เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 101 : หหนี้สิน | บทที่ 102 : เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา

บทที่ 101 : หหนี้สิน | บทที่ 102 : เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา

บทที่ 101 : หหนี้สิน | บทที่ 102 : เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา


บทที่ 101 : หหนี้สิน

แตกต่างจากความคึกคักของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูก คือความหวาดระแวงของบริษัทเมล็ดพันธุ์

ในฐานะตัวแทนจำหน่ายของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอในพื้นที่มณฑลหลู่ เจ้าหัวรู้สึกพอใจกับทิศทางการโปรโมตของเทียนเหอเป็นอย่างมาก

ช่องทางจัดจำหน่ายคือราชา นี่คือข้อตกลงร่วมกันในวงการเมล็ดพันธุ์

ไม่ว่าช่องทางจัดจำหน่ายจะเป็นแนวดิ่งหรือแนวราบ สมาชิกในช่องทางควรมีแรงจูงใจร่วมกัน

เปรียบเหมือนรถไฟ รถไฟแบบดั้งเดิมจะวิ่งได้เร็วต้องพึ่งพาหัวรถจักรในการลากจูง แต่รถไฟความเร็วสูงขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ในแต่ละตู้โดยสาร ซึ่งทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

การจะโปรโมตสายพันธุ์ใหม่ในตลาดใหม่ให้เป็นที่รู้จักในเวลาอันสั้น การเน้นทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับสายพันธุ์นั้นเป็นเพียงทางเลือกเดียว

เมื่อการโปรโมตได้รับความนิยมถึงระดับหนึ่ง และผลิตภัณฑ์กลายเป็นสายพันธุ์กระแสหลัก ก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องยอดขายอีกต่อไป

ไม่เพียงแค่นั้น เพื่อบุกเบิกตลาดใหม่ เทียนเหอยังได้ออกนโยบายส่งเสริมการขายอื่นๆ อีกมากมาย

ตัวอย่างเช่น การถ่างช่องว่างระหว่างราคาขายส่งกับราคาขายปลีก เพื่อเพิ่มกำไรให้กับตัวแทนจำหน่าย

หรือตัวอย่างเช่น การแจกตัวอย่างและของขวัญฟรีให้กับเกษตรกรที่สนใจเมล็ดพันธุ์พริกและพริกหวานของเทียนเหอ

สิ่งที่ทำให้บริษัทเมล็ดพันธุ์ต่างชาติรู้สึกกระอักกระอ่วนใจก็คือ ภายใต้โปรโมชันลดราคาครั้งใหญ่ มีกลุ่มเกษตรกรรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงในมณฑลหลู่ตัดสินใจทดลองปลูกเมล็ดพันธุ์พริกหวานชือหงหมายเลข 1 แล้ว

ตลาดเมล็ดพันธุ์ผักในมณฑลหลู่เป็นฐานที่มั่นใหญ่ของบริษัทเมล็ดพันธุ์ต่างชาติ

เซิ่งหนีซือและเซียนเจิ้งต๋าใช้เวลาพัฒนาที่นี่มานานหลายปี ทุ่มเทเม็ดเงินลงทุนไปมหาศาล จนกลายเป็นแบรนด์ดังในท้องถิ่นไปแล้ว

ทว่า แม้เมล็ดพันธุ์ของเซิ่งหนีซือและเซียนเจิ้งต๋าจะมีชื่อเสียงในวงการเมล็ดพันธุ์ผักเป็นอย่างมาก แต่ถ้าเทียบกับบริษัทข้ามชาติในอุตสาหกรรมอื่น พวกเขายังถือว่าเป็นบริษัทที่มีศักยภาพทางการเงินไม่แข็งแกร่งนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซิ่งหนีซือ พวกเขาไม่มีเงินทุนมากพอที่จะใช้ทุ่มโฆษณา อาศัยเพียงเงินทุนของตัวเองคอยพยุง และค่อยๆ ขยายตลาดทีละนิด

ข้อจำกัดด้านทรัพยากรทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะบุกเบิกตลาดใหม่ๆ หลายแห่งพร้อมกันในรวดเดียว

ดังนั้น การบริหารตลาดที่มีอยู่ให้ดี และขยายส่วนแบ่งการตลาดในพื้นที่ที่มีความได้เปรียบอยู่แล้ว จึงเป็นทางเลือกที่เซิ่งหนีซือต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเผชิญกับการป่วนตลาดของเทียนเหอ ปฏิกิริยาตอบสนองของเซิ่งหนีซือจึงรุนแรงที่สุด

