- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นที่เมล็ดพันธุ์
- บทที่ 175 : ฐานปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ของฮุยฮวง | บทที่ 176 : ตัวป่วนในศึกชุลมุนวงการนม
บทที่ 175 : ฐานปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ของฮุยฮวง | บทที่ 176 : ตัวป่วนในศึกชุลมุนวงการนม
บทที่ 175 : ฐานปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ของฮุยฮวง | บทที่ 176 : ตัวป่วนในศึกชุลมุนวงการนม
บทที่ 175 : ฐานปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ของฮุยฮวง
ช่วงสองปีมานี้ชีวิตของฮุยฮวงดีกว่าเมื่อก่อนมาก
นึกย้อนไปเมื่อสามปีก่อน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าจ้าง บริษัทมู่เหอที่เพิ่งก่อตั้งจึงดึงตัวยอดฝีมือของฮุยฮวงไปหลายคนติดต่อกัน แม้แต่รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีการผลิตยังถูกซื้อตัวไป
แต่ก็เป็นเพราะการเติบโตของบริษัทมู่เหอ ที่รับซื้อเมล็ดพันธุ์อัลฟัลฟ่าล็อตหนึ่งจากฮุยฮวง หลังจากนั้นฮุยฮวงจึงค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาได้
"หญ้าโอ๊ตของฮุยฮวงสนใจจะส่งออกไหม?"
อู๋เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง กว่าจะตั้งสติได้ "มีโอกาสเหรอ?"
"มีสิ!" กัวหยางชี้ไปที่โซนออฟฟิศสีขาวข้างลานกว้าง "พ่อค้าจากเกาหลีใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังรออยู่เลยนะ?"
สมองของอู๋เฟิงแล่นปรู๊ด
ตลาดต่างประเทศอย่างประเทศหมู่เกาะ เกาหลีใต้ และอื่นๆ มีข้อกำหนดด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์หญ้าเลี้ยงสัตว์สูง ต้องการปริมาณมาก และแหล่งสินค้าต้องมีความมั่นคง ซึ่งจุดนี้ฮุยฮวงพอจะตอบสนองความต้องการได้แบบถูไถ
แต่การส่งออกจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือที่ห่างไกลหลายพันลี้ไปยังแถบชายฝั่งและต่างประเทศ สำหรับฮุยฮวงแล้ว จำเป็นต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงมาก
เป็นไปได้สูงว่าหากวางตำแหน่งผิดพลาด นอกจากจะส่งออกไม่สำเร็จแล้ว ยังอาจสูญเสียตลาดในประเทศไปด้วย
"ต้นทุนการขนส่งสูงเกินไป"
กัวหยางหัวเราะ "บริษัทมู่เหอสามารถให้บริการรับจ้างผลิตได้นะ"
อู๋เฟิงก้าวขึ้นบันไดไปสองสามก้าว "ไป เข้าไปรับออเดอร์ให้ได้ก่อนเถอะ"
ท่าทางที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบของเขาทำเอาเหออวิ๋นถึงกับส่ายหน้าหัวเราะ น่าเสียดายที่บริษัทลวี่โจวเฉาเย่อยู่ไกลถึงมณฑลหนิง จึงไม่อาจเกาะขบวนรถเที่ยวนี้ได้
การพูดคุยกับนักธุรกิจต่างชาติเป็นไปอย่างราบรื่น
เมื่อรู้ว่ายังมีบริษัทหญ้าเลี้ยงสัตว์อีกแห่ง พวกเขาก็แสดงความสนใจเป็นอย่างมาก
อู๋เฟิงก็เด็ดขาดมาก เสนอราคาที่พิเศษยิ่งกว่าบริษัทมู่เหอออกไปตรงๆ กระตุ้นความสนใจของพ่อค้าต่างชาติได้สำเร็จ
ไม่มีเวลาให้อยู่ต่อ คนกลุ่มนั้นต้องรีบขับรถไปอีกกว่าสองชั่วโมงเพื่อไปยังฐานปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ของฮุยฮวง
หนิงเสี่ยวจิ้งวิ่งเหยาะๆ ตามขึ้นรถไป
กัวหยางเดินไปที่หน้าต่าง แล้วพูดกับเธอว่า "ผมจะนั่งรถของฮุยฮวง หลัวซิวจะแวะไปส่งคุณกลับจิ่วเฉวียนก่อน"
หนิงเสี่ยวจิ้งจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจ หมวกปีกกว้างยังคงต้านทานแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาไม่ได้ บนใบหน้าปรากฏรอยแดงระเรื่อ
"วันนี้อาจจะยุ่งจนดึกเลย"
"คุณกลับไปแล้วก็ลองคิดดูนะ ว่าอยากจะอยู่เจียเหอต่อไหม ต่อไปจังหวะการทำงานคงจะเป็นแบบนี้บ่อยๆ"
พูดจบ กัวหยางก็เดินไปที่รถจี๊ปสีเขียว
เขาค่อนข้างพอใจในตัวหนิงเสี่ยวจิ้ง พอมาถึงภาคตะวันตกเฉียงเหนือที่ไม่คุ้นเคย ก็ไม่ต้องมีช่วงปรับตัวใดๆ ก็เข้าสู่การทำงานตามปกติได้ทันที
ทั้งการเขียนเอกสาร การจัดการเอกสาร การประสานงานสื่อสาร ตลอดจนความสามารถในการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน ล้วนมีครบถ้วนในระดับพื้นฐาน
หน้าตาสะสวยเหมือนแจกันประดับ แต่กลับไม่ใช่แค่แจกัน
บนรถจี๊ป
"ประธานอู๋ คุณภาพหญ้าโอ๊ตของพวกคุณเป็นยังไงบ้าง?"
