค่ประมาณสามพันหยวนเท่านั้น
อัตราผลตอบแทนการลงทุนนี้ถือว่าน่าทึ่งมาก
ทำให้แวดวงเล็กๆ ของพวกเขาสามารถยืดอกได้อย่างภาคภูมิในหมู่เถ้าแก่เหมืองถ่านหินด้วยกัน
กัวหยางหัวเราะ "วันดีๆ ยังรออยู่ข้างหน้าอีกครับ บอสหลี่"
"ขอให้สมพรปากครับ ประธานกัว"
หลังจากวางสายจากหลี่หย่งไฉ กัวหยางก็อารมณ์ดีจนฮัมเพลงออกมา กลุ่มเถ้าแก่เหมืองถ่านหินนี้มีความหลากหลายมาก
แต่ช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดก็คือไม่กี่ปีนี้แหละ รอไปอีกสักไม่กี่ปีถึงสิบปี ก็คงแทบจะไม่ได้ยินข่าวคราวของกลุ่มคนพวกนี้แล้ว
ส่วนใหญ่คงจะล้มละลายกันไปหมด
แต่ตอนนี้ เจียเหอกลับเข้ามาเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเขาไปส่วนหนึ่งแล้ว
ตอนนี้เขาก็อยู่ในฐานปลูกเหมือนกัน แต่เป็นฐานแห่งใหม่ของจี้เสี่ยวไป๋ นั่นคือทะเลทรายโกบีจิ้งเจีย
เครื่องจักรได้จัดการปรับหน้าดินเสร็จสมบูรณ์ ขุดร่องปลูกเรียบร้อยแล้ว คนงานกระจายตัวอยู่บนทะเลทรายโกบีเพื่อผสมปุ๋ยและปลูกต้นไม้
ยังพอจะมองเห็นร่องรอยของดินเค็มอยู่บ้าง แต่ก้อนหินใหญ่ๆ แทบไม่มีให้เห็นแล้ว ผลงานของการใช้เครื่องจักรกลขนาดใหญ่จัดการถือว่าชัดเจนมาก
เมื่อเดินผ่านทะเลทรายโกบีสีดำผืนนี้ไป ก็จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าทะเลทรายโกบีสีเขียว ทั้งสองอย่างสร้างความแตกต่างกันอย่างรุนแรง
และยังทำให้ผู้คนมองเห็นอนาคตของทะเลทรายโกบีแห่งนี้ด้วย
"บอส จำนวนโครงการเหวินกวนกั่วที่ลงมือทำมีเกินความคาดหมายไปบ้าง อาจจะมีปัญหาได้ครับ"
กัวหยางเพิ่งจะมาถึงห้องทำงาน ฉีจื่อเหวินก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ
"นั่งลงก่อน เล่ามาสิว่าสถานการณ์เป็นยังไง"
ฉีจื่อเหวินนั่งลง แล้วเอ่ยปากว่า "ประธานถังส่งข่าวมาว่า มีโครงการป่าพลังงานที่เพิ่งอนุมัติหลายโครงการ เริ่มลงมือปลูกต้นไม้กันโดยตรงเลยครับ"
"บริษัทพวกนี้ไม่ได้ซื้อต้นกล้าจากเจียเหอ น่าจะซื้อมาจากที่อื่นงั้นเหรอ?"
กัวหยางขมวดคิ้ว "พื้นที่ใหญ่มากไหม?"
ฉีจื่อเหวินพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ปรากฏการณ์แบบนี้มีมาตลอด แต่พื้นที่แค่หยิบมือกับการจัดตั้งเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่นั้น มีความหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
"หนึ่งในนั้นคือกลุ่มบริษัทอี้ลี่รีซอร์ส สายพันธุ์ต้นไม้สำหรับจัดการทะเลทรายในคู่ปู้ฉีของปีนี้ ถูกเปลี่ยนเป็นเหวินกวนกั่วทั้งหมดเลยครับ"
"นอกจากนี้ หย่งอันหลินเย่ของมณฑลฝูเจี้ยนก็ลงทุนในโครงการต้นสบู่ดำด้วย"
กัวหยางครุ่นคิด "บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่งเลยสินะ ราคาหุ้นคงขึ้นไปไม่น้อยเลยล่ะสิ?"
"ผมตรวจสอบดูแล้วครับ ตั้งแต่มีการประกาศข่าวออกมา ราคาหุ้นของอี้ลี่เจี๋ยเหนิงกับหย่งอันหลินเย่ก็อยู่ในช่วงขาขึ้นมาตลอด ทุกครั้งที่ตลาดปั่นกระแสป่าพลังงานเชิงนิเวศ อี้ลี่เจี๋ยเหนิงกับหย่งอันหลินเย่ก็จะเป็นตัวนำหน้าเสมอครับ"
"สองบริษัทนี้หัวหมอชะมัด"
อี้ลี่เจี๋ยเหนิงเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทอี้ลี่รีซอร์ส ได้รับการขนานนามว่าเป็นหุ้นอันดับหนึ่งด้านการจัดการทะเลทราย ทะเลทรายคู่ปู้ฉีคือพื้นที่ดำเนินงานหลักของพวกเขา
ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา พวกเขาทำผลงานในการจัดการทะเลทรายคู่ปู้ฉีได้ไม่น้อยเลย
แต่รายได้หลักของพวกเขากลับมาจากอุตสาหกรรมพลังงานอย่างเช่นเคมีถ่านหินและโซลาร์เซลล์ ส่วนรายได้จากการจัดการทะเลทรายนั้นมาจากยา
นอกจากนี้ เงินอุดหนุนจำนวนมากจากรัฐบาลก็เป็นแหล่งรายได้สำคัญของพวกเขาเช่นกัน
ส่วนหย่งอันหลินเย่ก็เป็นบริษัทชั้นนำด้านการผลิตไม้กระดานเทียมในมณฑลฝูเจี้ยน
ฉีจื่อเหวินพูดว่า "แต่ต้นกล้าของพวกเขามีปัญหามากครับ"
กัวหยางครุ่นคิด "สำหรับผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว การปั่นมูลค่าตลาดให้สูงขึ้น จากนั้นก็เทขายหุ้นเพื่อดึงเงินสดออกมาต่างหากคือเป้าหมายสำคัญอันดับแรก"
"แต่การที่พวกเขาทำแบบนี้ แค่หลอกฟันกำไรในตลาดหุ้นก็แล้วไปเถอะ แต่สุดท้ายอาจจะสร้างผลกระทบที่ไม่ดีต่อบริษัทเราได้"
"ออกประกาศเตือนเถอะ"
เรื่องแบบนี้ห้ามกันได้ยาก ต่อให้เป็นหน่วยงานกำกับดูแลก็ยากที่จะเข้าไปก้าวก่ายการดำเนินงานของบริษัทอื่น
สิ่งที่เจียเหอทำได้ก็คือการอธิบายเรื่องราวให้ชัดเจน
"ได้ครับ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย"
หลังจากที่ฉีจื่อเหวินออกไป กัวหยางก็เปิดเน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลราคาหุ้นของอี้ลี่เจี๋ยเหนิงและหย่งอันหลินเย่
ความรู้เพียงอย่างเดียวที่เขามีเกี่ยวกับอี้ลี่เจี๋ยเหนิงในชาติก่อน ก็คือเรื่องที่เงินฝาก 3.9 พันล้านของพวกเขาหายวับไปกับตา จากนั้นบริษัทก็ถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์
เรื่องนี้สร้างความฮือฮาอย่างมากในตอนนั้น
ดังนั้นเขาจึงยากที่จะมีความประทับใจที่ดีต่ออี้ลี่เจี๋ยเหนิง แต่อี้ลี่ในยุคนี้กลับรวมเอาแนวคิดเรื่องการจัดการทะเลทราย พลังงานแสงและไฮโดรเจน และเคมีถ่านหินเอาไว้ในที่เดียว
ตอนนี้ยังมีกระแสป่าพลังงานเพิ่มเข้ามาอีก ทำให้ได้รับการจับตามองในตลาดทุน ทิศทางของหุ้นกำลังสวยงาม ราคาหุ้นก็พุ่งไปถึง 22.56 หยวนต่อหุ้น มูลค่าตลาดเกือบ 8 พันล้าน
หย่งอันหลินเย่ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
ในบอร์ดหุ้นและฟอรั่มต่างๆ กระแสเกี่ยวกับป่าพลังงานชีวภาพกำลังมาแรงมาก
และสองบริษัทนี้ก็เพิ่งประกาศว่าจะทุ่มเทพัฒนาป่าพลังงานไปเมื่อปีที่แล้ว
