เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 : ข้อสงสัย | บทที่ 26 : ค่าคุ้มครอง

บทที่ 25 : ข้อสงสัย | บทที่ 26 : ค่าคุ้มครอง

บทที่ 25 : ข้อสงสัย | บทที่ 26 : ค่าคุ้มครอง


บทที่ 25 : ข้อสงสัย

วันต่อมา ณ กระทรวงเกษตร บริเวณหน้าห้องประชุม

กัวหยางสวมชุดสูทสีดำทับเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในพร้อมผูกเนกไท แม้รูปร่างจะยังคงดูผอมบาง แต่กลับให้ความรู้สึกเรียบง่ายและทะมัดทะแมง

แถมหลังจากได้พักผ่อนมาทั้งคืน สีหน้าท่าทางของเขาก็ดูดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งนี้ทำให้เฉินเยว่ที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องประชุมอดไม่ได้ที่จะมองเขาเพิ่มอีกสองสามตา ก่อนที่เธอจะสังเกตเห็นว่าในโถงทางเดินมีเขาอยู่เพียงคนเดียว

"กัวหยาง ประธานกัวใช่ไหมคะ?" เฉินเยว่ถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก

"ครับ" กัวหยางพิจารณาหญิงสาวผมสั้นประบ่าคนนี้ เขารู้สึกคุ้นหน้าเธออยู่บ้างนิดหน่อย

เฉินเยว่หยุดความประหลาดใจในใจไว้ไม่อยู่

เธอแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าชายหนุ่มตรงหน้าที่ดูธรรมดาสามัญ แถมยังดูแหวกแนวไปบ้างคนนี้ จะเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินกว่าพันล้าน

ก่อนหน้านี้เธอคิดมาตลอดว่ากัวหยางน่าจะเป็นชายวัยกลางคนที่ดูเป็นผู้ใหญ่และสุขุมนุ่มลึก

แต่ที่ทำให้เธอรู้สึกเหลือเชื่อไปกว่านั้นก็คือ ผู้ชายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอคนนี้มีแผนจะรับเหมาปรับปรุงดินเค็มถึง 200,000 หมู่

ถึงขนาดที่รัฐมนตรีหลินจะมาเป็นประธานการประชุมในหัวข้อของเขาด้วยตัวเอง

เฉินเยว่รวบรวมสติ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดกับเขาว่า "ประธานกัวคะ ใกล้จะถึงหัวข้อสุดท้ายแล้ว รบกวนคุณเตรียมตัวด้วยนะคะ"

จากนั้นเฉินเยว่ก็เดินกลับเข้าห้องประชุมไป

พอใกล้จะถึงเวลาจริงๆ กัวหยางกลับรู้สึกสงบลง เขายืนรออยู่ที่โถงทางเดินเงียบๆ

ครู่ต่อมา กลุ่มคนที่ประชุมเสร็จก็เดินออกจากห้องแล้วตรงดิ่งจากไป กัวหยางจึงเดินเข้าไปในห้องประชุมตอนนั้นเอง

อาจจะเพราะเพิ่งจบวาระการประชุมไปหมาดๆ บรรยากาศในห้องประชุมจึงไม่ได้ดูตึงเครียดและเคร่งขรึมอย่างที่กัวหยางคิดไว้

มีเสียงพูดคุยหัวเราะดังมาเป็นระยะ

กัวหยางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตามการนำทางของเจ้าหน้าที่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็แจกเอกสารให้กับผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน

กัวหยางมองดูเอกสาร อืม มันคือสิ่งที่เขาเขียนเมื่อคืนนี้นี่เอง

ตรงข้ามกับกัวหยาง มีผู้ชายผมหงอกประปรายสวมแว่นตากรอบทองคนหนึ่งกำลังประเมินเขาอยู่ตั้งแต่ที่เขาเดินเข้าประตูมา

กัวหยางพยักหน้าให้เล็กน้อย พร้อมกับสังเกตเห็นป้ายชื่อบนโต๊ะของเขา: หลินสวี

คิดว่านี่คงจะเป็นรัฐมนตรีหลิน ดูแล้วก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกัน

กัวหยางอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังพักผ่อนพูดคุยกัน กวาดสายตาสำรวจสถานการณ์ในห้องประชุม

ในห้องประชุมมีคนอยู่ประมาณ 10 กว่าคน

กรมกำหนดนโยบายและกฎหมายอุตสาหกรรม หน้าที่หลักคือศึกษาและร่างนโยบายรวมถึงกฎหมายการเกษตร

กรมการจัดการเพาะปลูก อุตสาหกรรมการเพาะปลูกทั้งหมดอยู่ในความดูแลของเขา

กรมปศุสัตว์...

กรมการจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร...

สถาบันวิจัยทุ่งหญ้าแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรประเทศจีน มีเป้าหมายหลักในการแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาของทุ่งหญ้า เพิ่มผลผลิตของทุ่งหญ้า และปัญหาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญอื่นๆ คนที่มาคือซูกั๋วโจว ซึ่งกัวหยางพอจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง

แล้วก็ยังมีหญิงสาวผมสั้นประบ่าคนนั้น ดูเหมือนจะเป็นคนจดบันทึกการประชุม

ตอนนั้นเอง รัฐมนตรีหลินก็เคาะโต๊ะเบาๆ "เอาล่ะ เรามาเริ่มหัวข้อสุดท้ายของวันนี้กันเลย"

ห้องประชุมเงียบลงในทันที

"ความจริงก็ไม่ถือว่าเป็นหัวข้อการประชุมอะไรหรอกครับ หลักๆ คืออยากใช้โอกาสนี้ให้ทุกคนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อตรวจสอบและให้คำแนะนำแก่ประธานกัวหยาง คนหนุ่มอนาคตไกลของเรา"

สายตาของทุกคนมองตามรัฐมนตรีหลินไปหยุดอยู่ที่กัวหยาง พวกเขาเห็นหัวข้อสุดท้ายในกำหนดการประชุมมาตั้งนานแล้ว

ทุกคนต่างก็สงสัยว่ามีโครงการปรับปรุงดินเค็มโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่เห็นมีข้อมูลการตั้งโครงการเลย

จนถึงตอนนี้ถึงเพิ่งรู้ว่านี่เป็นโครงการลงทุนของภาคเอกชน

"ประธานกัวเตรียมจะรับเหมาพื้นที่ดินเค็ม 200,000 หมู่ในมณฑลกานซู่เพื่อทำการปรับปรุง โดยมีแผนจะปลูกอัลฟัลฟ่า สร้างนิคมอุตสาหกรรมหญ้าเลี้ยงสัตว์ การลงทุนระยะแรกคือ 500 ล้าน และการลงทุนทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้าน"

200,000 หมู่? พันล้าน? แค่คนหนุ่มคนนี้น่ะเหรอ?

นอกจากรัฐมนตรีหลินและผู้อำนวยการจางจากกรมการจัดการเครื่องจักรกลการเกษตรที่รู้สถานการณ์อย่างละเอียดแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ทำหน้าประหลาดใจ

พวกเขาสงสัยมากว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า แต่พอเห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจของรัฐมนตรีหลิน ทุกคนก็ใจเย็นลง

รัฐมนตรีหลินคงไม่โดนหลอกเอาหรอกมั้ง!

"ทุกคนลองดูเอกสารในมือก่อนได้นะครับ มีคำถามอะไรก็เสนอมาได้เลย?"

ทุกคนแทบรอไม่ไหวที่จะเปิดอ่าน มีเพียงคนจากกรมการคลังที่ขมวดคิ้วและถามอย่างไม่เข้าใจว่า:

"รัฐมนตรีหลิน โครงการลงทุนแบบนี้น่าจะเป็นของรัฐบาลระดับมณฑลกับเทศบาลเมืองนะครับ! หรือว่าทางกระทรวงมีแผนจะเข้าร่วมด้วย? งบประมาณของกระทรวงปีนี้..."

"กระทรวงจะไม่เข้าร่วมโครงการนี้" รัฐมนตรีหลินตอบสั้นๆ ขัดจังหวะคำพูดของกรมการคลัง จากนั้นก็หันไปถามคนจากกรมกำหนดนโยบายและกฎหมายอุตสาหกรรมที่นั่งอยู่ริมโต๊ะประชุม: "ตอนนี้เรามีนโยบายและเงินทุนสำหรับการปรับปรุงดินเค็มไหม?"

"ปัจจุบันมีแค่เงินทุนสนับสนุนโครงการสำหรับสถาบันวิจัยเท่านั้นครับ ส่วนของภาคเอกชนยังไม่มี"

รัฐมนตรีหลินมองกัวหยาง ยิ้มๆ แล้วหันกลับมาพูดว่า "เดี๋ยวพวกคุณต้องไปศึกษานโยบายที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้นนะ"

กัวหยางนิ่งเงียบ เขาสงสัยมากว่านี่คือสิ่งที่รัฐมนตรีหลินจงใจแสดงให้เขาดู

ก็แค่จะบอกว่ากระทรวงไม่มีเงิน ทุกอย่างต้องพึ่งตัวเองล่ะสิ!

ตอนนั้นเอง หลายๆ คนก็อ่านเอกสารในมือจนจบอย่างรวดเร็ว

รัฐมนตรีหลินยกแก้วขึ้นจิบชาแล้วพูดว่า "อ่านจบแล้วมีความคิดเห็นยังไงก็เสนอมาได้เลย มาปรึกษาหารือกัน"

"ผมมีคำถามหนึ่งอยากจะถามประธานกัว" น้ำเสียงที่ฟังดูไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นักดังขึ้น

กัวหยางมองไปตามเสียง ก็พบว่าเป็นซูกั๋วโจวจากสถาบันวิจัยทุ่งหญ้า ผู้เชี่ยวชาญด้านหญ้าเลี้ยงสัตว์!

ซูกั๋วโจวมีผิวสีเข้ม ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นอย่างเห็นได้ชัด ไว้ผมหน้าม้ายาว แต่ปริมาณเส้นผมดูบางลงอย่างเห็นได้ชัด

มองแวบเดียวก็รู้ว่าลงพื้นที่บ่อยๆ

แต่ตอนนี้บนใบหน้าของซูกั๋วโจวกลับมีความโกรธปรากฏอยู่ชัดเจน

กัวหยางคาดเดาฉากนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว คำอธิบายของเขาเกี่ยวกับซูเปอร์อัลฟัลฟ่าคงไปกระตุ้นผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์อัลฟัลฟ่าคนนี้เข้าให้แล้ว

แต่เขาก็ยังคงยิ้มและพูดว่า "ผู้อำนวยการซู มีคำถามอะไรเชิญพูดมาได้เลยครับ?"

ซูกั๋วโจวพยักหน้า สีหน้าดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยและพูดว่า:

"ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโครงการของคุณประธานกัวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศของเรา สำหรับการจัดการดินเค็มและการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมหญ้าเลี้ยงสัตว์ก็ถือเป็นเรื่องดีเช่นกัน"

"แต่ผมรู้สึกสงสัยอย่างยิ่งเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ซูเปอร์อัลฟัลฟ่าที่คุณประธานกัวพูดถึงในเอกสารแนะนำโครงการ คุณสมบัติสายพันธุ์ของมันดีอย่างที่คุณพูดจริงๆ น่ะหรือ?"

"ต้องรู้ก่อนนะว่าการปรับปรุงพันธุ์อัลฟัลฟ่าเป็นกระบวนการที่ยาวนาน ตั้งแต่การเลือกพ่อแม่พันธุ์ การผสมข้ามพันธุ์ ไปจนถึงการคัดเลือกและประเมินผล จนถึงการนำเมล็ดที่คัดเลือกแล้วมาปลูก ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี จึงจะเสร็จสิ้น 1 รอบ และการจะพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ได้ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 3-4 รอบ"

"ผ่านร้อนผ่านหนาว ทีมวิจัยเฝ้าดูหญ้าอัลฟัลฟ่าในพื้นที่ดินเค็มปีแล้วปีเล่า นอกจากจะต้องยอมรับความน่าเบื่อของการวิจัยแล้ว ยังต้องทนรับความยากลำบากของเกษตรกรอีกด้วย"

"สถาบันของเราทำการปรับปรุงพันธุ์อัลฟัลฟ่าที่ฐานวิจัยในเมืองชางโจว มณฑลเหอเป่ยมาหลายสิบปี ผมเองก็วิจัยเรื่องนี้มา 30 กว่าปี เพิ่งจะมาประสบความสำเร็จในบางขั้นตอนเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง"

"ปี 1997 เราประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์อัลฟัลฟ่าที่ทนดินเค็มได้เป็นพันธุ์แรก"

"ปัจจุบันเรากำลังทำการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาระดับน้ำใต้ดินที่สูงในพื้นที่ดินเค็มชายฝั่ง คาดว่าปีหน้าก็จะมีผลงานใหม่ออกมาแล้ว"

"แต่ตอนนี้คุณกลับบอกผมว่าคุณพัฒนาสายพันธุ์ซูเปอร์อัลฟัลฟ่าออกมาได้ มีความต้านทานต่อความเค็มสูงมาก และยังมีความต้านทานอื่นๆ ที่ดีเยี่ยมอีกด้วย"

"คุณอายุเท่าไหร่เอง? คุณบอกผมมาสิว่าคุณเพาะพันธุ์อัลฟัลฟ่าสายพันธุ์นี้ออกมาได้ยังไง?"

ซูกั๋วโจวจ้องเขม็งไปที่กัวหยาง

เขาเชื่อว่าบนโลกนี้มีอัจฉริยะ แต่ไม่เชื่อว่าจะมีเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลแบบนี้เกิดขึ้นได้!

บทที่ 26 : ค่าคุ้มครอง

กัวหยางเข้าใจความรู้สึกของผู้อำนวยการซูกั๋วโจวได้เป็นอย่างดี

การปรับปรุงพันธุ์แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นกระบวนการที่ยาวนานอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงพันธุ์แบบผสมข้ามสายพันธุ์ดั้งเดิมยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ยิ่งไปกว่านั้น ขั้นตอนการรับรองเมล็ดพันธุ์พืชสายพันธุ์ใหม่ในยุคนี้ยังเข้มงวดเอามากๆ อีกด้วย

การรับรองสายพันธุ์ อันดับแรกผู้สมัครต้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมการทดสอบสายพันธุ์ใหม่ โดยต้องส่งคำอธิบายเกี่ยวกับแหล่งที่มาของสายพันธุ์ใหม่ กระบวนการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ ลักษณะพื้นฐาน ข้อควรระวังในการเพาะปลูก และใบรับรองหรือหนังสือค้ำประกันว่าไม่ใช่พืชดัดแปลงพันธุกรรม เป็นต้น

จากนั้น หน่วยงานจัดการเมล็ดพันธุ์จะรวบรวมและจัดให้มีการทดสอบเพื่อรับรอง ซึ่งรวมถึงการทดสอบเบื้องต้นอย่างน้อย 1 ปี การทดสอบระดับภูมิภาค 2 ปี และการทดสอบการผลิตอีก 1 ปี รวมเวลาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี

บวกกับเวลาที่ใช้ในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ ส่งผลให้กว่าพืชสายพันธุ์ใหม่สักชนิดจะเริ่มตั้งแต่การคัดกรองไปจนถึงการวางจำหน่ายในตลาดได้ มักจะต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี

ถึงแม้จะช้า แต่เมล็ดพันธุ์พืชสายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการรับรองในตอนนี้จะมีลักษณะเด่นเป็นเลิศ มีอายุการทำตลาดที่ยาวนาน และบางสายพันธุ์ถึงขนาดที่ผ่านไปเป็นสิบปีแล้วก็ยังคงโลดแล่นอยู่ในตลาด

ไม่เหมือนกับในอีกสิบกว่าปีให้หลัง ที่การรับรองสายพันธุ์ใหม่จะกลายเป็นเรื่องหละหลวม บางครั้งสายพันธุ์ข้าวโพดที่ผ่านการรับรองในปีเดียวก็มีมากถึง 500 กว่าสายพันธุ์

ในบรรดาเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ ก็มีเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมชั้นดีที่นักวิจัยทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายมานานหลายปีหรือเป็นสิบปีเพื่อเอาชนะอุปสรรคอยู่ไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เลียนแบบมาอย่างแนบเนียน หรือแม้กระทั่ง 'ก๊อปปี้มาทั้งดุ้น' เสียมากกว่า

เมล็ดพันธุ์อัลฟัลฟ่าที่ซูกั๋วโจวและคณะใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเพาะพันธุ์สำเร็จในปี 1997 นั้น ถูกตั้งชื่อว่า 'ฮว๋าหมู่หมายเลข 1'

สายพันธุ์นี้โตไว ทนแล้ง ทนดินเลว ทนหนาว ทนดินเค็ม เจริญเติบโตเร็ว มีความสามารถในการงอกใหม่สูง อุดมไปด้วยสารอาหาร และเป็นที่โปรดปรานของปศุสัตว์

ข้อเสียคือความสามารถในการต้านทานโรคราน้ำค้างอยู่ในระดับปานกลาง และความสามารถในการต้านทานการหักล้มก็อยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน

หากพิจารณาจากคุณลักษณะของสายพันธุ์ นี่ก็นับว่าเป็นสายพันธุ์อัลฟัลฟ่าที่ยอดเยี่ยมมากๆ แล้ว

แต่สายพันธุ์แบบนี้เอง ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในระหว่างขั้นตอนการทดสอบการผลิตเพื่อรับรองสายพันธุ์อยู่เลย

แต่ในตอนนี้ กัวหยางกลับอ้างว่าในมือเขามีสายพันธุ์อัลฟัลฟ่าที่ผ่านการรับรองเรียบร้อยแล้ว และยังมีคุณลักษณะต่างๆ ที่เหนือชั้นกว่าอีก

แล้วแบบนี้จะให้ซูกั๋วโจวเชื่อลงได้อย่างไร? จะกล้าเชื่อได้อย่างไร?

และถ้ามองในมุมของกัวหยาง คำถามนี้เขาก็ตอบยากเหมือนกัน

เมล็ดพันธุ์ซุปเปอร์อัลฟัลฟ่าเป็นของแถมจากแพ็กเกจของขวัญ ส่วนขั้นตอนการรับรองสายพันธุ์และใบรับรองสายพันธุ์ต่างๆ ก็เป็นร้านค้าเมล็ดพันธุ์ที่จัดการแทนให้จนเสร็จสรรพ

แต่เขาจำเป็นต้องตอบด้วยงั้นเหรอ?

"ผู้อำนวยการซูครับ ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณดี แต่สายพันธุ์นี้ถูกคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์มายังไง มันไม่สำคัญสำหรับเรื่องการประชุมในวันนี้เลย"

"พวกคุณจะไม่เชื่อในคุณลักษณะสายพันธุ์ของมันก็ไม่เป็นไร ในฐานะนักลงทุน เงินทุนในการปรับปรุงดินเค็มทั้งหมดก็เป็นเงินของผมเอง ผมยินดีที่จะรับความเสี่ยงนี้ครับ"

"อีกอย่าง ผมมาที่เมืองหลวง มาที่กระทรวงเกษตร ก็เพื่อมาขอความช่วยเหลือ ไม่ได้มาถกเถียงเรื่องความเป็นไปได้ของโครงการ และไม่ได้มาเพื่อรับฟังข้อสงสัยด้วยครับ"

"เพราะงั้น โครงการนี้ยังไงผมก็จะต้องลงทุนสร้างให้ได้ครับ"

เมื่อได้ยินคำตอบที่หนักแน่นของกัวหยาง ซูกั๋วโจวก็ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

นั่นสินะ เขาคือนักลงทุนนี่นา

คนอื่นเขายินดีที่จะรับความเสี่ยงแล้วเขาจะทำอะไรได้ล่ะ? ต่อให้คนอื่นจะใช้เมล็ดพันธุ์ปลอมๆ แล้วเขามีวิธีจัดการอะไรได้ล่ะ? ได้แต่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปแบบทำอะไรไม่ได้งั้นเหรอ?

ซูกั๋วโจวทำได้เพียงเบนสายตาไปทางรัฐมนตรีหลินอย่างจนปัญญา

รัฐมนตรีหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า "ในเมื่อคุณกัวตัดสินใจที่จะทำโครงการนี้แล้ว งั้นแต่ละกรมก็ช่วยพูดถึงนโยบายและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันกันหน่อย ใครมีความคิดเห็นอะไรก็เสนอมาได้เลย"

หลังจากที่ห้องประชุมเงียบไปครู่หนึ่ง คนจากกรมเพาะปลูกก็เริ่มเอ่ยปากพูด "ไม่ทราบว่าคุณกัวมีความคิดที่จะปลูกธัญพืชบ้างไหมครับ ดินเค็มหลังจากผ่านการจัดการทางวิศวกรรมอย่างเป็นระบบแล้ว ก็สามารถใช้ปลูกธัญพืชได้เหมือนกัน อีกทั้งตอนนี้การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้าและข้าวสาลีที่ทนดินเค็มก็เริ่มมีผลสัมฤทธิ์ให้เห็นบ้างแล้ว"

"ช่วงหลายปีมานี้ พื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตธัญพืชลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้มีความกดดันเรื่องความมั่นคงทางอาหารสูงมาก ตอนนี้ทางกระทรวงกำลังศึกษานโยบายเงินอุดหนุนที่เกี่ยวข้องอยู่ คาดว่าจะออกมาในเร็วๆ นี้ครับ"

แน่นอนว่ากัวหยางคุ้นเคยกับนโยบายเงินอุดหนุนธัญพืชเป็นอย่างดี ในชาติก่อนเขาก็ยื่นขออยู่บ่อยๆ ซึ่งมาตรฐานเงินอุดหนุนของแต่ละมณฑลส่วนใหญ่ก็จะไม่เหมือนกัน

โดยรวมแล้ว ภายใต้การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเครื่องจักรกลการเกษตร ต้นทุนการเพาะปลูกก็ลดลง ในสถานการณ์ที่มีเงินอุดหนุน การปลูกธัญพืชก็พอมีกำไรให้เห็นอยู่บ้าง

แต่นั่นไม่ได้อยู่ในแผนการของเขา เป้าหมายหลักของเขาคือการสะสมพลังงานธรรมชาติผ่านการปรับปรุงดินเค็ม

แถมเขายังไม่เชื่อใจสายพันธุ์ธัญพืชที่ทนดินเค็มในตอนนี้อีกด้วย

กัวหยางส่ายหัวแล้วพูดว่า "ตอนนี้ผมยังไม่มีแผนที่จะปลูกธัญพืชครับ แผนการหลักของผมยังคงเป็นการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ จากนั้นก็ทำเรื่องการปรับปรุงพันธุ์และผลิตเมล็ดพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ การปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปหญ้าหมัก การแปรรูปอาหารสัตว์ และอื่นๆ ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการอุทิศส่วนตนเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศเช่นเดียวกันครับ"

เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้รับผิดชอบจากกรมเพาะปลูกก็พยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย คาดว่าในใจคงจะรู้สึกขัดใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

แต่ทางกรมปศุสัตว์กลับส่งเสียงสนับสนุน "จริงด้วยครับ หากพิจารณาจากแนวโน้มการพัฒนาของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในประเทศและเป้าหมายการพัฒนาการผลิตธัญพืชในปัจจุบันแล้ว ทรัพยากรธัญพืชสำหรับทำอาหารสัตว์ในประเทศของเราจะยังคงขาดแคลนในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า ความต้องการอาหารสัตว์ที่ให้พลังงานและอาหารสัตว์ที่ให้โปรตีนยังมีช่องโหว่อยู่มาก อัตราการพึ่งพาตนเองต่ำ และต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างหนัก"

"อีกทั้งประเทศของเรายังขาดแคลนทรัพยากรหญ้าเลี้ยงสัตว์คุณภาพดี บางครั้งหญ้าในทุ่งหญ้าก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการในการเลี้ยงสัตว์ในเขตทุ่งหญ้าด้วยซ้ำ"

"เพราะงั้น โครงการของคุณกัวจึงเรียกได้ว่าเป็นฝนที่ตกลงมาได้ทันเวลาพอดีสำหรับการพัฒนาปศุสัตว์ของประเทศเรา ทางกรมปศุสัตว์ของเราจะต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่แน่นอนครับ ทีมบริการด้านเทคนิคของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องก็สามารถจัดตั้งได้ทุกเมื่อเลย"

เมื่อกัวหยางได้ยินดังนั้น เขาก็ยิ้มออกมาอย่างรู้ใจ

หลังจากนั้น กรมกำหนดนโยบายและกฎหมายอุตสาหกรรม กับกรมการจัดการเครื่องจักรกลการเกษตรก็ต่างพากันแสดงความคิดเห็นออกมาเช่นกัน

แต่มันก็เป็นแค่คำพูดวกไปวนมาเดิมๆ แม้แต่การสนับสนุนทางลมปากก็ยังไม่มีให้เห็นเลย

กัวหยางก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ

ตามหลักแล้ว ในเมื่อรัฐมนตรีหลินเป็นคนเรียกให้ทุกคนมาจัดการประชุมในครั้งนี้ ไม่ว่ายังไงก็ต้องมีอะไรหลุดรอดออกมาบ้างสิ

แต่ดูจากการพูดคุยของหลายๆ กรมในตอนนี้แล้ว กลับยังมองไม่ออกเลยว่ากระทรวงเกษตรจะให้การสนับสนุนในจุดไหนบ้าง

หรือว่าจะมีแค่ทีมเทคนิคผู้เชี่ยวชาญของกรมปศุสัตว์เท่านั้น?

ถ้าเป็นแบบนั้น มันก็คงจะน่าเบื่อเกินไปแล้ว

ทีมเทคนิคผู้เชี่ยวชาญก็ใช่ว่าจะมาประจำการอยู่ตลอด นานๆ ทีถึงจะมาตรวจสอบสักครั้ง บทบาทที่ได้ก็ไม่เพียงแต่จะมีจำกัด แต่มันยังเป็นการเพิ่มต้นทุนในการต้อนรับให้กับทางบริษัทอย่างมองไม่เห็นอีกต่างหาก

ฟังไปฟังมา กัวหยางก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวผมสั้นที่กำลังจดบันทึกอยู่

ในชั่ววินาทีนั้น เขาก็นึกขึ้นมาได้กะทันหันว่าผู้หญิงคนนี้ก็คือเฉินเยว่

มิน่าล่ะ เมื่อกี้ตอนที่ได้ยินเสียงถึงได้รู้สึกคุ้นหูนัก

สวยน่ะมันก็สวยอยู่หรอก แต่ภาพลักษณ์มันช่างห่างไกลจากสาวผมยาวสลวยในจินตนาการของเขาไปหน่อย ไม่ใช่สเปกของเขาเลยแฮะ

แต่ในตอนนี้ก็ทำได้แค่มองคนสวยแก้เบื่อไปพลางๆ ไม่งั้นก็คงต้องไปนั่งมองพวกตาแก่กลุ่มหนึ่งพูดจาไร้สาระแล้ว

รัฐมนตรีหลินนั่งอยู่ตรงข้ามกับกัวหยาง ตั้งแต่ตอนที่กัวหยางเริ่มเหม่อลอย สายตาเริ่มแอบมองสาวสวย เขาก็สังเกตเห็นแล้ว

ถ้าเกิดว่ากัวหยางเป็นคนของหน่วยงานราชการ ป่านนี้เขาคงจะโดนด่าไปแล้ว

แต่กัวหยางเป็นคนที่เขาเชิญให้มาเข้าร่วมการประชุม จุดประสงค์ของเขาก็แสดงออกอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ตอนที่ติดต่อกับผู้อำนวยการจางแล้ว

กัวหยางอย่างเขาก็แค่มาขอความช่วยเหลือจากกระทรวงเกษตร!

ในเมื่อคุณต้องการความช่วยเหลือ งั้นฉันก็จะช่วยเหลือคุณเอง!

ก็ต้องมาดูกันว่าคุณจะรับมันไว้ได้หรือเปล่า

รอจนทุกคนพูดกันใกล้จะจบแล้ว รัฐมนตรีหลินก็เคาะโต๊ะเบาๆ จากนั้นก็พูดกับกัวหยางว่า

"คุณกัว หลังจากฟังการแนะนำจากหน่วยงานราชการต่างๆ แล้ว ตอนนี้คุณก็คงจะเข้าใจสถานการณ์ของพวกเราเป็นอย่างดีแล้วสินะ!"

กัวหยางพยักหน้า ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการไม่มีเงินนั่นแหละ!

"ทางกระทรวงมีงบประมาณไม่เพียงพอจริงๆ ชั่วคราวนี้อาจจะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนอะไรได้ แต่นโยบายสนับสนุนน่ะมีแน่"

ท่ามกลางสายตาที่คาดหวังของกัวหยาง รัฐมนตรีหลินก็พูดต่อ

"'โครงการปรับปรุงดินเค็ม 2 แสนหมู่' งานในส่วนของการวางแผนและออกแบบสามารถมอบหมายให้สถาบันการวางแผนและออกแบบในสังกัดของกระทรวงเป็นคนจัดการได้เลย ความเป็นมืออาชีพของพวกเขาในด้านนี้ของประเทศเราเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว"

หมายความว่ายังไงเนี่ย?

กัวหยางลองเรียบเรียงความคิดในใจอย่างละเอียด กว่าจะรู้สึกตัว

หมายความว่าผมยังต้องจ่ายเงินให้พวกคุณอีกก้อนงั้นสิ?

แต่เงินก้อนนี้ เขาก็ยินดีที่จะจ่าย

จบบทที่ บทที่ 25 : ข้อสงสัย | บทที่ 26 : ค่าคุ้มครอง

คัดลอกลิงก์แล้ว