"สัดส่วนของหญ้าแห้งที่ได้มาตรฐานระดับพรีเมียมอยู่ที่ 20% ระดับหนึ่งอยู่ที่ 60% ส่วนหญ้าอัลฟัลฟ่าก็มีสัดส่วนพอๆ กัน" อู๋เฟิงพูดด้วยความภาคภูมิใจเล็กน้อย
"เทียบกับบริษัทมู่เหอไม่ได้หรอก แต่ถ้าออกจากระเบียงเหอซีไป ต่อให้เป็นพวกอเมริกัน ฮุยฮวงก็มั่นใจว่าสู้ได้"
เหออวิ๋นเอ่ยชม "สภาพภูมิประเทศทางธรรมชาติของระเบียงเหอซีนี่ช่างได้เปรียบจริงๆ!"
"แต่ก็ยังมีปัญหาอีกเยอะ ระดับการปลูกของเกษตรกรแต่ละคนไม่เท่ากัน ต้นทุนค่าเช่าที่ดินหมุนเวียนเพื่อมาปลูกก็สูงเกินไป"
"คำนวณดูแล้ว กำไรจากการปลูกหญ้ายังน้อยนิดมาก"
หนทางยาวไกล ทั้งสามคนจึงคุยเล่นกันไปตามทาง
ต่างจากบริษัทมู่เหอที่เน้นตลาดต่างประเทศเพื่อกอบโกยกำไรมหาศาล ฮุยฮวงและบริษัทอื่นๆ ได้ปรับเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง
จับจ้องไปที่ตลาดในประเทศ ทำการผสมผสานระหว่างหญ้าและปศุสัตว์อย่างใกล้ชิดเพื่อเพิ่มมูลค่า และบรรลุผลการแปรรูปในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
พูดน่ะง่าย
แต่เพื่อให้ชาวไร่โคนมในท้องถิ่นเชื่อใจ ฮุยฮวงได้ทำการสาธิตและส่งเสริมหญ้าเลี้ยงสัตว์ไปมากมาย
อย่างเช่น สร้างฟาร์มเลี้ยงวัวและแกะขนาดเล็กของตัวเอง ด้านหนึ่งเพื่อเพิ่มผลกำไร อีกด้านหนึ่งก็เพื่อทำการทดลองและส่งเสริมในรูปแบบต่างๆ
เช่น การจัดหาหญ้าเลี้ยงสัตว์ให้ฟรีในปริมาณที่กำหนดแก่ผู้เลี้ยงวัวรายใหญ่ในระยะยาว
โคนมที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอาหารในแต่ละวันมีผลผลิตเพิ่มขึ้น
อัตราโปรตีนในนมซึ่งเป็นสิ่งที่จุดรับซื้อนมให้ความสำคัญมากที่สุดก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราคารับซื้อนมจึงปรับขึ้นไปอีกระดับ
จากการคำนวณของฮุยฮวง การใช้อัลฟัลฟ่า 6 กิโลกรัมแทนอาหารข้น 2 กิโลกรัมในอาหารโคนม เมื่อรวมทั้งปริมาณน้ำนม คุณภาพน้ำนม และค่าป้องกันโรค โคนมหนึ่งตัวจะสามารถสร้างกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นได้เกือบสองพันหยวน
นอกจากนี้ รูปแบบการผลิตที่ได้มาตรฐานของฮุยฮวง โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ ยังเป็นตัวช่วยที่ดีเยี่ยมอีกด้วย
ฐานปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ของฮุยฮวงอยู่ห่างไกลมาก ระหว่างทางต้องผ่านฐานผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอในอวี้เหมิน
เมื่อเทียบกับสภาพที่ดินของฐานผลิตเมล็ดพันธุ์แล้ว ฐานปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ของฮุยฮวงนั้นแย่กว่ามาก
ในดินยังสามารถมองเห็นคราบเกลือสีขาวได้ด้วยซ้ำ
แต่หญ้าโอ๊ตบนทุ่งหญ้ากลับเจริญเติบโตได้ดีเยี่ยม สายลมโชยพัดผ่านทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีทอดยาวจากสุดถนนฝั่งนี้ไปจนถึงตีนเขา
เมื่อได้เห็นหญ้าเลี้ยงสัตว์ชั้นดีผืนใหญ่ พ่อค้าต่างชาติก็เริ่มโห่ร้องยินดีผ่านหน้าต่างรถ
"โอ้..."
"โอ้..."
ทั้งตะโกน โห่ร้อง ถ่ายรูป...
สรุปคือได้ปลดปล่อยอารมณ์ที่อัดอั้นเอาไว้
หญ้าเลี้ยงสัตว์ของฮุยฮวงมีหลายชนิด สมกับที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเมล็ดพันธุ์หญ้า นอกจากหญ้าโอ๊ตแล้ว ก็ยังมีการปลูกหญ้าอื่นๆ เช่น อัลฟัลฟ่า หญ้าไรย์ ฯลฯ
ปกคลุมไปทั่วเนินเขารกร้าง ทะเลทราย และที่ราบรกร้างต่างๆ
"ที่ดินพวกนี้ค่าเช่าเท่าไหร่เนี่ย?" กัวหยางถามด้วยความอยากรู้
"หมู่ละ 120 หยวน"
"สุดยอด!"
นี่แม่งประหยัดได้จริงๆ!
ตอนที่บริษัทมู่เหอเช่าที่ดินปลูกเมล็ดพันธุ์ในหมู่บ้านหยวนป้า ราคาตั้งหมู่ละ 300 หยวน กัวหยางรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักบุญไปเลย
อู๋เฟิงหัวเราะฮ่าๆ "ก็ปลูกหญ้านี่นา ก็ต้องหาที่ดินที่ปลูกพืชอาหารไม่ขึ้นแบบนี้นั่นแหละ"
"เมื่อหลายปีก่อน ก็มีบริษัทใหญ่ลงทุนเช่าที่ดินผืนใหญ่ ซื้ออุปกรณ์จำนวนมากเพื่อปลูกและแปรรูปอัลฟัลฟ่า แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว"
"ถึงจะไม่มีมู่เหอหมายเลข 1 แต่หลงมู่หมายเลข 3 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ทนต่อดินเค็มนะ"
หลงมู่หมายเลข 3 เป็นสายพันธุ์ที่อาจารย์เวิงลี่ซินเป็นผู้เพาะพันธุ์ กัวหยางเองก็คุ้นเคยดี
เมื่อมาถึงฐานปลูกของฮุยฮวง กัวหยางเพิ่งสังเกตเห็นว่าหนิงเสี่ยวจิ้งก็ตามมาด้วย ทำให้เขาแปลกใจเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าเธอเตรียมตัวจะอยู่เจียเหอต่อแล้ว
พ่อค้าหลายคนสุ่มหยิบเมล็ดข้าวโอ๊ตบางส่วนจากฐานปลูกหญ้าโอ๊ต
หลังจากการตรวจสอบง่ายๆ พ่อค้าต่างชาติก็พอใจกับคุณภาพหญ้าเลี้ยงสัตว์ของฮุยฮวงมาก
คุณค่าทางอาหารของหญ้าโอ๊ตก็สูงมากเช่นกัน โดยทั่วไปปริมาณโปรตีนในเมล็ดจะอยู่ที่ 14%-15%
แต่หญ้าโอ๊ตของฮุยฮวงมีโปรตีนสูงสุดถึง 18% ส่วนที่ต่ำกว่าก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
นอกจากที่ดินที่เช่าไว้ ฮุยฮวงยังผลักดันให้เกษตรกรในบริเวณใกล้เคียงหันมาปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ด้วย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 100,000 หมู่
คุณภาพหญ้าเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรอาจจะไม่สม่ำเสมอกัน แต่ด้วยปริมาณที่มาก ก็สามารถคัดเลือกหญ้าเลี้ยงสัตว์คุณภาพสูงออกบางส่วนมาได้
โดยรวมแล้ว ถือว่าตรงตามความต้องการของพ่อค้าต่างชาติ
ทว่าผลผลิตของฮุยฮวงเมื่อเทียบกับบริษัทมู่เหอก็ยังห่างชั้นกันมาก
ผลผลิตเฉลี่ยต่อหมู่ไม่ถึง 1 ตัน
"ประธานกัว เมล็ดพันธุ์มู่เหอหมายเลข 1 จะปล่อยออกมาเมื่อไหร่ครับ?"
"เร็วๆ นี้แหละ ปีนี้กั๋วเหลียงกับหนงฟากรุ๊ปจะจับมือกันพัฒนาที่ดินดินเค็ม 20 ล้านหมู่ คุณคิดว่าพวกเขาจะจัดการไหวไหมล่ะ?"
อู๋เฟิงส่ายหน้า "ยาก!"
"ดังนั้น มีแต่ต้องปล่อยออกมา มอบให้ประชาชนในวงกว้าง ศักยภาพของดินเค็มในประเทศถึงจะถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่"
"แบบนั้นบริษัทมู่เหอแค่ขายเมล็ดพันธุ์ก็รวยเละแล้วสิ?"
"คุณคิดว่ากั๋วไคโถวกับกั๋วเหลียงร่วมหุ้นกับบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอไปเพื่ออะไรล่ะ?"
อู๋เฟิงกับเหออวิ๋นถึงกับบางอ้อ
ออเดอร์ที่พ่อค้าต่างชาติให้ฮุยฮวงเป็นอันตกลงกันได้แล้ว แต่ยังต้องหารือรายละเอียด โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรับจ้างผลิตของบริษัทมู่เหอ
แผนเบื้องต้นคือฮุยฮวงทำการแปรรูปขั้นต้น บริษัทมู่เหอทำการแปรรูปขั้นที่สองพร้อมอบรมควันฆ่าเชื้อ โดยคิดค่าแปรรูป 100 หยวนต่อตัน
ถ้าเป็นการขายในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ฮุยฮวงคงไม่ยอมแน่ กำไรหมู่ละแปดเก้าร้อยหยวน หักค่าแปรรูปกับค่าขนส่งก็ขาดทุนแล้ว
แต่สำหรับการส่งออก?
ราคาขายหญ้าโอ๊ตระดับหนึ่งอยู่ที่อย่างน้อย 1,500 หยวนต่อตันขึ้นไป
กำไรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว
ฮุยฮวงก็ยินดีอย่างยิ่ง
ตกเย็น ฮุยฮวงเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารและเหล้าทุกคน
อู๋เฟิงอาศัยความเมาพูดกับกัวหยางว่า "ระเบียงเหอซีเป็นแหล่งผลิตหญ้าอัลฟัลฟ่าแห้งคุณภาพสูงที่สำคัญของประเทศ มีหญ้าเลี้ยงสัตว์และธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมากมาย
บริษัทมู่เหอสามารถเป็นแกนนำในการก่อตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมอัลฟัลฟ่าเฉพาะทางแห่งแรกของประเทศจีนได้นะ"
กลางดึก ระหว่างทางกลับจิ่วเฉวียน
กัวหยางยังคงนึกย้อนถึงกลุ่มอุตสาหกรรมอัลฟัลฟ่าเฉพาะทางที่อู๋เฟิงพูดถึง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมล็ดพันธุ์อัลฟัลฟ่า การผลิตและเพาะปลูก เครื่องจักรหญ้าเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปและอัดแท่ง และอื่นๆ อีกหลายด้าน บริษัทมู่เหอล้วนครองความได้เปรียบอย่างสมบูรณ์
ตามหลักแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องแบ่งปันผลประโยชน์ของบริษัทมู่เหอให้กับคนอื่นเลย
เป็นผู้นำแบบผูกขาดไม่ดีกว่าเหรอ?
กัวหยางคิดด้วยความงัวเงีย
หนิงเสี่ยวจิ้งแอบมองกัวหยางที่เอนหลังพิงเบาะคิดอะไรบางอย่าง รอจนเขาหลับไป เธอกลับมองเขาอย่างเหม่อลอย
การที่เจียเหอกรุ๊ปสามารถผงาดขึ้นมาได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี คนภายนอกมักคิดว่าเป็นเพราะผู้นำยังหนุ่มแน่น เลือดร้อน และมีสไตล์การทำงานแบบก้าวร้าว
แต่เบื้องหลังสไตล์มุทะลุดุดันแบบนี้ กลับมีความคิดที่ละเอียดถี่ถ้วนซ่อนอยู่
"ก็หล่อดีเหมือนกันนะ"
...
วันรุ่งขึ้น
กัวหยางเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ปศุสัตว์ประเทศจีน บทความที่ศาสตราจารย์ซูกั๋วโจวเขียนนั้นน่าสนใจมาก
"โคนมไม่ค่อยได้กินหญ้าเลี้ยงสัตว์คุณภาพสูง"
"อัตราโปรตีนในนมต่ำ"
"การจัดการอาหารสัตว์หละหลวม คุณภาพน้ำนมดิบไม่สูง ความปลอดภัยต่ำ"
เท่ากับเป็นการตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของอุตสาหกรรมนม ขาดก็แค่ระบุชื่อด่าเท่านั้นเอง
เชื่อว่าบริษัทนมบางแห่งก็คงสังเกตเห็นแล้ว
มันจะทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่อะไรตามมาบ้างนะ?
แต่ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของลู่ฮั่นปินก็โทรเข้ามา
น้ำเสียงแฝงความดีใจ "บอสครับ เพาะเชื้อโร่วชงหรงสำเร็จแล้วครับ"
บทที่ 176 : ตัวป่วนในศึกชุลมุนวงการนม
ช่วงสองปีมานี้ กัวหยางปล่อยปละละเลยบริษัทซาไห่หนงมู่แทบจะสมบูรณ์
เหมือนกับผู้ปกครองของนักเรียนบางคน ที่สนใจแค่โอนเงินให้ ส่วนจะดีจะร้ายก็ปล่อยให้ไปดิ้นรนเอาเอง
ซาไห่หนงมู่ก็เหมือนนักเรียนที่ออกไปเรียนหนังสือด้วยตัวเองนานๆ ทีถึงจะรายงานความคืบหน้า มีผลงานก็รายงานแต่เรื่องดีๆ ไม่รายงานเรื่องร้าย
เมื่อได้ยินลู่ฮั่นปินบอกว่าการเพาะเชื้อโร่วชงหรงสำเร็จแล้ว
กัวหยางก็รู้สึกชินชาเสียแล้ว
การเพาะเชื้อโร่วชงหรงบนต้นซัวซัวและพืชทะเลทรายอื่นๆ ซาไห่หนงมู่เริ่มทดลองมาตั้งแต่สองสามปีก่อนแล้ว
พอนับเวลาดู
ก็ใกล้จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว
กัวหยางถามขึ้น "เก็บเกี่ยวหรือยัง?"
"ยังครับ ต้องรอถึงเดือนตุลาคม แต่ตอนเดือนเมษายนก็มีรอยแยกปรากฏขึ้นบนพื้นผิวหลุมบางแห่ง ตอนนั้นกำลังยุ่งอยู่กับการกดตารางหญ้า ปลูกต้นไม้ กว่าจะพบก็ถูกหนูทะเลทรายทำลายไปแล้ว
แต่ลอตแรกก็ออกมาแล้ว ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้แปลงทดลองจะทยอยออกมาอีกไม่น้อย แถมต้นกล้าซัวซัวก็โตมา 3 ปีแล้ว ซาไห่เตรียมจะเพาะเชื้อเป็นบริเวณกว้างตามวิธีปลูกต้นไม้ใหญ่ครับ"
ลู่ฮั่นปินพูดออกมารัวๆ กัวหยางสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นของเขา
ก็ใช่น่ะสิ เวลาผ่านไปสามปีกว่า
เจียเหอกรุ๊ปอัดฉีดเงินทุนหลายร้อยล้านเพื่อจัดการทะเลทราย จากตอนแรกที่เป็นทะเลทราย 63,000 หมู่ ตอนนี้ขยายไปถึงแสนกว่าหมู่แล้ว
พื้นที่ที่ช่วยเหลือรัฐบาลเข้าร่วมการหว่านเมล็ดหญ้าทางอากาศก็มีหลายแสนหมู่ เพียงแต่ผลลัพธ์กลับไม่ค่อยน่าพอใจนัก
แต่ผลตอบแทนที่ได้รับล่ะ?
นอกเหนือจากรายได้ค่าเช่าที่มาจากเรือนกระจกพลังงานแสงอาทิตย์บนทะเลทรายโกบีที่หมินฉินแล้ว รายได้อื่นๆ ก็เป็นศูนย์
ทุกๆ เดือนเมษายนถึงมิถุนายน และกันยายนถึงตุลาคม ท่ามกลางพายุทรายของทะเลทรายเถิงเก๋อหลี่จะเต็มไปด้วยผู้คนที่ยืนกันอย่างเนืองแน่น เพื่อกดตารางหญ้า ปลูกต้นซัวซัว
เงินลงทุนด้านแรงงานในแต่ละปีสูงถึงหลายสิบล้านหยวน!
"อืม หลายปีมานี้ลำบากนายแล้ว" กัวหยางกล่าว
"บอสครับ จะกลับมาดูหน่อยไหม?"
ปลายเดือนกรกฎาคม ลู่ฮั่นปินยืนอยู่ท่ามกลางดงต้นซัวซัว ในที่ไกลออกไป สีเขียวขจีปรากฏขึ้นภายใต้แสงแดดที่สาดส่อง
กัวหยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ช่วงก่อนหน้านี้เพิ่งจะได้เมล็ดพันธุ์มาจากสถาบันวิจัยดินทรายชีวภาพมณฑลซินเจียงไม่น้อย ซึ่งในนั้นก็มีต้าอวิ๋นอยู่ด้วย
โร่วชงหรงก็มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่าต้าอวิ๋น
เพียงแต่ทะเลทรายโกบีอาเว่ยกับบริษัทซาไห่หนงมู่นั้น อาศัยการฝังตัวอยู่บนพืชที่แตกต่างกัน
"เดือนกันยายนก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นฉันจะเอาเมล็ดพันธุ์กลับไปลอตหนึ่ง"
"ได้ครับ ในสวนพฤกษศาสตร์พืชทะเลทรายก็มีทรัพยากรพืชที่ปี้เฉียงนำกลับมาเพิ่มขึ้นไม่น้อยเหมือนกัน"
หลังจากการพูดคุยสั้นๆ กัวหยางก็รู้สึกคาดหวังกับการเปลี่ยนแปลงของทะเลทราย
เขาถือโอกาสดูความเปลี่ยนแปลงของพลังงานธรรมชาติ
ครั้งที่แล้วอยู่ที่ 749 ตอนนี้เป็น 795 แต้ม
ความเร็วในการสะสมเพิ่มขึ้นไม่น้อย
กัวหยางคิดคำนวณในใจอย่างชำนาญ โดยพื้นฐานแล้วก็ยังไม่หลุดกรอบที่คาดการณ์ไว้
ยอดสะสมที่ได้รับคือ 1,390 แต้ม
ทุกๆ การจัดการพื้นที่ 1,000 หมู่จะได้รับพลังงานธรรมชาติ 1-5 แต้ม อย่างดินเค็มของทุ่งหญ้าจินถ่า ตอนนี้ได้รับพลังงานเฉลี่ย 4 แต้มแล้ว ใกล้จะบรรลุภารกิจของมันแล้ว
กำลังหลักในการรับพลังงานธรรมชาติในอนาคตคืออู่หยวน ซาไห่หนงมู่ อูลาเท่อ และทะเลทรายโกบีอาเว่ยที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เมื่อดึงสติกลับมา กัวหยางก็ดูบทความที่ซูกั๋วโจวเป็นคนเขียนอีกครั้ง
พลางคิดในใจ 'เป็นเรื่องดีสำหรับบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอและบริษัทผลิตภัณฑ์นมเหอซี ซูกั๋วโจวดูคล้ายกับหน้าม้าที่เจียเหอจ้างมาเลยแฮะ'
ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายเคยทะเลาะกันแทบเป็นแทบตายมาหลายครั้งแท้ๆ
กัวหยางจัดการกิจธุระต่างๆ ต่อไป
เอกสารสัญญาเช่าของปศุสัตว์เต๋อหลงและเอกสารตัวจริงของข้อตกลงซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตวัสดุการเกษตรเต๋อหนงถูกส่งไปรษณีย์กลับมาแล้ว
หลังจากแต่ละแผนกตรวจสอบเสร็จ
หนิงเสี่ยวจิ้งก็ดูอีกรอบ และเขียนจุดที่ต้องระวังไว้บนกระดาษเปล่า
กัวหยางดูคร่าวๆ รอบหนึ่ง ก็ให้หนิงเสี่ยวจิ้งนำไปส่งไปรษณีย์
การลงทุนทั้งสองรายการนี้ บริษัทผลิตภัณฑ์นมเหอซีและบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอเตรียมจะจัดพิธีเซ็นสัญญาหน้างาน โดยมีจี้จั๋วเหวินและฉวีหยางเป็นตัวแทนตามลำดับ
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของปศุสัตว์เต๋อหลงต้องการการปลอบขวัญ ส่วนพนักงานและซัพพลายเออร์ของซูเปอร์มาร์เก็ตวัสดุการเกษตรก็ต้องการหลักประกันเพื่อความอุ่นใจเช่นกัน
เทียนม่ายหมายเลข 1 ของอู่หยวนเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว สาขาบริษัทเชิญสำนักงานใหญ่ไปเปิดเคียว...
คนคงไม่ได้ไป แต่ตอนทำเป็นแป้งสาลีแล้วอย่าลืมส่งกลับมาล่ะ
มณฑลที่เป็นแหล่งปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่อย่าง ซื่อเฟิงในมณฑลเหมิง, มณฑลเฮย, มณฑลหนิง เตรียมจะมาดูงานและเรียนรู้ พร้อมทั้งเชิญมู่เหอไปลงทุนในท้องถิ่น
ส่วนกองพลและฟาร์มเพาะปลูกของรัฐแห่งมณฑลซินเจียง ก็โทรศัพท์สายตรงมากัวหยางเลย
ยังมีเรื่องกลุ่มอุตสาหกรรมอัลฟัลฟ่าเฉพาะทางที่อู๋เฟิงเสนอ
แผนการสร้างทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่พิเศษด้วยตัวเองอีกหลายแห่ง
และใบสั่งซื้อหญ้าเลี้ยงสัตว์จากนักธุรกิจต่างชาติ...
สองวันติดต่อกัน ระหว่างที่กัวหยางกำลังยุ่งอยู่กับการจัดการกิจธุระต่างๆ บทความของซูกั๋วโจวก็ค่อยๆ เป็นที่พูดถึงในวงการอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา บริษัทผลิตภัณฑ์นมในประเทศมีข้อพิพาทเรื่องฉลากนมสดมาโดยตลอด ภายใต้ภาพลักษณ์การพัฒนาอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมนมในประเทศจีน เรียกได้ว่ามีวิกฤตแฝงอยู่รอบด้าน
สมาคมอุตสาหกรรมโคนมประเทศจีนและสมาคมผลิตภัณฑ์นมประเทศจีน;
ระหว่างบริษัทผลิตภัณฑ์นมแบบฐานการผลิตและบริษัทผลิตภัณฑ์นมแบบเมือง รวมถึงประเภทของนม;
ข้อพิพาทด้านผลประโยชน์ระหว่างซัพพลายเออร์วัสดุบรรจุภัณฑ์ต้นน้ำของอุตสาหกรรมนมและบริษัทกระดาษระดับนานาชาติ
และข้อพิพาททั้งหมดนี้ล้วนมีต้นเหตุมาจาก ‘คำสั่งห้ามใช้คำว่านมสด’ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศออกมา ซึ่งได้จุดชนวนภูเขาไฟที่สะสมมานานของอุตสาหกรรมนมประเทศจีนให้ปะทุขึ้นในทันที
สงครามควันปืนระหว่างนมยูเอชทีและนมพาสเจอไรซ์ ได้กวาดล้างอุตสาหกรรมนมของจีนไปทั่วอย่างรวดเร็ว
《คู่มือ》ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศระบุไว้ว่า: คำจำกัดความของ "นมสด" ควรจะเป็น "น้ำนมดิบ" ตราบใดที่ผ่านกระบวนการแปรรูปใดๆ ก็จะสูญเสียความหมายของคำว่าสดไป
นั่นหมายความว่า นมพาสเจอไรซ์ที่ผ่านกระบวนการความร้อนต่ำก็ไม่สามารถใช้คำว่าสดใหม่ได้เช่นกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการบอกว่า มีเพียงนมที่เพิ่งรีดออกมาจากตัวแม่วัวเท่านั้นถึงจะเรียกว่านมสดได้
ส่วนนมพาสเจอไรซ์ที่ผู้คนคุ้นเคยกับการเรียกว่านมสด กลับไม่สามารถเรียกว่านมสดได้อีกต่อไปเพราะผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนต่ำกว่า 80℃
นมคืนรูปเป็นความลับที่เปิดเผยของวงการผลิตภัณฑ์นมมาโดยตลอด นมอุณหภูมิห้องจำนวนมากในตลาดล้วนเกิดจากการนำนมผงนำเข้ามาชงผสมกัน
บริษัทบางแห่งยังเติมสารปรุงแต่งรสและสารเพิ่มความหนืดลงในนมคืนรูป ทำให้ผลิตนมคืนรูปที่ข้นและหอมกว่านมสดแท้ๆ
ในขณะที่นมพาสเจอไรซ์เนื่องจากมีอายุการเก็บรักษาสั้นและเก็บรักษายาก จึงทำได้เพียงใช้ ‘ไพ่ความสดใหม่’ และ ‘ไพ่คุณค่าทางโภชนาการ’ มากดดันคู่แข่งทีละก้าว
เมื่อนมพาสเจอไรซ์ไม่สามารถใช้คำว่า ‘นมสด’ บนบรรจุภัณฑ์ได้ ผู้บริโภคก็จะสับสนระหว่างนมพาสเจอไรซ์และนมสเตอริไลซ์ด้วยความร้อนสูงได้ง่ายมาก
ซึ่งนี่ไม่ต่างอะไรจากการโจมตีอย่างหนักหน่วงสำหรับบริษัทนมพาสเจอไรซ์
ทันทีที่《คู่มือ》ออกมา
กลุ่มนมพาสเจอไรซ์ซึ่งมีกวางหมิง, ซานหยวน, ซินซีว่าง เป็นตัวแทน ได้ร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมโคนมประเทศจีนเสนอความเห็นในการแก้ไข《คู่มือ》 และยื่นต่อกระทรวงเกษตร, คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ, สำนักงานควบคุมคุณภาพตรวจสอบและกักกันโรค, สำนักงานบริหารจัดการอุตสาหกรรมและพาณิชย์
ในขณะเดียวกัน กลุ่มความร้อนสูงซึ่งมีอีลี่และเมิ่งหนิวเป็นตัวแทน ก็อาศัยสมาคมผลิตภัณฑ์นมประเทศจีนออกมาตอบโต้อย่างเปิดเผย โดยแสดงท่าทีชัดเจนว่าสนับสนุนข้อห้ามใช้คำว่านมสด
ชั่วเวลาหนึ่ง อุตสาหกรรมนมของจีนก็เข้าสู่สภาวะตึงเครียด ควันปืนลอยโขมง
ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญใช้ ‘น้ำลาย’ โจมตีกันไปมา
กระบอกเสียงของกลุ่มนมพาสเจอไรซ์ผ่านการสัมภาษณ์ตามท้องถนน การรายงานข่าวของสื่อ และการลงสนามของผู้เชี่ยวชาญ คอยชี้หน้าด่าการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดทั้งทางตรงและทางอ้อม
"นมสมัยนี้มีแต่นมผงชงทั้งนั้น เมื่อไหร่พวกเราจะได้มีลาภปาก ดื่มด่ำกับนมสดทุกวันเหมือนคนภาคเหนือบ้างก็คงจะดี" ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเลือกซื้อนมในซูเปอร์มาร์เก็ตกล่าวขณะให้สัมภาษณ์
"กู่เฉิง, อีลี่, เมิ่งหนิว เพื่อลดต้นทุน บริษัทนมทั้งสามแห่งจึงบรรลุข้อตกลงกัน"
"ใครกันที่ทำให้การบริโภคของประชาชนต้องสับสนมึนงง? และใครกันที่กล้าทำเรื่องที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม เหยียบย่ำผลประโยชน์ของเกษตรกรอย่างง่ายดาย"
"ภายใต้แรงขับเคลื่อนของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผู้ผลิตของปลอมที่ถูกความโลภครอบงำเหล่านั้น ได้สูญเสียความดีงามของความเป็นมนุษย์ไปจนหมดสิ้น"
ในขณะที่กลุ่มนมพาสเจอไรซ์กำลังตะโกนเรียกร้องอย่างหนัก กวางหมิงซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนของกลุ่มนมพาสเจอไรซ์ก็เกิดไฟไหม้หลังบ้านขึ้นมา
"สถานีโทรทัศน์ของมณฑลแห่งหนึ่งได้แฝงตัวเข้าไปสืบสวนสาขาหนึ่งของกวางหมิง"
"คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าผลิตภัณฑ์นมไฮเทคในความทรงจำ จะทำขึ้นมาแบบนี้" ประชาชนคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์บนถนนกล่าว
กระบอกเสียงของกลุ่มความร้อนสูงอย่างอีลี่และเมิ่งหนิวก็ถือโอกาสสวนกลับ
"คุณภาพผลิตภัณฑ์นมที่แย่ เป็นเพราะคุณภาพน้ำนมดิบมันแย่ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอยากได้เงินเยอะๆ ก็เลยผสมน้ำลงในนม"
"เทคโนโลยีการเลี้ยงของเกษตรกรล้าหลัง อัตราการเกิดโรคของโคนมสูงมาก ถ้าไม่ยอมจ่ายเงินให้วัวกินยาปฏิชีวนะ ก็งดให้ไปเลยดื้อๆ"
"ยืนกรานที่จะ ‘ผลิต’ ดังนั้นก่อนเข้าสู่สายการผลิต น้ำนมดิบกว่า 90% ก็ปนเปื้อนอย่างหนักแล้ว บางส่วนยังเป็นการปนเปื้อนระดับสูงด้วยซ้ำ"
"มีเพียงกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยอุณหภูมิสูงพิเศษเท่านั้น ถึงจะรับประกันคุณภาพของนมได้"
บริษัทผลิตภัณฑ์นมเหอซียังเป็นเพียงบริษัทไร้ตัวตนเล็กๆ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร่วมโต๊ะด้วย แถมบริษัทผลิตภัณฑ์นมเหอซียังมีกระบวนการแปรรูปทั้งสองแบบ จึงทำได้เพียงเฝ้าดูละครฉากนี้เงียบๆ และฝึกฝนพลังภายในอย่างหนัก
อันที่จริง บริษัทนมขนาดใหญ่ก็เป็นแบบนี้กันหมด มีกระบวนการผลิตทุกรูปแบบ แค่เน้นหนักต่างกัน
ตัวอย่างเช่น ลูกค้ารายใหญ่ของนมผงบรรจุกระสอบที่ปศุสัตว์เต๋อหลงเคยผลิตก่อนหน้านี้ก็คือกวางหมิง ดังนั้นกวางหมิงซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มนมพาสเจอไรซ์ก็ผลิตนมคืนรูปด้วยเช่นกัน
สงครามน้ำลายดุเดือดเลือดพล่าน
ประชาชนเดินตามท้องถนนให้สัมภาษณ์ สื่อก็ยุ่งอยู่กับการเกาะกระแส ผู้เชี่ยวชาญด้านนมหลายสำนักวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นร้อนของวงการนมกันอย่างกว้างขวาง ส่วนบริษัทต่างๆ ก็ยุ่งอยู่กับการทำสงครามราคา
ชาวเน็ตต่างก็ยุ่งอยู่กับการกินแตงดูละคร ในขณะเดียวกันก็รู้สึกกังวลอย่างมาก
ในระหว่างนั้น ก็มีข่าววงการหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องแต่ก็เข้ากันไม่ได้เลยโผล่มาแทรกอยู่เป็นระยะ
กั๋วเหลียงใช้เงิน 350 ล้านหยวน และกั๋วไคโถวใช้หุ้น 10% ของหลัวเจี่ยร่วมกับเงินสด 250 ล้านหยวน ซื้อหุ้นบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอรายละ 5%
อัลฟัลฟ่าส่งออกไปยังประเทศหมู่เกาะ 260,000 ตัน เซ็นสัญญาซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมูลค่า 600 ล้านหยวน
วงการหญ้า ในชีวิตเศรษฐกิจและสังคมของประชาชน ยังไม่ได้สร้างผลกระทบที่ควรจะมีเท่าไหร่นัก
แต่จุดขายเรื่องการปรับปรุงดินเค็ม การเข้าถือหุ้นของนักล่าทุนรัฐ วิสัยทัศน์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศก้อนโต และผลกำไรที่เกินจริง ได้ดึงดูดความสนใจจากวงการการลงทุนและการเงิน การรายงานข่าวจากสื่อธุรกิจ การขุดคุ้ยข้อมูลอย่างลึกซึ้งจากบริษัทวงการหญ้า และความอยากรู้อยากเห็นของชาวเน็ต
ทำให้บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอดึงดูดความสนใจจากคนในสังคมได้ถึงสองครั้งติดต่อกัน
วงการปศุสัตว์และวงการนมก็ถึงกับผงะ
ไอ้น้องเล็กคนนี้มันโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่?
แต่เมื่อเทียบวงการหญ้ากับวงการนมแล้ว ก็ถือเป็นแค่กุ้งฝอยเท่านั้น
ถึงแม้ว่าบริษัทนมขนาดใหญ่ต่างๆ จะให้ความสำคัญกับการสร้างฐานผลิตน้ำนมดิบมาก แต่ปกติแล้วก็ตั้งแค่สถานีรับซื้อนม แล้วใช้รถยนต์เป็นพาหนะ ขับไปรับซื้อไป
แม้แต่อีลี่เอง ก็ใช้รูปแบบการเลี้ยงแบบกระจายตามบ้านเกษตรกร แล้วบริษัทค่อยมารวมศูนย์เพื่อรีดนม
วงการหญ้า วงการปศุสัตว์ วงการนม ชัดเจนว่ามีเพียงกำแพงกั้นกลาง แต่มันกลับรวมเข้าด้วยกันไม่ได้
สงครามน้ำลายของวงการนมยังคงดำเนินต่อไป แต่ก็มีการรวมตัวกันอยู่เป็นระยะ
สมาคมอุตสาหกรรมโคนมประเทศจีนเป็นเจ้าภาพจัดงานแถลงข่าวเรื่อง ‘คำมั่นสัญญาด้านความปลอดภัยและคุณภาพผลิตภัณฑ์นม และการจัดระเบียบพฤติกรรมในอุตสาหกรรมนม’ ที่เมืองหลวง
ในงานแถลงข่าว ยักษ์ใหญ่ทั้งเจ็ดแห่งวงการนมได้ออกข้อเสนอว่า: ให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมอย่างสบายใจ!
ในขณะเดียวกันนั้น หนังสือพิมพ์ปศุสัตว์ประเทศจีนก็ได้ตีพิมพ์บทความของซูกั๋วโจว และมันก็ค่อยๆ เป็นกระแสขึ้นมา
ตอนแรกบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านนมยังไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่
คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์แล้ววิ่งมาบ่นอะไรในวงการนมของพวกเรา?
ตลาดผลิตภัณฑ์นมมีการแข่งขันอย่างดุเดือด ควันปืนแห่งสงครามราคาไม่เคยหยุดหย่อน แม้แต่แบรนด์ผลิตภัณฑ์นมระดับนานาชาติที่มีความแข็งแกร่งอย่างมาก ยังต้องพบกับความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง จนต้องล่าถอยออกจากประเทศจีน
เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมถูกบีบให้ต้องเทนมทิ้งและฆ่าวัว หม้อข้าวตัวเองก็ใกล้จะแตกอยู่แล้ว จะเอาอารมณ์ที่ไหนไปหาของดีๆ ให้วัวกิน?
ต่างก็ต้องเค้นสมองเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้
ในประเทศจีน วัวนมที่จะได้กินหญ้าเลี้ยงสัตว์ดีๆ ล้วนเป็นพวกที่ตอนมาเกิด ยมบาลเห็นว่าหน้าตาเหมือนหัววัวหน้าม้า ก็เลยเมตตาเป็นพิเศษให้ไปเกิดในที่ๆ ดี
วัวบ้านไหนไม่ได้แทะฟางโตมาบ้างล่ะ?
แต่วงการหญ้าก็ยังเป็นแค่น้องเล็กน่ะนะ คนเป็นพี่ก็จะไม่ถือสาเอาความ
บริษัทนมต่างๆ เตรียมใช้วิธีปล่อยเบลอ
แต่คนในวงการหญ้าไม่ยอมแล้วน่ะสิ!
การปรากฏตัวของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอทำให้พวกเขามองเห็นโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ วงการนมในประเทศเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยบ่อยครั้ง
ไม่ใช่ว่าวงการหญ้าไม่เอาไหน เพราะพ่อค้าจากประเทศหมู่เกาะ เกาหลีใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง ฯลฯ ต่างก็เดินทางไกลมาถึงจีนเพื่อจัดซื้ออัลฟัลฟ่า
นอกจากซูกั๋วโจวแล้ว สมาคมหญ้าที่อยู่เบื้องหลังเขาก็เริ่มออกมาเคลื่อนไหวทางสื่ออย่างต่อเนื่อง
โดยพุ่งเป้าไปที่ปัญหาแหล่งผลิตน้ำนมดิบ
"โครงสร้างอาหารสัตว์ไม่สมเหตุสมผล วัวนมไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและสมดุล"
"อัตราโปรตีนในน้ำนมดิบต่ำ"
"จำนวนเซลล์โซมาติกสูง จำนวนแบคทีเรียสูง"
อู๋เฟิงแห่งบริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวงหลังจากเห็นข่าวแล้ว ก็ติดต่อไปยังหน่วยงานผู้ก่อตั้งสาขาสมาคมหญ้าหลายแห่ง
เพื่อเผยแพร่ความสำคัญของหญ้าเลี้ยงสัตว์คุณภาพดีอย่างอัลฟัลฟ่าที่มีต่อการเลี้ยงโคนม ผ่านช่องทางของตนเอง
แต่สุดท้ายก็มีอิทธิพลอย่างจำกัด
และในตอนนี้นี่เอง สัญญาการจัดหาหญ้าเลี้ยงสัตว์คุณภาพดีระหว่างฮุยฮวงกับนักธุรกิจต่างชาติ ในที่สุดก็เซ็นสัญญากันเรียบร้อยแล้ว
ยอดเงินรวมที่สูงถึง 100 ล้านหยวนทำให้อู๋เฟิงรู้สึกฮึกเหิมเป็นทวีคูณ
เขารีบต่อสายถึงกัวหยางทันที ใบสั่งซื้อของฮุยฮวงออกมาแล้ว ทำไมมู่เหอยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรอีกล่ะ?
"ประธานกัว ใบสั่งซื้อของมู่เหอกับนักธุรกิจต่างชาติในรอบนี้ออกมาหรือยังครับ? สมาคมหญ้าต้องการให้บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอมาช่วยกู้หน้าด่วนเลย!"
กัวหยางคอยติดตามศึกชุลมุนของวงการนมมาโดยตลอด เขาเข้าใจความหมายของอู๋เฟิงดี จึงหัวเราะแล้วพูดว่า "ใช้เวลาไปบ้างน่ะครับ"
"หลักๆ ก็คือสเกลมันยังเล็กไป"
"มู่เหอได้มัดรวมขายผลผลิตหญ้าเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดของปีนี้รวมถึงหลังการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ โครงการอู่หยวน และหญ้าอัลฟัลฟ่าของมวลชนในอู่หยวนออกไปหมดแล้ว"
อู๋เฟิงตาเป็นประกาย "มีเท่าไหร่ครับ?"
"ในสัญญาเซ็นไว้ 1,120 ล้านครับ" กัวหยางพูดด้วยน้ำเสียงเสียดายนิดๆ โครงการปรับปรุงดินเค็มระยะแรกของอู่หยวน เจียเหอกับทางการท้องถิ่นทำร่วมกัน 500,000 หมู่
เนื่องจากกังวลว่าจะผ่านฤดูหนาวไปไม่ได้ จึงต้องเก็บเกี่ยวรุ่นสุดท้ายแล้ว
ไม่อย่างนั้นผลผลิตยังจะได้เพิ่มอีก 200,000 ตัน
อู๋เฟิงรีบพูดรัวๆ ว่า "พอแล้วครับ พอแล้ว จะประกาศพร้อมกันเลยไหม?"
กัวหยางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ใช่ครับ เจียเหอจะรับผิดชอบไปติดต่อเอง มณฑลกานซู่, มณฑลเหมิง, สมาคมหญ้า, วงการปศุสัตว์, หนงหมินรื่อเป้า, วงการธุรกิจ และวงการการลงทุนและการเงิน ช่องทางไหนที่มีก็ใช้ให้หมด"