พวกเขาตามงัดกลยุทธ์ส่งเสริมการขายต่างๆ ออกมาสู้แทบจะในทันที

ขณะเดียวกันก็หวาดกลัวว่าเทียนเหอจะเปิดศึกสงครามราคา หากเมื่อไรที่ตกอยู่ในสถานการณ์ทุ่มตลาดด้วยราคาถูก กำไรมหาศาลของเซิ่งหนีซือก็จะไม่เหลืออีกต่อไป

สิ่งที่ทำให้เซิ่งหนีซือเจ็บปวดก็คือ ราคาเมล็ดพันธุ์พริกหวานชือหงหมายเลข 1 ของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาตลอด

ทางฝั่งเทียนเหอ ไม่มีเวลามาสนใจความคิดของคนอื่น พวกเขาเดินหน้าพัฒนาระบบการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

ผ่านบริการทั้งก่อนการขาย ระหว่างการขาย และหลังการขาย รวมถึงบริการฝึกอบรม เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งครอบคลุมไปถึงความรู้ทางการเกษตรอื่นๆ ด้วย

เรื่องนี้ยิ่งทำให้บริษัทเมล็ดพันธุ์ต่างชาติอย่างเซิ่งหนีซือรู้สึกกังวลใจยิ่งขึ้นไปอีก!

แม้ว่าพวกพ่อค้าคนกลางรายย่อยในประเทศจีนที่ทำธุรกิจแบบไม่มีใบอนุญาตจะยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ถึง 20% แต่พวกเขากลับไม่รู้สึกกังวลเลยสักนิด

ทว่าบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอที่เพิ่งจะฟักตัวออกมาจากเปลือกกลับทำให้พวกเขาต้องหวาดหวั่นอย่างหนัก

กองทัพที่เป็นระบบระเบียบย่อมรับมือยากกว่าเป็นไหนๆ!

สถานการณ์ในมณฑลหลู่เป็นเพียงแค่ภาพจำลองย่อส่วนเท่านั้น ในตลาดสำคัญๆ อย่างมณฑลอวิ๋น มณฑลเจ้อ และมณฑลจี้ เทียนเหอก็กำลังดำเนินกลยุทธ์การจัดจำหน่ายเชิงลึกไปพร้อมๆ กัน

ด้วยการสนับสนุนจากเงินทุนอันแข็งแกร่ง ทำให้เครือข่ายการตลาดของเทียนเหอก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่พัฒนาไปพร้อมกับเครือข่ายการตลาดก็คือ ระบบโลจิสติกส์ของเทียนเหอ

โดยปกติบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่เหอซีจะมีรอบระยะเวลาสินค้าคงคลังเฉลี่ยนานถึง 4 เดือน

แต่เทียนเหอได้ทุ่มเงินลงทุนมหาศาล สร้างระบบโลจิสติกส์ของตัวเองขึ้นมาเบื้องต้น จนสามารถควบคุมรอบระยะเวลาสินค้าคงคลังให้เหลือเพียง 2 เดือนได้แล้ว

ในพื้นที่มณฑลกานซู่ เทียนเหอใช้โมเดลการขายตรงแบบ 'บริษัท-ผู้ค้าปลีก-เกษตรกร' โดยเจาะลึกเข้าไปในระดับตำบลและหมู่บ้าน จัดตั้งจุดขายปลีกเมล็ดพันธุ์กว่า 500 แห่ง

เมล็ดพันธุ์จะถูกจัดส่งตรงจากคลังสินค้ากลางของเทียนเหอไปยังจุดขายต่างๆ ทันที

ส่วนในตลาดสำคัญๆ อย่างมณฑลหลู่ มณฑลเจ้อ มณฑลอวิ๋น และมณฑลจี้ เทียนเหอก็ได้จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า เพื่อให้ศูนย์กระจายสินค้าเป็นฝ่ายจัดการจัดส่ง

ส่วนตลาดอื่นๆ ที่เหลือ ตอนนี้พวกเขายังคงใช้วิธีร่วมมือกับบริษัทโลจิสติกส์ภายนอกไปก่อน

ด้วยวิธีนี้ เทียนเหอจึงสามารถก้าวเข้าสู่วงการเมล็ดพันธุ์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ด้วยการโปรโมตอย่างหนักหน่วงและการยอมเฉือนกำไรของเทียนเหอ บรรดาตัวแทนจำหน่ายและผู้ค้าปลีกในพื้นที่ต่างๆ จึงกล้าที่จะสต๊อกสินค้าจำนวนมาก และแต่ละคนก็มีแรงจูงใจในการช่วยผลักดันยอดขายเมล็ดพันธุ์

เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการบรรจุหีบห่อเรียบร้อยแล้ว ถูกส่งผ่านคลังสินค้ากลางและศูนย์กระจายสินค้าไปยังจุดขายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

มณฑลหลู่ เมืองเฉวียน สำนักงานขายบริษัทเมล็ดพันธุ์เซิ่งหนีซือ

ผู้จัดการสำนักงานเจี่ยงอัน นำทีมพนักงานขายก้มหน้าก้มตาคำนวณตัวเลขอยู่พักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาวๆ แล้วพูดขึ้น

"ปริมาณการสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์พริกหวานและพริกของพวกร้านค้าปลีกลดลงอย่างเห็นได้ชัดเลย"

"เทียนเหอรอบนี้เล่นแรงมาก!"

"เมล็ดพันธุ์ชือหงหมายเลข 1 กับเทียนเจียวหมายเลข 1 ขนาดซองละ 20 กรัม พอดีสำหรับปลูกหนึ่งหมู่ ราคาขายปลีกแค่ซองละ 19.9 หยวนกับ 9.9 หยวนเท่านั้น"

เจี่ยงอันเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่เต็มไปด้วยพลัง เมื่อได้ยินดังนั้น เขากลับมีความรู้สึกสับสนปนเปไปหมด

บริษัทเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือสวัสดิการ ล้วนเหนือกว่าบริษัทในประเทศ สิ่งที่พวกเขาพึ่งพามากที่สุดก็คือกำไรอันมหาศาล

เมล็ดพันธุ์พริกหวานของเซิ่งหนีซือส่วนใหญ่มักจะตั้งราคาเป็นรายเมล็ด

บางสายพันธุ์ถึงกับตั้งราคาไว้ที่ 0.5 หยวนต่อเมล็ด ลองคำนวณดูเล่นๆ ก็เท่ากับ 4 หมื่นหยวนต่อหนึ่งชั่ง

ชือหงหมายเลข 1 นั้น เขาได้ลองชิมรสชาติมาแล้ว รสชาติแทบไม่ต่างกันเลย

ราคา 19.9 หยวนต่อซอง เมื่อเทียบกับกลุ่มเมล็ดพันธุ์ในประเทศก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงเท่านั้น ความสามารถในการแข่งขันของมันเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว

เจี่ยงอันรู้สึกได้ลึกๆ ว่า ยอดขายปีนี้คงออกมาไม่สวยแน่

เมืองหลวง สำนักงานใหญ่ในประเทศจีนของบริษัทซื่อหนงจากเกาหลีใต้

คิมยงซุนนั่งไขว่ห้าง พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด

"การขายเมล็ดพันธุ์มันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ถ้าสายพันธุ์ไม่ดี จะโฆษณาหรือจัดโปรโมชันไปก็เปล่าประโยชน์"

"พวกนายคิดว่าประเทศจีนจะสามารถเพาะพันธุ์พริกสายพันธุ์ดีๆ อะไรออกมาได้งั้นเหรอ?"

"เทียนเจียวหมายเลข 1 ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากในเมืองหลาน กานกู่ และจินชวนเลยนะครับ" พนักงานขายชาวจีนคนหนึ่งเอ่ยเตือน

คิมยงซุนถลึงตาใส่พนักงานขายอย่างดุร้าย "เหมาะสำหรับภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ก็ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับพื้นที่อื่นสักหน่อย!"

"พอได้แล้ว!"

คิมเซมินตบโต๊ะดังปังเพื่อระบายความไม่พอใจ เขาเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบดูแลบริษัทซื่อหนงในประเทศจีน และเป็นผู้ที่บุกเบิกดูแลตลาดที่นี่มาหลายปีแล้ว

สำหรับบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอ เขาเคยได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว

แต่ไม่คิดเลยว่าคิมยงซุนซึ่งทำฟาร์มเพาะเมล็ดพันธุ์อยู่ในเมืองเดียวกัน จะไม่ให้ความสำคัญกับบริษัทคู่แข่งนี้เลยแม้แต่น้อย

ส่งผลให้ตอนนี้ แม้จะยังไม่ถึงช่วงฤดูขายเมล็ดพันธุ์ บริษัทซื่อหนงก็เริ่มตกเป็นรองไปทั่วทุกทิศเสียแล้ว

"ปรับราคาซะ!"

"ราคาของเราเสียเปรียบมากเกินไปแล้ว"

คิมเซมินตัดสินใจอย่างจำใจ

คิมยงซุนยังคงไม่ยอมแพ้ "แต่เจินชิง 108 เป็นสายพันธุ์พริกเขาแกะที่ดีที่สุดเลยนะ!"

คิมเซมินไม่ได้พูดอะไรต่อ ซีรีส์เจินชิงแม้จะยอดเยี่ยม แต่เทียนเจียวหมายเลข 1 ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย!

อุตสาหกรรมไหนที่มีคนจีนเข้ามาร่วมวงด้วย ไม่ว่าจะมีกำไรสูงลิบแค่ไหน ก็ดูเหมือนจะถูกกดราคาจนกลายเป็นราคาผักกาดขาวไปเสียหมด

...

เข้าสู่เดือนธันวาคม จิ่วเฉวียนหลังหิมะตกถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลนราวกับห่มผ้าสีเงิน ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความชื้น

กัวหยางยืนอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองดูทิวเขาที่สลับซับซ้อนทอดยาวไปไกล

ยอดขายเมล็ดพันธุ์ของเทียนเหอดำเนินไปอย่างราบรื่น

ในประเทศ บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์กว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่า ความสามารถหลักในการแข่งขันของพวกเขาอยู่ที่ขั้นตอนการผลิตและแปรรูปเมล็ดพันธุ์

มีเพียงบริษัทเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งเท่านั้น ที่มองว่าแก่นแท้ในการแข่งขันคือการเพาะพันธุ์ใหม่ และการควบคุมช่องทางการจัดจำหน่ายในตลาด

ซึ่งปัจจุบันเทียนเหอก็ได้กลายเป็นบริษัทที่โดดเด่นในกลุ่มนี้ไปแล้ว

เทียนเจียวหมายเลข 1 ชือหงหมายเลข 1 เทียนอวี้หมายเลข 1 ล้วนขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในตลาด

เกษตรกรส่วนใหญ่มักจะมีพฤติกรรมแห่ตามกัน เมื่อรู้ข่าวจากการโปรโมตว่าคนอื่นทำเงินได้ ก็เริ่มเกิดความสนใจและอิจฉาตาร้อน

ยิ่งไปกว่านั้น จุดขายของเทียนเหอยังกระจายตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก มีเอกสารข้อมูลทางเทคนิคและคู่มือการดูแลอย่างครบถ้วน อีกทั้งยังมีบริการให้คำแนะนำถึงในระดับหมู่บ้านและครัวเรือน

เมื่อบวกกับการผลักดันของตัวแทนจำหน่าย ยอดขายเมล็ดพันธุ์ของเทียนเหอจึงทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ!

เชื่อว่าหากผลผลิตเริ่มผลิดอกออกผลให้เห็น ในอีกสองปีข้างหน้า เทียนเจียวหมายเลข 1 และชือหงหมายเลข 1 จะเข้าสู่ช่วงที่มีความต้องการสูงลิบลิ่วอย่างแน่นอน

แต่ในทางกลับกัน สถานการณ์ทางการเงินของเทียนเหอกลับไม่ค่อยสู้ดีนัก

การสร้างช่องทางการตลาด ระบบโลจิสติกส์ รวมถึงการทำโฆษณา ล้วนต้องใช้เงินทุนมหาศาล

เงินลงทุนรวมกว่า 3 ร้อยล้านหยวน เมื่อนำไปเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเซียนเจิ้งต๋าที่ลงทุนกันทีละหลายร้อยหรือหลายพันล้าน ก็ถือว่าด้อยกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เงินในบัญชีที่เหลืออยู่ของเทียนเหอไม่เพียงจะร่อยหรอจนเกลี้ยง แต่ยังต้องแบกรับหนี้สินเพิ่มมาอีกด้วย

อัตราส่วนหนี้สินของบริษัททะลุเกิน 40% ไปแล้ว

ระบบการตลาดและระบบโลจิสติกส์ถูกสร้างขึ้นมาในระดับเบื้องต้นแล้ว พนักงานขายเองก็กระจายตัวอยู่ทั่วทุกสารทิศ

ค่าใช้จ่ายพื้นฐานในการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละเดือนก็ไม่ใช่น้อยๆ

ในขณะที่รายได้จากการขายเมล็ดพันธุ์ที่พอจะคาดการณ์ได้ ต่อให้คำนวณอย่างเต็มที่แล้ว ก็คงตกอยู่ราวๆ 1 ร้อยล้านหยวนเท่านั้น

ซึ่งนั่นเทียบเท่ากับบริษัทเมล็ดพันธุ์เซียนเจิ้งต๋า (เมืองหลวง) จำกัด แต่กลับยังต่ำกว่าบริษัทเมล็ดพันธุ์เซิ่งหนีซือ

"ถึงเวลาต้องไปเมืองหลวงแล้วล่ะ"

แสงแดดหลังหิมะตกสาดส่องลงมากระทบใบหน้าของกัวหยางอย่างอบอุ่น

ตลาดซื้อขายล่วงหน้าถั่วเหลืองในประเทศของปี 2003 นั้นเป็นตลาดที่ยิ่งใหญ่และมีความผันผวนอย่างหนัก

บริษัทเวยกวงอินเวสต์เมนต์ในเมืองหลวงเอง ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมากในปีนี้

บทที่ 102 : เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา

เหตุผลที่ตัดสินใจไปยังเมืองหลวงก็เพราะกัวหยางกำลังช็อตเงิน

หลังจากทุ่มทุนอย่างหนักหน่วงมาตลอดเกือบหนึ่งปี

บริษัททั้งสามแห่ง ได้แก่ บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอ บริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอ และบริษัทซาไห่หนงมู่ ล้วนตกอยู่ในสภาวะแทบจะไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเหลือแล้ว

แต่อัตราการเติบโตของบริษัทก็เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่งเช่นกัน

บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอ ภายใต้การสนับสนุนของเทคโนโลยีบีบอัดซ้ำ มียอดขายหญ้าแห้งตลอดทั้งปีทะลุ 3 หมื่นตัน กวาดรายได้ไปกว่า 30 ล้านหยวน

ทำให้ตัวเลขการขาดทุนลดลงจากที่คาดการณ์ไว้มาก

อัลฟัลฟ่าสายพันธุ์ธรรมดาพื้นที่สองหมื่นหมู่ก็ถูกไถพรวนเพื่อปรับไปปลูกมู่เหอหมายเลข 1 แทนแล้ว หลังจากเติบโตมาหลายเดือน ตอนนี้พวกมันล้วนกลายเป็นต้นกล้าสีเขียวที่เติบโตอย่างแข็งแรง

ค่าใช้จ่ายหลักๆ ของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอหมดไปกับการสร้างระบบอุตสาหกรรมโคนม

ด้วยการนำเข้าสายพันธุ์จากพื้นที่ฮูถูปี้และปาเหมิง ทำให้ตอนนี้มีจำนวนโคนมในฟาร์มถึง 2,000 ตัวแล้ว

ยีนพันธุกรรมวัวนมคุณภาพสูงเองก็ถูกใช้ไปจนหมด ยีนพันธุกรรมหนึ่งหลอดสามารถแบ่งออกได้เป็นร้อยๆ ส่วน เพื่อนำไปผสมเทียมให้กับแม่วัวกว่า 100 ตัว ซึ่งตอนนี้พวกมันได้ตกลูกออกมาอย่างปลอดภัยแล้ว

นอกจากนี้ บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอยังได้เข้าซื้อและควบรวมกิจการ เพื่อถือหุ้นใหญ่ในบริษัทโรงงานแปรรูปนมอีกสองแห่ง

หลังจากการดำเนินการทั้งหมดที่กล่าวมา

ในบัญชีของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอก็เหลือเงินทุนหมุนเวียนเพียงแค่สิบล้านกว่าหยวนเท่านั้น

ปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับธนาคารเพื่อเตรียมการเรื่องขอสินเชื่อ

……

อำเภอหมินฉิน ณ เขตอพยพตั้งถิ่นฐานเชิงนิเวศบริเวณใกล้กับฟาร์มทะเลทรายซาไห่

ผู้อพยพกลุ่มแรกจำนวนกว่า 400 ครัวเรือนสามารถปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตที่นี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปูฟางทับทรายเพื่อแก้ปัญหาทะเลทราย หรือการปลูกผักในโรงเรือนกระจก ล้วนเป็นภาพบรรยากาศที่ดูคึกคักวุ่นวาย

เมื่อชาวบ้านมีช่องทางทำมาหากิน ย่อมสามารถอยู่อาศัยและทำงานได้อย่างสงบร่มเย็น

ส่วนประชาชนกว่าหนึ่งพันคนที่เคยอพยพไปยังมณฑลซินเจียงก่อนหน้านี้ ก็เริ่มทยอยย้ายกลับมาทีละคนสองคนด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป

ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ทะเลสาบชิงถู่ทำให้พวกเขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก

มวลน้ำจากแม่น้ำฮวงโหถูกผันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โรงงานที่ปล่อยมลพิษบริเวณต้นน้ำและกลางน้ำของแม่น้ำสือหยางก็ถูกสั่งปิด อ่างเก็บน้ำหงหยาซานจึงไม่แห้งขอดอีกต่อไป ทะเลทรายบริเวณขอบอ่างเก็บน้ำก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

แม้แต่ร่องน้ำโบราณกลางทะเลทรายที่อยู่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำ ก็ยังมีกระแสน้ำไหลผ่านอย่างไม่ขาดสาย สองฝั่งแม่น้ำถูกปกคลุมไปด้วยพืชพรรณ ไม่ได้มีแต่ผืนทรายสีเหลืองเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาอีกต่อไป

ติงต้าจ้วงในวัยสี่สิบปลายๆ ใกล้จะห้าสิบ ก็เป็นหนึ่งในผู้อพยพที่ย้ายกลับมาจากมณฑลซินเจียงเช่นกัน

แตกต่างจากพวกที่ลักลอบหนีกลับมา เขาพาครอบครัวไปลงทะเบียนที่สำนักงานทะเบียนราษฎรใหม่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทว่าหมู่บ้านเดิม บ่อน้ำบาดาล และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ล้วนถูกปิดใช้งานไปหมดแล้ว อีกทั้งยังมีการปิดกั้นพื้นที่ทะเลทรายเพื่อปลูกป่าและเพาะปลูกหญ้า

ทำให้ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยและทำเกษตรกรรมเลยแม้แต่น้อย

นับว่าโชคดีที่ลุงของเขาได้ลงหลักปักฐานอยู่ที่เขตอพยพแห่งนี้

ทำให้พวกเขาพอจะมีที่ให้พึ่งพิงอยู่บ้าง

ติงต้าจ้วงเดินตามลุงของเขาพร้อมกับเยี่ยมชมโรงเรือนกระจกบนทะเลทรายโกบีไปตลอดทาง

ภายในโรงเรือนกระจกเต็มไปด้วยพืชผักสีแดง สีเขียว และสีเหลือง ดูน่าอิจฉายิ่งนัก ผู้คนที่เดินสวนกันตามรายทางก็พากันยิ้มแย้มและเอ่ยทักทายลุงของเขา

คำพูดที่แฝงนัยยะเหล่านั้น ล้วนแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอยากให้ลุงช่วยชี้แนะเคล็ดลับในการปลูกผักให้

หลังจากเดินมาได้สักพัก ทั้งสองก็มาถึงศูนย์บริการของบริษัทซาไห่

ที่นี่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทุกคนต่างแย่งกันเสนอตัวขอเช่าเหมาโรงเรือนกระจกพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทซาไห่

พอแย่งกันจนเริ่มหน้าดำคร่ำเครียด ก็มีเกษตรกรคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า "ฝั่งนู้นยังมีโรงเรือนเพาะต้นกล้าพืชทนแล้งอีกตั้งสองร้อยหลังไม่ใช่เหรอ ฉันขอจองล่วงหน้าเลยได้ไหม!"

เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ชายชราสกุลติงจึงหันไปพูดกับติงต้าจ้วงว่า "พวกเรามาสายเกินไป คงต้องกู้เงินมาสร้างเองแล้วล่ะ"

"หรือไม่ก็ไปช่วยพวกเขาสานตารางฟางกันทราย บริษัทซาไห่ให้ค่าจ้างวันละ 10 หยวนเหมือนกันนะ"

"กู้เงินมาทำเองดีกว่าครับ!"

พอคิดถึงเรื่องที่บ้านของลุงมีโรงเรือนแค่สามหลัง แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ตั้งปีละสามถึงสี่หมื่นหยวน ติงต้าจ้วงก็รู้สึกไฟลุกโชนขึ้นมาในใจ

สานตารางฟางกันทรายจะได้สักกี่หยวนกันเชียว!

พวกที่ไปรับค่าจ้างรายวันจากบริษัทซาไห่เมื่อปีที่แล้ว ได้ข่าวว่าสิบคนมีถึงเก้าคนที่กำลังมานั่งเสียใจทีหลัง!

สู้ลงทุนทำให้มันจบในขั้นตอนเดียวไปเลยดีกว่า!

บริเวณชายขอบฝั่งตะวันออกของพื้นที่ทะเลสาบ

พื้นที่ทะเลทรายที่บริษัทเกษตรและปศุสัตว์ซาไห่หนงมู่เช่าเหมาเอาไว้ ก็ขยายอาณาเขตจากหกหมื่นหมู่เพิ่มเป็นประมาณหนึ่งแสนหนึ่งถึงหนึ่งแสนสองหมื่นหมู่

ซึ่งพื้นที่ทะเลทรายส่วนขยายนี้ ทางรัฐบาลเป็นฝ่ายเสนอให้กับบริษัทซาไห่เอง โดยให้ระยะเวลาเช่าเหมายาวนานถึงเจ็ดสิบปี และไม่ต้องเสียค่าเช่าใดๆ ทั้งสิ้น

สภาพอากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แต่ภารกิจปูฟางทับทรายก็ยังคงดำเนินต่อไป

ลู่ฮั่นปินกับจางจิ้งยืนอยู่บนที่สูง จางจิ้งยังคงอุ้มกล้องวิดีโอคู่ใจของเขาเอาไว้ เพื่อคอยบันทึกภาพความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในทะเลทราย

ตารางฟางอันกว้างใหญ่ไพศาลถูกปูแผ่ออกไปอย่างต่อเนื่องเพื่อตรึงเนินทรายเอาไว้อย่างแน่นหนา ต้นซัวซัวที่ยังคงดูบอบบางภายในตารางฟางเหล่านั้น ยังไม่ทันได้ผลิดอกออกใบ ก็ต้องลู่ติดไปกับพื้นทรายอย่างระมัดระวังตัว

ท่ามกลางทะเลทราย มีเงาของผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา

ฟางข้าวสาลีคันแล้วคันเล่าถูกขนถ่ายลงมา ก่อนจะถูกนำไปปักเป็นรูปตารางทีละมัดๆ รถบรรทุกน้ำสะอาดก็ถูกส่งมาเช่นกัน พวกเขาทำการเจาะหลุมสี่หลุมรอบๆ ต้นไม้ที่ปลูกไว้เมื่อหลายเดือนก่อนเพื่อรดน้ำ

ทรายสีเหลืองปลิวว่อนไปทั่ว ทว่าในสายลมกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของฟางข้าวสาลี

เหล่าต้นกล้าที่ผอมบางและโดดเดี่ยวค่อยๆ ดูดซับน้ำสะอาด ก่อนจะหยั่งรากลึกลงไปอย่างเงียบเชียบ เพื่อยืนหยัดต่อสู้กับสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของทะเลทราย

ลู่ฮั่นปินเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเสียดายเล็กน้อยว่า "ถ้าหากเราปลูกต้นไม้พวกนี้ในช่วงปีที่ฝนตกชุก ป่านนี้พวกมันคงจะแตกกิ่งก้านสาขาผลิดอกออกใบกันอย่างอุดมสมบูรณ์ไปแล้ว!"

"ไม่แค่นั้นหรอกครับ แม้แต่เมล็ดหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่เราใช้เครื่องบินหว่านลงไปก็คงจะเขียวขจีขึ้นอีกเยอะเลย"

"รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิ พอย้ายต้นกล้าพืชทนแล้งที่เพาะไว้ในโรงเรือนมาปลูก แนวป่ากันลมบริเวณชายขอบทะเลทรายก็จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา"

"ที่หมินฉินพืชที่มีอัตราการรอดชีวิตสูงที่สุดก็ยังคงเป็นต้นซัวซัว ทางที่ดีเราควรจะเน้นเพาะต้นกล้าซัวซัวให้เยอะเข้าไว้"

จู่ๆ ลู่ฮั่นปินก็เกิดอาการใจลอยขึ้นมา ต้นซัวซัวน่ะดีอยู่แล้ว!

จางจิ้งราวกับรู้ใจเขา จึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า "ปัญหาเรื่องเงินทุนยังแก้ไม่ได้อีกเหรอ?"

"ทางธนาคารยังอยู่ในช่วงประเมินความเสี่ยงอยู่น่ะ"

"ในเมื่อเราไม่มีสินทรัพย์ถาวร แถมยังมองไม่เห็นผลกำไร เส้นทางขอกู้จากธนาคารก็คงจะริบหรี่เต็มที"

"บอสบอกว่าเขาจะลองหาวิธีการอื่นดู"

ต้นกกทะเลทรายในฤดูหนาวเองก็ดูงดงามบริสุทธิ์ตาไปอีกแบบ พวกมันเป็นสีขาวโพลนและพลิ้วไหวไปตามสายลม

ทว่าในใจของลู่ฮั่นปินกลับรู้สึกมืดแปดด้านเล็กน้อย

ทั้งเทียนเหอ มู่เหอ และซาไห่ ต่างก็กำลังเผชิญกับวิกฤติทางการเงิน บอสจะมีวิธีแก้ปัญหานี้ได้จริงๆ อย่างนั้นเหรอ?

……

เมืองจิ่วเฉวียน

ก่อนที่จะออกเดินทางไปยังเมืองหลวง กัวหยางตั้งใจว่าจะเพาะพันธุ์เมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาเพิ่มอีกสักหน่อย

ในช่วงระยะเวลาครึ่งปีที่ผ่านมา พลังงานธรรมชาติในร้านค้าเมล็ดพันธุ์ได้ถูกสะสมจนมีมากถึง 291 แต้มแล้ว

กัวหยางได้จดบันทึกเอาไว้คร่าวๆ

เดิมทีเขามีอยู่ 101 แต้ม

เดือนพฤษภาคมไถกลบต้นอัลฟัลฟ่าเป็นปุ๋ยบำรุงดินได้มา 50 แต้ม การปรับเปลี่ยนพื้นที่สองหมื่นหมู่ไปปลูกมู่เหอหมายเลข 1 ได้เพิ่มมาอีก 20 แต้ม

การฟื้นฟูร่องน้ำโบราณในทะเลทรายหมินฉิน อ่างเก็บน้ำหงหยาซาน และพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำสือหยางตอนล่าง ก็ทำให้ได้แต้มเพิ่มมาอีกประมาณ 20 แต้ม

ในขณะที่การปูฟางทับทราย การใช้เครื่องบินหว่านเมล็ดหญ้าเลี้ยงสัตว์ และการปิดกั้นพื้นที่ทะเลทรายเพื่อปลูกป่า ทำให้เขาได้รับพลังงานธรรมชาติมาถึง 100 แต้ม!

ในขณะที่กัวหยางกำลังปรึกษาหารือเรื่องแผนการตลาดผลิตภัณฑ์ของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอกับหยานฉวินและฉวีหยาง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของเขาก็สั่นเตือนขึ้นมา

หลังจากกดรับสาย

เสียงอันคุ้นเคยของเซี่ยสือเจี๋ยก็ดังแว่วมา น้ำเสียงของเขายังคงเต็มไปด้วยความฮึกเหิมและมุ่งมั่นเช่นเคย

"บอสครับ บริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรเฟิงข่ายยอมอ่อนข้อแล้ว พวกเขาตกลงที่จะเจรจาเรื่องการควบรวมกิจการกับเราแล้วครับ!"

กัวหยางได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนปิดไม่มิด บริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรเฟิงข่ายแห่งนี้เขาเคยศึกษาข้อมูลมาบ้างแล้ว

เป็นบริษัทผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีใบอนุญาตนำเข้าและส่งออกสินค้าต่างประเทศเป็นของตัวเอง

สินค้าส่งออกหลักคือเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็ก เช่น ชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายใน เครื่องยนต์ดีเซลแรงม้าต่ำ และรถไถเดินตาม

"ถ้าจะเทคโอเวอร์กิจการทั้งหมดต้องใช้เงินเท่าไหร่?"

"สินทรัพย์รวมของบริษัทอยู่ที่ 20.39 ล้านหยวน มีสินทรัพย์สุทธิ 10.12 ล้านหยวน และมีเครื่องจักรสำหรับการผลิตประเภทต่างๆ รวม 200 ชุดครับ"

"สิบถึงยี่สิบล้านงั้นเหรอ? ถือว่าไม่เยอะ ยังไงก็ต้องคว้ามาให้ได้!"

"ได้ครับ!" เซี่ยสือเจี๋ยตอบรับอย่างหนักแน่น

หยานฉวินที่อยู่ด้านข้างเอ่ยถามขึ้น "อะไรสิบถึงยี่สิบล้านนะ?"

"อ๋อ เรื่องเทคโอเวอร์บริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรเฟิงข่ายน่ะครับ"

"บริษัทเรายังมีกำลังทรัพย์เหลือพอไปกว้านซื้อกิจการชาวบ้านเขาอีกเหรอ?" หยานฉวินถามด้วยความรู้สึกไม่สบายใจนัก

"พวกคุณมีหน้าที่ทำตามแผนงานของบริษัทก็พอ ส่วนเรื่องเงินผมจัดการเอง"

กัวหยางเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

ถึงแม้ว่าหน่วยธุรกิจอย่างมู่เหอ เทียนเหอ และซาไห่ จะขาดแคลนเงินทุนจริงๆ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเข้าตาจนเสียทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ในบัญชีของบริษัทเวยกวงยังมีเงินก้อนโตนอนรออยู่อีก!

เมื่อช่วงปลายปี 2002 สัญญาซื้อขายล่วงหน้าถั่วเหลืองส่วนใหญ่ของบริษัทเวยกวงได้ถูกปิดสถานะไปจนเกือบหมดแล้ว และพวกเขาก็ได้กว้านซื้อหุ้นของเน็ตอีสมาถึง 600,000 หุ้น ในราคาเฉลี่ยเพียง 6 ดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากนั้นก็ทยอยกว้านซื้อเข้ามาเก็บไว้อีกเรื่อยๆ

จนในท้ายที่สุด บริษัทก็ถือครองหุ้นของเน็ตอีสเอาไว้ราวๆ 900,000 หุ้น ด้วยต้นทุนเฉลี่ย 8 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น

และเมื่อถึงปี 2003 ราคาหุ้นของเน็ตอีสก็พุ่งทะยานขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ราคา 70 ดอลลาร์สหรัฐ

ถึงแม้กัวหยางจะรู้ดีว่าศักยภาพที่แท้จริงของเน็ตอีสนั้นไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก แต่เขาก็ยังสั่งให้หยางเฉิงเทขายหุ้นออกไปจนหมดเกลี้ยงในช่วงราคา 60-70 ดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากการเทขายล้างพอร์ต เงินทุนในมือของบริษัทเวยกวงก็พุ่งทะยานขึ้นไปถึงประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

และเงินก้อนนี้แหละ จะกลายเป็นทุนรอนให้เขาเอาไปใช้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในตลาดฟิวเจอร์สในอนาคต!

จบบทที่ บทที่ 101 : หหนี้สิน | บทที่ 102 : เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา

คัดลอกลิงก์แล้ว