เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 173 : พายุมู่เหอ | บทที่ 174 : นักลงทุนต่างชาติมาเยือนอีกครั้ง

บทที่ 173 : พายุมู่เหอ | บทที่ 174 : นักลงทุนต่างชาติมาเยือนอีกครั้ง

บทที่ 173 : พายุมู่เหอ | บทที่ 174 : นักลงทุนต่างชาติมาเยือนอีกครั้ง


บทที่ 173 : พายุมู่เหอ

ธุรกิจหลักของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหออยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ฐานการผลิตหลักของพวกเขายิ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญสุดๆ

ด้วยเหตุนี้ โลกภายนอกจึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเขาน้อยมาก

หากไม่ใช่เพราะการรายงานข่าวของ CCTV หลายมณฑลในภาคกลางและพื้นที่ชายฝั่งแทบจะไม่รู้เลยว่ามีบริษัทแบบนี้อยู่ด้วย

ครั้งล่าสุดที่บริษัทมู่เหอได้รับความสนใจ ก็เป็นเพราะผลลัพธ์ในการปรับปรุงดินเค็มของพวกเขานั้นน่าทึ่งมากจริงๆ จนไปกระตุ้นความรักที่มีต่อผืนแผ่นดินในใจของประชาชน

แต่พอพูดถึงจิ่วเฉวียน ความประทับใจแรกของคนทั่วไปก็ยังคงเป็นฐานปล่อยดาวเทียม

สำหรับด้านเกษตรกรรม โดยเฉพาะในแวดวงหญ้าเลี้ยงสัตว์ พูดตามตรงว่าคนในพื้นที่ที่พัฒนาแล้วหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าของพรรค์นี้มันเอาไปขายได้

ดังนั้น เมื่อโลกภายนอกเห็นว่าในปี 2004 รายได้ของบริษัทมู่เหอพุ่งไปถึง 130 ล้านหยวน พวกเขาต่างก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างอดไม่ได้

ที่เหลือเชื่อเป็นพิเศษคือ รายได้จากหญ้าเลี้ยงสัตว์สูงถึง 70 ล้านหยวน ซึ่งสูงกว่ารายได้จากเมล็ดพันธุ์เสียอีก!

ในตอนนั้นบริษัทมู่เหอเพิ่งจะก่อตั้งมาได้แค่สองปีครึ่งเท่านั้น!

แต่รายได้ของบริษัทมู่เหอในปีนี้กลับเติบโตอย่างรวดเร็วยิ่งกว่า หญ้าเลี้ยงสัตว์ 1 แสนหมู่ที่เก็บเกี่ยวแค่รอบเดียวในไตรมาสที่สองก็กวาดรายได้ไปถึง 235 ล้านหยวนแล้ว

ไตรมาสที่สามยังไม่ทันจบ ทุ่งหญ้าจินถ่าก็ทำรายได้จากหญ้าเลี้ยงสัตว์ไปอีกกว่า 200 ล้านหยวน

ในตอนนี้เอง ผู้คนถึงพบว่าหญ้าเลี้ยงสัตว์ของบริษัทมู่เหอที่อู่หยวนก็เริ่มให้ผลผลิตแล้วเหมือนกัน

เมื่อรวมกับรายได้จากเมล็ดพันธุ์หญ้า

บริษัทมู่เหอคาดการณ์รายได้ตลอดทั้งปีแบบประเมินขั้นต่ำไว้อยู่ที่ 1,600 ล้านหยวน และมีกำไรถึง 800 ล้านหยวน!

ผู้คนในแวดวงธุรกิจและแวดวงการเงินที่จับตามองการระดมทุนครั้งนี้ต่างพากันตกตะลึง

"แน่ใจนะว่าไม่ได้สร้างตัวเลขปลอมขึ้นมา?"

"นี่เป็นประกาศจากกั๋วไคโถวนะ"

"หญ้าเลี้ยงสัตว์มันทำเงินได้ขนาดนี้เลยเหรอ?"

"บริษัทมู่เหอขายหญ้าเลี้ยงสัตว์ให้ใคร?"

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผู้คนเริ่มขุดคุ้ยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง สื่อดั้งเดิมและสื่อออนไลน์ทุกแขนงต่างก็เริ่มหันมาให้ความสนใจ

หลังจากนั้นข้อมูลที่หลุดมาจากกรมศุลกากรก็ทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

"ขายให้พวกยุ่นงั้นเหรอ?"

"พระเจ้าช่วย ตันละ 410 ดอลลาร์สหรัฐ แค่ไตรมาสที่สามก็ส่งออกไปแล้ว 1.7 แสนตัน นี่มันต้องเป็นเงินเท่าไหร่กันเนี่ย?"

"69.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินหยวนก็ 570 ล้านหยวน!"

"แถมไตรมาสที่สองยังมีอีก 7 หมื่นตัน ซึ่งก็ตรงกับตัวเลข 235 ล้านหยวนในประกาศพอดี"

"นี่มันกำไรมหาศาลชัดๆ!"

ต้นทุนในการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์นั้นคำนวณได้ง่ายมาก มันสูงกว่าธัญพืชเล็กน้อย แต่ระยะเวลาเก็บเกี่ยวของมันยาวนาน ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้นานสองถึงสามปี หรืออาจจะถึงสามถึงห้าปีด้วยซ้ำ

ต่อให้ดูแลอย่างพิถีพิถันหน่อย ต้นทุนการปลูกต่อปีก็ไม่เกินสี่ถึงห้าร้อยหยวน เมื่อเทียบกับราคาตันละสามพันกว่าหยวนแล้ว ถ้าไม่ใช่กำไรมหาศาลแล้วจะเรียกว่าอะไร?

แม้แต่พนักงานของเจียเหอกรุ๊ปเองก็ยังแทบไม่อยากจะเชื่อ

ในออฟฟิศที่จิ่วเฉวียน พวกพนักงานใช้เวลาพักพูดคุยกันอย่างออกรส

"พี่ตง ตอนที่พวกยุ่นสั่งออร์เดอร์ใหญ่ 2.6 แสนตันคราวก่อน ผมก็บอกแล้วว่าบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอปีนี้ต้องรุ่งแน่ รายได้ต้องทะลุพันล้านหยวน พี่ก็ยังบอกว่าอาจจะเป็นไปได้ยากอยู่เลย"

"ฉันมองพลาดไป ใครจะไปรู้ล่ะว่าบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอจะซ่อนความเจ๋งไว้ลึกขนาดนี้!"