ตอนนั้นที่เหวินกวนกั่วและต้นสบู่ดำทยอยกันให้ผลผลิต เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กระแสป่าพลังงานเริ่มถูกปั่นขึ้นมา
อี้ลี่และหย่งอันในฐานะบริษัทในอุตสาหกรรมนี้ จึงถูกตลาดปั่นให้กลายเป็นตัวนำหน้าอย่างรวดเร็ว
บริษัทเจียเหอชีวเคมีก็ไม่ได้ใส่ใจนัก แถมยังนึกว่าได้ลูกค้าศักยภาพสูงเพิ่มมาอีกสองรายซะด้วยซ้ำ
จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิปีนี้ อี้ลี่และหย่งอันได้โปรโมทผ่านข่าวว่าเริ่มปลูกต้นไม้พลังงานแล้ว แถมยังพยายามโหนกระแสเกาะชื่อเจียเหอชีวเคมีอยู่บ่อยๆ
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เป้าหมายในการปั่นกระแสก็สำเร็จลุล่วงไปแล้ว
"มิน่าล่ะใครๆ ถึงชอบเล่นการเงิน เงินมันหามาง่ายแบบนี้นี่เอง"
ในช่วงเช้า ฉีจื่อเหวินก็เขียนประกาศเสร็จเรียบร้อย แถมยังจงใจเอามาให้กัวหยางดูด้วย
ช่วงพักเบรกตลาดตอนเที่ยง ประกาศก็ถูกเผยแพร่ออกไป
…
บนหัวของหวังเหวินเปียวมีรัศมีมากมายปกคลุมอยู่ เกียรติยศต่างๆ ถาโถมเข้ามาใส่ แต่ก็ไม่มีความสุขเท่ากับวินาทีนี้
ความปีติยินดีจากความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนขึ้น ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมในวินาทีนี้
ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา หวังเหวินเปียวต้องรับมือกับทะเลทรายมาตลอด แต่ในด้านการจัดการทะเลทรายนั้น อี้ลี่ทำเงินได้น้อยมาก กลับกลายเป็นว่าได้กำไรจากพลังงานไปไม่ใช่น้อย
การจัดการทะเลทรายนั้นได้กำไรแค่จากเงินอุดหนุนเท่านั้น
ทว่าการปรากฏตัวของบริษัทซาไห่หนงมู่ กลับทำให้หวังเหวินเปียวถึงกับอึ้ง
ทะเลทรายมันทำเงินได้จริงๆ แฮะ
เหวินกวนกั่วที่ปรากฏขึ้นมาตามหลัง ยิ่งทำให้เขาอ้าปากค้าง
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่กลุ่มบริษัทอี้ลี่ก็ตัดสินใจจะเดินตามเส้นทางสายนี้
เพียงแต่ต้นกล้าเหวินกวนกั่วของเจียเหอนั้นแพงเกินไป ต้นละ 15 หยวน แถมมีเงินก็ยังซื้อไม่ได้ นี่ทำให้ในท้ายที่สุดหวังเหวินเปียวตัดสินใจที่จะโหนกระแส
ยังไงซะในประกาศของอี้ลี่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงเจียเหอสักหน่อย นักข่าวต่างหากที่เป็นคนพูด
ดันราคาหุ้นให้พุ่งขึ้นไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าเขาทำถูก เมื่อมองดูราคาหุ้นที่พุ่งทำสถิติใหม่ หวังเหวินเปียวก็ตัดสินใจที่จะเทขายทำกำไรต่อไป
ตอนนั้นเอง เลขาก็เดินเข้ามา
"แย่แล้วครับ ท่านประธาน เจียเหอชีวเคมีออกประกาศฉบับหนึ่ง ในประกาศบอกว่าตอนนี้ยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือใดๆ กับอี้ลี่เลยครับ"
หลังจากที่หวังเหวินเปียวแน่ใจว่าไม่ได้ฟังผิด เขาก็สบถด่าออกมาทันที "บริษัทมันยังไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ จะออกประกาศบ้าบออะไรวะ!"
เวลาแค่ช่วงเที่ยงเพียงพอที่จะทำให้ประกาศของเจียเหอกลายเป็นเรื่องใหญ่
สถาบันและกลุ่มนักลงทุนที่มีหูไวตาไวต่างก็ได้รับข่าวนี้
เมื่อตลาดเปิดในช่วงบ่าย กัวหยางก็หันไปสนใจกระแสตอบรับจากตลาด พวกหุ้นโหนกระแสอย่างอี้ลี่และหย่งอัน ก็ร่วงลงมาตามคาด
แล้วเขาก็ถือโอกาสดูผลงานราคาหุ้นของเจียฮว่าด้วย
ให้ตายเถอะ พุ่งกระฉูดตลอดทาง ไม่มีการปรับฐานเลยสักนิด
พอไปดูสาเหตุก็พบว่ารายงานประจำปีของเจียฮว่าของปีที่แล้วออกมาแล้ว ทั้งรายได้และกำไรก็พุ่งสูงขึ้น ไป๋เฉ่าจี๋ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอวี้เจ๋อก็มีแนวโน้มว่าจะทะยานพุ่งขึ้นฟ้า
นั่นทำให้ความคาดหวังในผลประกอบการของเจียฮว่าในปีนี้เต็มเปี่ยม
ราคาหุ้นจึงพุ่งขึ้นตลอดทางแบบไม่เหลียวหลังกลับ
เขาโล่งใจลง แล้วเริ่มหันไปยุ่งกับเรื่องอื่น
มีเรื่องบางเรื่องที่เขาค่อนข้างให้ความสนใจ
สารคดี 《สวรรค์ฉีเหลียน》 ผ่านขั้นตอนตัดต่อหลังการถ่ายทำเสร็จสิ้นแล้ว กำลังจะเข้าฉาย ทางเว็บไซต์เองก็กำลังโหมโรงโปรโมทอยู่ ส่วน 《มุมสูงแผ่นดินจีน》 ก็ถ่ายทำสถานที่จริงเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว และน่าจะฉายได้ในปีนี้เช่นกัน
การที่ฉวนหวางไบโอจะเข้าซื้อกิจการผู่เล่อเหวยเหม่ยก็มีความคืบหน้าแบบก้าวกระโดดในที่สุด
ผู่เล่อเหวยเหม่ยได้รับผลกระทบจากผลประกอบการที่ย่ำแย่ ความตั้งใจที่จะขายกิจการจึงมีมากขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ฉวนหวางไบโอที่คอยเจรจาจีบมาตลอดหนึ่งถึงสองปีก็มีความได้เปรียบที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน
กลุ่มบริษัทคลองมณฑลกุ้ยกำลังอยู่ในระหว่างก่อตั้ง เจียเหอลงทุนไป 2 พันล้าน ครองหุ้น 10% ขั้นตอนการอนุมัติเบิกจ่ายเงินทุนมาถึงเขาแล้ว
กัวหยางคุยโทรศัพท์กับหม่าเปียว สนทนากันสองสามประโยค หลังจากยืนยันว่าคลองจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปีนี้ เขาก็เซ็นอนุมัติในขั้นสุดท้าย
นอกจากนี้ ยังมีการเข้าซื้อบริษัทเล็กๆ และธุรกิจอื่นๆ อีกเล็กน้อย
ยุ่งอยู่สองสามชั่วโมงถึงจะได้หยุดพัก แต่พอสลับหน้าจอไปดูตลาดหุ้น
"แบบนี้ยังกลับมาบวกได้อีกเหรอ?"
อี้ลี่เจี๋ยเหนิงกับหย่งอันหลินเย่กลับมาเป็นบวกแล้ว
"ยังคงเป็นกลิ่นอายที่คุ้นเคย ตลาดหุ้นจีนก็ควรจะเพี้ยนหลุดโลกแบบนี้นี่แหละ"
กลิ่นอายนี้มันคุ้นเคยซะเหลือเกิน ในตลาดหุ้นจีน ช่วงเวลาแบบนี้คนที่เอาแต่พูดเรื่องการลงทุนแบบเน้นคุณค่ามีน้อยมาก มีแต่พวกเล่นกับกระแส ปั่นหุ้นกันทั้งนั้น
ประเด็นก็คือลูกไม้นี้ยังสามารถปั่นต่อไปได้อีกสองสามปี มีเวลาขนาดนี้ พวกผู้ถือหุ้นรายใหญ่ก็เทขายของออกไปจนหมดแล้ว
ชาติที่แล้วเขาก็เป็นหนึ่งในคนที่ถูกหลอกฟันกำไรเหมือนกัน เรื่องนี้แหละนะ ถ้าไม่รู้ก็แล้วไปเถอะ แต่พอมาเห็นตอนนี้ มันทำให้เขาหงุดหงิดสุดๆ
คิดไปคิดมา กัวหยางก็แจ้งฉีจื่อเหวิน ให้เจียเหอชีวเคมีออกประกาศต่อไป เพื่อคอยเตือนถึงความเสี่ยง
วันที่สอง เหตุการณ์ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมเป๊ะ
วันที่สาม อารมณ์การปั่นในตลาดคุกรุ่นมาก ราวกับว่าจงใจจะงัดกับเจียเหอ อี้ลี่และหย่งอันถูกดึงราคาขึ้นไปอีกครั้ง
กัวหยางเริ่มจะชาชินแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะออกหรือไม่ออกประกาศก็มีค่าเท่ากัน
สองวันนี้คือโอกาสที่ดีที่สุดในการปล่อยของ พวกนักลงทุนรายย่อยที่ฉลาดหน่อย ก็น่าจะรอดพ้นจากหายนะครั้งนี้ไปได้
ส่วนพวกที่ไม่เชื่อฟังแล้วยังดึงดันจะซื้อของแพงต่อไป งั้นเขาก็คงจะรับผิดชอบไม่ไหวแล้วล่ะ
ตีฆ้องถอนทัพ
และในตอนนั้นเอง ตัวเต็มของสารคดี 《สวรรค์ฉีเหลียน》 ก็ถูกตัดต่อเสร็จสมบูรณ์แล้วเช่นกัน
กัวหยางดูรอบหนึ่งแล้วรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไร สารคดีที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตเรื่องนี้จึงได้ออนแอร์บนเว็บไซต์ฮุ่ยหนงอย่างเป็นทางการ
ตอนนี้แผนกวิดีโอของเว็บไซต์ฮุ่ยหนง ได้พัฒนาไปเป็นเว็บไซต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว
เป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มผู้ใช้งานจำนวนมากที่ให้ความสนใจกับซานหนง และชื่นชอบการดูสารคดี
ยิ่งไปกว่านั้น ทางเว็บไซต์เองก็ได้โหมโรงโปรโมทมาได้สักพักแล้ว
ดังนั้น หลังจากที่สารคดีสุดประณีตอย่าง 《สวรรค์ฉีเหลียน》 ออนแอร์ ก็มีผู้ชมหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก
กัวหยางเพิ่งจะได้ดูวิดีโอในคืนวันนั้นเอง โดยใช้ไอดีอวตารที่ชื่อว่า 'ชาวนาที่มีเงินแค่หนึ่งเฟิน'
พอเข้ามาในหน้าเล่นวิดีโอ ก็เจอกับคอมเมนต์ลอยเต็มหน้าจอไปหมด
ดูออกเลยว่ากระแสตอบรับร้อนแรงมาก
"ยอดเขาฉีเหลียนที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ปะทะกับภูเขาตันเสียสีแดงดุจเลือด ณ ที่แห่งนี้ ทุ่งหญ้าเขียวขจีทอดยาวไร้ขอบเขตกับทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ที่ผิวน้ำกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น คลอเคลียกัน ณ ที่แห่งนี้ หุบเหวลึกที่ถูกสร้างสรรค์อย่างวิจิตรบรรจงกับป่าดึกดำบรรพ์อันลึกลับ ส่องประกายควบคู่กัน ณ ที่แห่งนี้
ที่นี่คือแหล่งต้นน้ำลำธารของเทือกเขา คุนหลุนพาดผ่านทั่วทั้งพื้นที่ แม่น้ำสามสายไหลทะลัก ทะเลสาบชิงไห่กว้างใหญ่ไพศาล ป่าไม้อันหนาทึบของภูเขาฉีเหลียน ทิวทัศน์ทุกเฟรมล้วนดึงดูดใจจนกลายเป็นดินแดนในฝันที่ผู้คนมากมายต่างโหยหาและเฝ้าใฝ่ฝันถึง..."
ตามมาด้วยเสียงบรรยายอันทรงพลัง ทิวทัศน์อันงดงามก็ปรากฏสู่สายตา
ภูเขาไกลตาช่างรู้ใจ พาฉันไปสู่ยอดเขา
ม้าสวรรค์โลดแล่น ทะยานโบยบินไปกับสายลม
ท่ามกลางผืนดินและแผ่นฟ้าที่ถูกย้อมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ เกล็ดหิมะค่อยๆ โปรยปรายลงมาทีละเกล็ด
จากฤดูใบไม้ผลิ สู่ฤดูหนาว
ถึงแม้จะดูมาหลายรอบแล้ว กัวหยางก็ยังรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่ตระการตา โดยเฉพาะเมื่อประกอบกับคอมเมนต์ลอยที่เต็มไปด้วยคำชื่นชม ความรู้สึกแบบนั้นเหมือนกับว่าสิ่งที่ตัวเองชอบได้รับการยอมรับจากคนอื่น
จนเกิดเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมา
ที่จริงแล้วสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ไม่มีการสั่งสอน และยังลบเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดการระบบนิเวศออกไปด้วย
เป็นเพียงแค่การแสดงให้เห็นถึงความงามที่บริสุทธิ์
สวยงามจนแทบจะหยุดหายใจ
"ดูสวรรค์ฉีเหลียนแล้ว อยากไปเห็นภูเขาฉีเหลียนจริงๆ เวลาที่หาคำตอบของชีวิตไม่ได้ ก็ควรจะออกไปดูโลกกว้างให้มากขึ้นนะ"
"ตัวอยู่หน้าจอ แต่ใจไปถึงภูเขาฉีเหลียนแล้ว..."
"นี่คือกลิ่นอายของอิสรภาพ"
"ไม่ใช่ นี่มันกลิ่นอายของคนที่ไม่มีปัญญาเที่ยวต่างหาก"
"เขาทำถึงจริงๆ ฉันร้องไห้หนักมาก แพลตฟอร์มนี้ไม่มีสารคดีที่ทำออกมาแบบลวกๆ เลยสักเรื่อง!"
ใครๆ ก็บอกว่าอำนาจคือยาปลุกกำหนัดของผู้ชาย แต่ความรู้สึกที่ได้รับการยอมรับแบบนี้ก็ทำให้กัวหยางตื่นเต้นเช่นกัน คืนนั้นเขาจึงวุ่นวายอยู่จนดึกดื่น
"สวย... สวยจริงๆ"
หลินเข่อชิงที่ไม่เคยไปภูเขาฉีเหลียน และไม่เคยดู 《สวรรค์ฉีเหลียน》 มาก่อน ก็ยังร้องชมออกมาตรงๆ ว่าสวย
สารคดีทั้งหมดมีแค่ซีซั่นเดียว แต่กลับแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานที่สูงลิ่ว และส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง
ผ่านไปไม่กี่วัน ก็มีสถานีโทรทัศน์หลายแห่งนำสวรรค์ฉีเหลียนไปออกอากาศซ้ำ สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของมณฑลชิงไห่และกานซู่ก็เร่งโปรโมทอย่างหนักเช่นกัน
"ภูเขาและแม่น้ำทอดสายตา สายลมเย็นเฉียดผ่านใบหู รีบมาที่ฉีเหลียนสิ มาบินโฉบในระดับต่ำไปกับฉัน"
"การเดินทางบนท้องถนนของคุณ ควรจะเป็นอิสระเหมือนดั่งสายลม"
"ออกเดินทางเมื่อใจพร้อม จะขึ้นเหนือล่องใต้ ไปได้ไกลแค่ไหนก็ไปให้ไกลแค่นั้น"
สารคดีเรื่องเดียวสามารถทำให้เมืองหนึ่งโด่งดังขึ้นมาได้ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนนี้ กระแสการท่องเที่ยวในมณฑลชิงไห่และกานซู่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง