เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 83 : อ่างเก็บน้ำ | บทที่ 84 : ผันน้ำ

บทที่ 83 : อ่างเก็บน้ำ | บทที่ 84 : ผันน้ำ

บทที่ 83 : อ่างเก็บน้ำ | บทที่ 84 : ผันน้ำ


บทที่ 83 : อ่างเก็บน้ำ

น้ำเป็นสิ่งที่ไหลเวียน แต่กลับถูกจัดการโดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ต่างคนต่างทำในพื้นที่ต้นน้ำและปลายน้ำ และในพื้นที่เดียวกันก็ยังถูกจัดการโดยหน่วยงานบริหารแต่ละส่วนที่แบ่งแยกหน้าที่กัน

ดังนั้นเราจึงเห็นว่าหน่วยงานทรัพยากรน้ำดูแลโครงการอ่างเก็บน้ำและชลประทานเพื่อการเกษตร หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมดูแลการบำบัดน้ำเสีย ส่วนหน่วยงานก่อสร้างเมืองก็ดูแลการขุดเจาะน้ำบาดาลในเขตเมืองและโครงข่ายท่อประปา

ทำให้หลายเมืองด้านหนึ่งสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้จนเกินขีดจำกัด พร้อมกับร้องตะโกนว่าโครงการผันน้ำจากใต้ขึ้นเหนือต้องรีบดำเนินการ ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง อัตราการรั่วซึมของท่อประปาในเมืองกลับสูงถึงกว่า 10% ทั้งน้ำเสียจากอุตสาหกรรมและน้ำทิ้งในชีวิตประจำวันยังคงถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำผิวดินอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

พวกเรากล้าที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่กลับต้องชะงักงันเมื่อเผชิญกับระบบการจัดการน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพ

ปี 1958 ที่บริเวณต้นน้ำของทะเลสาบชิงถู่ห่างออกไปประมาณ 100 กิโลเมตร ชาวหมินฉินเริ่มก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหงหยาซาน

การสร้างเสร็จสมบูรณ์ของ "อ่างเก็บน้ำกลางทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย" ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดสิ้นสุดของแม่น้ำสือหยาง และทะเลสาบชิงถู่ที่อยู่ปลายน้ำก็กลายเป็นเพียงอดีต

ตอนที่สร้างอ่างเก็บน้ำ ผู้นำที่มาจากคนในพื้นที่เคยคัดค้านอย่างสุดกำลัง

ประจวบเหมาะกับที่เมืองอู่เวยกำลังสร้างเขื่อนผันน้ำหลายแห่งที่บริเวณต้นน้ำ ความขัดแย้งเรื่องการใช้น้ำในลุ่มแม่น้ำจึงรุนแรงเป็นพิเศษ จนในที่สุดก็บานปลายกลายเป็นเรื่องที่ผู้นำเป็นแกนนำพากลุ่มคนไปที่อู่เวยเพื่อระเบิดเขื่อน

ตอนนั้นมีการฝังระเบิดสีเหลืองไว้ใต้คลองส่งน้ำเรียบร้อยแล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกอู่เวยขัดขวางเอาไว้ได้ อำเภอทั้งสามจึงต้องมานั่งเจรกัน

ท้ายที่สุดก็มีการออกเอกสารข้อกำหนดว่า "อู่เวยห้ามสร้างเขื่อนกั้นน้ำ หมินฉินห้ามขุดน้ำพุ"

ทว่าข้อพิพาทเรื่องน้ำระหว่างสองพื้นที่นี้มีมาอย่างยาวนาน ย้อนกลับไปได้ไกลถึงสมัยคังซี แล้วเอกสารเพียงแผ่นเดียวจะแก้ปัญหาได้หรือ

เมื่อถึงยุค 70 ก็มีผู้นำที่มาจากคนในพื้นที่เดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเรื่องน้ำอีกครั้ง แต่คนยังไปไม่ทันถึง บทลงโทษก็ถูกส่งลงมาแล้ว

นับแต่นั้นมา แนวคิดเอาตัวรอดก็ฝังรากลึกในใจผู้คน การใช้ชีวิตแบบขอไปทีกลายเป็นคติประจำใจ

แต่ธรรมชาติก็ยุติธรรมอย่างเป็นกลางเสมอ

...

ระหว่างทางที่พวกคนของบริษัทมู่เหอมุ่งหน้าไปที่อ่างเก็บน้ำ พวกเขาบังเอิญเจอลุงหลี่ที่กำลังใช้รถสามล้อลากน้ำไปรดต้นไม้ ลุงหลี่เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลอ่างเก็บน้ำหงหยาซาน

จวงเจิ้งถามถึงเหตุการณ์ระเบิดเขื่อนด้วยความอยากรู้

"รู้สิ รู้เลยล่ะ! คนอู่เวยเฝ้าคลองไม่ยอมปล่อยน้ำให้พวกเรา น้ำที่ไหลลงมาก็ถูกพวกเขาดักกลางทางดึงเข้าไร่นาตัวเองไปหมด คนฝั่งนี้ก็ร้อนใจกันสิ *** ถึงได้พาคนลากระเบิดไปเต็มคันรถเพื่อไประเบิดเขื่อนทิ้ง"

"ลุงได้เข้าร่วมด้วยไหมครับ?"

"ตอนนั้นลุงยังเด็กอยู่เลย แต่คนมีอายุก็รู้กันทั้งนั้นแหละ ไม่เชื่อก็ลองไปถามดูสิ ใครๆ ก็รู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น นั่นน่ะเป็นข้าราชการที่ดีจริงๆ นะ ข้าราชการดีๆ ที่ยอมออกหน้าเพื่อประชาชนน่ะ ตอนนี้ไม่มีอีกแล้วล่ะ"

จวงเจิ้งรู้สึกเหมือนกำลังฟังนิทาน เขารู้สึกเลื่อมใสผู้ว่าการอำเภอคนนั้นอยู่ไม่น้อย

ส่วนกัวหยางกับลู่ฮั่นปินในระหว่างที่ฟังอยู่ ก็สังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างละเอียดไปด้วย

ต้นสน ต้นไซเปรส และต้นไลแลคบนยอดเขาแห่งนี้ดูเหี่ยวเฉาไร้ชีวิตชีวา สามารถมองเห็นแนวสันเขื่อนของอ่างเก็บน้ำหงหยาซานในที่ไกลๆ ได้อย่างชัดเจน บริเวณโดยรอบยิ่งเต็มไปด้วยสีสันของความรกร้างว่างเปล่า

"ต้นไม้พวกนั้นตายหมดแล้วเหรอครับ?"

กัวหยางชี้ไปที่ต้นไม้รอบๆ เขื่อน

ลุงหลี่ถอนหายใจ "ป่าไม้และทุ่งหญ้าผืนใหญ่รอบๆ อ่างเก็บน้ำตายแล้วก็เหี่ยวแห้งกันไปหมด เหลือแค่ต้นไม้บนเขาเฮยซานนี่แหละ ทางอำเภอสั่งเด็ดขาดเลยนะว่า ถ้าดูแลต้นไม้บนเขาเฮยซานพวกนี้ให้รอดไม่ได้ จะต้องโดนหักเงินเดือน"

"ทำไมถึงไม่ใช้เครื่องสูบน้ำล่ะครับ?"

"พวกลองลงไปดูสิเดี๋ยวก็รู้ อ่างเก็บน้ำใกล้จะแห้งหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ก็มีแต่น้ำเสีย ปลาตายเกลี้ยง เถ้าแก่จากเวินโจวที่เลี้ยงปลาน่ะขาดทุนย่อยยับเลยล่ะ!"

พวกเขาทั้งหลายเดินมาถึงสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำ ก็เห็นเพียงอ่างเก็บน้ำขนาดมหึมาที่มีผิวน้ำตื้นๆ อยู่แค่หย่อมเล็กๆ พื้นดินที่แห้งแล้งมาอย่างต่อเนื่องเต็มไปด้วยรอยแตกระแหงจากการขาดน้ำไปทั่วทุกที่ พื้นผิวอ่างเก็บน้ำที่เปลือยเปล่า มองจากที่ไกลๆ ดูราวกับใยแมงมุมขนาดยักษ์

ผิวน้ำที่มีอยู่น้อยนิดนั้นก็เป็นสีดำสนิท บนผิวน้ำยังสามารถมองเห็นปลาตายที่ยังช้อนออกไปไม่หมด

ข้างๆ อ่างเก็บน้ำยังมีป้ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บรรยายถึงความพยายามของชาวหมินฉินว่า พื้นที่ทะเลสาบทางตอนเหนือกำลังดำเนินการ "คืนพื้นที่เพาะปลูกกลับเป็นป่าไม้ ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ ปรับโครงสร้าง โยกย้ายประชากร และถ่ายเทแรงงาน"

และในระยะห่างออกไปเพียง 20 เมตร บนแผ่นศิลาจารึกเก่าคร่ำคร่าแผ่นหนึ่ง ข้อความบนศิลาได้บรรยายถึงกระบวนการสร้างอ่างเก็บน้ำ มันถูกตั้งขึ้นในปี 1993 ซึ่งมีข้อความระบุว่า "ประชาชนชาวหมินฉินขจัดความยากลำบาก ต่อสู้กับฟ้าดิน..."

กัวหยางยืนมองอยู่ริมอ่างเก็บน้ำ ทะเลทรายอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร จุดที่ใกล้ที่สุดยิ่งห่างไปเพียงไม่กี่สิบเมตรเท่านั้น

ทะเลทรายขนาดใหญ่ทั้งสองแห่งก็กำลังรุกคืบเข้าใกล้อ่างเก็บน้ำ เมื่อมีพายุทรายรุนแรงพัดผ่าน ลมแรงยิ่งพัดเอาทรายเป็นตันๆ เทลงในอ่างเก็บน้ำ

พายุทรายไม่เพียงแต่จะทำลายสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำเท่านั้น แต่ยังทำให้ความจุของอ่างเก็บน้ำลดลงอย่างมหาศาลอีกด้วย

เมื่อเดินไปตามริมตลิ่ง ก็ยังคงเห็นปลาตายที่ยังเก็บกวาดไม่หมดเป็นระยะๆ มีตั้งแต่ลูกปลาขนาดเท่านิ้วมือ ไปจนถึงปลาตัวใหญ่ที่มีความยาวถึงครึ่งแขน

"น่าปวดใจจริงๆ" จวงเจิ้งถอนหายใจ

ชายวัยกลางคนอายุสี่สิบต้นๆ เดินสวนมาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม

"พวกคุณเป็นนักข่าวเหรอ?"

เขาชี้ไปที่กล้องถ่ายวิดีโอในมือของจางจิ้ง แล้วเอ่ยปากด้วยภาษาจีนกลาง

"เปล่าครับ พวกเราแค่มาดูอ่างเก็บน้ำ"

"อ้อ"

แววตาของชายคนนั้นแฝงไปด้วยความผิดหวัง "อ่างเก็บน้ำปนเปื้อนอย่างหนักเลย ระดับมลพิษเกินมาตรฐานแห่งชาติไปเป็นสิบเท่าตัวแล้ว"

"คุณคือ?"

"ผมเป็นเถ้าแก่บริษัทท่องเที่ยวและสัตว์น้ำ เลี้ยงปลาอยู่ในเขตอ่างเก็บน้ำนี่แหละ แต่ปลาตายหมดแล้ว"

เมื่อนึกถึงน้ำเสียสีดำสนิทและปลาตายที่ลอยเกลื่อนอยู่บนผิวน้ำ ทุกคนก็ไม่รู้ว่าจะปลอบใจเขาอย่างไรดี

"ปลาตายช้อนเท่าไหร่ก็ช้อนไม่หมดหรอก กลิ่นเหม็นโชยไปไกลลิบเลย วันๆ นึงมีชาวบ้านสองถึงสามร้อยคนมาช่วยกันช้อนปลา พอรู้ว่าปลาถูกพิษตาย ชาวบ้านก็ไม่กล้ากิน เอาไปทำเป็นอาหารให้หมูให้ไก่กินแทน พอต่อมาไก่ก็ตายด้วย ทีนี้เลยไม่มีใครมาช้อนปลาอีกเลย"

เถ้าแก่ขยับเข้าไปใกล้หน้าเลนส์กล้องของจางจิ้งอย่างกระตือรือร้น "พวกเราถูกดึงดูดมาโดยการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่นนะ ตอนนั้นลงทุนไปตั้งสองล้าน คึกคักกันน่าดูเลยล่ะ แต่พอเกิดเรื่องขึ้น พวกเราไปหาพวกเขา พวกเขากลับบอกว่าอยากจะทำยังไงก็เชิญเลย แต่ห้ามไปบอกใครเด็ดขาดนะว่าเคยมาหาพวกเขาแล้ว"

"แล้วลูกพี่ตั้งใจจะทำยังไงต่อล่ะครับ?"

"ก็คงต้องฟ้องร้องกันอย่างเดียวล่ะนะ พวกเราฟ้องหรงหัวกรุ๊ปกับบริษัทโรงงานกระดาษที่อยู่ต้นน้ำที่ปล่อยน้ำเสียลงมา ยื่นฟ้องไปเมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ แต่ศาลก็เอาแต่ประวิงเวลาไม่ยอมเปิดศาลสักที"

แววตาประหลาดใจพาดผ่านดวงตาของกัวหยางในแวบหนึ่ง

หรงหัวกรุ๊ป ทำธุรกิจหลักเกี่ยวกับการแปรรูปข้าวโพดเชิงลึกและผลิตพลาสติกคลุมดินเพื่อการเกษตร เป็นบริษัทใหญ่อันดับสองของมณฑลกานซู่ แถมยังเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นสุดยอดของรักของหวงของรัฐบาลท้องถิ่นเลยนะนั่น!

"พอคนท้องถิ่นในหมินฉินได้ยินว่าพวกเราฟ้องร้องอู่เวยเพื่อเรื่องอ่างเก็บน้ำ ก็พากันมาสนับสนุนพวกเราเพียบเลย มีทั้งให้ยืมรถ มีทั้งเอาเงินมาให้ พวกเขาบอกว่าพวกเรากำลังระบายความอัดอั้นให้กับชาวหมินฉินสามแสนคน ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ให้บอกได้เลย"

กัวหยางลอบถอนหายใจ

การแย่งชิงน้ำระหว่างผู้คนบนพื้นที่ต้นน้ำและปลายน้ำดูเหมือนจะกลายเป็นปมตายที่แก้ไม่หลุดไปเสียแล้ว แต่เถ้าแก่จากเวินโจวก็ไม่น่าจะถูกมองว่าเป็น 'ฮีโร่' ได้หรอกมั้ง!

...

หลังจากบอกลาเถ้าแก่จากเวินโจว อารมณ์ของพวกเขาก็หดหู่ลงเล็กน้อย จวงเจิ้งมีท่าทีเหมือนมะเขือม่วงที่โดนน้ำค้างแข็งเกาะจนเหี่ยวเฉา ไม่พูดถึงเรื่องการฟื้นฟูทะเลสาบชิงถู่อีกเลย

"นี่ก็ท้อซะแล้วเหรอ!"

จวงเจิ้งกับจางจิ้งมองไปที่เจ้านาย ต่างก็คิดว่าเขามีวิธีแก้ปัญหาแล้ว

ทว่ากัวหยางกลับยังคงยิ้มและพูดหยอกล้อว่า "ความยากลำบากไม่ได้มีแค่นี้หรอกนะ!"

"การใช้น้ำในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมที่ต้นน้ำของแม่น้ำสือหยางพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงมาถึงหมินฉินซึ่งอยู่ปลายน้ำมีน้อยลงเรื่อยๆ ในบางฤดูกาลถึงขั้นเกิดเหตุการณ์แม่น้ำแห้งขอดขาดสายเลยด้วยซ้ำ"

"น้ำสะอาดที่ไหลมาใหม่แม้แต่จะเอามาเจือจางน้ำเสียยังทำไม่ได้เลย บวกกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง อย่างมากไม่เกินหนึ่งปีอ่างเก็บน้ำหงหยาซานก็จะแห้งขอดลงอย่างสมบูรณ์"

"ไม่ใช่แค่อ่างเก็บน้ำหงหยาซานหรอกนะ อ่างเก็บน้ำที่อื่นๆ บางแห่งก็กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่ความจุน้ำจะลดฮวบจนถึงขั้นแห้งขอดเหมือนกัน"

ลู่ฮั่นปินมองเจ้านายที่ยังมีอารมณ์มาพูดติดตลก ในหัวของเขาก็ครุ่นคิดทบทวนไม่หยุด ข้อมูลทางอุทกวิทยาที่เคยดูผ่านตามาค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาทีละอย่าง

น้ำควรจะมาจากไหนดี?

จู่ๆ ลู่ฮั่นปินก็เหมือนจะจับจุดอะไรบางอย่างได้

"เจ้านาย หรือว่าคุณคิดจะผันน้ำผ่านโครงการผันน้ำจิ่งเตี้ยนระยะที่สอง?"

กัวหยางพยักหน้าอย่างชื่นชม

"แต่ปริมาณน้ำที่จะผันมาจากโครงการจิ่งเตี้ยนระยะที่สองก็มีจำกัดนะ แถมราคาค่าน้ำก็ยังแพงหูฉี่อีกด้วย!"

บทที่ 84 : ผันน้ำ

โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจิ่งไท่ชวนเป็นโครงการชลประทานสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าขนาดใหญ่ (2) ที่ครอบคลุมพื้นที่สองมณฑล ข้ามลุ่มแม่น้ำฮวงโหและลุ่มแม่น้ำสือหยาง โดยมีพื้นที่วางแผนโดยรวม 1 ล้านหมู่

โครงการทั้งหมดประกอบด้วยสามส่วน ได้แก่ จิ่งเตี้ยนเฟสหนึ่ง, จิ่งเตี้ยนเฟสสอง และโครงการส่วนต่อขยายจิ่งเตี้ยนเฟสสองเพื่อผันน้ำไปยังอำเภอหมินฉิน (เรียกสั้นๆ ว่า โครงการผันน้ำหมินฉิน) จิ่งเตี้ยนเฟสหนึ่งและเฟสสองสร้างเสร็จในปี 1974 และ 1994 ตามลำดับ

โครงการผันน้ำหมินฉินได้เริ่มส่งน้ำไปยังหมินฉินในปี 2001 แล้ว น้ำจากแม่น้ำฮวงโหไหลผ่านคลองส่งน้ำที่สร้างขึ้นใหม่ เดินทางไกลกว่า 120 กิโลเมตร และไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำหงหยาซานในที่สุด

เมื่อได้ยินลู่ฮั่นปินพูดถึง จวงเจิ้งก็เริ่มนึกออก แต่แววตากลับยิ่งฉงนกว่าเดิม

"มีคลองผันน้ำอยู่แล้ว แล้วทำไมทางอำเภอถึงไม่ผันน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำล่ะ?"

"ต้นทุนการผันน้ำมันสูงเกินไป!" ลู่ฮั่นปินกล่าว แหล่งน้ำคือกุญแจสำคัญว่าโครงการจัดการปัญหาการกลายเป็นทะเลทรายในอนาคตจะสำเร็จหรือไม่ และเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมาตลอด

"ผมเคยถามเกษตรกรในพื้นที่ชลประทาน ก่อนผันน้ำ ค่าน้ำสำหรับการเพาะปลูกอยู่ที่ประมาณ 15 หยวนต่อหมู่ แต่หลังผันน้ำ ค่าน้ำพุ่งพรวด ราคาเกิน 3 เหมาต่อลูกบาศก์เมตร พื้นที่หนึ่งหมู่ต้องจ่ายถึงห้าหกสิบหยวน"

"สำหรับเกษตรกรที่มีรายได้ต่อปีไม่ถึง 1,000 หยวน นี่คือตัวเลขที่สูงเกินเอื้อม ทำให้พวกเกษตรกรเริ่มปฏิเสธที่จะดึงน้ำไปใช้เพาะปลูก"

"แต่สำหรับหน่วยงานจัดการชลประทาน ค่าน้ำที่เก็บได้กลับไม่เพียงพอต่อต้นทุนการผันน้ำเลยแม้แต่น้อย คลังของอำเภอก็แบกรับไม่ไหว ปริมาณการผันน้ำลดลง ประกอบกับความแห้งแล้งที่ต่อเนื่อง น้ำจากต้นน้ำก็ลดลงด้วย คาดเดาได้เลยว่าค่าน้ำจะต้องแพงขึ้นไปอีก"

"ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป อ่างเก็บน้ำคงแห้งขอดลงอย่างที่บอสว่าไว้จริงๆ"

น้ำเสียงของลู่ฮั่นปินราบเรียบ คำพูดที่เอ่ยออกมาก็ดูน่าเชื่อถือ ดูได้จากจวงเจิ้งกับจางจิ้งที่พยักหน้าอยู่เป็นระยะ

"บอสครับ โครงการจัดการการกลายเป็นทะเลทรายยังต้องเดินหน้าต่อไหมครับ?"

กัวหยางยื่นมือซ้ายที่กำเป็นหมัดออกไป แล้วแบออก

"แน่นอน! วิสัยทัศน์ต้องเปิดกว้าง!"

ผ่านกระจกมองหลัง เขาสามารถมองเห็นสีหน้าและท่าทางของคนข้างหลังได้

จางจิ้งยังคงถือกล้องวิดีโอไม่ปล่อยมือ เมื่อเห็นทิวทัศน์ที่น่าสนใจก็ยกขึ้นมาถ่ายเป็นระยะ ส่วนความสนใจของจวงเจิ้งและลู่ฮั่นปินยังคงอยู่ที่ตัวเขา ความสงสัยบนใบหน้าไม่ลดลงเลย

"ฮั่นปิน สนใจย้ายมาอยู่สาขาหมินฉินไหม?" จู่ๆ กัวหยางก็ถามขึ้น

"เอาสิครับ" ลู่ฮั่นปินไม่ลังเล

จุดประสงค์เดิมที่เขามาบริษัทมู่เหอ ก็แค่เพื่อรายได้ที่ดูดีเท่านั้น

แต่เมื่อนึกถึงประสบการณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ภาพการอพยพเชิงนิเวศของประชาชนในพื้นที่ทะเลทรายยังคงสลัดไม่หลุด ทะเลสาบชิงถู่ที่เป็นประกายระยิบระยับหลับใหลอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ต้นหอมทะเลทรายบนพื้นผิวอ่างเก็บน้ำหงหยาซานที่แห้งขอดกำลังแกว่งไกวโอนเอนกวักมือเรียกเขา

วิสัยทัศน์ต้องเปิดกว้างสินะ! ลู่ฮั่นปินแอบทำท่าทางด้วยมือขวา

จางจิ้งที่เอาแต่กอดกล้องวิดีโอไม่พูดไม่จามาตลอดก็เอ่ยขึ้นเรียบๆ

"บอส ผมก็อยากย้ายมาเหมือนกัน การใช้เลนส์กล้องบันทึกกระบวนการเปลี่ยนแปลงของทะเลทรายคงจะมีความหมายมากกว่า"

"ได้"

จวงเจิ้งลูบหน้าผาก มีเหงื่อเย็นผุดซึมออกมาบางๆ เมื่อนึกถึงภรรยาและลูกที่บ้าน เขาก็จำใจฝืนพูดออกไป

"บอส ผมอาจจะยังต้องกลับไปครับ"

……

13 มกราคม 2003 วันจันทร์

หลังโต๊ะทำงาน กัวหยางขมวดคิ้วแน่นมองปึกรูปถ่ายในมือ

ส่วนฝั่งตรงข้าม จวงเจิ้งยืนตัวตรงแน่วในชุดสูท รองเท้าหนังสีดำที่เท้าขัดจนเงาวับ ในดวงตามีความกังวลที่ปิดไม่มิด

"ประธานกัว น้ำเสียในอ่างเก็บน้ำถูกระบายออกไปแล้ว โรงงานกระดาษหลายแห่งที่ต้นน้ำก็ถูกสั่งปิดแล้ว ตอนนี้น้ำที่ปล่อยออกมาล้วนเป็นน้ำเสียที่ผ่านการตรวจสอบว่าได้มาตรฐานแล้วครับ"

กัวหยางคลี่รูปถ่ายบนโต๊ะออกทีละใบ น้ำเสียสีเหลืองขุ่นในรูปกำลังไหลลงสู่แม่น้ำอย่างไม่ขาดสาย

"ผู้นำประสานงานกับสำนักงานบริหารจิ่งเตี้ยนเพื่อขอผันน้ำจากแม่น้ำฮวงโหมาให้ฟรีๆ แล้ว แต่ตอนนี้เป็นช่วงน้ำแล้ง การใช้น้ำตึงเครียดมาก ทำได้แค่รอเท่านั้น"

"ครั้งนี้เราทำให้คนหลายคนไม่พอใจ มีคนลือกันว่าคุณกับนักธุรกิจชาวเวินโจวคนนั้นมีความสัมพันธ์เป็นญาติกันหรือเปล่า"

กัวหยางเลิกคิ้ว "ผมก็แค่ทำเพื่อบ้านเกิด"

ตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ ในที่สุดเรื่องมลพิษในอ่างเก็บน้ำก็เริ่มมีความคืบหน้าเสียที

ในอำเภอ ศูนย์บัญชาการหมินฉินโครงการต่อขยายจิ่งเตี้ยนเฟสสอง

ศูนย์บัญชาการรับผิดชอบหน้าที่ซ่อมบำรุงคลองและสิ่งปลูกสร้างช่วงหนึ่ง ผู้รับผิดชอบแซ่สวี อายุสี่สิบกว่าปี สวมเสื้อโค้ททหาร

"ประธานกัว ผมว่าคุณอย่าไปดิ้นรนเลย ปัญหาความขัดแย้งเรื่องน้ำน่ะมันรุนแรงมากนะ"

กัวหยางยิ้ม ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ความรำคาญซ่อนอยู่ตรงหว่างคิ้ว

"ที่นี่คือตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่มีใครมาสนใจหรอก ไม่เหมือนที่อื่น พอผู้นำอนุมัติ โทรทัศน์ออกข่าว ก็ให้ความสำคัญกันใหญ่โต"

เมื่อได้ยินคำพูดบั่นทอนกำลังใจพวกนี้ กัวหยางก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง

ประจวบเหมาะกับที่ลู่ฮั่นปินพาคนกลุ่มหนึ่งกลับมาพอดี จึงรีบรับหน้าพาคนไปอย่างรวดเร็ว

การสำรวจและออกแบบโครงการจัดการการกลายเป็นทะเลทรายของบริษัทมู่เหอ ถูกส่งมอบให้กับทีมงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยผ่านการแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาเวิงลี่ซิน

คนที่เป็นหัวหน้าในครั้งนี้คือศาสตราจารย์เฉินจากคณะวิศวกรรมชลประทาน ผิวพรรณที่หยาบกร้านและเหี่ยวย่น ยากจะจินตนาการได้ว่านี่คือปัญญาชน

"เมื่อน้ำจากแม่น้ำฮวงโหถูกผันเข้าสู่อ่างเก็บน้ำหงหยาซาน จะต้องผ่านก้นแม่น้ำโบราณในทะเลทรายยาว 60 กิโลเมตร น้ำจะซึมและระเหยไปอย่างหนัก อัตราการใช้ประโยชน์จริงต่ำมาก ปริมาณน้ำที่สูญเสียไป หมินฉินต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด การขึ้นค่าน้ำจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้..."

กัวหยางพูดแทรกขึ้น "ศาสตราจารย์เฉินครับ มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องการใช้น้ำทางฝั่งทะเลสาบชิงถู่ไหมครับ?"

"มี แต่ความยากสูงมาก ทางที่ดีที่สุดคือทำไปตามขั้นตอน"

"มีวิธีไหนบ้างครับ?"

"พื้นที่ตอนกลางและตอนบนของลุ่มแม่น้ำสือหยางต้องกำหนดพื้นที่เพาะปลูกตามปริมาณน้ำ ลดพื้นที่เพาะปลูกลง..."

กัวหยางเริ่มหมดความอดทน จะให้พื้นที่ตอนกลางลดพื้นที่เพาะปลูกลง แล้วชาวบ้านในพื้นที่ตอนกลางจะยอมหรือไง?

"พูดอะไรที่มันทำได้จริงหน่อยสิครับ"

ศาสตราจารย์เฉินเลิกคิ้ว ในแววตามีประกายความโกรธ

"หากต้องการฟื้นฟูทะเลสาบชิงถู่ที่ปลายแม่น้ำสือหยาง มาตรการแก้ปัญหาที่รากฐานมีเพียงทางเดียวเท่านั้น คือต้องสร้างโครงการผันน้ำอีกแห่ง ผันน้ำข้ามลุ่มแม่น้ำมาจากแม่น้ำฮวงโห"

"คนหนุ่มเอ๊ย อย่าได้เลือดร้อนไปนักเลย!"

รอบด้านเงียบสงัด สายลมเย็นที่พัดวนพัดผ่านไป ทำให้กัวหยางค่อยๆ ได้สติกลับมา

การผันน้ำข้ามลุ่มแม่น้ำคือมาตรการแก้ปัญหาที่รากฐาน สำหรับวิกฤตทรัพยากรน้ำในลุ่มแม่น้ำสือหยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวี่โจวหมินฉินจริงๆ

โครงการผันน้ำหมินฉินในปัจจุบันเป็นเพียงโครงการฉุกเฉิน ปริมาณน้ำที่ผันได้ในแต่ละปีมีจำกัด

แต่การจะสร้างโครงการผันน้ำข้ามลุ่มแม่น้ำอีกแห่งน่ะหรือ?

กัวหยางยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า สำหรับบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอแล้ว นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่

โครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้บริษัทเอกชนเป็นแกนนำ

ถ้าอย่างนั้นก็ทำได้แค่รอโครงการชลประทานขนาดใหญ่ของระดับประเทศ ซึ่งใช้เวลายาวนานเกินไป!

โครงการผันน้ำจากใต้ขึ้นเหนือผ่านการพิสูจน์และวิจัยมานานกว่าห้าสิบปี โครงการสายตะวันออกและสายกลางเพิ่งจะเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง

ส่วนโครงการสายตะวันตกที่เกี่ยวข้องกับหลายมณฑลทางตะวันตกเฉียงเหนือ กัวหยางจำได้ว่าจนกระทั่งเขาทะลุมิติมา แผนงานการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมยังไม่ถูกกำหนดให้เป็นฉบับร่างสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น แหล่งน้ำผันจากภายนอกของหมินฉินก็ยังคงต้องพึ่งพาโครงการผันน้ำหมินฉินต่อไป

กัวหยางดูเหมือนลูกบอลที่ถูกปล่อยลม แฟบลงในพริบตา

เฮ้อ! ไม่น่าไปหัวเราะเยาะจวงเจิ้งเลยจริงๆ

วันรุ่งขึ้น

เหล่าซ่งเป็นคนขับรถ กัวหยางที่ยังไม่ถอดใจกับลู่ฮั่นปินก็นั่งรถเลียบอ่างเก็บน้ำหงหยาซาน -- ตัวเมืองอำเภอหมินฉิน -- ซากทะเลสาบชิงถู่ไปดูรอบหนึ่งอีกครั้ง

ผืนดินที่ยังคงแห้งแล้งเป็นสีเหลือง กำลังบอกเล่าความอ้างว้างของมัน

ตลอดทางสามารถมองเห็นบ่อน้ำบาดาลได้ทุกที่ มีสถิติระบุว่ามีประมาณ 1.7 หมื่นบ่อ ตั้งแต่ความลึกไม่กี่เมตร สิบกว่าเมตร ไปจนถึงร้อยกว่าเมตร หรือกระทั่งสามร้อยเมตร

การสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้มากเกินไปอย่างรุนแรงทำให้กัวหยางมองไม่เห็นความหวังที่จะจัดการกับปัญหากลายเป็นทะเลทรายได้สำเร็จ ลวี่โจวมีแต่จะถูกเนินทรายกลืนกินไปทีละนิ้วๆ จนสูญสลายไปในที่สุด

มีเพียงการฟื้นฟูระดับน้ำใต้ดินเท่านั้น พืชพรรณในทะเลทรายจึงจะมีโอกาสรอดชีวิต

แต่กัวหยางกลับจำได้ว่า ลวี่โจวหมินฉินไม่ได้สูญสลายไป อีกยี่สิบปีให้หลัง เก๋ากี้ เนื้อแกะ และเมลอนทะเลทรายที่ผลิตได้มากมายที่นั่นก็ยังคงถูกส่งไปขายตามที่ต่างๆ แม้แต่ทะเลสาบชิงถู่ก็ยังมีน้ำกลับมาอีกครั้ง

หากต้องการช่วยชีวิตลวี่โจวหมินฉิน สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงต้องเป็นอำนาจการบริหารของรัฐ

การปิดบ่อน้ำบาดาล การจัดสรรทรัพยากรน้ำต้นน้ำและปลายน้ำอย่างสมเหตุสมผล การสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่... สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือพื้นฐานของการจัดการ

บุคคลและองค์กรชื่อดังด้านการจัดการทะเลทรายในยุคหลัง รวมถึงแอนท์ฟอเรสต์ ล้วนแต่เป็นเพียงผุยผงภายใต้บริบทของยุคสมัยเท่านั้น

ด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจ คนทั้งกลุ่มจึงเดินเข้าไปในร้านบะหมี่เล็กๆ ริมถนน

ตอนนี้อาจมีเนื้อหาผิดกฎ ตั้งแต่เที่ยงเมื่อวานก็มัวแต่แก้ คนจะบ้าตายอยู่แล้ว

วันนี้จะขึ้นแผงขายแล้ว ตอนต่อไปยังไม่รู้ว่าจะเขียนเสร็จเมื่อไหร่ หวังว่าเพื่อนๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้จะช่วยสนับสนุนการซื้อตอนแรกด้วยนะครับ

ไม่ต้องโดเนทแล้วนะครับ ไม่มีปัญญาเขียนเพิ่มแล้วจริงๆ

ขอบคุณครับ!!!

จบบทที่ บทที่ 83 : อ่างเก็บน้ำ | บทที่ 84 : ผันน้ำ

คัดลอกลิงก์แล้ว