เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 393 : ฐานปลูกแอปเปิลรุ่ยหยางที่จิ้งหนิง | บทที่ 394 : ตรวจตรา (ข้ามได้นะ ตอนไปเป็นเพื่อนหาหมอที่โรงพยาบาล...

บทที่ 393 : ฐานปลูกแอปเปิลรุ่ยหยางที่จิ้งหนิง | บทที่ 394 : ตรวจตรา (ข้ามได้นะ ตอนไปเป็นเพื่อนหาหมอที่โรงพยาบาล...

บทที่ 393 : ฐานปลูกแอปเปิลรุ่ยหยางที่จิ้งหนิง | บทที่ 394 : ตรวจตรา (ข้ามได้นะ ตอนไปเป็นเพื่อนหาหมอที่โรงพยาบาล...


บทที่ 393 : ฐานปลูกแอปเปิลรุ่ยหยางที่จิ้งหนิง

ระเบียงเหอซีในฤดูใบไม้ร่วง ป่าไม้ถูกย้อมไปด้วยสีสันจัดจ้าน

หลังจากส่งเก๋อเหวินเย่ากลับไป กัวหยางก็เดินทางไปตามพื้นที่โครงการต่างๆ ในระเบียงเหอซี

เจียฮว่าถูกระงับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แล้ว แผนปรับโครงสร้างที่วางไว้ก็ถูกส่งให้หน่วยงานเบื้องบนตรวจสอบแล้วเช่นกัน

กิจกรรม 11.11 ของเว่ยไหลเทียนเจียนก็กำลังอุ่นเครื่อง “ลดครึ่งราคาทั้งร้าน ส่งฟรีทั่วประเทศ”

มีคนเริ่มรู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่าสนุก

แม้เวยป๋อจะเริ่มออกทะเลไปบ้าง แต่ฟังก์ชันพื้นฐานของเวยป๋อก็วนเวียนอยู่แค่นั้น ยากที่จะมีนวัตกรรมอะไรทะลุทะลวงได้

ในสถานการณ์เช่นนี้ แน่นอนว่าใครขึ้นเรือก่อนย่อมได้เปรียบในตลาด ผู้มาทีหลังยากจะแซงหน้า

คู่แข่งเพียงหนึ่งเดียวอย่างซินล่างเวยป๋อ กัวหยางก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก

ซินล่างเน้นไปทางบันเทิง คาดว่าคงกลับไปเดินเส้นทางเก่าอย่างการปั่นอันดับของพวกแฟนคลับ

เว่ยไหลจะอินดี้หน่อยก็ดี ตราบใดที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จะออกทะเลก็ปล่อยให้ออกไป

รถออฟโรดแล่นลัดเลาะไปตามที่ราบสูงหวงถู่ที่เต็มไปด้วยหุบเหวสลับซับซ้อน ไม่รู้ว่าข้ามเทือกเขามาแล้วกี่ลูก หลัวซิวถึงได้เอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า "บอสครับ ถึงเขตจิ้งหนิงแล้วครับ"

"ถึงแล้วเหรอ" กัวหยางลืมตาตื่นจากการงีบหลับ มองผ่านหน้าต่างรถออกไป ด้านนอกยังคงเป็นทิวเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อน

เดินทางจากเมืองหลานมุ่งหน้าไปทางตะวันออก ผ่านติ้งซี แล้วเข้าสู่จิ้งหนิง ตลอดทางล้วนเป็นภูมิประเทศแบบภูเขาและหุบเขาแม่น้ำแบบนี้

จิ้งหนิงเป็นอำเภอที่อยู่ทางตะวันตกสุดของผิงเหลียง หนึ่งในฐานปลูกแอปเปิลของเจียเหอก็ตั้งอยู่ที่จิ้งหนิงนี่เอง

ผ่านความพยายามมาหลายสิบปี ในสภาพแวดล้อมที่ทุรกันดาร จิ้งหนิงได้กลายเป็นอำเภอใหญ่ในการปลูกแอปเปิลของมณฑลกานซู่ และเป็นฐานปลูกแอปเปิลคุณภาพดีที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ

แอปเปิลจิ้งหนิงเกรดพรีเมียมถึงขั้นเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับงานเลี้ยงระดับชาติ ได้เข้าไปอยู่ในจงหนานไห่ เข้าไปอยู่ในมหาศาลาประชาชน

บนพื้นที่เกษตรกรรมนอกหน้าต่าง นอกเหนือจากธัญพืชแล้ว ก็มีสวนผลไม้ต่างๆ นอกเหนือจากพื้นที่เกษตรกรรมก็คือยอดเขาหัวโล้นไร้ต้นไม้

กัวหยางพูดว่า "ไปรวมตัวกับเหล่าเซี่ยงพวกเขาก่อน ศาสตราจารย์หม่าและทีมงานก็น่าจะมาถึงแล้ว"

"แล้วทางผู้นำของจิ้งหนิงล่ะครับ จะพบหน่อยไหม" หลัวซิวที่นานๆ ทีจะควบตำแหน่งเลขาของกัวหยางเอ่ยถาม "ตอนที่เราแวะพักที่ฮุ่ยหนิง เลขาธิการจางและนายอำเภอเฉินเจ๋อของจิ้งหนิงเคยติดต่อมาครับ"

กัวหยางครุ่นคิด "ยังไม่ต้องรีบตอนนี้ ไปดูสวนแอปเปิลก่อน"

สาเหตุที่สร้างสวนแอปเปิลในจิ้งหนิง ก็เพราะที่นี่มีพื้นฐานอุตสาหกรรมที่ดี ทั้งอำเภอมีสวนแอปเปิลรวมหลายแสนหมู่ คิดเป็น 40.8% ของพื้นที่เพาะปลูก

ตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงการขายผลผลิต ล้วนก่อตัวเป็นระบบอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แล้ว

ทว่า หลังจากเข้าสู่จิ้งหนิง กัวหยางกลับไม่ได้เห็นภาพสวนแอปเปิลปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขาอย่างที่จินตนาการไว้

"เหมือนว่าสาลี่กับแอปริคอตจะเยอะกว่าหน่อยนะ"

"ครับ เข้าจิ้งหนิงมาแล้วยังไม่เห็นสวนแอปเปิลเลย สาลี่กับแอปริคอตเยอะกว่า และก็ไม่ใช่ว่าสวนผลไม้ทุกแห่งจะเติบโตได้ดี"

ติดตามวิ่งรอกไปหลายที่ขนาดนี้ หลัวซิวไม่ใช่ไก่อ่อนเรื่องเกษตรกรรมอีกต่อไปแล้ว "อาจจะเกี่ยวกับระดับความสูงและสภาพอากาศครับ"

กัวหยางพยักหน้า "สภาพธรรมชาติ ระดับการจัดการก็มีความแตกต่างกันมาก ช่องว่างรายได้ของเกษตรกรก็น่าจะไม่น้อย"

ทั้งสองคนสังเกตไปตลอดทาง ในเขตภูเขาห่างไกลแบบนี้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมแย่และขาดแคลนเทคโนโลยี ปรากฏการณ์ปลูกเองพังเองจึงเกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

บางแห่งแม้จะมีผลผลิตอยู่บ้าง แต่คุณภาพผลไม้ไม่ดี หาที่ขายไม่ได้ ผลกำไรไม่สูง ความกระตือรือร้นของชาวสวนผลไม้ย่อมลดลง

นี่ทำให้บนเทือกเขาบางแห่งเห็นชัดๆ ว่ามีการปลูกต้นไม้ไว้ แต่กลับกลายเป็นต้นกล้าที่เหี่ยวเฉายืนต้นตายเป็นแถบๆ

ขับรถไปทางใต้ตามถนนบนภูเขาอีกพักหนึ่ง ระดับความสูงเริ่มลดลง หลังจากอ้อมสันเขาลูกหนึ่ง ทิวทัศน์ตรงหน้าก็สว่างไสวขึ้นทันที

แม้จะเคยเห็นทิวทัศน์แบบเดียวกันนี้มาแล้ว กัวหยางก็ยังคงรู้สึกประหลาดใจระคนยินดี

หลัวซิวก็เอ่ยอย่างแปลกใจ "ต้นเหวินกวนกั่วที่นี่เติบโตได้ดีกว่าที่ฮุ่ยหนิงอีกนะครับเนี่ย"

"งั้นเหรอ?" กัวหยางมองดูแล้วพูดว่า "ฉันว่ามันก็พอๆ กันนะ แต่ดูดีกว่ายอดเขาโล้นๆ ตั้งเยอะ อันนี้เรื่องจริง"

หลัวซิวถาม "ต้นไม้พวกนี้จะรอดไหมครับ?"

"รอดสิ"

"ทำไมล่ะครับ ทั้งๆ ที่ห่างกันแค่ภูเขากั้น ต้นสาลี่กับต้นแอปริคอตกลับตายบ้าง โทรมบ้าง"

หลัวซิวไม่เข้าใจว่าทำไมบอสถึงได้มั่นใจนัก

กัวหยางหัวเราะ พูดว่า "เพราะที่นี่มีน้ำ สังเกตเห็นไหมว่าทุกๆ ระยะหนึ่งจะมีอ่างเก็บน้ำเล็กๆ นั่นแหละคือรากฐานที่ทำให้เหวินกวนกั่วของที่นี่อยู่รอดได้"

"พึ่งพาระบบน้ำหยดเหรอครับ?"

"เปล่าหรอก" กัวหยางเคยอ่านแผนการจัดการมาแล้ว แม้จะจำรายละเอียดไม่ได้ชัดเจน แต่ก็ยังพอจำแนวคิดการจัดการได้ลางๆ

"การจัดการหุบเหว ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน อยู่ที่การป้องกันการสูญเสียน้ำ การสร้างอ่างเก็บน้ำสามารถยกระดับน้ำบาดาลได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถสกัดกั้นเป็นชั้นๆ กักเก็บน้ำแบบสามมิติ"

กัวหยางพูดว่า "สำหรับที่ราบสูงหวงถู่ ปัญหาที่สำคัญที่สุดไม่ใช่มันไม่มีน้ำ และไม่ใช่ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก แต่คือการชะล้างพังทลายของหน้าดิน"

มองไปที่ป่าต้นเหวินกวนกั่วเป็นครั้งคราว ด้านล่างก็มีการหว่านเมล็ดหญ้าไปพร้อมกัน บางต้นที่เพิ่งปลูกเมื่อเร็วๆ นี้ ถึงกับคลุมด้วยพลาสติกสีดำโดยตรง

หญ้าก็เป็นวิธีหนึ่งในการกักเก็บน้ำ

พันธุ์พืชจะเจ๋งแค่ไหน ถ้าไม่มีเทคโนโลยีการปลูกที่สอดคล้องกัน ก็มีสิทธิ์พังไม่เป็นท่า

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ระดับความสูงตามเส้นทางลดต่ำลงไปอีก เริ่มเห็นร่องรอยของสวนแอปเปิล แอปเปิลสีแดงสดห้อยระย้าอยู่บนกิ่งก้าน เพิ่มความปีติยินดีของการเก็บเกี่ยว

จิ้งหนิงเป็นพื้นที่ปลูกผลไม้ทางตอนเหนือที่เหมาะสมที่สุด ในขณะเดียวกันก็อยู่ห่างไกลจากเมืองอุตสาหกรรม ไม่มีแหล่งมลพิษ ตัวชี้วัดทางนิเวศวิทยาต่างๆ ล้วนได้คะแนนเต็ม

ดังนั้นที่นี่จึงยังเป็นพื้นที่ยากจน

คนทางตอนใต้ของจิ้งหนิงบางส่วนหลุดพ้นจากความยากจนได้เพราะแอปเปิล แต่การพัฒนาในพื้นที่มีความไม่สมดุลอย่างมาก

ระหว่างตอนใต้กับตอนเหนือ เขตที่ราบแม่น้ำกับเขตภูเขา ตำบลกับตำบล หมู่บ้านกับหมู่บ้าน หรือแม้แต่แต่ละครัวเรือน ล้วนมีช่องว่างของรายได้ที่แตกต่างกันอย่างลิบลับ

สวนแอปเปิลเจียเหอตั้งอยู่ในเขตที่ราบหุบเขาแม่น้ำหูลู่ทางตอนใต้ของตัวอำเภอ

ล้อมรอบไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน แต่ที่นี่กลับราบเรียบ สวนผลไม้ที่ทันสมัยแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่

กัวหยางมองเห็นเงาของเซี่ยงเทียนซานแต่ไกล ข้างกายเขายังมีคนยืนอยู่อีกไม่น้อย

รถหยุด กัวหยางยังไม่ทันลงจากรถ กลุ่มคนก็แห่กันเข้ามา

"บอส"

"ลำบากพวกคุณแล้ว เหล่าเซี่ยง หยวนฮว๋า เฉินหลิง เฉียวฮุย" กัวหยางทักทายเหล่าเซี่ยงและพวก เฉียวฮุยคือผู้จัดการดูแลฐานปลูกแอปเปิลแห่งนี้

อีกสามคนคือสมาชิกของรายการ 'ห้าหมู่แลกเบนซ์'

ชายวัยกลางคนสองคนที่สวมเสื้อแจ็กเก็ตแบบข้าราชการเดินเข้ามา เฉียวฮุยรีบแนะนำทันที:

"บอสครับ นี่คือเลขาธิการจางเจิ้งของจิ้งหนิง ส่วนท่านนี้คือผู้อำนวยการเฉินเจ๋อจากสำนักงานเกษตรและป่าไม้ครับ"

"สวัสดีครับ ประธานกัว"

"รอนานเลยนะครับ เลขาธิการจาง ผู้อำนวยการเฉิน"

กัวหยางจับมือกับจางเจิ้งอย่างกระตือรือร้น นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าสองคนนี้จะมาหาถึงที่

จางเจิ้งหัวเราะอย่างร่าเริง "พวกเราตั้งใจมาเองครับ เพิ่งมาถึงเหมือนกัน โชคดีจริงๆ ที่ได้มา สวนแอปเปิลของเจียเหอเปิดหูเปิดตาผมมาก!"

กัวหยางไม่เชื่อหรอกว่าก่อนหน้านี้จางเจิ้งไม่เคยมาที่นี่ ฐานปลูกแอปเปิลของเจียเหอไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ความหรูหราทันสมัยนี่จัดเต็มแน่นอน

คนที่เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกล้วนอดใจไม่ไหวที่จะต้องสบถออกมาว่า "เชี่ย โคตรเจ๋ง ต้นแอปเปิลมันปลูกแบบนี้ได้ด้วย!"

ความจริงแล้วนี่ก็คือระบบที่ไห่เซิงกรุ๊ปจะนำเข้ามาจากต่างประเทศในอีกไม่กี่ปีให้หลัง: ระบบการปลูกแบบต้นเตี้ยความหนาแน่นสูง

ต้นผลไม้เติบโตโดยเลื้อยไปตามโครงค้ำยัน เครื่องจักรวิ่งไปตามร่อง น้ำและปุ๋ยหยดไปตามท่อ...

ตอนนี้ เจียเหอสร้างระบบนี้ขึ้นมาล่วงหน้าแล้ว ก่อนหน้านี้ แทบไม่มีใครเคยเห็นสวนแอปเปิลที่ทันสมัยขนาดนี้มาก่อน

"แล้วศาสตราจารย์หม่าเฟิงวั่งล่ะ น่าจะมาถึงแล้วเหมือนกันใช่ไหม" กัวหยางถาม อันที่จริงเขาอยากฟังคำวิจารณ์ของศาสตราจารย์หม่ามากที่สุด

เซี่ยงเทียนซานพูดว่า "พอศาสตราจารย์หม่ามาถึง เห็นฐานปลูกแอปเปิลที่นี่ก็ถึงกับตะลึงไปเลยครับ จากนั้นก็พาผู้เชี่ยวชาญสองคนเข้าไปตรวจสอบในฐานทันที"

หยุดไปครู่หนึ่ง เซี่ยงเทียนซานก็พูดต่อ "บอสครับ พวกคุณเดินชมกันไปก่อน ผมกับหยวนฮว๋าแล้วก็เฉินหลิงจะไปจัดการงานก่อน"

"ตกลง" กัวหยางยิ้ม "ไปเถอะครับ เลขาธิการจาง ผู้อำนวยการเฉิน พวกเราก็เข้าไปดูข้างในกันบ้าง"

"จะรบกวนงานของคุณหรือเปล่าครับ?"

คนก็มาถึงที่แล้ว กัวหยางจะไล่กลับไปได้อย่างไร "เลขาธิการเกรงใจเกินไปแล้วครับ ต่อไปธุรกิจเหวินกวนกั่วและแอปเปิลในจิ้งหนิงก็ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากท้องถิ่นนะครับ!"

"ฮ่าๆ ทุกฝ่ายร่วมมือกัน พัฒนาอุตสาหกรรมให้ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งไปด้วยกันครับ"

จางเจิ้งมองดูสวนแอปเปิลที่เรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วพูดว่า "จิ้งหนิงปลูกแอปเปิลมาหลายปีขนาดนี้ เพิ่งเคยเห็นรูปแบบนี้เป็นครั้งแรก คนไม่รู้เรื่องมองมาจากไกลๆ คงนึกว่าปลูกองุ่นซะอีก"

"หลักๆ คือต้องการประหยัดแรงงานคนครับ"

จางเจิ้งกล่าว "ดีครับ ในเมื่อต้นทุนแรงงานนับวันยิ่งสูงขึ้น รูปแบบนี้มีอนาคตที่สดใสแน่นอน!"

"ขอบคุณสำหรับคำอวยพรครับ" กัวหยางหันหน้าไปมองเฉินเจ๋อจากสำนักงานเกษตรและป่าไม้ เมื่อเทียบกับจางเจิ้ง แม้เฉินเจ๋อจะยิ้มอยู่ แต่กัวหยางมองออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยอมรับรูปแบบนี้อย่างเต็มที่

แสดงว่าเฉินเจ๋อเข้าใจระดับรากหญ้าอย่างถ่องแท้กว่า

พูดตามตรง ฐานการผลิตแบบนี้ทำเป็นตัวอย่างสักสองสามแห่งน่ะได้ แต่ถ้าจะพัฒนาขยายสเกลขนาดใหญ่จริงๆ มันไม่ค่อยสมจริงเท่าไหร่

ในเขตภูเขาอย่างจิ้งหนิง สิ่งที่ไม่มีมูลค่าที่สุดก็คงจะเป็นแรงงานคนนี่แหละ

เหยียบลงบนหญ้าสีเขียวนุ่มๆ บนทางเดิน แอปเปิลสีแดงสดที่ห้อยอยู่บนต้นในสวนทำให้ผู้คนรู้สึกเบิกบานใจเมื่อได้เห็น

กัวหยางยิ้มถาม "เฉียวฮุย เด็ดมากินได้ไหม?"

เฉียวฮุยตอบ "ได้ครับ สวนของเราเน้นการปลูกแบบอินทรีย์มาตลอด ใช้แต่สารกำจัดศัตรูพืชชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ และศัตรูธรรมชาติ การรับรองเกษตรอินทรีย์ก็ใกล้จะผ่านแล้ว เพียงแต่ยังไม่ถึงช่วงสุกงอมที่สุด รสชาติอาจจะยังไม่ดีที่สุดครับ"

กัวหยางเอ่ยชวน "เลขาธิการจางกับผู้อำนวยการเฉินมาลองชิมด้วยกันไหมครับ?"

"ได้เลยครับ!"

"งั้นก็มาด้วยกันเลยครับ ถูกใจลูกไหนก็เด็ดเลย"

"ลงมือทำเอง อิ่มหนำสำราญ"

หลายคนไม่ได้เกรงใจและไม่ได้ขัดเขิน ต่างคนต่างเลือกแอปเปิลที่ถูกใจแล้วเด็ดลงมา

เมื่อได้มาอยู่ในมือ กัวหยางยังไม่ได้กินในทันที แต่พิจารณาดูรูปลักษณ์ภายนอกของแอปเปิล ผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่ สีสันสดใส และสีสม่ำเสมอ

หน้าตาถือว่าดูดีเลยทีเดียว

ในขณะที่กัวหยางยังคงสังเกตอยู่ คนอื่นๆ เอามาถูๆ สองที แล้วก็กัดกร้วมเข้าปากไปแล้ว

"อืม!" จางเจิ้งตาเป็นประกายอย่างเห็นได้ชัด "อร่อยมาก!"

เฉินเจ๋อก็ค่อยๆ ละเมียดชิมในปาก

ในฐานะคนจิ้งหนิงโดยกำเนิด เขาเติบโตมากับการกินแอปเปิลนับไม่ถ้วน พอโตขึ้นก็ได้เดินทางไปทั่วสารทิศและเห็นมานักต่อนัก

ในสายตาของเขา แอปเปิลจิ้งหนิงคือการผสมผสานระหว่างความเซ็กซี่และความน่ารัก มีความบริสุทธิ์ในความเซ็กซี่ และมีความเซ็กซี่ในความบริสุทธิ์

ในทุกแหล่งปลูกแอปเปิลที่เขาเคยไป แอปเปิลจิ้งหนิงนั้นโดดเด่นงดงามกลบรัศมีพันธุ์อื่นอย่างแน่นอน

ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น แอปเปิลจิ้งหนิงจึงขายได้ราคาขายส่งหน้าสวนสูงสุดระดับประเทศหลายต่อหลายครั้ง

ดังนั้น ความประทับใจแรกที่เขามีต่อรุ่ยหยางของเจียเหอจึงไม่ได้สูงอย่างที่คิด เพราะหน้าตามันยังดูดีไม่พอ

แต่พอกัดเข้าปากไปแล้ว ความประทับใจนั้นก็เปลี่ยนไป

กัดไปหนึ่งคำ น้ำผลไม้หวานฉ่ำก็พุ่งพล่านเต็มปากในทันที ทำให้รู้สึกพึงพอใจ และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ กลิ่นหอมละมุนเข้มข้น และแทบไม่รู้สึกถึงรสเปรี้ยวเลย

"รสชาติน่าทึ่งมาก"

เฉินเจ๋อประเมินตามความเป็นจริง

กัวหยางไม่ได้รู้สึกว่ารุ่ยหยางน่าเกลียด ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกว่ามันดูดีทีเดียว พอกินไปหนึ่งคำ ก็ยิ่งรู้สึกว่านี่คือแอปเปิลที่รวมทั้งความงามและรูปลักษณ์เข้าด้วยกัน

เฉียวฮุยถาม "บอสครับ รสชาติเป็นไงบ้าง?"

"เยี่ยมมาก" กัวหยางตอบสั้นๆ ได้ใจความ ความจริงแล้วพอกินไปแค่คำเดียวก็ยังให้คำวิจารณ์อะไรไม่ได้มากนัก เขาจึงกัดกินคำแล้วคำเล่า

คนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน

ชั่วพริบตาเดียว สถานที่ตรงนั้นก็กลายเป็นงานแข่งกินแอปเปิล แต่ละคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

ไม่กี่นาทีต่อมา ทุกคนต่างก็รู้สึกอยากกินต่ออีกนิด แต่ก็ไม่ได้ชิมต่อแล้ว

กินแอปเปิลหมดไปหนึ่งลูก การประเมินที่กัวหยางมีต่อรุ่ยหยางก็เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน และยังค้นพบพันธุ์ระดับโลกที่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้

แต่ในตอนนั้นเขาเห็นร่างของศาสตราจารย์หม่าเฟิงวั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของทางเดิน

"ศาสตราจารย์หม่า!" กัวหยางตะโกนเสียงดัง แล้วหันไปพูดกับคนอื่นๆ ว่า "ศาสตราจารย์หม่าอยู่ทางนั้น ไปฟังความเห็นของเขากันเถอะ"

"เอาสิครับ"

กลุ่มคนเดินเรียงรายไปตามทางเดินข้างหน้า หญ้าที่ขึ้นหนาแน่นอ่อนนุ่มราวกับพรมในโรงแรม

เฉินเจ๋อเดินรั้งท้าย เขามองแอปเปิลทั้งสองข้างทาง แล้วมองดูแกนแอปเปิลเล็กๆ ในมือ ดูเหมือนว่าหน้าตาของรุ่ยหยางก็ไม่เลวเหมือนกัน

"ศาสตราจารย์หม่า สวนแอปเปิลนี้พอจะเข้าตาคุณบ้างไหมครับ?" หลังจากวิ่งเหยาะๆ มาช่วงหนึ่ง กัวหยางกลับถามประโยคนี้ออกมาโดยที่หน้าไม่แดงและไม่หอบเหนื่อยเลย

พูดตามตรง หม่าเฟิงวั่งไม่อยากเจอกัวหยางในเวลานี้เลย พอคิดถึงครั้งก่อนที่บอกว่าจะช่วยชี้แนะสวนแอปเปิลของเจียเหอ เขาก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมานิดๆ

"ประธานกัว ได้เจอกันอีกแล้วนะครับ วันนี้เจียเหอทำให้ผมเปิดหูเปิดตาจริงๆ แวบแรกที่เห็นสวนแอปเปิลแห่งนี้ ผมยังนึกว่ามาถึงนิวซีแลนด์ซะอีก"

กัวหยางยิ้ม จับมือทักทายกับเขา ตอนนี้จางเจิ้งและคนอื่นๆ ที่ตามมาก็มาถึงพอดี

หม่าเฟิงวั่งพูดว่า "เผลอๆ อาจจะล้ำหน้ากว่านิวซีแลนด์ด้วยซ้ำ เพราะนิวซีแลนด์ใช้เสาไม้ แต่ที่นี่ใช้เสาปูน สภาพสวนก็ดีมาก เป็นการปลูกแบบต้นเตี้ยความหนาแน่นสูง การเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ผลดกและสวยงาม ผมไม่มีอะไรจะชี้แนะเลย กลับกัน ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์จากที่นี่เยอะมาก"

"คุณถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ" กัวหยางกล่าว "สวนนี้ก็แค่ทำได้โดดเด่นเรื่องการประหยัดแรงงานนิดหน่อยเท่านั้นเอง"

ตอนแรกหม่าเฟิงวั่งก็คิดแบบนี้แหละ

เมื่อหาที่ติจากภายนอกไม่ได้ เขาก็อยากจะดูปัญหาข้างใน ดังนั้นเขาจึงไม่รอกัวหยางมาถึง แต่พาผู้เชี่ยวชาญหลายคนมุดเข้าไปในสวนทันที

ผลแอปเปิลเต็มต้นดูเย้ายวนใจ ใครจะอดใจไหว ผลคือพอลองชิมไปลูกเดียวก็เงียบกริบ

หม่าเฟิงวั่งก็ชิมด้วย แล้วก็ตะลึงไปเหมือนกัน

รสชาติของผลไม้หาที่ติไม่ได้แม้แต่น้อย แสดงว่าสภาพของดิน น้ำ ปุ๋ย และอื่นๆ ล้วนอยู่ในระดับดีเยี่ยม

หม่าเฟิงวั่งพูดว่า "พูดจริงทุกคำครับ การจัดการการผลิตในทุกด้านทำได้ไร้ที่ติ ทีมบริหารของพวกคุณยอดเยี่ยมมาก"

หม่าเฟิงวั่งปรายตามองเฉียวฮุย ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าคนนี้ทิ้งความประทับใจไว้อย่างลึกซึ้งในเวลานี้

กัวหยางเอ่ยชม "เฉียวฮุยเก่งจริงๆ ครับ เขาเป็นศิษย์เก่าซีหนงต้าของพวกคุณเหมือนกัน แต่บ้านเกิดอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนหน้านี้เคยทำงานที่บริษัทแอปเปิลในเป่าจีครับ"

เฉียวฮุยอาศัยจังหวะนี้ออกมาทักทายหม่าเฟิงวั่งพอดี

ชายวัยกลางคนข้างๆ เอ่ยขึ้นว่า "สวัสดีครับ ท่านประธานกัว สวนนี้ยอดเยี่ยมมาก สายพันธุ์ก็ดีเลิศ ทางผมอยากจะขอนำพันธุ์ไปปลูกบ้าง คุณคิดว่าพอจะเป็นไปได้ไหมครับ?"

กัวหยางถาม "คุณคือ...?"

"ผมชื่อเซี่ยหงเจียง เป็นหัวหน้าสถานีทดลองที่ราบสูงชวนซี ภายใต้ระบบอุตสาหกรรมแอปเปิลครับ"

กัวหยางพินิจมอง เซี่ยหงเจียงมีรูปร่างค่อนข้างผอมบาง ผิวขาว ดูสุขุมเรียบร้อย ไม่เหมือนคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนที่ราบสูงเป็นเวลานาน

"เรื่องขอนำพันธุ์ไปปลูกตอนนี้ยังไม่ได้ครับ" กัวหยางปฏิเสธตรงๆ

"นี่เป็นพันธุ์ใหม่ หัวหน้าสถานีเซี่ยน่าจะชิมแล้วและรู้มูลค่าของมัน เจียเหอยังต้องขายต้นกล้าเพื่อถอนทุนค่าเพาะพันธุ์คืนครับ"

เซี่ยหงเจียงพูดว่า "ผมจะไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ครับ จะใช้ทดลองปลูกเท่านั้น ถ้าผลลัพธ์ออกมาดี เจียเหอก็จะขายต้นกล้าได้มากขึ้นไม่ใช่เหรอครับ?"

การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสายพันธุ์ในประเทศเป็นปัญหาใหญ่มาตลอด แม้ว่าเทียนเหอจะพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายเมล็ดพันธุ์ แต่ก็ยังไม่เป็นผลเสียที

ถึงจะเป็นผล ก็ไม่สามารถยุติปรากฏการณ์นี้ได้อยู่ดี

เหมือนกับที่ในอนาคตหลายคนพอพูดถึงการนำเข้าสายพันธุ์อย่างองุ่นไชน์มัสแคท ก็จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเพราะมันไม่ค่อยสง่างามนัก

"สถานีทดลองสามารถซื้อต้นกล้าจากเรือนเพาะชำของเจียเหอได้ครับ" กัวหยางคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "พวกคุณน่าจะเคยเห็นเรือนเพาะชำแล้วใช่ไหมครับ?"

"เคยเห็นแล้วครับ" เซี่ยหงเจียงกล่าว "ซื้อต้นกล้าก็ได้ครับ แต่ว่าต้นกล้าของเจียเหอมันต้นใหญ่เกินไป ขนส่งลำบาก ต้นกล้าล็อตนี้ผมจะขนกลับไปที่หลินจือครับ"

กัวหยางประหลาดใจ "หลินจือก็ปลูกแอปเปิลได้เหรอครับ?"

"ได้แน่นอนครับ" เซี่ยหงเจียงพูด "ผมสร้างสวนไว้หลายแห่งที่นั่นเลยล่ะครับ ถ้ามีโอกาสประธานกัวลองไปดูได้ สภาพอากาศที่นั่นมีเอกลักษณ์มาก รุ่ยหยางน่าจะเหมาะกับการปลูกในบางพื้นที่ครับ"

"หลินจือใหญ่มากไหมครับ?"

กัวหยางนึกถึงแผนที่ที่เคยดู โค้งใหญ่ของแม่น้ำยาร์ลุงจางโปเหมือนจะอยู่ในเขตหลินจือพอดี

"ใหญ่มากครับ" เซี่ยหงเจียงคิดอย่างละเอียด "น่าจะเทียบเท่ากับ 5 ประเทศอิสราเอลครับ"

กัวหยางอึ้งไปนิด เป็นวิธีการคำนวณที่สดใหม่ดีนะ เขาประเมินดู น่าจะเท่ากับ 2 ทะเลสาบซีหูแห่งตุนหวง หรือประมาณ 1 กว่าๆ ของมณฑลเจ้อเจียง ก็คือ 110,000 กว่าตารางกิโลเมตร

"ก็ใหญ่จริงๆ แหละครับ"

"แถมยังไกลมาก ทางก็เดินลำบาก ต้นกล้าใหญ่เอาเบากลับไปยากจริงๆ ครับ" เซี่ยหงเจียงพูดขึ้นมาอีกครั้ง

กัวหยางกล่าว "งั้นลองไปดูที่เรือนเพาะชำกันไหมครับ"

คนอื่นๆ ย่อมไม่มีความเห็นขัดแย้ง

ไม่นานก็มาถึงเรือนเพาะชำกลางแจ้ง ต้นกล้าแอปเปิลทั้งหมดปลูกในภาชนะที่บรรจุดินผสมปุ๋ย ภาชนะมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึงห้าหกสิบเซนติเมตร

บังเอิญว่าสามคนจากรายการ 'ห้าหมู่แลกเบนซ์' ก็กำลังถ่ายทำข้อมูลอยู่ที่นี่พอดี

"ต้นกล้าใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?" เฉินเจ๋อจากกรมวิชาการเกษตรจิ้งหนิงตกตะลึงอีกครั้ง

จิ้งหนิงมีสถิติอยู่ว่า ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีการปลูกต้นไม้ผลต่างๆ สะสม 460,000 หมู่ แต่พื้นที่ที่รักษาไว้ได้มีเพียง 300,000 หมู่ ลดลงสะสม 160,000 หมู่

พื้นที่ 160,000 หมู่ที่หายไปนี้ อย่างน้อยหนึ่งในสามก็เป็นเพราะต้นกล้าไม่ดีจนทำให้ต้องรื้อสวนทิ้ง

ต้นกล้าด้อยคุณภาพราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาด ชาวสวนจำนวนมากเห็นแก่ของถูก สุดท้ายต้นไม้ก็ไม่ยอมโตเสียที

ถ้าเป็นต้นกล้าแบบที่อยู่ตรงหน้านี้ทั้งหมด จะไปกลัวปลูกไม่รอดทำไมล่ะ!

เฉียวฮุยกล่าว "ต้นกล้าล็อตนี้มีแผนจะนำออกจากเรือนเพาะชำในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า อายุครบสองปีพอดี แถมยังมีกิ่งก้านแล้ว ลงแปลงปลูกปีที่สองก็จะได้ผลผลิต 2,000 ชั่งเลยครับ"

เฉินเจ๋อถามด้วยความประหลาดใจ "ราคาคงจะแพงมากเลยสิ จะขายออกไหมครับเนี่ย? หรือว่าเจียเหอตั้งใจจะสร้างสวนเพิ่ม"

กัวหยางรับช่วงตอบ "ถ้าปีนี้รุ่ยหยางสามารถโด่งดังในตลาดได้ ต้นกล้าล็อตนี้ก็จะมีแต่คนแย่งกันซื้อ ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออกหรอกครับ"

กัวหยางมองไปที่ใจกลางเรือนเพาะชำ แก๊งสามคนจากรายการ 'ห้าหมู่แลกเบนซ์' ไม่ได้รับผลกระทบจากคนข้างนอกเลย

ถ้ามีคนเลือกปลูกรุ่ยหยางผ่านรายการนี้ บวกกับมีเทคโนโลยีที่เหมาะสม การจะสร้างเนื้อสร้างตัวได้นั้นไม่มีปัญหาแน่นอน

"ก็อาจจะจริงครับ" เฉินเจ๋อยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง "แต่ชาวบ้านเขาเชื่อใจแค่พันธุ์ฟูจินี่สิ"

"เพราะงั้นคนส่วนใหญ่ถึงได้หาเงินกันอย่างยากลำบากไงครับ" กัวหยางกวาดตามองคนรอบๆ แล้วพูดว่า "พวกคุณรู้ไหมว่าตอนที่ผมกินรุ่ยหยางลูกแรก ผมนึกถึงอะไร?"

ทุกคนมองไปที่เขา

นอกจากอร่อยแล้วยังจะมีอะไรอีกล่ะ?

นี่คือสิ่งที่กัวหยางเข้าใจจากสีหน้าของทุกคน

เขาพูดว่า "ผมกำลังคิดว่าแอปเปิลที่อร่อยขนาดนี้ควรจะตั้งราคาไว้ที่เท่าไหร่ เดิมทีตามแผนคือจะเอารุ่ยหยางไปจัดโปรโมชั่น 11.11 บนเว่ยไหลเทียนเจียน แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว"

เฉียวฮุยกล่าวเสริม "ที่ผ่านมา ทางฐานไม่เห็นด้วยกับการนำรุ่ยหยางมาจัดโปรโมชั่นลดครึ่งราคามาตลอด แค่โปรโมชั่น 11.11 มีแอปเปิลแดงฟูจิก็พอแล้วครับ"

"โปรลดครึ่งราคาเหรอ?" จางเจิ้งแปลกใจ

เฉินเจ๋อที่อยู่ข้างๆ อธิบาย "เป็นการจัดโปรโมชั่นลดครึ่งราคาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ 'เว่ยไหลเทียนเจียน' ของเจียเหอครับ จิ้งหนิงเองก็มีบริษัทและเกษตรกรเข้าร่วมด้วย"

จางเจิ้งถาม "ลดครึ่งราคามันจะไม่ถูกเกินไปจนทำลายความกระตือรือร้นของเกษตรกรเหรอ?"

"ลดครึ่งราคาโดยอิงจากราคาขายปลีกในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นเกณฑ์ครับ เกษตรกรจะไม่เสียเปรียบแน่นอน" กัวหยางอธิบาย

หม่าเฟิงวั่งพูดว่า "ประธานกัว คุณยังไม่ได้บอกเลยว่ารุ่ยหยางจะตั้งราคาเท่าไหร่"

กัวหยางพยักหน้า แล้วสุ่มเด็ดแอปเปิลหน้าตาสวยๆ มาอีกลูก "มีใครในที่นี้เคยชิมแอปเปิลอ้ายเฟยบ้างครับ?"

มองกวาดไปทีละคน ทุกคนต่างส่ายหน้า

มีเพียงหม่าเฟิงวั่งที่ขมวดคิ้ว "ซี๊ดด~ พอประธานกัวพูดแบบนี้ รสชาติของรุ่ยหยางก็คล้ายกับอ้ายเฟยมากจริงๆ ด้วย!"

เซี่ยหงเจียงถาม "ไม่จริงมั้งครับ?"

คนอื่นๆ ต่างพากันแปลกใจ "อ้ายเฟยคือพันธุ์อะไรเหรอ?"

หม่าเฟิงวั่งอธิบาย "อ้ายเฟยเป็นพันธุ์แอปเปิลของนิวซีแลนด์ ปลูกมากในฮอว์กส์เบย์และนีลเส็นของนิวซีแลนด์ ได้รับฉายาว่าเป็นแอร์เมสในหมู่แอปเปิล เริ่มส่งออกเข้ามาในตลาดบ้านเราเมื่อปีที่แล้ว แอปเปิลลูกนึงขายกันตั้ง 50 หยวน"

"ลูกนึง 50 หยวนเลยเหรอ?"

"แพงหูฉี่!"

"ฉันว่าฉันคู่ควรแค่ดมกลิ่นมันก็พอ"

"เดี๋ยวก่อน รุ่ยหยางมีรสชาติคล้ายกับอ้ายเฟย งั้นตอนที่ฉันกินรุ่ยหยางเข้าไป ก็เท่ากับว่าฉันได้กินอ้ายเฟยแล้วสิ??"

"อ้ายเฟยถูกขนานนามว่าเป็นแอปเปิลพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลก แต่น่าจะยังไม่ใช่แอปเปิลที่แพงที่สุดในโลกนะครับ" กัวหยางหัวเราะเบาๆ

"นี่ยังไม่ใช่แพงสุดอีกเหรอ?"

หม่าเฟิงวั่งส่ายหน้า "ความจริงแล้ว ปีที่แล้วมีแอปเปิลแดงฟูจิเกรดพรีเมียม 8 ตันที่ส่งจากประเทศหมู่เกาะมาขายในเมืองหลวง ราคาพุ่งไปถึงกิโลกรัมละ 1,000 กว่าหยวน แอปเปิลแดงของพวกอเมริกันก็ยังขายกัน 100 กว่าหยวนขึ้นไป ในแง่ของการตลาดสำหรับผลไม้เกรดพรีเมียม ประเทศเรายังขาดชั้นเชิงอยู่มากจริงๆ"

กัวหยางเองก็รู้ดีว่าผลไม้จำเป็นต้องมีแพ็กเกจและการทำการตลาด

อย่างองุ่นไชน์มัสแคทที่จะโด่งดังพลุแตกในอนาคต มันอร่อยจริงๆ องุ่นที่อร่อยกว่ามันก็มี แต่ทำไมมันถึงได้รับความนิยมสูงสุด นั่นก็เป็นเพราะการทำการตลาดมีบทบาทสำคัญ

แต่องุ่นไชน์มัสแคทถูกปั่นกระแสมากเกินไป ในท้ายที่สุดชื่อเสียงก็แตกออกเป็นสองขั้วอย่างรวดเร็ว

ด้านหนึ่งคือเปิดเส้นทางสู่ผลไม้ระดับไฮเอนด์ระดับสากล แต่อีกด้านหนึ่งก็กลับคืนสู่ความสงบ กลายเป็นสินค้ามวลชน หรือแม้กระทั่งชื่อเสียงพังทลาย

กัวหยางพูดว่า "รุ่ยหยางมีศักยภาพนั้น รสชาติคล้ายกับอ้ายเฟย ผมยังรู้สึกว่ารุ่ยหยางมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนกว่าด้วยซ้ำ เรื่องสารอาหารก็ไม่ด้อยไปกว่าอ้ายเฟยหรอกครับ"

หม่าเฟิงวั่งถาม "รุ่ยหยางต่อต้านอนุมูลอิสระไหมครับ? จุดเด่นที่สุดของอ้ายเฟยคือการต่อต้านอนุมูลอิสระ หั่นทิ้งไว้ 24 ชั่วโมงสีก็ยังไม่เปลี่ยน"

กัวหยางเองก็ไม่แน่ใจ ทำได้แค่มองไปทางเฉียวฮุย ซึ่งฝ่ายหลังพยักหน้ารัวๆ ทันที

"ปริมาณวิตามินซีของรุ่ยหยางสูงกว่าอ้ายเฟยอีกครับ" เฉียวฮุยเชิดหน้าขึ้น เอ่ยเสียงดัง "แถมรุ่ยหยางยังไม่ถึงช่วงสุกเต็มที่ด้วยซ้ำ ปลายเดือน 10 ต้นเดือน 11 ต่างหากถึงจะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวที่รสชาติดีที่สุด!"

โดยทั่วไปแล้ว แอปเปิลธรรมดามีวิตามินซีไม่สูง ดังนั้นพอหั่นทิ้งไว้สักพักก็จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันจนเปลี่ยนสีได้ง่าย

แต่แอปเปิลที่มีวิตามินซีสูงจะไม่มีปัญหานี้

"หมายความว่าจะอร่อยกว่านี้ได้อีกเหรอ?" พอได้ยินว่ายังไม่ถึงช่วงสุกเต็มที่ จางเจิ้งก็ตาลุกวาว

แอปเปิลลูกละ 50 หยวน แอปเปิล 1 กิโลกรัมราคา 1,000 หยวน ราคาพวกนี้ล้วนกระแทกใจเขาทุกตัวเลข

ถ้าพูดแบบนี้ หมายความว่าคุณภาพของรุ่ยหยางอาจจะดีกว่าอ้ายเฟยด้วยซ้ำ!!

เฉียวฮุยตอบ "ใช่ครับ!"

จางเจิ้งเดินไปสองก้าว มาหยุดอยู่ตรงหน้ากัวหยาง แล้วพูดว่า "ประธานกัวครับ ฐานส่งออกแอปเปิลของจิ้งหนิงตั้งอยู่ในเขตผลิตแอปเปิลที่มีศักยภาพสูงของประเทศเรา

แถมยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรมบริสุทธิ์ น้ำสะอาด อากาศแห้ง อุณหภูมิกลางวันกลางคืนต่างกันมาก ในฐานปลูกไม่มีโรงงาน และไม่มีมลพิษทางอากาศ เอื้ออำนวยต่อการผลิตแอปเปิลเกรดพรีเมียมมากๆ ครับ

จิ้งหนิงไม่ขาดแอปเปิล และไม่ขาดแอปเปิลคุณภาพดี แต่ขาดแคลนแอปเปิลเกรดพรีเมียมขั้นสุดยอด ขอร้องล่ะครับ โปรดผลักดันให้รุ่ยหยางเดินเส้นทางไฮเอนด์ให้ได้!"

กัวหยางตกใจเล็กน้อย

คำพูดพวกนี้แน่ใจนะว่าจางเจิ้งเป็นคนพูดออกมา?

สิ่งนี้ทำให้กัวหยางลบล้างความประทับใจเดิมที่ว่าจางเจิ้งไม่คุ้นเคยกับการผลิตทางการเกษตรระดับรากหญ้าไปเลย

"รุ่ยหยางต้องเดินเส้นทางผลไม้เกรดพรีเมียมอยู่แล้วครับ" กัวหยางพยักหน้า มองดูสวนรอบๆ อีกครั้ง "จู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าสวนนี้ไม่คู่ควรกับพันธุ์ที่ดีขนาดนี้เลย"

หม่าเฟิงวั่ง : ?

เฉินเจ๋อ : ?

เซี่ยหงเจียง : ?

เฉียวฮุย : ……

จางเจิ้งพูด "ผมก็คิดว่ายังมีจุดให้ปรับปรุงได้อีกนะ หญ้าเยอะเกินไป สวนของชาวบ้านเขาถอนหญ้าออกซะเกลี้ยงเลย"

กัวหยาง : ……

กัวหยางรู้สึกลำบากใจขึ้นมาวูบหนึ่ง ไม่สิ ตกลงคุณเข้าใจเรื่องเกษตรหรือเปล่าเนี่ย!

ไอ้การแกว่งไปแกว่งมาเดี๋ยวรู้เดี๋ยวไม่รู้เนี่ย ทำเอากัวหยางแทบจะมึนไปหมดแล้ว

เฉียวฮุยทำหน้ามุ่ยพูดว่า "เลขาธิการครับ หญ้านี่เราจงใจปล่อยไว้ครับ นี่คือระบบการปลูกแบบคลุมด้วยหญ้า"

จางเจิ้งอึ้งไปครู่หนึ่ง มองไปรอบๆ ก็พบว่าคนอื่นๆ เหมือนจะเข้าใจกันหมด ชักน่าสนใจซะแล้วสิ

"เรื่องหญ้านี่มันมีทฤษฎีด้วยเหรอเนี่ย"

หม่าเฟิงวั่งอธิบาย "การปลูกแบบคลุมดินด้วยหญ้าในประเทศเราค่อนข้างหาดูยากจริงๆ ครับ แต่สวนผลไม้ในประเทศที่เป็นผู้นำด้านผลไม้ระดับโลกล้วนใช้รูปแบบนี้กันทั้งนั้น ทั้งประหยัดแรงงาน แถมหญ้ายังเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบนิเวศของสวนอีกด้วย"

ส่วนกัวหยางนั่งยองลง ดึงหญ้าตรงโคนต้นไม้ออกมาสองกำ ติดดินร่วนซุยขึ้นมาด้วย บนดินยังมีไส้เดือนดำอยู่เลย

"เลขาธิการครับ ดูนี่สิ นี่แหละคือประโยชน์ของหญ้า"

กัวหยางยิ้ม "หลักการจริงๆ ง่ายมากครับ ใช้หญ้าเลี้ยงไส้เดือน ใช้ไส้เดือนบำรุงดิน ใช้ดินเลี้ยงต้นไม้ สร้างเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ของ หญ้า-ไส้เดือน-ดิน-ต้นผลไม้"

จางเจิ้งทำหน้าเหมือนเพิ่งจะกระจ่างแจ้ง

"สวนของเจียเหอยังใส่ปุ๋ยคอกอย่างเพียงพอด้วย มีหญ้ามีอาหาร ต้นไม้ถึงโตได้ดีขนาดนี้" หม่าเฟิงวั่งก็นั่งยองลงตาม

พันธุ์ดี ปลูกจากต้นกล้าใหญ่ คลุมด้วยหญ้า ปลูกแบบไม่ห่อผล ใช้เครื่องจักร ระบบน้ำและปุ๋ยรวมเป็นหนึ่งเดียว รูปทรงต้นไม้ที่ช่วยประหยัดแรงงาน...

หม่าเฟิงวั่งมีความรู้สึกสะเทือนใจมากมายอยู่ในใจ แต่ไม่รู้จะเอ่ยออกมายังไง

เจียเหอทำเรื่องการประหยัดแรงงานไปถึงจุดสูงสุดของประเทศแล้ว

ในขณะเดียวกันก็มีปุ๋ยอินทรีย์ไส้เดือน การปลูกคลุมด้วยหญ้า และอื่นๆ เพื่อปรับปรุงดิน หากให้เวลาสักระยะ ต้นไม้ในสวนแห่งนี้จะยิ่งเติบโตดีขึ้น และผลผลิตก็จะยิ่งมีคุณภาพสูงขึ้น

"สวนระดับนี้ ประธานกัวยังมีอะไรที่ไม่พอใจอีกเหรอครับ?"

จางเจิ้งก็ถามตาม "ใช่ครับ ทั้งประหยัดแรงงาน ดินน้ำปุ๋ยก็ดี แล้วยังมีการปลูกคลุมด้วยหญ้าอีก หาข้อบกพร่องไม่เจอจริงๆ"

"เพราะมันมาตรฐานเกินไปครับ" กัวหยางบอก "ชนิดของหญ้ามีน้อยและจำเจเกินไป ควรจะมีหญ้าหลายๆ ชนิดยิ่งเยอะยิ่งดีครับ"

กัวหยางเห็นกลุ่มของหยวนฮว๋าสามคนถือกล้องวิดีโอเดินเข้ามา เขาจึงอธิบายต่อ

"หญ้าแต่ละฤดูก็มีสายพันธุ์ของมัน แถมกลุ่มจุลินทรีย์ใต้โคนหญ้าแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกันด้วย

ตามทฤษฎีของไอ้ยุ่น สิ่งสำคัญที่สุดในดินคือคุณสมบัติทางชีวภาพ รองลงมาคือคุณสมบัติทางกายภาพ และสุดท้ายคือคุณสมบัติทางเคมี

แต่ในบ้านเรามักจะพูดถึงแต่คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี โดยมองข้ามคุณสมบัติทางชีวภาพไป

ความจริงแล้วคุณสมบัติทางชีวภาพนี่แหละสำคัญที่สุด มันคือตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดในการประเมินว่าผลไม้จะมีกลิ่นหอมหรือไม่"

กัวหยางพูดใส่กล้อง เขาหวังว่าจะมีคนจำนวนมากขึ้นได้ยินทฤษฎีนี้

ผู้เพาะปลูกในประเทศเราให้ความสำคัญกับกลิ่นหอมของผลไม้น้อยมาก แม้แต่องุ่นไชน์มัสแคทที่ขึ้นชื่อเรื่อง 'ความหอมหวาน' ก็ยังมีคนปลูกจนมีรสเปรี้ยวออกมาได้ นับประสาอะไรกับพันธุ์อื่นๆ

ดังนั้น ในวงการผลไม้พรีเมียมระดับนานาชาติ ประเทศจีนถึงได้เป็นส่วนที่ขาดหายไปมาตลอด

กัวหยางแหวกหญ้าสีเขียวหนาทึบบนพื้นออก ใช้มือขุดดินสีดำสนิทขึ้นมากำหนึ่ง แล้วพูดต่อว่า:

"ผมเห็นสวนผลไม้บางแห่งในจิ้งหนิงนำเทคโนโลยีการคลุมหญ้าและคลุมพลาสติกเข้ามาใช้ ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก ต้นทุนต่ำ ประหยัดแรง กักเก็บปุ๋ยและประหยัดน้ำ;

แล้วยังมีชาวจิ้งหนิงที่ต้องมานั่งขุดดินพลิกหน้าดินลึกๆ ทีละจอบเพื่อแก้ปัญหาดินแข็งกระด้าง;

เพื่อแก้ปัญหาแสงแดดส่องไม่ถึง ทำให้ต้นไม้ผลิดอกยาก ก็เลยต้องมานั่งโน้มกิ่งทีละกิ่งๆ

วิธีพวกนี้ดีทั้งนั้น ชาวสวนเก่งมาก แต่ความจริงแล้วสองปัญหาแรกสามารถแก้ได้ด้วยวิธี หญ้า-ไส้เดือน-ดิน

ที่ราบสูงหวงถู่ล้วนแต่เป็นดินเหลืองหวงถู่ โดยเฉพาะในสภาพแห้งแล้งที่ขาดน้ำ สิ่งที่เพาะเลี้ยงยากที่สุดก็คือจุลินทรีย์

ถ้าดูแลหญ้าดี รสชาติของผลไม้ก็ต้องดีแน่นอน แต่ถ้าดูแลหญ้าไม่ดี แล้วยังใส่ปุ๋ยเคมีเยอะๆ จุลินทรีย์ย่อยสลายไม่ได้ ผลไม้ก็จะมีกลิ่นแปลกๆ"

ต่อให้จะเกลียดพวกไอ้ยุ่นแค่ไหน ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงความทุ่มเทใส่ใจของคนประเทศหมู่เกาะในการทำผลไม้เกรดพรีเมียม

ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ ไปจนถึงเรื่องดิน รูปทรงต้นไม้ และการปลูกหญ้าคลุมดินตามธรรมชาติ มีชาวสวนกลุ่มหนึ่งที่ทำสิ่งเหล่านี้ได้ถึงขั้นสุด

การปล่อยหญ้าขึ้นเองตามธรรมชาติกับการปลูกพืชคลุมดินก็ไม่เหมือนกัน อย่างแรกต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป หรือส่วนใหญ่จะนับกันเป็น 10 ปี

กัวหยางพูดว่า "เพราะงั้นฐานปลูกแอปเปิลรุ่ยหยางของเจียเหอในจิ้งหนิงจึงยังไม่สมบูรณ์แบบ มันยังไม่เป็นธรรมชาติพอ ศักยภาพของรุ่ยหยางไม่ควรหยุดอยู่แค่นี้ มันควรจะเป็นพันธุ์แอปเปิลที่เหนือกว่าอ้ายเฟยไปไกล"

เกษตรกรในประเทศเราก็ไม่ได้ขาดแคลนความทุ่มเทใส่ใจ

แต่กัวหยางหวังว่าจะมีเกษตรกรแบบนี้เพิ่มขึ้นอีก เพิ่มขึ้นให้มากๆ

จุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดของผลไม้เกรดพรีเมียมไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่มันคือความคิดถึง เป็นความคิดถึงที่ทำให้คนเฝ้าฝันถึง

อย่างเช่นรุ่ยหยางในวันนี้ หรืออย่างพีชจินซย่าโหยวผาน ผลงานชิ้นเอกของสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรมณฑลซู

และยังมีสายพันธุ์เกรดพรีเมียมอีกมากมายที่รายการ 'ห้าหมู่แลกเบนซ์' แนะนำ

รุ่ยหยางเติบโตเต็มที่แล้ว แต่ยังมีศักยภาพให้ขุดค้นได้อีกมาก ในขณะที่พีชจินซย่าโหยวผาน ตอนนี้เพิ่งจะเป็นแค่เด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการ

สายพันธุ์พรีเมียมเหล่านี้ ล้วนรอคอยให้ความใส่ใจในประเทศมาช่วยขุดค้นศักยภาพของมัน

กล้องของหยวนฮว๋ายังคงบันทึกภาพอย่างต่อเนื่อง ผู้คนรอบๆ ต่างก็มีสีหน้าท่าทางแตกต่างกันไป

หม่าเฟิงวั่งคิดว่ากัวหยางเป็นคนสองบุคลิก ชัดเจนว่าในมือกำลังทำสวนผลไม้ที่เน้นมาตรฐานและการประหยัดแรงงาน แต่กลับยังคงยึดติดอยู่กับเรื่องผลไม้เกรดพรีเมียม

ส่วนเซี่ยหงเจียงก็ถูกอนาคตของรุ่ยหยางที่เขาวาดภาพไว้ดึงดูดอย่างแรง หรือว่าสถานที่บางแห่งในหลินจือต่างหากที่จะเป็นแหล่งปลูกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรุ่ยหยาง?

เขามองดูต้นกล้าในกระถางใหญ่โตเหล่านั้น เซี่ยหงเจียงคิดในใจว่า ไม่ว่ายังไง เขาก็ต้องเอารุ่ยหยางกลับไปให้ได้

บทที่ 394 : ตรวจตรา (ข้ามได้นะ ตอนไปเป็นเพื่อนหาหมอที่โรงพยาบาล...

อยู่ที่ฐานปลูกแอปเปิลมาค่อนวัน จางเจิ้งและเฉินเจ๋อซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทั้งสองคนคอยเดินตามอยู่ตลอด ทำให้กัวหยางไม่กล้าหักหน้าพวกเขา

ดังนั้นตอนเย็นจึงต้องกินข้าวกับคนของทางอำเภออย่างเลี่ยงไม่ได้

กัวหยางพาเฉียวฮุยกับเซี่ยงเทียนซานไปด้วย จากนั้นก็โทรเรียกโหวเจี้ยน ผู้จัดการใหญ่ของบริษัทเจียเหอชีวเคมีสาขาผิงเหลียงให้มาสมทบ

ส่วนหยวนฮว๋าและเฉินหลิงกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธ พวกเขาบอกว่าข้อมูลของโปรเจกต์ 'ห้าหมู่แลกเบนซ์' ซีซันสองรวบรวมไว้เกือบครบแล้ว ต้องรีบจัดการอัปโหลดโดยเร็ว เพราะชาวเน็ตเร่งจนทนไม่ไหวแล้ว

การเข็นรุ่ยหยางลงวิดีโอซีซันสองอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แก้วมังกรพันธุ์กุหลาบน้ำผึ้งของหนานฟาง หรือไม่ก็กล้วยพันธุ์ต่างๆ น่าจะเหมาะสมกว่า

ผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มีระยะเวลาสุกที่สั้นกว่า หลังจากโปรโมตในหนานฟางแล้ว การหาตัวอย่างคนที่รวยขึ้นเพราะมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก

หากมองจากมุมของคนทั่วไปก็ยิ่งจะทำให้รู้สึกคล้อยตามได้ง่ายขึ้น

แต่ฐานปลูกรุ่ยหยางนั้นเจียเหอเป็นคนสร้างเอง ตั้งแต่เริ่มทำสวนจนถึงผลิดอกออกผล มีข้อมูลภาพถ่ายและวิดีโอที่สมบูรณ์ครบถ้วน โมเดลฐานขนาดใหญ่นี้ก็อาจจะดึงดูดใจได้มากกว่า

รุ่ยหยางก็ต้องการการตลาดเพื่อสร้างชื่อเสียงเช่นกัน ดังนั้น การโปรโมตรุ่ยหยางในซีซันนี้จึงไม่มีปัญหาอะไร

ณ ร่องเขาแห่งหนึ่ง คณะของกัวหยางก็รับโหวเจี้ยนที่มีผิวคล้ำ สวมเสื้อแจ็กเกตกันลมและรองเท้าปีนเขาขึ้นรถ

"บอส ประธานเซี่ยง"

โหวเจี้ยนทักทายทุกคน ก่อนจะปัดฝุ่นตามตัวก่อนขึ้นรถ

"ลมบนยอดเขานี้แรงจริงๆ พัดจนฝุ่นดินเหลืองเข้าเสื้อเต็มไปหมด แถมยังพัดบาดหน้าจนแสบไปหมด"

กัวหยางถาม "อยู่บนเขามาทั้งวันเลยเหรอ?"

โหวเจี้ยนตอบ "ก็แค่วันสองวันนี้แหละครับที่อยู่บนเขา เมื่อหลายวันก่อนมัวแต่ยุ่งกับการทำการบ้านอยู่ในออฟฟิศ"

ทำการบ้านเป็นคำเรียกเหมารวมของการเรียบเรียงข้อมูลตัวอักษร บางคนเกลียดชังสิ่งนี้เข้าไส้ ก็เลยเพี้ยนมาเป็นชื่อเล่นว่าทำการบ้าน

"ปลูกเหวินกวนกั่วไปพื้นที่เท่าไหร่แล้ว?" กัวหยางมองต้นไม้ผลที่ผ่านตาไปอย่างรวดเร็วบนยอดเขาไกลๆ ถ้าไม่ใช่เพราะสายตาดี เขาคงมองไม่เห็นแม้แต่ต้นกล้า

"จิ้งหนิงมีประมาณ 1 แสน 5 หมื่นหมู่ครับ" โหวเจี้ยนครุ่นคิดเล็กน้อย "ทั่วทั้งผิงเหลียงมีประมาณ 7 แสน 5 หมื่นหมู่ ความคืบหน้าก็อยู่ในระดับเฉลี่ยของบริษัท"

กัวหยางกล่าว "ก็ถือว่าโอเค ฤดูกาลนี้ยังคงต้องเน้นเรื่องการจัดการเป็นหลัก เพื่อรับประกันอัตราการรอดชีวิต"

"ใช่ครับ" โหวเจี้ยนหัวเราะ "การปลูกต้นไม้หยุดลงแล้ว งานที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการทำอ่างเก็บน้ำให้สมบูรณ์ ซ่อมแซมบ่อน้ำซับ ทำคันดินล้อมหัวร่อง และคันกั้นน้ำ"

กัวหยางพยักหน้า ต้นเหวินกวนกั่วที่จิ้งหนิงเขาไม่ได้ไปดูอย่างละเอียด แต่ระหว่างทางก็ยังพอเห็นสถานการณ์บ้าง การเดินทางหลังจากนี้ก็ยังมีความหวังอยู่

ตอนเย็น ทานอาหารกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของจิ้งหนิง ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการกระชับการสื่อสารให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของท้องถิ่น และบอกเล่าถึงความยากลำบาก

จิ้งหนิงมีภูเขาหัวโล้นและทุ่งหญ้ากว้างใหญ่

การปลูกเหวินกวนกั่วในปัจจุบันก็เลือกพื้นที่ที่มีสภาพธรรมชาติที่ดีกว่าเป็นอันดับแรกเช่นกัน

ส่วนพื้นที่ห่างไกลบางแห่งกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แต่ในเวลานี้ทำได้เพียงอ้างคำพูดสุดคลาสสิกที่ว่า 'รวยก่อนดึงรวยทีหลัง' การไปแทะกระดูกแข็งๆ ก่อนถือเป็นแผนการที่แย่ที่สุดจริงๆ

...

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ตอนที่กัวหยางเตรียมตัวออกเดินทาง เขามองดูรถเรนจ์โรเวอร์ของตัวเอง แล้วมองไปที่รถดอดจ์ของโหวเจี้ยน ในใจก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น

"โหวเจี้ยน เรามาสลับรถกัน"

โหวเจี้ยนประหลาดใจไปชั่วขณะ แต่พอนึกถึงวงเหล้าเมื่อคืน เขาก็เข้าใจทันที

"ฮ่าๆ ได้ครับ งั้นผมขอเสวยสุขหน่อยละกัน"

"ตามสบาย" กัวหยางกล่าว "แต่ถ้าคนในเมืองถามนายว่าฉันอยู่ไหน นายก็บอกไปว่าไม่รู้นะ"

การเดินทางครั้งนี้กัวหยางวางแผนจะขับไปจนถึงชิ่งหยาง ระหว่างทางต้องผ่านหลายเมืองและหลายอำเภอ ถ้าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของแต่ละที่มาหากันหมด มันคงเสียเวลามากเกินไป

โหวเจี้ยนยิ้ม "รับทราบครับ"

"โอเค ไปล่ะ"

มองดูรถดอดจ์ที่แล่นจากไป แล้วมองไปที่รถเรนจ์โรเวอร์ข้างกาย โหวเจี้ยนฮัมเพลงแล้วขึ้นรถ ขับมุ่งหน้าไปทางชนบทอีกครั้งเช่นกัน

หลัวซิวถาม "บอส ตอนนี้เราจะไปทางผิงเหลียงไหมครับ?"

"ไม่" กัวหยางส่ายหัวแล้วพูดว่า "ขับอ้อมไปสักรอบ แล้วกลับไปที่เมืองเฉิงชวนทางตอนใต้ของจิ้งหนิง ไปดูว่าการเตรียมโปรโมชันอีคอมเมิร์ซของแอปเปิลไปถึงไหนแล้ว"

หลัวซิวเบิกตากว้าง เดี๋ยวนี้มีลูกไม้ลึกซึ้งขนาดนี้เลยเหรอ?

"ขับเร็วหน่อย"

"เอ่อ รถดอดจ์คันนี้อืดไปหน่อยครับ"

เมืองเฉิงชวนตั้งอยู่ในหุบเขาแม่น้ำหูลู่ สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาที่อุดมสมบูรณ์ ตอนนี้ ทุกหนทุกแห่งในชนบทเต็มไปด้วยภาพการตากผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วง

เมื่อเข้าไปในเมืองเฉิงชวน บนลานตากแดด ชาวบ้านกำลังยุ่งอยู่กับการตากข้าวโพด

กัวหยางเห็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของเทียนเหอสามคน เป็นชายสองคนและหญิงหนึ่งคนอยู่ที่ข้างไร่ข้าวโพดแห่งหนึ่ง

หนึ่งในชายกลุ่มนั้นหาบฝักข้าวโพดเต็มบ่า ฝักข้าวโพดนั้นใหญ่และอวบอิ่มจนกดทับปลายคานทั้งสองข้างจนโค้งงอ พนักงานหญิงคอยประคองอยู่ด้านหลัง ชายที่หาบฝักข้าวโพดถือกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ในมือ บนฝักข้าวโพดก็มีกระดาษแปะไว้อีกแผ่น ด้านบนเขียนไว้ว่า: เทียนอวี้หมายเลข 8

ส่วนผู้ชายอีกคนก็กำลังถ่ายรูปให้ทั้งสองคน

กัวหยางให้หลัวซิวหยุดรถ ลดกระจกลง แล้วถาม "ผลผลิตเมล็ดของเทียนอวี้หมายเลข 8 ในปีนี้เป็นยังไงบ้าง?"

เมื่อได้ยินคนถามถึงเทียนอวี้หมายเลข 8 โจวเหยาก็ตอบโดยไม่ต้องคิด "เก็บเกี่ยวได้เกือบ 3,000 ชั่งเลยค่ะ บอสอยากจะซื้อเมล็ดพันธุ์ไหมคะ

เทียนอวี้หมายเลข 8 สามารถใช้เป็นทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ได้ ไม่เพียงแต่จะเก็บเกี่ยวเมล็ดได้เท่านั้น แต่เอาไปทำข้าวโพดหมักก็ยังให้ผลผลิตดีกว่า แถมยังเป็นข้าวโพดโปรตีนคุณภาพสูงทั้งต้นที่หาได้ยาก ปริมาณโปรตีนสูงกว่าสายพันธุ์ทั่วไปมาก เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดของเทียนเหอนั้นมีชื่อเสียงดี ซื้อไปไม่ขาดทุน ไม่ถูกหลอกแน่นอน..."

กัวหยางพูดอีก "ฉันรู้จักเทียนอวี้นะ แต่เทียนอวี้หมายเลข 8 นี่ฉันยังไม่เคยปลูกเลย"

"มันก็ออกสู่ตลาดมาสองสามปีแล้วล่ะค่ะ" ผู้หญิงคนนั้นพูด "ช่วงสองปีมานี้ในพื้นที่กึ่งเกษตรกรรมกึ่งปศุสัตว์ มีหลายคนร่ำรวยจากการปลูกข้าวโพดหมักด้วยนะ!"

"ขี้โม้หรือเปล่า!"

"เฮ้ พ่อหนุ่มรูปหล่อ ฉันจะไปหลอกคุณทำไม" ผู้หญิงคนนั้นแอบโมโหเล็กน้อย "ก็ในจิ้งหนิงนี่แหละ มีสหกรณ์แห่งหนึ่งในตำบลหลิงจือทางตอนเหนือเช่าที่ดินไป 1,500 หมู่เพื่อปลูกข้าวโพด หนึ่งหมู่สามารถเก็บเกี่ยวหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้ถึง 5 ตัน รวมแล้วเก็บเกี่ยวได้ 7,500 ตันเลยนะ"

กัวหยางถาม "ราคารับซื้อข้าวโพดหมักทั้งฝักอยู่ที่เท่าไหร่?"

"คำนวณยากอยู่นะคะ พวกที่ปลูกข้าวโพดหมักขนาดใหญ่ต่างก็สร้างเขตเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐานขนาดเกินร้อยตัวขึ้นไปเองทั้งนั้น"

ผู้หญิงคนนั้นช่างพูดช่างเจรจามาก เธอพูดต่อว่า "ด้วยการโปรโมตการปลูกข้าวโพดหมัก มันช่วยแก้ปัญหาเรื่องหญ้าสำหรับเลี้ยงโคเนื้อได้ ลดต้นทุนการเลี้ยงดู กำไรจากการขายวัวก็ต้องสูงกว่าขายธัญพืชแน่นอน"

กัวหยางเอ่ยชม "ไม่เลวเลย ให้ความสำคัญทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ ผสมผสานทั้งหญ้าและปศุสัตว์ หมุนเวียนทั้งการปลูกและการเลี้ยง เทียนอวี้หมายเลข 8 ของพวกเธอคงขายดีน่าดูเลยสินะ!"

เขาจำได้ว่าเทียนอวี้หมายเลข 8 เป็นสายพันธุ์ทนแล้ง ไม่ต้องพูดถึงเลยว่ามันเหมาะกับพื้นที่ราบสูงหวงถู่นี้มากขนาดไหน

"ปีนี้ดีขึ้นมากเลยค่ะ ในจิ้งหนิงโปรโมตไปได้หลายหมื่นหมู่เลย ถ้าคุณมาเร็วกว่านี้สักสองเดือน นาขั้นบันไดบนยอดเขานี้จะเต็มไปด้วยข้าวโพดหมักสีเขียวขจี ใช้โดรนถ่ายรูปออกมาสวยมากเลยนะคะ คุณลองสมัครสมาชิกเว็บไซต์ฮุ่ยหนงดูสิ..."

โจวเหยาอาจจะพูดจนตื่นเต้นเกินไป เธอจึงเผลอปล่อยมือที่ประคองฝักข้าวโพดไว้ข้างหนึ่ง

"เฮ้ยๆ... โจวเหยา เธอจับไว้ดีๆ สิ"

โจวเหยายังไม่ทันได้จับ ก็ได้ยินเสียง 'ปัง' ฝักข้าวโพดหล่นกระจายเต็มพื้น

"โอ้โห..."

ผู้ชายร่างสูงผอมที่หาบข้าวโพดอยู่ถอนหายใจเฮือก แล้วพูดกับกัวหยางที่อยู่ตรงหน้าต่างรถว่า "ดูเหมือนว่าฝักข้าวโพดพวกนี้จะเลือกเจ้านาย อยากไปกับคุณแล้วล่ะ"

ผู้ชายคนนั้นทั้งดำทั้งผอม เหมือนกับถูกแดดเผามา กัวหยางเองก็แปลกใจมากที่ป่านนี้ทั้งสองคนยังจำเขาไม่ได้อีก

จนกระทั่งคนที่กำลังถ่ายวิดีโอหันกลับมาเห็นเขา ก็พูดด้วยความประหลาดใจว่า "ท่านประธาน?"

กัวหยางถาม "ถ่ายวิดีโอโปรโมตอยู่เหรอ?"

"ครับ ทางนี้ปีนี้เพิ่งจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านประธานมาทำอะไรที่นี่ครับเนี่ย?"

"อ๋อ ฉันมาดูการเตรียมงานโปรโมชันแอปเปิลช่วง 11.11 น่ะ" กัวหยางยิ้ม "พอดีเห็นพวกเธอที่ทางแยกพอดี ตามสบายเลยนะ"

พอโดนจำได้ กัวหยางก็หมดอารมณ์จะคุยต่อ เขาโบกมือแล้วให้หลัวซิวขับรถมุ่งหน้าเข้าเมือง

โจวเหยาและชายอีกคนมองดูรถดอดจ์ที่เปื้อนฝุ่นขับจากไป ต่างก็เบิกตากว้างทั้งคู่

"พวกนายนี่ก็นะ มาตั้งสองเดือนแล้ว ดันจำบอสใหญ่ไม่ได้ซะงั้น"

"ฉันไม่เคยเจอตัวจริงนี่นา"

"บอสตัวจริงขาวกว่าในรูปเยอะเลย" โจวเหยาพูด "บอสคงไม่ผูกใจเจ็บหรอกมั้ง?"

"จะผูกใจเจ็บเธอทำไม หวังให้ยอดเธอไม่ถึงเป้า หรือเพราะเธอสวยกันล่ะ?"

"ไสหัวไปเลย ปากหมาจริงๆ"

หลังจากเข้าเมืองแล้ว หลัวซิวถึงได้โทรศัพท์ออกไป จากนั้นก็ขับรถลัดเลาะไปตามคำแนะนำในเมือง

ส่วนกัวหยางก็ไถมือถือดูด้วยความเบื่อหน่าย บังเอิญเห็นหยานฉวินโพสต์เวยป๋อพอดี พอกดเข้าไปดู มุมปากของเขาก็กระตุกอย่างห้ามไม่ได้

ในเวยป๋อโพสต์นี้มีรูปถ่ายสองรูป รูปหนึ่งเป็นเด็กน้อยน่ารักกำลังหิ้วฝักข้าวโพดสองฝักอย่างยากลำบาก ส่วนอีกรูปเป็นผู้หญิงที่หิ้วฝักข้าวโพดพวงใหญ่

หยานฉวินยังเขียนแคปชันไว้ด้วยว่า: แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเทียนอวี้หมายเลข 1

เสียง 'แปะ' ดังขึ้น กัวหยางโยนมือถือไปที่เบาะอีกฝั่ง ไม่เห็นก็ไม่หงุดหงิด นี่พวกนายไม่เพียงแต่โพสต์ลงเว็บไซต์ฮุ่ยหนงเท่านั้น แต่ยังโพสต์ลงเวยป๋อด้วยงั้นเหรอ

เขาแอบกังวลว่าโปรเจกต์นี้จะพังไม่เป็นท่าไหม นี่ไม่ใช่สไตล์สวนเกษตรหรอกนะ แต่มันคือสไตล์บ้านนอกชัดๆ

...

ทางทิศตะวันออกของเมืองเฉิงชวนอยู่ติดกับยอดเขา ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่แอปเปิลจะออกสู่ตลาด แต่นายหน้าค้าแอปเปิลที่เดินทางไปมาในเมืองก็มีไม่น้อยเลย

ระหว่างทาง เขาเห็นรถหลายคันที่ติดป้ายรับซื้อแอปเปิล

หลังจากขับวนในเมืองอยู่พักหนึ่ง ที่หน้าโรงงานที่ดูค่อนข้างกว้างขวางแห่งหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังโบกมืออยู่

ชายหนุ่มชื่อถังจิ้งอวี่ ทำงานอยู่แผนกตัวแทนขายของเว็บไซต์ฮุ่ยหนง และเป็นผู้รับผิดชอบด้านอีคอมเมิร์ซสำหรับโปรโมชันที่เมืองเฉิงชวนในครั้งนี้

ภายใต้การบอกทางของถังจิ้งอวี่ รถดอดจ์ก็ขับเข้าไปในโรงงาน พอเข้าไปก็เห็นฝักข้าวโพดตากแดดอยู่เต็มลาน

หลังจากหาที่ว่างจอดรถได้แล้ว กัวหยางก็ลงจากรถ

"ท่านประธาน" ถังจิ้งอวี่กล่าวทักทาย

กัวหยางหยิบฝักข้าวโพดขึ้นมาจากพื้น "นายอยู่ที่นี่คนเดียว จะยุ่งจนทำไม่ทันหรือเปล่า?"

"ไม่มีปัญหาครับ" ถังจิ้งอวี่พูด "ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือน ตอนนี้หลักๆ ก็กำลังเจรจารับซื้อกับพวกชาวไร่รายใหญ่ ถ้าตกลงกันได้ ก็ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 11.11 หรอก พอเริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อไหร่ ก็จะเอาไปติดเหรียญวางขายบนเว่ยไหลเถียนเจียนทันทีครับ"

กัวหยางถาม "คุยไปถึงไหนแล้วล่ะ?"

"บริษัทฉางจินกั่วเย่ยินดีที่จะลองทำอีคอมเมิร์ซครับ โรงงานเล็กๆ แห่งนี้ก็เป็นของฉางจิน" ถังจิ้งอวี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดเสริมขึ้น "พวกเขายังส่งออกแอปเปิลด้วย ตอนนี้ก็สนใจรุ่ยหยางของเจียเหอมากเหมือนกันครับ"

สำหรับโปรโมชัน 11.11 ถังจิ้งอวี่และพรรคพวกมีส่วนร่วมแค่ทางอ้อมเท่านั้น คอยช่วยเหลือผู้ที่สนใจทำอีคอมเมิร์ซให้สร้างระบบที่เกี่ยวข้องขึ้นมา

หลักๆ ก็เป็นแค่ฝ่ายสนับสนุน

แต่รุ่ยหยางนั้นต่างออกไป กัวหยางครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "รุ่ยหยางมีพื้นที่ตั้ง 3,000 หมู่ ไม่กลัวคนเยอะหรอกนะ ใครที่สนใจก็พาไปดูให้หมดเลยละกัน"

ถังจิ้งอวี่ยิ้ม "ถ้าอย่างนั้นอาจจะแย่งกันบ้าคลั่งเลยก็ได้ครับ จิ้งหนิงมีนายหน้าค้าผลไม้ที่มีใบอนุญาตมากกว่า 300 คนเลยนะ"

"คนเยอะสิดี คนเยอะถึงจะดันราคาให้สูงขึ้นได้" กัวหยางกล่าว "ช่วงสองวันนี้คอยจับตาดูโปรเจกต์ 'ห้าหมู่แลกเบนซ์' ให้ดี รอจนวิดีโอซีซันสองออกมา อาจจะไม่มีแค่คนจากจิ้งหนิงที่มาก็ได้"

"ได้ครับ"

หลังจากเดินดูรอบๆ โรงงาน การเตรียมการยังไม่ค่อยสมบูรณ์นัก โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ผลไม้ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

นี่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้เลย

สิ่งที่สำคัญที่สุดในอีคอมเมิร์ซสินค้าเกษตรคือบรรจุภัณฑ์ ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อรับประกันคุณภาพ

นี่คือของที่ใช้กิน

คงไม่มีใครอยากให้ของที่ได้รับมีความเสียหายหรอก

กัวหยางไม่ได้เลือกที่จะตำหนิถังจิ้งอวี่ แค่มองผ่านๆ ก็รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ก่อนหน้านี้ พ่อค้าบนเว่ยไหลเถียนเจียนต่างก็เป็นพ่อค้าแบบเชิงรุก มีความกระตือรือร้นสูง และสะสมประสบการณ์มามากมาย

แต่ครั้งนี้ฮุ่ยหนงเป็นฝ่ายขยายขนาดเอง สินค้าจำนวนมากจึงถูกดึงเข้าสู่อีคอมเมิร์ซแบบที่ไม่ได้ตั้งใจแต่แรก

พวกที่ทนทานต่อการขนส่งก็ดีไป แต่ของที่เสียหายง่ายล่ะจะทำยังไง?

ยกตัวอย่างเช่นกีวี สมมติว่ามีลูกหนึ่งสุกงอมระหว่างการขนส่ง แล้วก็ถูกบีบอัด กว่าจะส่งถึงมือลูกค้า มันจะไม่เละเป็นโคลนไปเหรอ? ทั้งขึ้นราทั้งเหม็น ชื่อเสียงก็ถูกทำลายแบบนี้นี่แหละ

ดังนั้นในระหว่างที่เดินทางออกจากจิ้งหนิง กัวหยาง ชวีเซิง และหลัวหย่งเจ๋อก็ได้โทรศัพท์คุยกันเป็นทอดๆ

"ปัญหาสองข้อที่อยู่ลึกซึ้ง หนึ่งคือระบบห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง สองคือบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเกษตร ทั้งสองอย่างนี้ต้องให้ความสำคัญและชี้แนะเป็นหลัก"

...

"ผู้นำครับ ผมไม่ได้อยู่ในเขตคงถงจริงๆ ครับ จริงๆ ไม่ได้หลอกคุณ ตอนนี้ผมอยู่บนเขาแล้ว เอาไว้คราวหน้าเถอะครับ คราวหน้าแน่นอน"

หลังจากวางสาย กัวหยางก็มองหลัวซิวอย่างภาคภูมิใจ "โชคดีนะที่ฉันฉลาด เปลี่ยนรถล่วงหน้า แล้วยังขับอ้อมจวงล่างกับฮว๋าถิงมาตั้งไกล"

หลัวซิวหัวเราะ "พวกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นพวกนี้คลั่งไคล้โควตาพื้นที่ปลูกเหวินกวนกั่วเอามากๆ เลยนะครับ"

กัวหยางกล่าว "งานปลูกป่าเชิงนิเวศของประเทศแต่เดิมก็มีไม่พออยู่แล้ว ตอนนี้พอเจียเหอเข้ามา พื้นที่ปลูกป่าที่เพิ่มขึ้นมานิดหน่อยล้วนเป็นเงินทั้งนั้นแหละ!"

พื้นที่ปลูกเหวินกวนกั่วหนึ่งหมู่ ไม่นับรวมโครงสร้างพื้นฐาน เจียเหอให้งบประมาณ 400 หยวน หลังจากนั้นอีกสองปี ค่าดูแลรักษาก็อยู่ที่ 150 หยวนต่อหมู่ต่อปี

ราคานี้สูงกว่าเงินอุดหนุนการปลูกป่าของประเทศ แถมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานบางอย่างเตรียมไว้ให้อีกด้วย

เมื่อคำนวณเงินลงทุนต่อหนึ่งหมู่แล้ว ก็สูงกว่างานปลูกป่าเชิงนิเวศของประเทศอยู่มาก

การที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นพวกนี้มีความคิดก็เป็นเรื่องปกติ

แม้ว่าเรือนเพาะชำของเจียเหอจะสามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ในระดับอุตสาหกรรม แต่พื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ก็รู้สึกถึงความกดดันอย่างหนักเช่นกัน

ในทางกลับกัน พื้นที่นั้นใหญ่เกินไป ท้องถิ่นก็จัดการไม่ไหว และอาจเกิดความวุ่นวายในการปลูกได้ง่าย

จวงล่างและฮว๋าถิงก็อยู่ในผิงเหลียงเช่นกัน หากขับไปตามเส้นทางนี้มุ่งหน้าไปทางเหนือของชิ่งหยาง ก็ต้องผ่านตัวเมืองผิงเหลียงพอดี

แต่กัวหยางก็จงใจเลือกที่จะขับอ้อม

อำเภอหวนเซี่ยนที่อยู่ทางตอนเหนือของชิ่งหยางคือจุดหมายปลายทางของสถานีนี้ และที่นั่นก็ยังเป็นพื้นที่ทะเลทรายเพียงแห่งเดียวบนที่ราบสูงหวงถู่ในกานซู่ตะวันออกอีกด้วย

สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นเนินเขาและที่ราบสูงที่มีร่องน้ำตัดผ่าน ขณะที่ขับผ่านแม่น้ำจิงเหอ น้ำมีสีแดงอมดำ มีฟองลอยอยู่เต็มไปหมด แถมกลิ่นยังฉุนกึก

กัวหยางตั้งใจโทรไปถามมาแล้ว

ต้นเหตุของมลพิษในแม่น้ำจิงเหอคือการปล่อยน้ำเสียจากเมือง น้ำทิ้งจากอุตสาหกรรม และการพังทลายของดิน

ทางเมืองได้จัดการเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่พื้นที่เหมืองแร่ภูเขาลิ่วผานในมณฑลหนิงซึ่งอยู่ต้นน้ำ ไปจนถึงการปล่อยน้ำเสียของเมืองริมแม่น้ำ และการปลูกป่าเชิงนิเวศริมแม่น้ำ

แต่การทำลายนั้นง่ายดาย การฟื้นฟูนั้นยากเย็น หากต้องการฟื้นฟูให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม ก็ต้องยืนหยัดทำไปในระยะยาว

ในตอนนี้ ป่าเหวินกวนกั่วของเจียเหอได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในงานปลูกป่าเชิงนิเวศของประเทศ ช่วยเร่งความเร็วในการปลูกป่าให้เร็วขึ้นอย่างมาก การทำให้ที่ราบสูงหวงถู่ในกานซู่ตะวันออกกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้งก็อยู่แค่เอื้อมแล้ว

หลังจากหลบเลี่ยงตัวเมืองผิงเหลียงและตัวเมืองชิ่งหยาง รถดอดจ์ก็พุ่งเข้าสู่อำเภอหวนเซี่ยน

สภาพภูมิประเทศที่นี่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

ยอดเขาสลับซับซ้อน เนินเขาเรียงราย ร่องน้ำตัดกันไปมา ยิ่งไปทางเหนือ ลมและทรายก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

เมื่อเห็นทรายไหลมากองอยู่บนพื้นถนนจนเต็มคูระบายน้ำข้างทาง กัวหยางก็รู้ว่าใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว ทางเหนือน่าจะเป็นทะเลทรายเหมาอูซู่

"บอส จริงๆ แล้วบอสไม่จำเป็นต้องมาที่นี่เลยนะครับ"

สภาพรถดอดจ์ตอนนี้ดูไม่ออกเลยว่าเป็นรถรุ่นอะไร ตัวถังสีขาวในตอนแรก ตอนนี้ถูกเคลือบไปด้วยชั้นฝุ่นดินเหลืองหนาเตอะ

ผู้รับผิดชอบเขตชิ่งหยางก็เป็นระดับบริหารที่กัวหยางพอจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง ชื่อว่าโจวข่าย มาจากบริษัทซาไห่หนงมู่

กัวหยางกล่าว "ต้องมาสิ ถ้าไม่มาก็คงไม่รู้หรอกว่าสภาพที่นี่มันยากลำบากขนาดนี้ บางทีอาจจะลำบากกว่าหมินฉินซะอีก"

"ความสนใจของที่นี่ไม่ได้สูงเท่าหมินฉินหรอกครับ แต่ที่จริงแล้วปัญหาทรายรุกคนถอยก็รุนแรงมาก ในเมืองที่อยู่แถวหน้าของลมและทราย มีกว่า 30 ครอบครัวที่ถูกบังคับให้อพยพย้ายบ้านเพราะได้รับผลกระทบจากลมและทราย"

กัวหยางทอดสายตามองไปไกลๆ รถขุด รถปราบดิน และเครื่องจักรกลหนักอื่นๆ กำลังง่วนอยู่กับการสร้างนาขั้นบันได คันดิน และคลองบนเนินเขา

โจวข่ายพูด "นี่กำลังสร้างแนวป้องกันร่องน้ำและรักษาที่ราบสูงครับ อำเภอหวนเซี่ยนมีปริมาณน้ำฝนรายปีอยู่ที่ประมาณ 300~400 มม. ซึ่งมากกว่าหมินฉินถึง 3 เท่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของที่นี่คือการพังทลายของดินครับ

ดังนั้นจึงต้องสร้างโครงการกักเก็บและระบายน้ำฝนขนาดเล็กบนที่ราบสูง เพื่อกักเก็บและปรับการระบายน้ำของน้ำที่ไหลบ่าบนที่ราบสูง

ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันอันตราย โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างโครงการถมดินเสริมแนวร่องน้ำ โครงการจัดการร่องน้ำสาขา โครงการท่อระบายน้ำท่วม และโครงการกักเก็บน้ำขนาดเล็กอย่างบ่อน้ำซับครับ"

กัวหยางพยักหน้า ดูทรงแล้วที่นี่น่าจะเป็นงานหินทีเดียว

แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้

ยอดเขาและเนินเขาที่นี่ค่อนข้างไม่สูงนัก ลมพายุทรายจึงสามารถพัดลงไปทางใต้ได้ตลอดเส้นทาง

อีกอย่าง ป่าพลังงานเหวินกวนกั่วก็สามารถนับเป็นอุตสาหกรรมทรายได้เช่นกัน

กัวหยางชี้ไปที่ยอดเขาแห่งหนึ่งที่มีสีเขียวเห็นได้ชัด "เหวินกวนกั่วบนภูเขาลูกนั้นปลูกตอนฤดูใบไม้ผลิใช่ไหม ไปดูกันเถอะ"

โจวข่ายมองดูแล้วก็ยิ้ม "ใช่ครับ บอสตากแหลมจริงๆ นั่นคือแปลงที่เจริญเติบโตได้ดีที่สุดเลยครับ"

"บังเอิญจังแฮะ" กัวหยางกล่าว

จากประวัติศาสตร์ อำเภอหวนเซี่ยนเป็นดินแดนที่ 'อุดมสมบูรณ์นับพันลี้ ฝูงแกะเต็มถนน' มีประวัติศาสตร์การเลี้ยงสัตว์และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์มาอย่างยาวนาน

ทว่าการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ที่มากเกินไปก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความแห้งแล้ง ระบบนิเวศอย่างพุ่มไม้และหญ้าถูกทำลายอย่างรุนแรง

ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาของที่ราบสูงหวงถู่ พอถูกฝนชะล้าง ก็กลายเป็นสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

โครงการต่างๆ อย่างที่โจวข่ายบอก ทั้งแนวป้องกันร่องน้ำและรักษาที่ราบสูงนั้นมีไว้เพื่อกักเก็บและปรับการไหลของน้ำฝน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

แต่บนเนินเขาที่กัวหยางใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเพื่อขึ้นไปถึงนั้น เขาได้เห็นความหวังในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว

แม้ในฤดูใบไม้ร่วงต้นไม้จะออกผล แต่ยอดเขาลูกนี้ยังคงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

เป็นความมีชีวิตชีวาตั้งแต่ต้นจนจบ

ที่ชั้นบนสุดของระบบนิเวศคือต้นเหวินกวนกั่ว ตอนนี้แม้จะยังเป็นต้นกล้า แต่ช้าเร็วก็ต้องเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่

ส่วนในชั้นล่างลงมา ก็เป็นหญ้าและพุ่มไม้หลากหลายชนิด มีทั้งที่มนุษย์ปลูกขึ้น และที่เติบโตตามธรรมชาติ

เนินเขาบางแห่งที่มีภูมิประเทศพิเศษ ก็ปลูกซีบัคธอร์นและต้นหนิงเถียวไว้ทั้งหมด

สายพันธุ์ซีบัคธอร์นของเจียเหอนั้นมีความสามารถในการกักเก็บน้ำที่แข็งแกร่งมาก ตราบใดที่มันเติบโตได้ตามปกติ ก็จะสามารถกักเก็บน้ำฝนส่วนใหญ่เอาไว้ได้

ที่นี่ขาดแคลนน้ำก็จริง แต่อัตราการใช้ประโยชน์ก็ต่ำมากเช่นกัน

น้ำผิวดินทั่วทั้งอำเภอในแต่ละปีมีมากกว่า 200 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่กลับสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงไม่ถึง 40 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นอัตราการใช้ประโยชน์ไม่ถึง 20%

ตอนนี้ ไม่เพียงแต่ต้องพึ่งพาต้นไม้พวกนี้กักเก็บน้ำไว้เท่านั้น แต่ยังต้องพึ่งพาต้นเหวินกวนกั่วในการสร้างความร่ำรวยอีกด้วย

กัวหยางรับสายลมในฤดูใบไม้ร่วงและวิจารณ์ว่า "ยังเล็กอยู่มาก แต่อนาคตก็ยังมีหวังนะ"

"ความจริงก็ถือว่าไม่เล็กแล้วนะครับ" โจวข่ายยิ้ม "ที่นี่อยู่ห่างจากเรือนเพาะชำอู่เวย ภูมิประเทศก็จัดการยาก ใช้เวลาเตรียมดินนานมาก ดังนั้นกล้าไม้ที่ได้มาในท้ายที่สุดก็เป็นกล้าไม้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากโรงงานทั้งหมด กล้าไม้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็มักจะเตี้ยและเล็กอยู่แล้ว ปลูกมาได้แค่ครึ่งปี แถมยังต้องพักฟื้นต้นกล้าอีก การที่มันโตมาจนถึงความสูงระดับนี้ได้ นอกจากเรื่องการดูแลรักษาแล้ว คงต้องบอกว่าสายพันธุ์นี้มีพรสวรรค์ตั้งแต่เกิด ต้นของมันถึงได้แข็งแรงมาก"

กัวหยางก็ยิ้มเช่นกัน "มีพรสวรรค์จริงๆ ด้วย"

การประเมินสายพันธุ์จินหลัวจากร้านค้าเมล็ดพันธุ์นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องการสกัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ผลผลิตของเมล็ดเหวินกวนกั่วก็โดดเด่นมากเช่นกัน

โดยปกติแล้วถ้าออกผลมาก ต้นของมันก็ต้องดีตามไปด้วย

โจวข่ายพูด "ตอนนี้ก็หวังว่าจะผลิดอกออกผลเร็วๆ แล้วล่ะครับ"

"ช้าเร็วก็ต้องมีวันนั้นอยู่แล้ว" กัวหยางหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปไปสองสามแชะ พอมองดูก็รู้สึกว่ารูปออกมาไม่ค่อยดีนัก

"โจวข่าย ได้ใช้โดรนถ่ายรูปมุมสูงไว้ไหม"

"มีครับ บินโดรนอยู่เป็นประจำ" โจวข่ายยิ้ม "เมื่อวานเพิ่งบินไปรอบนึง ผมก็โพสต์ลงเวยป๋อไปแล้วครับ"

"..."

กัวหยางรู้สึกเหมือนมีอีกาหลายตัวบินผ่านหัวไป "ทำไมเรื่องพวกนี้ก็ต้องโพสต์ลงเวยป๋อด้วยเนี่ย?"

"ทุกคนก็โพสต์กันทั้งนั้นแหละครับ!" โจวข่ายทำหน้าตาย

กัวหยาง "ไม่ควรโพสต์ลงเว็บไซต์ฮุ่ยหนงเหรอ?"

"ก็มีครับ" โจวข่ายบอก "แต่เว็บไซต์ฮุ่ยหนงเป็นวิดีโอยาวๆ หรือไม่ก็บทความ จะไปสะดวกเท่าเวยป๋อได้ยังไง แค่รูปใบเดียว พิมพ์ไม่กี่คำก็โพสต์ได้แล้วครับ"

"โอเค" กัวหยางก็เริ่มจะชินแล้ว เขารู้สึกว่าคนส่วนใหญ่ในเจียเหอก็เล่นเวยป๋อกันทั้งนั้น

นี่อาจจะมีผู้ใช้ถึงหนึ่งแสนคนเลยนะ

เขามองไปที่ป่าต้นกล้าที่สูงต่ำสลับซับซ้อนกันอีกครั้ง ทางเหนือที่อยู่ห่างไกลออกไปก็คือทะเลทรายเหมาอูซู่

"ไปเถอะ กลับกันได้แล้ว"

...

จบบทที่ บทที่ 393 : ฐานปลูกแอปเปิลรุ่ยหยางที่จิ้งหนิง | บทที่ 394 : ตรวจตรา (ข้ามได้นะ ตอนไปเป็นเพื่อนหาหมอที่โรงพยาบาล...

คัดลอกลิงก์แล้ว