"พวกสื่อก็มุ่งเน้นโปรโมตเรื่องการปรับปรุงดินเค็มสู่โลกภายนอก ใครจะไปรู้ว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมันจะน่ากลัวขนาดนี้"

"โคตรเจ๋งเลย!"

"ทั้งบริษัทมู่เหอและเทียนเหอผลประกอบการระเบิดตู้มขนาดนี้ เจียเหอกรุ๊ปกำลังจะรุ่งพุ่งแรงแล้วจริงๆ!"

"ผมก็ว่าทำไมคนของเทศบาลเมืองถึงคุยง่ายนัก จิ่วเฉวียนกับเจียอวี้กวนถึงกับตกลงยกทะเลทรายโกบีให้เจียเหอพร้อมกันเลย"

รายงานทางการเงินของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อน นอกเหนือจากเมล็ดพันธุ์มู่เหอหมายเลข 1 หญ้าเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ก็ผ่านกระบวนการแปรรูปและส่งออกไปยังตลาดประเทศหมู่เกาะโดยตรง

แต่ทว่าผ่านการระดมทุนในครั้งนี้

ผู้คนก็ได้ค้นพบว่าบริษัทมู่เหอไม่เพียงแต่สามารถพลิกโฉมดินเค็มได้เท่านั้น แต่ยังสามารถปลูกทองคำออกมาจากดินเค็มได้อีกด้วย

ทุกภาคส่วนในสังคมต่างเริ่มเคลื่อนไหว สื่อทุกประเภทต่างแย่งกันรายงานข่าวและส่งต่อ

"ออร์เดอร์ใหญ่การค้าระหว่างประเทศ หญ้าเลี้ยงสัตว์ 2.6 แสนตัน บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอทำเงินตราต่างประเทศจากการสั่งซื้อเพียงครั้งเดียวได้เกือบ 600 ล้านหยวน"

"บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอมุ่งเน้นตลาดต่างประเทศ เซ็นสัญญาการค้าระหว่างประเทศหลายฉบับ"

"หญ้าเลี้ยงสัตว์ตะวันตกเฉียงเหนือส่งออกสู่ประเทศหมู่เกาะ กวาดเงินตราต่างประเทศมหาศาล"

"เหตุใดกั๋วไคโถวถึงยอมสละหุ้น 10% ของบริษัทหลัวเจี่ย? เพราะมันคุ้มค่า!"

กระแสสังคมก็เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วเช่นกัน

จากตอนแรกที่วิพากษ์วิจารณ์กั๋วไคโถวว่าใช้หุ้นหลัวเจี่ย 10% บวกกับเงินสด 250 ล้านหยวน เพื่อแลกกับหุ้นบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอเพียง 5% ก็เปลี่ยนมาถกเถียงกันว่าการทำธุรกรรมครั้งนี้มันคุ้มค่าหรือไม่

ฝ่ายที่สนับสนุนกั๋วโถวและหลัวเจี่ยมุ่งเน้นไปที่ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ทั้งเกลือโพแทสเซียม ทองแดง นิกเกิล ทองคำ เงิน และทรัพยากรแร่อื่นๆ อย่างครบครัน พร้อมทั้งอธิบายถึงศักยภาพที่มหาศาล

ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนบริษัทมู่เหอก็หยิบยกเรื่องรายได้สูง การเติบโตสูง และผลกำไรสูงที่เป็นที่ประจักษ์แล้วขึ้นมาชี้แจง อีกทั้งเป้าหมายของกั๋วไคโถวที่มีต่อบริษัทหลัวเจี่ยคือการสร้างมูลค่าผลผลิตรายปีให้ถึง 1,600 ล้านหยวนภายในปี 2009

ในขณะที่บริษัทมู่เหอนั้นมีแนวโน้มที่จะสร้างมูลค่าผลผลิต 1,600 ล้านหยวนได้ตั้งแต่ปีนี้เลย

ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยังคงยืนกรานไม่ยอมกัน

จากนั้นก็ลุกลามกลายเป็นการประณามกลุ่มบริษัทธัญพืชแห่งชาติและหนงฟา \"นักล่าทุนแห่งรัฐ กลุ่มบริษัทธัญพืชแห่งชาติเข้าถือหุ้นบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอ!\""

ทุนรัฐแข่งกันแย่งผลประโยชน์กับบริษัทเอกชน

กระแสความสนใจพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกำไรที่สูงลิ่วดึงดูดความสนใจของนักลงทุนจำนวนมาก

หลายคนที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ในอุตสาหกรรมหญ้าต่างก็มีความคิดที่อยากจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง

บริษัทมู่เหอยังปลูกอัลฟัลฟ่าบนดินเค็มได้ แล้วทำไมฉันจะปลูกบ้างไม่ได้ล่ะ

รัฐบาลท้องถิ่นบางแห่งก็กำลังวางแผนอยู่เช่นกันว่าควรจะผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมหญ้าอัลฟัลฟ่าหรือไม่

อู่หยวน ห้องประชุมรัฐบาลท้องถิ่นระดับอำเภอ

ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ประจำอำเภอได้ออกคำสั่งเด็ดขาดให้กับสำนักงานเกษตร สำนักงานชลประทาน และทุกตำบล

"ความคืบหน้าในการปรับปรุงดินเค็มต้องเร่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะปรับปรุงพื้นที่เพาะปลูกที่ให้ผลผลิตระดับกลางและระดับต่ำจำนวน 5 แสนหมู่ทั่วทั้งอำเภอให้แล้วเสร็จภายในปีนี้!"

"ผ่านมาเกือบจะหนึ่งปีแล้ว การปรับปรุงดินเค็มเพิ่งจะคืบหน้าไปแค่สองแสนกว่าหมู่ มัวแต่อู้กันอยู่หรือไง? ที่โครงการระยะที่สองของบริษัทมู่เหอล่าช้าไม่ยอมเดินหน้าเสียที ก็เพราะอู่หยวนเป็นตัวถ่วงนี่แหละ"

"ดินเค็มสองแสนหมู่ที่บริษัทมู่เหอปรับปรุงในอู่หยวนก็เริ่มให้ผลผลิตกันหมดแล้ว ถ้ายังชักช้าอยู่อีก ต่อให้น้ำแกงสักคำก็คงไม่ได้กิน"

"ใครแม่งเอ๊ยยังขืนมาปลูกดอกทานตะวันให้ฉันเห็นอีกละก็ จะส่งรถไถไปไถทิ้งให้หมดเลย!"

หน่วยงานทุกระดับต่างพากันรับคำ ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทมู่เหอดึงดูดความสนใจของพวกเขาเอาไว้ได้อย่างอยู่หมัด

ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ประจำอำเภอค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงเล็กน้อย

อู่หยวนมีพื้นที่ดินเค็มและพื้นที่เพาะปลูกที่ให้ผลผลิตระดับกลางและระดับต่ำอยู่มาก การปรับปรุงพื้นที่เหล่านี้ได้หลายแสนหมู่ในเวลาเพียงหนึ่งปี ก็นับว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว

"อัลฟัลฟ่าที่ชาวบ้านของเราปลูกไว้ ปีนี้สามารถเก็บเกี่ยวได้หรือยัง?"

"ได้ครับ เหมือนกับของบริษัทมู่เหอ สามารถเก็บเกี่ยวได้สองรอบ"

"มันจะเหมือนกันได้ยังไง? ของบริษัทมู่เหอมันคือที่ดินเค็มรกร้างที่ได้รับการปรับปรุง พวกเขาหว่านเมล็ดกันไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่พวกคุณดันดึงเชงลากยาวมาจนถึงปีนี้ถึงเพิ่งจะได้หว่าน"

ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ประจำอำเภออดไม่ได้ที่จะอยากด่าคน โอกาสมาเสิร์ฟถึงอู่หยวนแล้วแท้ๆ แต่อู่หยวนกลับเกือบจะพลาดมันไป

เท่าที่เขารู้ มีหลายอำเภอและหลายเมืองที่กำลังวางแผนผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมอัลฟัลฟ่าแล้ว ความต้องการในตลาดภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ผลกำไรจากตลาดส่งออกยิ่งน่าอิจฉาจนตาร้อนผ่าว

"รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากหญ้าเลี้ยงสัตว์สองรอบในปีนี้เป็นยังไงบ้าง?"

"รายได้เพิ่มขึ้นน่าพอใจมากครับ หญ้าเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ทางโรงงานของบริษัทมู่เหอจะรับซื้อไป ในปีแรก คาดว่าผลผลิตต่อหมู่จะอยู่ที่ 1.5 ตัน รายได้ต่อหมู่อยู่ที่ 1,800 หยวน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบพันหยวนต่อหมู่เลยครับ"

"พื้นที่เพาะปลูกที่ให้ผลผลิตระดับกลางและระดับต่ำมีรายได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว"

จิ่วเฉวียน บริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวง

หากจะพูดถึงคนนอกที่เข้าใจการพัฒนาของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอมากที่สุด อู๋เฟิงกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าเขาคือที่หนึ่ง

ในฐานะผู้จัดการทั่วไปของบริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวง กัวหยางเคยเชิญอู๋เฟิงให้ไปดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัทมู่เหอ แต่เขาก็ปฏิเสธไป

เขามาจากพื้นเพคนขับรถบรรทุกขนาดใหญ่

ที่สามารถก้าวมาทีละก้าวข้ามผ่านอุปสรรคจนมาถึงทุกวันนี้ได้ ก็ต้องพึ่งพาความเมตตาชื่นชมจากบอสของเขาทั้งนั้น

ฮุยฮวงกับมู่เหอตั้งอยู่ในจิ่วเฉวียนเหมือนกัน ในตอนที่ฮุยฮวงยังคงดิ้นรนอย่างยากลำบากในอุตสาหกรรมหญ้า ไอ้หนุ่มเลือดร้อนคนหนึ่งก็หอบเงินทุนก้อนโตกระโจนลงมาในหลุมพรางของอุตสาหกรรมนี้

ใช่แล้ว ในสายตาของเขา กัวหยางก็คือไอ้หนุ่มเลือดร้อนนั่นแหละ!

หมอนั่นคงคิดว่าหลุมของหญ้าเลี้ยงสัตว์ยังลึกไม่พอ ถึงได้ขุดเจาะรูลงไปในพื้นดิน แล้วมุดเข้าไปในปลักโคลนของที่ดินเค็ม

ในระหว่างกระบวนการนี้ ก็ยังดึงตัวคนจากฮุยฮวงกรุ๊ปไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน

พนักงานของฮุยฮวงพอถูกปั้นจนเติบโตได้ชุดหนึ่ง ก็จะถูกบริษัทมู่เหอดึงตัวไปชุดหนึ่ง จนกระทั่งพวกเขาได้คนพอแล้วถึงได้หยุด

อู๋เฟิงแทบจะคอยติดตามสถานการณ์ของบริษัทมู่เหออยู่ตลอดเวลา

ตั้งแต่การบุกเบิกปรับหน้าดิน การหว่านเมล็ดอัลฟัลฟ่า การไถกลบปุ๋ยพืชสด โรงงานหญ้าเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการขายผลิตภัณฑ์ เขาล้วนมีความเข้าใจอยู่เกือบจะทุกอย่าง

และก็เป็นเพราะความเข้าใจนี่แหละ เขาถึงได้เต็มไปด้วยความเคารพนับถือที่มีต่อบริษัทมู่เหอ

เพราะการมีอยู่ของบริษัทมู่เหอ ได้เข้ามากวนน้ำนิ่งๆ ของอุตสาหกรรมหญ้าให้ขยับ ทำให้บริษัทอย่างฮุยฮวงและบริษัทอื่นๆ ได้มีโอกาสตามไปดื่มด่ำกับผลพลอยได้ด้วย

"เหล่าอู๋ ฮุยฮวงต้องการขยายขนาดการปลูกหญ้าอัลฟัลฟ่าหรือเปล่า? สำนักงานใหญ่สามารถอัดฉีดเงินทุนให้ได้นะ"

อู๋เฟิงฟังคำถามที่บอสเอ่ยปากขึ้นมาก่อน ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าบริษัทมู่เหอนี่มันทะยานขึ้นฟ้าไปแล้วจริงๆ แต่ยิ่งเป็นเวลาแบบนี้ ก็ยิ่งต้องรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ให้เพียงพอ

"การขยายพื้นที่ปลูกไม่มีความจำเป็นครับ แต่เรื่องการอัดฉีดเงินทุนน่ะได้ ฮุยฮวงจำเป็นต้องไปจัดหาซื้ออุปกรณ์ล็อตหนึ่งจากบริษัทมู่เหอ"

"ผมเห็นรายงานข่าวจากสื่อบอกว่า กำไรจากการปลูกและส่งออกอัลฟัลฟ่าของบริษัทมู่เหอมันสูงลิ่วเลยนี่!"

"กำไรจากการส่งออกอัลฟัลฟ่าน่ะ มีแค่บริษัทมู่เหอเท่านั้นแหละครับที่ทำได้ ทั้งเมล็ดพันธุ์ การแปรรูป เครื่องจักรสำหรับหญ้าเลี้ยงสัตว์ การกักกันโรคเพื่อการส่งออก และเทคโนโลยีต่างๆ ล้วนเป็นอันดับหนึ่งในประเทศ

บริษัทมู่เหอเป็นลูกพี่ใหญ่ ฮุยฮวงเราก็มุ่งมั่นจะเป็นเบอร์สอง หญ้าเลี้ยงสัตว์และเมล็ดพันธุ์หญ้าชนิดอื่นๆ ก็ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก"

"ตกลง ต้องการเงินทุนเท่าไหร่ก็เสนอแผนมาได้เลย" บอสเองก็ตอบรับอย่างตรงไปตรงมา ส่วนสำคัญคือช่วงสองสามปีมานี้ ภายใต้การนำของอู๋เฟิง ฮุยฮวงก็ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"ครับ" นอกเหนือจากเมล็ดพันธุ์มู่เหอหมายเลข 1 แล้ว สิ่งที่อู๋เฟิงอิจฉาที่สุดก็คือเทคโนโลยีการบีบอัดหญ้าเลี้ยงสัตว์ของบริษัทมู่เหอ

ความหนาแน่นในการบีบอัดของมันต่างหากที่เป็นอาวุธร้ายกาจในการพัฒนาอุตสาหกรรมหญ้า พอมีอุปกรณ์ชนิดนี้ ต้นทุนการขนส่งฟ่อนหญ้าก็จะลดฮวบฮาบลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วกำไรมันก็จะเพิ่มขึ้นมาเอง

สิ่งที่ฮุยฮวงควรทำไม่ใช่การไปแข่งขันกับบริษัทมู่เหอ แต่เป็นการร่วมมือร่วมใจกันสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมหญ้าอัลฟัลฟ่าที่มีความเป็นมืออาชีพขึ้นมา

เพื่อนำพาอุตสาหกรรมทั้งหมดให้เข้าสู่ระบบระเบียบที่ถูกต้อง!

เมืองหลวง สถาบันวิจัยอุตสาหกรรมหญ้า

ซูกั๋วโจวเขียนบทความชิ้นหนึ่งจนเสร็จสมบูรณ์อย่างลื่นไหล

เนื่องจากได้รับแรงผลักดันจากเหตุการณ์การระดมทุนของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอ ในระยะนี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทประเภทต่างๆ รัฐบาลท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งเกษตรกรผู้ปลูก ที่หันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาอุตสาหกรรมหญ้าต่างก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในฐานะนักวิชาการชื่อดังในแวดวงอุตสาหกรรมหญ้า ซูกั๋วโจวเองก็ได้รับคำเชิญจากสื่อของรัฐเช่นกัน

สำหรับมู่เหอหมายเลข 1 ความรู้สึกของเขานั้นซับซ้อนมาก คุณสมบัติของมันโดดเด่น โดยเฉพาะเรื่องที่มันสามารถปรับปรุงดินได้นั้น มันก็สามารถเอาชนะใจเขาได้แล้ว

แต่ไม่คิดเลยว่าคุณภาพของมันจะได้รับการยอมรับจากนักธุรกิจต่างชาติ แถมยังเป็นประเทศหมู่เกาะที่จู้จี้จุกจิกที่สุดอีกต่างหาก

ส่วนเรื่องราคาที่เวอร์เกินจริงของมัน เขาก็ทั้งประหลาดใจ ชื่นชม และถึงขั้นอิจฉาความโชคดีของเวิงลี่ซินด้วยซ้ำ

แต่เขาต้องการใช้ประโยชน์จากกระแสความสนใจนี้ เพื่อให้คนในประเทศและภาคธุรกิจจำนวนมากขึ้นได้ตระหนักถึงความสำคัญของหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่มีต่อการปศุสัตว์และอุตสาหกรรมนม

บทความของเขามุ่งเน้นไปที่การขยายความถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมอัลฟัลฟ่าที่มีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมนมเป็นหลัก

เหตุการณ์อย่างนมด้อยคุณภาพที่ฟู่หยาง ถูกเขานำมาใช้เป็นตัวอย่างด้านลบ

"ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมนมของประเทศจีนได้บรรลุการพัฒนาแบบก้าวกระโดดอย่างเหนือความคาดหมาย จำนวนโคนมที่เลี้ยงไว้มีมากกว่า 15 ล้านตัว และมีผลผลิตมากกว่า 30 ล้านตัน..."

"...การจัดการการเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย คุณภาพของน้ำนมดิบไม่สูง ความปลอดภัยต่ำ ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นก็คือ การเลี้ยงโคนมในประเทศจีนใช้รูปแบบการเลี้ยงแบบดั้งเดิมที่ล้าหลังด้วย ฟาง + อาหารสัตว์หมัก + อาหารข้น มาอย่างยาวนาน

แทนที่จะพึ่งพาหญ้าเลี้ยงสัตว์คุณภาพสูงอย่างเต็มที่ ส่งผลให้โคนมมักจะเกิดโรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญต่างๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มผลผลิตน้ำนมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพและความปลอดภัยของนมอีกด้วย..."

"อัลฟัลฟ่าคือราชาแห่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และยิ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมนมอย่างรอบด้าน"

"ลักษณะทางสรีรวิทยาของโคนมและประสบการณ์จากประเทศที่อุตสาหกรรมนมพัฒนาแล้ว ล้วนบ่งชี้ว่าโคนมคุณภาพสูงจะต้องมาคู่กับหญ้าเลี้ยงสัตว์คุณภาพสูง..."

"อาหารสัตว์ทั่วไปสำหรับโคนมในประเทศจีนยังคงเป็นการผสมกันง่ายๆ ระหว่างอาหารหยาบจำพวกฟางที่ด้อยคุณภาพและอาหารหลักสามชนิด (ข้าวโพด รำข้าว กากสกัดน้ำมัน) ซึ่งมีปริมาณโปรตีนที่จำเจ และขาดธาตุอาหารรองต่างๆ..."

"หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เหตุการณ์อย่างเด็กทารกหัวโตก็ยังคงจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่หยุดหย่อน..."

"ควรจะพัฒนาอุตสาหกรรมอัลฟัลฟ่าให้เหมือนกับการพัฒนาธัญพืช"

หลังจากที่หยวนเจี้ยนฝาน บรรณาธิการบริหารของหนังสือพิมพ์ปศุสัตว์ประเทศจีนอ่านจบ เขาก็นิ่งเงียบไปนาน นี่มันกะจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอุตสาหกรรมนมทั่วทั้งประเทศเลยนี่นา!

"ศาสตราจารย์ซู จะให้ตีพิมพ์แบบนี้จริงๆ เหรอครับ?"

ซูกั๋วโจวเข้าใจความหมายของเขา แต่คิดจริงๆ หรือว่าพวกคนที่วิ่งตามผลประโยชน์กลุ่มนั้น จะยอมเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะบทความแค่ชิ้นเดียว?

เขายิ้มพลางตอบว่า "ตีพิมพ์เลย"

บทที่ 174 : นักลงทุนต่างชาติมาเยือนอีกครั้ง

"ตีพิมพ์!"

หยวนเจี้ยนฝานมองซูกั๋วโจวที่พูดอย่างหนักแน่นด้วยสีหน้าซับซ้อน

กำไรมหาศาลของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอเป็นแค่กรณีศึกษาเฉพาะเท่านั้น

ลำพังอัลฟัลฟ่าไม่ได้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงนัก หากต้องการสร้างมูลค่าเพิ่ม จะต้องพึ่งพาการแปรรูปที่มีประสิทธิภาพจากปศุสัตว์กินพืช โดยเฉพาะโคนม

หากไม่มีอุตสาหกรรมปศุสัตว์คอยผลักดัน อุตสาหกรรมอัลฟัลฟ่าย่อมเติบโตอย่างมั่นคงได้ยาก

ช่วงหลายปีมานี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีเกษตรกรปลูกอัลฟัลฟ่า

แต่ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ของรัฐหรือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วไป ต่างก็มองว่าอัลฟัลฟ่ามีราคาแพง การนำไปเลี้ยงโคนมนั้นไม่คุ้มค่า

ส่งผลให้หญ้าอัลฟัลฟ่าแห้งคุณภาพดีกลับไม่มีใครเหลียวแล

บทความของซูกั๋วโจวเขียนได้ดีมาก

แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นการยุยงให้คนแห่กันปลูกอัลฟัลฟ่า

ซึ่งไม่เพียงแต่อาจจะทำร้ายเกษตรกร

แต่ยังเป็นการล่วงเกินเกษตรกรโคนมและฟาร์มวัวด้วย ผลกำไรจากการเลี้ยงโคนมก็แย่อยู่แล้ว หากต้องใช้หญ้าเลี้ยงสัตว์ที่มีต้นทุนสูงขึ้นอีก

สำหรับพวกที่มีวิสัยทัศน์คับแคบ คงได้แต่บ่นว่า นี่จะไม่ให้พวกเรามีชีวิตรอดกันเลยหรือไง?

หยวนเจี้ยนฝานสั่งให้คนนำต้นฉบับไปเตรียมตีพิมพ์อย่างจนใจ

……

อิทธิพลของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ลุกลามไปถึงระดับท้องถิ่น กรมปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมหญ้าอย่างรวดเร็ว

ที่มองโกเลียใน อาฉีตั้งอยู่บริเวณชายขอบของพื้นที่ทะเลทราย แห้งแล้ง ฝนตกน้อย ลมแรงและมีพายุทรายมาก

ช่วงต้นปี เพื่อปกป้องทุ่งหญ้าและเพิ่มรายได้ไปพร้อมกัน รัฐบาลท้องถิ่นเมืองเซ่าเกินจึงเริ่มทดลองปลูกอัลฟัลฟ่า

นายกเทศมนตรีหวงชินส่งเสริมให้บริษัทแห่งหนึ่งปลูกอัลฟัลฟ่าจำนวน 2,000 หมู่ และฟาร์มครอบครัวอีก 3 แห่ง ปลูกอัลฟัลฟ่าแห่งละ 500 หมู่

แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เมล็ดอัลฟัลฟ่าที่บริษัทหว่านไว้ก่อนที่ลมจะพัดมา ถูกพายุทรายพัดถล่มจนต้นกล้าตายเรียบ

ส่วนเกษตรกรทั้งสามราย เมล็ดที่หว่านลงไปกลับไม่งอกเป็นต้นกล้าเลยด้วยซ้ำ ไม่เพียงแต่หาเงินไม่ได้สักเฟินเดียว แต่ยังต้องจ่ายค่าบทเรียนไปอย่างมหาศาล

เกษตรกรทั้งสามรายได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนักจนหมดกำลังใจ

แผนการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ของเมืองพังทลายลงกลางคัน

ในตอนนั้นเอง เขาก็ได้รับการแจ้งเตือนให้ไปอบรมที่ตัวเมือง ระหว่างการอบรม เขารู้สึกตื่นเต้นไปทั้งตัว

"บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอคว้าออเดอร์เงินตราต่างประเทศได้หลายรายการ หญ้าอัลฟัลฟ่าสร้างรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศหลายร้อยล้านหยวน"

"ผลผลิตหญ้าแห้ง 2.5 ตันต่อหมู่ ราคาประมูลส่งออกมากกว่า 3,000 หยวนต่อตัน!"

ข่าวแต่ละข้อกระตุ้นความรู้สึกของเขา แต่ก็ไม่มีข่าวไหนที่น่าตื่นเต้นเท่าข่าวสุดท้าย

"ผู้นำระดับเมืองกำลังเชิญบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอมาสร้างโรงงานอัลฟัลฟ่าที่ซื่อเฟิง เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมการปลูกและแปรรูปหญ้าเลี้ยงสัตว์อย่างเต็มที่!"

เมื่อกลับมาที่เมือง พื้นที่พายุทรายก็ยังคงมีสีเขียวของหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล

หวงชินฮัมเพลงเบาๆ พลางเรียกเกษตรกรทั้งสามรายและบริษัทมารวมตัวกันอีกครั้ง

เขาหยิบเอกสารประกอบการอบรมที่นำกลับมาด้วยออกมาแนะนำให้พวกเขาฟัง ข้อมูลตัวเลขเรียงรายทำให้ทุกคนตาลุกวาว แต่ก็กลับมาหม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว

ขาดทุนจนหมดตัวแล้ว!

จะเอาเงินที่ไหนไปลงทุนต่อ?

หวงชินหัวเราะ "ทางเมืองจัดสรรเงินทุนมาได้ก้อนหนึ่ง เพื่อชดเชยความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยตรงให้กับพวกคุณ"

เกษตรกรมีสีหน้าดีใจ "จริงเหรอ?"

"เงินชดเชยจะโอนให้พวกคุณในเร็วๆ นี้ แต่ปีหน้าพวกคุณต้องปลูกอัลฟัลฟ่าอีกนะ"

"ไม่ต้องรอปีหน้าหรอก ขอแค่มีเงิน เดือนสิงหาคมนี้ผมก็เริ่มปลูกใหม่ได้เลย"

ส่วนผู้รับผิดชอบบริษัทกลับขมวดคิ้ว "หว่านเมล็ดเดือนสิงหาคมช้าเกินไป อัลฟัลฟ่าจะทนฤดูหนาวไม่ไหว คงต้องรอปีหน้า"

ที่กองพลมณฑลซินเจียงกลับเป็นอีกสถานการณ์หนึ่ง

มีพนักงานฟาร์มกองพลทยอยมาหาโจวชิ่งเพื่อขอซื้อเมล็ดพันธุ์ ปีที่แล้วฟาร์มกองพลนำเมล็ดพันธุ์กลับมาจากบริษัทมู่เหอถึง 20,000 ชั่ง

โดยส่วนตัวเขาเองซื้อไป 5,000 ชั่ง และปลูกอัลฟัลฟ่าไปสองพันกว่าหมู่

ปีนี้เขาเก็บเกี่ยวอัลฟัลฟ่าไปแล้วสองรอบ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.1 หยวนต่อกิโลกรัม คาดว่ารายได้ต่อหมู่จะสูงถึง 2,000 กว่าหยวน

เมื่อหักค่าเช่าที่ดิน ค่าน้ำ ค่าเมล็ดพันธุ์ และต้นทุนอื่นๆ แล้ว กำไรสุทธิต่อหมู่ก็ยังสูงถึงหนึ่งพันกว่าหยวน

สูงกว่าฝ้ายซะอีก!

เรื่องนี้ทำให้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ พนักงานที่ปลูกมู่เหอหมายเลข 1 ตามเขา ก็มักจะอดไม่ได้ที่จะวิ่งไปอวดเบ่งที่ไร่ฝ้าย

"ปีนี้ราคาฝ้ายเป็นไงบ้าง!"

"กิโลกรัมละประมาณ 11 หยวน"

"โอ๊ะ ขึ้นมาหน่อยนึงนี่ หมู่หนึ่งก็ขายได้ตั้ง 2,000 หยวน"

"สู้พวกนายที่ปลูกหญ้าไม่ได้หรอก"

"โธ่เอ๊ย ก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอก เห็นบอกว่าหญ้าแห้งได้ผลผลิต 2.5 ตันต่อหมู่ มันจะไปง่ายขนาดนั้นได้ยังไงล่ะ สองรอบแรกฉันเก็บได้แค่ 1.2 ตัน รอบนี้ก็เห็นได้ชัดว่าผลผลิตลดลง ทั้งปีเก็บได้ 2 ตันก็ถือว่าดีแล้ว"

พนักงานที่ปลูกฝ้ายไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอิจฉาตาร้อนแค่ไหน 2 ตันนั่นก็เงินตั้ง 2,000 กว่าหยวน

ลองนึกถึงตอนที่พวกตนปลูกฝ้ายสิ ต้องใช้มือเก็บทีละดอก สุดท้ายก็ขายได้แค่ 2,000 กว่าหยวนเท่านั้น

แต่ต้นทุนฝ้ายมันสูงขนาดไหนล่ะ!

ขาดทุนย่อยยับ!

ตอนนี้ถ้าอยากจะเปลี่ยนไปปลูกอัลฟัลฟ่าก็ต้องรอปีหน้า

แถมยังไม่รู้เลยว่าจะมีเมล็ดพันธุ์หรือเปล่า

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ข่าวออเดอร์ต่างประเทศล็อตใหญ่ของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอก็แพร่สะพัดไปถึงกรมวิชาการเกษตรของกองพล

ส่งออกอัลฟัลฟ่าให้ประเทศหมู่เกาะราคาตันละ 3,300 หยวนงั้นเหรอ?

เซ็นสัญญาการค้าต่างประเทศจำนวน 260,000 ตันกับนักธุรกิจประเทศหมู่เกาะ?

ถังหย่งจากกรมปศุสัตว์ถึงกับมึนงง จากนั้นเขาก็แบ่งปันข้อมูลนี้ให้กับโจวชิ่ง ทั้งสองคนมาเจอกันและมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

โจวชิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดกับถังหย่งว่า "กองพลก็มีโรงงานแปรรูปอาหารสัตว์ตั้งเยอะ ลองพิจารณานำเข้าอุปกรณ์แปรรูปแล้วส่งออกอัลฟัลฟ่าไปต่างประเทศดีไหม?"

ถังหย่งส่ายหัวและกล่าวว่า "เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ความยากในการดำเนินงานของอุตสาหกรรมแปรรูปอัลฟัลฟ่ามีมากกว่าที่คุณคิด การบริหารโรงงานแปรรูประดับหมื่นตันนั้นยากกว่าการบริหารโรงงานอาหารสัตว์ระดับแสนตันเสียอีก"

"แล้วทำไมบริษัทมู่เหอถึงทำได้ล่ะ?"

"วัตถุดิบของมู่เหอมีความเสถียรสูงมาก พวกเขาแทบไม่ต้องติดต่อกับเกษตรกร ต้นทุนการทำธุรกรรมจึงต่ำ

ในขณะที่กองพลต้องกระตุ้นให้พนักงานปลูกอัลฟัลฟ่าและรับประกันรายได้ที่ดี ทำให้ต้นทุนการทำธุรกรรมสูงลิ่ว วัตถุดิบที่รับซื้อมาก็มีคุณภาพแตกต่างกันไป จึงยากที่จะรับประกันความเสถียรของคุณภาพผลิตภัณฑ์"

ภายใต้สภาวะตลาดที่ว้าวุ่น องค์กรและบริษัทที่มีสติอย่างบริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวงและกองพลนั้นมีอยู่ไม่น้อย

หลายบริษัทล้วนเคยผ่านการโดนตลาดสั่งสอนมาแล้ว

ฟาร์มโคนมไม่รับซื้ออัลฟัลฟ่า เกษตรกรไม่อยากปลูกอัลฟัลฟ่า ผลิตภัณฑ์หญ้าที่แปรรูปออกมาก็ไม่ตรงตามมาตรฐานการส่งออก

ผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมหญ้าเหล่านี้ ยืนหยัดในอุตสาหกรรมอัลฟัลฟ่ามาหลายปี เผชิญกับการถูกประเมินค่าต่ำ ความสับสน และความล้มเหลว

การปรากฏตัวของบริษัทมู่เหอก็เหมือนกับแสงสว่างของประภาคารท่ามกลางมหาสมุทรอันมืดมิด

แต่แสงไฟดวงนี้มันลึกลับเกินไป

หลายคนรู้เรื่องเกี่ยวกับพวกเขาน้อยมาก

บางคนคิดว่ามู่เหอมีเมล็ดพันธุ์ที่เจ๋งสุดยอด บางคนรู้ว่ามู่เหอมีเทคโนโลยีเครื่องจักรและการแปรรูปชั้นยอด และบางคนก็สันนิษฐานว่าพวกเขาไม่มีปัญหาเรื่องวัตถุดิบ

บริษัทหญ้าอัลฟัลฟ่าเชิงพาณิชย์ต่างพากันสืบข่าว หวังว่าจะได้พบเคล็ดลับการเอาชีวิตรอดและการพัฒนาจากบริษัทมู่เหอ

จิ่วเฉวียน, เจียเหอกรุ๊ป

กัวหยางเองก็คาดไม่ถึงว่าการระดมทุนเพียงครั้งเดียว จะดึงดูดความสนใจได้มากมายขนาดนี้

แม้แต่กั๋วเหลียงและกลุ่มหนงฟาก็ทนรับแรงกดดันจากกระแสสังคมไม่ไหว ติดต่อหากัวหยางหลายครั้ง

โดยเฉพาะโหยวฟู่เซียนจากกลุ่มหนงฟา ถึงกับเริ่มแซวแล้วว่า ไอ้น้องชาย สนใจออกทะเลไปเที่ยวด้วยกันไหม?

ฟาร์มเพาะปลูกของรัฐของประเทศจีนมีฟาร์มอยู่ในแอฟริกาสิบกว่าแห่ง หรือจะเป็นอเมริกาใต้ก็ดีนะ?

กัวหยางถูกกวนจนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

แต่ก็ยังคงปฏิเสธไปอย่างสุภาพ

ในภาคส่วนของอุตสาหกรรมการเพาะปลูก ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เจียเหอจะออกไปลุยต่างประเทศ ทรัพยากรในประเทศอีกตั้งเยอะยังพัฒนาไม่หมดเลย

กระแสสังคมจากบนลงล่างเริ่มมีท่าทีว่าจะจางหายไป จวงเข่อจากกั๋วเหลียงและโหยวฟู่เซียนจากหนงฟาเพิ่งจะเตรียมถอนหายใจด้วยความโล่งอก

กัวหยางก็พูดขึ้นมาอีกด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ว่า

"หญ้าเลี้ยงสัตว์รอบที่สามของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอกำลังจะเก็บเกี่ยว ออเดอร์การค้าต่างประเทศล็อตใหม่กำลังจะมาแล้ว"

"ออเดอร์ครั้งนี้จะใหญ่กว่าครั้งที่แล้วแน่นอน!"

จวงเข่อและโหยวฟู่เซียนชาชินไปแล้ว ได้แต่ปล่อยเบลอ

จะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ ไม่ได้เนื้อแหว่งไปสักหน่อย เงินที่กั๋วเหลียงและหนงฟาระดมทุนมาก็ใช่ว่าจะน้อย ผู้ก่อตั้งของพวกเขายังมานั่งคุยเล่นหัวเราะร่ากับพวกเขาอยู่เลย

หญ้าอัลฟัลฟ่าล็อตก่อนของมู่เหอที่ส่งออกไปประเทศหมู่เกาะได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม

เพียงแต่เพราะอัลฟัลฟ่าคุณภาพดีมีราคาแพงเกินไป ในช่วงแรกนักธุรกิจประเทศหมู่เกาะบางคนจึงไปหาแหล่งสินค้าจากที่อื่นในประเทศด้วย

โครงการของรัฐบาลในประเทศจีนหลายโครงการที่ปลูกมู่เหอหมายเลข 1 เริ่มทยอยให้ผลผลิต ซึ่งดึงดูดความสนใจจากนักธุรกิจประเทศหมู่เกาะ

แต่คุณภาพหญ้าอัลฟัลฟ่าที่ปลูกในท้องถิ่นกลับด้อยกว่าเล็กน้อย และมักจะได้รับผลกระทบจากฝนระหว่างการตากแห้ง

ทำให้สัดส่วนของอัลฟัลฟ่าคุณภาพสูงมีน้อย จำนวนไม่เพียงพอ แหล่งสินค้าก็ไม่คงที่ และโรงงานแปรรูปก็ไม่ตรงตามมาตรฐาน

ท้ายที่สุด นักธุรกิจประเทศหมู่เกาะเหล่านี้ต่างก็พากันแห่มาที่ระเบียงเหอซี

เมื่อมองดูทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล แสงแดดแผดเผา และผืนดินที่แห้งแล้ง นักธุรกิจประเทศหมู่เกาะที่เพิ่งเคยมาเยือนฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีนเป็นครั้งแรกต่างก็แสดงสีหน้าตื่นตะลึงและอิจฉาตาร้อน

"โซกะ ที่นี่แหละคือพื้นที่เพาะปลูกอัลฟัลฟ่าในอุดมคติที่สุด ที่ดินกว้างขวาง แสงแดดเพียงพอ ไม่มีฝนตกตลอดยืดเยื้อ"

"ตอนที่ผมก้าวลงบนแผ่นดินระเบียงเหอซี ผมก็ไม่สงสัยเลยว่าที่นี่จะสามารถผลิตอัลฟัลฟ่าคุณภาพดีที่สุดในโลกได้"

"สภาพอากาศเหมาะสมกับการแปรรูปหญ้าแห้งเหลือเกิน!"

"ประเทศหมู่เกาะเราก็ขาดแคลนพื้นที่แบบนี้นี่แหละ"

นักธุรกิจประเทศหมู่เกาะส่วนใหญ่มุ่งเป้ามาที่อัลฟัลฟ่าคุณภาพสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์หญ้าอัลฟัลฟ่าระดับพรีเมียมและระดับพิเศษที่อยู่เหนือระดับหญ้าแห้งเกรดหนึ่ง

นอกจากนักธุรกิจประเทศหมู่เกาะแล้ว ก็ยังมีคนจากเกาหลีใต้ มณฑลวันวัน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาด้วย

เนื่องจากต้องแย่งชิงหญ้าเลี้ยงสัตว์ ลูกค้าพ่อค้าจึงเกิดการโต้เถียงกันหลายครั้ง

หลัวซิวขับรถออฟโรดแล่นผ่านทุ่งหญ้าอัลฟัลฟ่าอย่างรวดเร็ว ทำเอาฝูงนกแตกตื่นบินว่อน และเรียกเสียงอุทานด้วยความตกใจจากหนิงเสี่ยวจิ้งที่นั่งอยู่บนรถ

หนิงเสี่ยวจิ้งมีรูปร่างอวบอิ่มแต่ไม่ถึงกับอ้วน เพียงแต่การทำงานหนักติดต่อกันทำให้เธอดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย

เธอมาสัมภาษณ์งาน แต่พอสัมภาษณ์ทีก็ปาเข้าไปหลายวัน

เธอยังไม่ทันจะได้แสดงความสามารถและความงามของตัวเอง ก็ถูกลากเข้าไปทำงานยุ่งๆ สารพัดอย่าง

การประชุมที่ไม่มีวันจบสิ้น เอกสารการลงทุนที่ส่งมาอย่างต่อเนื่อง และแขกเหรื่อที่มาเยือนไม่ขาดสาย

เมื่อมองดูบอสหนุ่มที่หลับตาพักผ่อนอยู่ข้างๆ นี่มันผู้ชายทื่อๆ ที่ไม่รู้จักทะนุถนอมผู้หญิงเอาซะเลย

รถยนต์แล่นมาจอดที่ลานกว้างหน้าอาคารสำนักงานของบริษัทมู่เหอ หยูเสี่ยวชวนก็เดินเข้ามาต้อนรับ

"บอสครับ ตัวแทนลูกค้าจากเกาหลีใต้ มณฑลวันวัน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในห้องประชุมกันหมดแล้วครับ"

"ทุกคนอยากจะจองออเดอร์ครับ ไม่ว่าจะเป็นหญ้าเลี้ยงสัตว์รอบสุดท้าย หญ้าเลี้ยงสัตว์หลังเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ หรือแม้แต่ของปีหน้าก็ได้ทั้งนั้นครับ"

กัวหยางกล่าวว่า "อืม รออีกหน่อยแล้วกัน ฉันนัดคนอื่นเอาไว้ ถ้าทุกอย่างราบรื่น วันนี้ก็น่าจะแก้ปัญหาเรื่องกำลังการผลิตได้"

หยูเสี่ยวชวนสงสัย จะไปมีหญ้าที่ไหนอีก?

รถจี๊ปสีเขียวทหารคันหนึ่งแล่นเข้ามาในลานกว้าง

กัวหยางหัวเราะ "มากันแล้ว"

อู๋เฟิงที่หวีผมเสยไปด้านหลังเดินนำลงมาจากรถ ข้างๆ เขายังมีชายหน้าตาหยาบกระด้างคนหนึ่ง

"เถ้าแก่กัว ไม่เจอกันนานเลย มู่เหอตอนนี้ชื่อเสียงโด่งดังไปไกลเลยนะ"

กัวหยางหัวเราะ "ฮุยฮวงช่วงสองปีนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันแหละ!"

"นั่นก็ต้องขอบคุณมู่เหอที่ซื้อเมล็ดพันธุ์หญ้าจากฮุยฮวงไปจำนวนมาก"

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากเมล็ดพันธุ์อัลฟัลฟ่าธรรมดาในช่วงแรกแล้ว การฟื้นฟูทุ่งหญ้าเสื่อมโทรมของบริษัทมู่เหอ รวมถึงการหว่านเมล็ดพันธุ์หญ้าเสริมที่ทุ่งหญ้าอูลาเท่อ ล้วนซื้อมาจากบริษัทอย่างฮุยฮวงทั้งสิ้น

อู๋เฟิงแนะนำชายที่อยู่ข้างๆ "นี่คือเหออวิ๋น ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทลวี่โจวเฉาเย่แห่งมณฑลหนิง พอดีแวะมาดูที่จิ่วเฉวียนน่ะ"

พวกเขาพูดคุยทักทายกันสักพัก

กัวหยางพูดตรงเข้าประเด็น "อุปกรณ์แปรรูปสามารถขายให้ฮุยฮวงได้ แต่ตอนนี้กำลังการผลิตของเฟิงข่ายไม่เพียงพอ เร็วที่สุดก็ต้องเป็นปีหน้า"

อู๋เฟิงเข้าใจดี "ไม่เป็นไร ฮุยฮวงรอได้ ว่าแต่ขอเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานของมู่เหอก่อนดีไหม? พวกเราอยากรู้อยากเห็นมานานแล้วนะ"

กัวหยางยิ้มๆ "เรื่องเยี่ยมชมยังไม่ต้องรีบหรอก ฮุยฮวงสนใจส่งออกหญ้าโอ๊ตบ้างไหมล่ะ?"

จบบทที่ บทที่ 173 : พายุมู่เหอ | บทที่ 174 : นักลงทุนต่างชาติมาเยือนอีกครั้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว