- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นที่เมล็ดพันธุ์
- บทที่ 17 : พบอวี๋หงไห่อีกครั้ง คุยเรื่องดินเค็ม | บทที่ 18 : เครื่องจักรกลการเกษตรนำเข้า
บทที่ 17 : พบอวี๋หงไห่อีกครั้ง คุยเรื่องดินเค็ม | บทที่ 18 : เครื่องจักรกลการเกษตรนำเข้า
บทที่ 17 : พบอวี๋หงไห่อีกครั้ง คุยเรื่องดินเค็ม | บทที่ 18 : เครื่องจักรกลการเกษตรนำเข้า
บทที่ 17 : พบอวี๋หงไห่อีกครั้ง คุยเรื่องดินเค็ม
“ผมตั้งใจว่าจะไปดูที่บูธของพวกเขาตอนนี้เลย แล้ววันนี้ผมก็มีธุระอื่นอีก คงไม่ได้กลับฟาร์มพร้อมกับพวกคุณนะ”
ระหว่างทางกลับ เมื่อนึกถึงสีหน้าไร้อารมณ์ของกัวหยางตอนที่พูดประโยคนี้ แคทเธอรีนก็รู้สึกโมโหจนเต็มกลืน ความรู้สึกดีๆ ที่อุตส่าห์สะสมมาก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
“ฟราน เพื่อนรักที่นายพามา กินอยู่บ้านเราฟรีๆ มาสองวัน ตอนนี้จู่ๆ ก็จะไปโดยไม่สนใจไยดีอะไรเลยเนี่ยนะ”
ฟรานเอามือกุมหัวและพูดด้วยความกลัดกลุ้มเช่นกันว่า “ถึงฉันจะเพิ่งรู้จักกัวได้ไม่กี่วัน และอาจจะยังไม่เข้าใจเขาดีพอ แต่เขาไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก...”
“นายไม่เข้าใจเขาอยู่แล้วล่ะ พวกนายก็แค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญเจอกันบนเครื่องบินเท่านั้นแหละ”
แคทเธอรีนบ่นฟรานเป็นชุด แม้ว่าสาเหตุจริงๆ ที่เธอโกรธจะเป็นเพราะท่าทีของกัวหยางที่มีต่อเธอเปลี่ยนไปในช่วงสองวันที่ผ่านมาก็ตาม
จอห์นมองทั้งสองคนที่กำลังบ่นใส่กัน แล้วช่วยไกล่เกลี่ยอย่างจนใจ “พวกนายอย่าคิดมากไปเลย กัวอาจจะมีธุระจริงๆ ก็ได้ วันนี้ที่งานนิทรรศการ พวกนายก็เห็นท่าทีของเขาแล้วนี่ สายตาแบบนั้นแทบจะอยากนอนค้างคืนบนเครื่องจักรกลการเกษตรซะด้วยซ้ำ”
จอห์นเดาถูกเผงเลย หากไม่ใช่เพราะยังมีธุระด่วนที่ต้องไปทำ กัวหยางก็คงอยากจะขลุกอยู่ในฮอลล์จัดแสดงไปยันกลางคืนจริงๆ นั่นแหละ
เครื่องจักรกลการเกษตรมากมายในฮอลล์จัดแสดงนั้น สำหรับกัวหยางแล้วล้วนเป็นของล้ำค่า เครื่องจักรกลการเกษตรพวกนี้คือไอเทมปั๊มค่าประสบการณ์ในอนาคตของเขาทั้งนั้น
แต่เขาก็จำเป็นต้องรีบออกจากฮอลล์จัดแสดงตั้งแต่เนิ่นๆ
เพราะยังมีเรื่องสำคัญอีกสองเรื่องรอให้เขาไปจัดการ
เรื่องแรกคือการไปรับเงินรางวัลทายผลฟุตบอลโลก
การแข่งขันระหว่างอังกฤษและบราซิลเมื่อวานนี้ บราซิลเอาชนะอังกฤษไป 2:1 และเขี่ยตกรอบไปตามความคาดหมาย
เนื่องจากฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดขึ้นที่เอเชีย ความต่างของเวลาทำให้การถ่ายทอดสดในยุโรปส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเช้าตรู่ ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อเรตติ้งผู้ชมในระดับหนึ่ง
ส่วนการแข่งขันระหว่างสเปนและเกาหลีใต้ในวันนี้ก็จบลงตั้งแต่ตอนเช้าแล้วเช่นกัน
สเปนพ่ายแพ้ดวลจุดโทษให้เกาหลีใต้อย่างน่าเสียดาย วันนี้กัวหยางได้ยินคนบ่นถึงแมตช์นี้มาไม่น้อยเลย
โดยเฉพาะที่บูธของเบลโลตา ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์การเกษตรที่มีชื่อเสียงระดับโลกและมีสำนักงานใหญ่ในสเปน เป็นองค์กรชั้นนำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับร้อยปี
พนักงานประจำบูธของพวกเขาแทบทั้งหมดมาจากสเปน เมื่อเช้าหลายคนก็ตื่นเช้ามาดูแมตช์นี้
ทว่ากระบวนการและผลลัพธ์ของการแข่งขันกลับทำให้พวกเขาโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นหอบเอาอารมณ์ขุ่นมัวมาทำงานที่บูธด้วย แถมยังมีพนักงานไม่น้อยเดินมาถามกัวหยางว่าเขาเป็นคนเกาหลีใต้หรือเปล่า
ดูจากท่าทางของพวกเขาแล้ว หากกัวหยางตอบว่าใช่ เขาคงจะได้รับการต้อนรับอย่างเป็นมิตรที่บูธของเบลโลตาได้ยากแน่นอน
กัวหยางได้สรุปคร่าวๆ ถึงสาเหตุที่สเปนแพ้ตามที่พนักงานของเบลโลตาบ่นกันออกมาดังนี้
ข้อที่หนึ่ง ปัญหาเรื่องกรรมการ
ข้อที่สอง ปัญหาเรื่องกรรมการ
ข้อที่สาม ก็ยังคงเป็นปัญหาเรื่องกรรมการ
ข้อที่สี่ นี่คือบ้านของทีมเกาหลีใต้
ข้อที่ห้า กรรมการก็เลยมีปัญหา
แต่กัวหยางคุ้นชินกับเรื่องพวกนี้ไปแล้ว ชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ในวงการกีฬาของเกาหลีใต้เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกมาตั้งนานแล้ว ในการแข่งขันกีฬาหลายๆ ประเภท วิธีการของพวกเขานั้นสกปรกอย่างถึงที่สุด
กัวหยางเองก็ได้ลงเดิมพันในสองแมตช์นี้เช่นกัน เพียงแต่พอยิ่งใกล้ช่วงท้าย เขาก็ยิ่งระมัดระวังมากขึ้น พยายามควบคุมความโลภของตัวเองอย่างสุดความสามารถ จำนวนเงินตอนที่ลงเดิมพันจึงไม่ได้เยอะขนาดนั้น
แต่คาดว่าทั้งสองแมตช์นี้จะนำรายได้มากัวหยางอย่างน้อยกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพียงแต่เงินก้อนนี้ยังคงอยู่ในบัญชีของบริษัทรับพนันในเยอรมัน เขาแค่ยังไม่มีเวลาไปรับมัน
หลังจากไปรับมาแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดของกัวหยางเมื่อตีเป็นเงินหยวนจะทะลุ 1.5 พันล้านหยวน!
นอกจากการไปรับเงินรางวัลแล้ว กัวหยางยังมีแผนจะไปซื้อตั๋วเครื่องบินกลับประเทศด้วย
แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้อด้วยตัวเอง เขาเตรียมจะเข้าพักที่โรงแรมก่อน แล้วค่อยหาพนักงานบริการไปซื้อให้ อย่างมากก็แค่ให้ทิปเยอะหน่อย
เขาตั้งใจว่าพรุ่งนี้หลังจากร่วมงานนิทรรศการเสร็จก็จะเดินทางกลับประเทศเลย พรุ่งนี้นอกจากจะต้องมาเจรจาเรื่องซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรที่ฮอลล์จัดแสดงอีกครั้งแล้ว เขายังต้องฉวยโอกาสรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องจักรกลการเกษตรให้มากขึ้นอีกสักหน่อย
นานๆ ทีจะมีโอกาสทองแบบนี้ หากไม่คว้าไว้ให้ดีก็คงเป็นการทำของมีค่าให้สูญเปล่าแล้วจริงๆ
หลังจากออกจากฮอลล์จัดแสดง กัวหยางก็เรียกแท็กซี่มุ่งตรงไปยังบริษัทรับพนันทันที
เนื่องจากใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว พนักงานของบริษัทรับพนันจึงแนะนำให้กัวหยางมาทำเรื่องรับรางวัลในวันพรุ่งนี้
แต่ภายใต้ความยืนกรานของกัวหยาง ประกอบกับคำสัญญาว่าจะจ่ายค่าล่วงเวลาให้อย่างงาม ท้ายที่สุดการรับรางวัลก็เสร็จสิ้นไปได้อย่างราบรื่น
หลังจากรับรางวัลแล้วกัวหยางก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนเขาก็มีทรัพย์สินมากกว่า 1.5 พันล้านหยวน เงินนี่มันได้มาง่ายเกินไปแล้ว
ต้องรู้ก่อนนะว่า ติงเหล่ย ผู้ก่อตั้งเน็ตอีส ที่จะขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในทำเนียบมหาเศรษฐีของประเทศในปีหน้า ก็ยังมีทรัพย์สินเพียงแค่ 7.5 พันล้านหยวนเท่านั้น
หากพูดตามตัวเลข ตอนนี้กัวหยางก็เทียบเท่ากับหนึ่งในห้าของเน็ตอีสแล้ว
ถนนเบิร์นฮาร์ดคาสปาร์
กัวหยางมาถึงโรงแรมที่เขาเคยพักตอนที่มาถึงฮันโนเวอร์เป็นครั้งแรก
เมื่อเขาเดินเข้าไปในล็อบบี้ของโรงแรม เขากลับบังเอิญพบกับอวี๋หงไห่อย่างไม่คาดคิด
“ประธานอวี๋ พวกคุณก็พักอยู่ที่นี่เหรอครับ?”
“โอ้ ประธานกัว บังเอิญจริงๆ เลยนะ สะดวกไหม ไปดื่มชากันสักถ้วยสิ”
กัวหยางคิดทบทวน ก่อนหน้านี้จอห์นเคยเตือนว่าการนำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตรจะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยาก
อวี๋หงไห่มาพร้อมกับผู้อำนวยการจางแห่งกรมส่งเสริมเครื่องจักรกลการเกษตรและคนอื่นๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีช่องทางที่เกี่ยวข้อง หรืออย่างแย่ที่สุดเขาก็คุ้นเคยกับตลาดในประเทศ
“ได้ครับ แต่ประธานอวี๋ คุณต้องรอผมสักแป๊บนะ ผมต้องหาคนไปซื้อตั๋วเครื่องบินกลับประเทศให้ก่อน”
“ได้ๆๆ ฉันจะนั่งรอคุณที่ล็อบบี้สักพักแล้วกัน”
“ตกลงครับ”
ที่แผนกต้อนรับของโรงแรม กัวหยางได้แจ้งความต้องการที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินกับผู้จัดการโรงแรม
เมื่อมีเงินนำทาง ผู้จัดการโรงแรมก็ยินดีรับปากช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ทำให้กัวหยางได้สัมผัสถึงความสะดวกสบายที่มาจากเงินทอง
มิน่าล่ะคนเราถึงชอบเงิน โดยเฉพาะในสังคมยุคหลัง เงินตราได้กลายมาเป็นเครื่องมือชี้วัดความสำเร็จไปแล้ว
หลังจากเช็คอินเสร็จ กัวหยางก็มาที่ล็อบบี้และพบกับอวี๋หงไห่ที่กำลังรออยู่
เพื่อความสะดวกในการพูดคุย ทั้งคู่จึงตัดสินใจอย่างรู้ใจกันว่าจะไปหาร้านน้ำชาข้างนอกโรงแรม
“คิดไม่ถึงเลยนะว่าพวกฝรั่งจะศึกษาวัฒนธรรมชาของพวกเราได้ลึกซึ้งขนาดนี้ เพียงแต่มันมาผิดทางไปหน่อย”
อวี๋หงไห่ลิ้มรสชาที่พนักงานชงให้พวกเขาพลางพูดอย่างทอดถอนใจ
กัวหยางมองดูน้ำชาดอกไม้ที่เติมน้ำตาลกรวดในถ้วย แล้วก็รู้สึกแปลกประหลาดมากเช่นกัน
คนเยอรมันชอบดื่มชาดอกไม้ แต่ชาดอกไม้ของพวกเขาทำมาจากกลีบดอกไม้หลากหลายชนิดผสมกับแอปเปิลหรือซานจาอบแห้ง ดังนั้นถึงจะเรียกว่าชาดอกไม้ แต่ความจริงแล้วคือ 'มีแต่ดอกไม้ไม่มีชา'
“แต่มันก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบนะครับ” กัวหยางพูดพร้อมรอยยิ้ม
ทั้งสองคนคุยสัพเพเหระกันอีกสักพัก อวี๋หงไห่ถึงได้เริ่มเลียบเคียงถามถึงภูมิหลังของกัวหยางด้วยรอยยิ้ม
“วันนี้ตอนที่ได้ยินประธานกัวบอกว่าเตรียมจะเช่าเหมาดินเค็ม 200,000 หมู่ ผมตกใจมากเลยนะ ไม่ทราบว่าที่บ้านของประธานกัวทำธุรกิจอะไรเหรอครับ”
กัวหยางตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ถ้าผมบอกว่าที่บ้านผมเป็นเกษตรกรธรรมดาๆ ประธานอวี๋เตรียมจะขอตัวลากลับเลยหรือเปล่าครับ?”
“ประธานกัวก็อย่าพูดเล่นไปสิ ดินเค็ม 200,000 หมู่ แค่ค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิ์ในแต่ละปีก็ต้องใช้เงินก้อนโตแล้ว นี่หรือว่าประธานกัวกำลังล้อพวกเราเล่นจริงๆ?”
อวี๋หงไห่หรี่ตาลง แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่กัวหยาง
กัวหยางยังคงจิบชาอย่างสงบเยือกเย็น
สำหรับเขาในตอนนี้ เป้าหมายแรกในการหาเงินตอนไปต่างประเทศได้สำเร็จลุล่วงไปอย่างสมบูรณ์แล้ว
ส่วนการซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในตอนนี้ก็เป็นเพียงเพราะมาตรงกับช่วงงานนิทรรศการเครื่องจักรกลการเกษตรนานาชาติฮันโนเวอร์พอดี ที่นี่เขาสามารถซื้อเครื่องจักรกลได้หลากหลายและทันสมัยที่สุดในโลก
แต่ที่จริงแล้ว หลังจากกลับประเทศก็ยังสามารถซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรรุ่นท็อปนำเข้าได้บางยี่ห้อเหมือนกัน เพียงแต่ความยากมันจะเพิ่มขึ้นมาก
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กัวหยางก็เปิดปากพูดขึ้นว่า “ประธานอวี๋ เราไม่ต้องพูดจาอ้อมค้อมกันแล้วดีกว่า จุดประสงค์ของคุณผมก็รู้ดี คุณแค่อยากรู้ว่าผมมีศักยภาพพอที่จะซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรจากคุณหรือเปล่าใช่ไหมล่ะ”
“แต่ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ที่ของคุณมีเครื่องจักรกลการเกษตรแบบที่ผมต้องการหรือเปล่า คุณมาจากมณฑลหลู่ แล้วคุณก็เคยบอกว่าที่นั่นมีดินเค็มอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน คุณก็น่าจะรู้ดีว่าการปรับปรุงดินเค็มมันไม่ง่ายเลย”
พอพูดถึงดินเค็มในมณฑลหลู่ อวี๋หงไห่ก็ตั้งใจฟังอย่างจริงจังโดยไม่รู้ตัว เมื่อเชื่อมโยงกับสิ่งที่ตนเองเคยพบเห็นมา อวี๋หงไห่ก็กล่าวด้วยความทอดถอนใจว่า:
“เท่าที่ผมรู้ ดินเค็มที่มีอยู่ในมณฑลหลู่ของเราตอนนี้มีใกล้จะสิบล้านหมู่แล้ว ที่ดินในบ้านเกิดผมก็มีดินเค็มเยอะมาก ดินมีความเค็มสูงมาก ดินเกาะตัวกันแน่น บนผิวดินเป็นชั้นดินแข็งๆ หนาๆ มองจากไกลๆ จะเห็นเป็นสีขาวโพลนไปหมด พืชผลทางการเกษตรอย่าว่าแต่จะเจริญเติบโตตามปกติเลย แค่เมล็ดจะงอกออกมายังเป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว”
“ตอนผมเด็กๆ คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านชอบพูดประโยคหนึ่งว่า 'บ้านตระกูลอวี๋ต้องแบกตะกร้าขอทาน' หมายความว่าเมื่อก่อนคนบ้านตระกูลอวี๋ต้องพึ่งพาการขอทานถึงจะเอาชีวิตรอดได้”
“ดังนั้น วันนี้ตอนที่ผมได้ยินคุณบอกว่าจะไปเช่าเหมาดินเค็ม 200,000 หมู่ที่มณฑลกานซู่ ถึงแม้ผมจะไม่ค่อยเชื่อ แต่ผมก็ยังอยู่รอแล้วให้นามบัตรกับคุณ เป็นเพราะผมเองก็หวังจริงๆ ว่าจะมีคนทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้”
“อีกอย่าง ประธานกัว คุณไม่ต้องกังวลหรอกว่าเครื่องจักรกลการเกษตรของผมจะตอบสนองความต้องการของคุณได้ไหม พูดกันตามตรงเลยนะ ความสามารถในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงความสามารถในการผลิตของโรงงานผมอาจจะไม่เท่าไหร่ก็จริง แต่ถ้าเป็นเรื่องการเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตรล่ะก็ ผมกล้าพูดเลยว่าในประเทศนี้มีบริษัทไม่กี่แห่งหรอกที่เจ๋งกว่าผม”
“ยิ่งไปกว่านั้น ผมคิดว่าสิ่งที่ประธานกัวต้องการมากกว่าคือเครื่องจักรกลก่อสร้าง ต้องรู้ไว้นะว่าที่ดินในแถบตะวันตกเฉียงเหนือส่วนใหญ่มันไม่ราบเรียบ ระดับความเค็มก็สูง แถมยังมีกรวดทรายเยอะ อย่างน้อยเครื่องจักรกลการเกษตรก็ต้องรอให้คุณเคลียร์พื้นที่และปรับหน้าดินเบื้องต้นให้เสร็จเสียก่อน ถึงจะเข้าไปทำงานได้”
“ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ ประธานกัว คุณเตรียมงบไว้ลงทุนในโปรเจกต์นี้เท่าไหร่? แล้วเตรียมเงินไว้สำหรับเครื่องจักรกลการเกษตรและงานก่อสร้างสักเท่าไหร่กันล่ะ?”
เมื่อได้ฟังคำพูดของอวี๋หงไห่ กัวหยางก็รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย
ก่อนหน้านี้ ที่เขาวางแผนจะปรับปรุงดินเค็ม เป็นเพราะว่าในคำอธิบายคุณสมบัติสายพันธุ์ของอัลฟัลฟ่าเกรดพรีเมียมที่ร้านค้าเมล็ดพันธุ์ให้มานั้น มีประโยคหนึ่งระบุไว้ว่า “มีความต้านทานต่อดินเค็มสูงมาก สามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ส่วนพลังงานธรรมชาติของร้านค้าเมล็ดพันธุ์ ก็จำเป็นต้องได้มาผ่านการฟื้นฟูระบบนิเวศ ดังนั้นเขาจึงอยากใช้ข้อได้เปรียบของเมล็ดพันธุ์อัลฟัลฟ่ามาปรับปรุงดินเค็มเพื่อกอบโกยพลังงานธรรมชาติ
สถานที่เป้าหมายหลักของเขาก็พุ่งเป้าไปที่แถบตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เพราะในชาติก่อนเขาคุ้นเคยกับที่นั่นดี อีกทั้งความแห้งแล้งของภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่รับรู้กันดี ที่นี่ไม่ได้มีแค่ดินเค็ม แต่ยังมีพื้นที่ทะเลทรายและทะเลทรายโกบีที่กว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับเขาในการสะสมพลังงานธรรมชาติ
ดังนั้นโดยจิตใต้สำนึกแล้ว เขาจึงมองข้ามความจริงที่ว่าในพื้นที่แถบชายฝั่งทะเลเองก็มีดินเค็มอยู่มากมายเช่นกัน
และในด้านแผนทางเทคนิคในการปรับปรุงดินเค็ม นอกเหนือจากวิธีการปรับปรุงบางอย่างที่เขาได้รู้มาตอนทำฟาร์มในชาติที่แล้ว ที่พึ่งพิงหลักของเขาก็คือเมล็ดพันธุ์อัลฟัลฟ่าที่ทนทานต่อดินเค็มได้สูงมากๆ นี่แหละ
นอกจากนี้แล้ว เขาก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมากนัก โดยเฉพาะในเรื่องของเครื่องจักรกลก่อสร้าง
เขาไตร่ตรองในใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรินชาให้เต็มถ้วยของอวี๋หงไห่
“ประธานอวี๋ เรื่องเงินคุณวางใจได้เลย โปรเจกต์นี้ในระยะแรกผมเตรียมเงินทุนไว้ 5 ร้อยล้านหยวน และหลังจากนี้ก็จะมีการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่องครับ”
อวี๋หงไห่เผยสีหน้าประหลาดใจ เนื้อบนใบหน้าถึงกับสั่นกระเพื่อม แต่เขาก็สามารถควบคุมสีหน้าของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อลองคิดพิจารณาดูให้ดี ดินเค็ม 200,000 หมู่กับเงินลงทุน 5 ร้อยล้านหยวน เฉลี่ยแล้วต้องลงทุนหมู่ละเกือบ 2,500 หยวน ซึ่งในยุคสมัยนี้ถือว่าเป็นการลงทุนที่ยิ่งใหญ่มาก หากมีแผนทางเทคนิคที่เชื่อถือได้ เงินทุนก้อนนี้ก็เพียงพอแล้วอย่างแน่นอน
“ประธานกัว ขออภัยที่ต้องถามตรงๆ นะครับ โปรเจกต์ของคุณนี่เตรียมการไปถึงไหนแล้วล่ะ?”
พอได้ยินคำถามนี้ กัวหยางก็หัวเราะออกมาอย่างแห้งๆ
ช่วงที่ผ่านมาเขามัวแต่วุ่นอยู่กับการซื้อหวยหาเงินในต่างประเทศ ส่วนแผนการอื่นๆ มันยังคงเป็นเพียงแค่ความคิดที่ล่องลอยอยู่ในหัวเท่านั้น
ควรจะพูดยังไงดีล่ะ?
กัวหยางลิ้มรสชาดอกไม้เอกลักษณ์ของเยอรมัน ในขณะที่สมองก็กำลังคิดทบทวนอย่างรวดเร็ว
ตามหลักแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากมายให้กับคนที่เพิ่งจะรู้จักกัน
แต่พอนึกถึงเครื่องจักรกลก่อสร้างและการจัดการที่ดินที่อวี๋หงไห่เพิ่งพูดถึงเมื่อครู่...
ครู่ต่อมา กัวหยางถึงได้ค่อยๆ พูดขึ้นว่า “ประธานอวี๋ พูดตามตรงเลยนะ ปัจจุบันโปรเจกต์นี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการเบื้องต้น ผมยังไม่ได้แม้แต่จะก่อตั้งบริษัท ตอนนี้ยังเป็นแค่แม่ทัพที่ไร้กองทหารอยู่เลยครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี๋หงไห่ก็ขมวดคิ้ว เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเหมือนกำลังโดนปั่นหัว
แต่พอเห็นสีหน้าที่สงบนิ่งและมั่นใจของกัวหยางที่อยู่ตรงข้าม เขาก็ตัดสินใจที่จะฟังต่อไป
“แต่ยังไงผมก็จะเดินหน้าทำโปรเจกต์นี้ต่อไปแน่นอนครับ และก็ได้เตรียมเงินทุนเอาไว้พร้อมแล้วด้วย”
“ส่วนแผนทางเทคนิค ผมวางแผนว่าจะเริ่มต้นจากหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ทนความเค็ม ตอนนี้ผมมีสายพันธุ์อัลฟัลฟ่าที่ทนต่อดินเค็มได้สูงมากอยู่สายพันธุ์หนึ่ง และในอนาคตก็จะเดินหน้าวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์พืชที่ทนความเค็มต่อไปครับ”
“ทว่าหลังจากที่ได้ฟังคำพูดของประธานอวี๋เมื่อครู่ ผมก็พบว่าปัจจุบันนี้วิธีปรับปรุงดินเค็มโดยพึ่งพาหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ทนความเค็มเพียงอย่างเดียวมันยังเป็นอะไรที่จำเจเกินไปครับ”
อวี๋หงไห่พยักหน้า “คุณลองไปหาผู้เชี่ยวชาญหรือศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยของคุณที่วิจัยเรื่องพวกนี้ดูสิ การปรับปรุงดินเค็มน่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืนหรอกนะ และก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมดด้วยการพึ่งพาสายพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ที่ทนความเค็มเพียงสายพันธุ์เดียวด้วย”
กัวหยางไม่ได้เห็นด้วยกับคำพูดของอวี๋หงไห่ไปเสียทั้งหมด
แม้จะยังไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัด แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าเมล็ดพันธุ์อัลฟัลฟ่าที่ร้านค้าเมล็ดพันธุ์ให้มานั้น ไม่ใช่สิ่งที่เมล็ดพันธุ์ทั่วไปที่ผ่านการคัดกรองและเพาะพันธุ์จะนำมาเทียบเคียงได้
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือมันมีปริมาณน้อยเกินไป มีเพียงแค่ 100 ชั่งเท่านั้น
ยังต้องผ่านการเพาะเมล็ดพันธุ์อย่างน้อยหนึ่งถึงสองปี ถึงจะสามารถขยายผลเป็นวงกว้างได้
หลังจากชั่งน้ำหนักในใจอยู่ครู่หนึ่ง กัวหยางก็เอ่ยชวนอวี๋หงไห่ว่า “ไม่ทราบว่าประธานอวี๋สนใจจะมาร่วมมือกันสักครั้งไหมครับ?”
“หืม?” อวี๋หงไห่ส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“ตอนนี้พวกเราไม่ได้กำลังคุยเรื่องความร่วมมือกันอยู่หรอกเหรอ?”
กัวหยางเม้มปากพลางบ่นในใจว่า ‘ตาจิ้งจอกเฒ่าเอ๊ย’
“เครื่องจักรกลการเกษตรนำเข้าหรือแม้แต่เครื่องจักรกลก่อสร้าง ผมสามารถสั่งซื้อผ่านบริษัทของประธานอวี๋ได้ทั้งหมด แต่ผมหวังว่าประธานอวี๋จะช่วยสร้างทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการพื้นที่เพาะปลูกให้ผมสักทีมได้ไหมครับ”
อวี๋หงไห่รีบส่ายหน้า “ฉันเป็นแค่คนทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องจักรกลการเกษตรเท่านั้นเอง”
“โปรเจกต์จัดการพื้นที่เพาะปลูกน่ะ คุณไปหากลุ่มพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ได้เลย ถ้าพูดถึงความสามารถในการจัดตั้งและบริหารจัดการโปรเจกต์ ก็ไม่มีใครเชี่ยวชาญไปกว่าพวกเขาแล้วล่ะ”
กัวหยางยังคงซักไซ้ต่อไปว่า “แล้วสนใจจะไปตั้งโรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรด้วยกันที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือไหมล่ะครับ?”
อวี๋หงไห่เบิกตากว้างราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาพลางจ้องมองคนที่อยู่ตรงหน้า
ไอ้หมอนี่ ฟังดูแล้วทำไมถึงได้พึ่งพาไม่ได้ขนาดนี้นะ?
(อ้อนขอให้กดเก็บเข้าคอลเล็กชัน กดติดตามอ่าน และแนะนำด้วยนะครับ)
(สองวันนี้เขียนได้ไม่ค่อยลื่นไหลเท่าไหร่ พรุ่งนี้วันหยุดสุดสัปดาห์จะหาเวลาว่างมาเรียบเรียงความคิดสักหน่อย)
บทที่ 18 : เครื่องจักรกลการเกษตรนำเข้า
การทำโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรไม่ได้อยู่ในแผนการตั้งแต่แรกของกัวหยาง
แต่ร้านค้าเมล็ดพันธุ์กลับทริกเกอร์ฟังก์ชันวิเคราะห์เครื่องจักรกลการเกษตรขึ้นมาอย่างไม่คาดคิดตอนอยู่ที่ฟาร์มของวิคเตอร์
ยิ่งไปกว่านั้น ตามคำแนะนำของร้านค้าเมล็ดพันธุ์ การวิเคราะห์เครื่องจักรกลการเกษตรจะทำให้ได้รับข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องและชิ้นส่วนเครื่องจักร
เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีพลังงานธรรมชาติ เขาเลยทำได้แค่รวบรวมข้อมูลของเครื่องจักรกลการเกษตรต่างๆ เก็บไว้ชั่วคราว รอจนกว่าจะมีพลังงานธรรมชาติค่อยทำการวิเคราะห์
ชิ้นส่วนเครื่องจักรสามารถใช้เพื่ออัปเกรดดัดแปลงเครื่องจักรกลการเกษตรเครื่องใดเครื่องหนึ่งเท่านั้น แต่มันน่าจะเป็นวิธีที่ใช้งานได้สะดวกที่สุด
กัวหยางถึงกับเคยคิดจะซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรมือสองในประเทศ แล้วใช้ชิ้นส่วนเครื่องจักรกับพวกมัน ถึงแม้แบบนี้จะประหยัดเงิน แต่มันจะดูสิ้นเปลืองเกินไปหรือเปล่า?
นอกจากชิ้นส่วนเครื่องจักรแล้ว ร้านค้าเมล็ดพันธุ์ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางเทคนิคออกมาได้ด้วย ถ้ามองในระยะยาว นี่ต่างหากล่ะที่น่าจะเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
เพราะยังไงซะประเภทของเครื่องจักรกลการเกษตรที่ล้ำสมัยบนโลกใบนี้ก็มีจำกัด และไม่ใช่ว่าเครื่องจักรกลการเกษตรทุกชนิดจะสามารถวิเคราะห์ออกมาเป็นชิ้นส่วนเครื่องจักรได้ ดังนั้นชิ้นส่วนเครื่องจักรจึงมีจำนวนจำกัด
นั่นก็หมายความว่าต้องมีสักวันที่กัวหยางจะไม่สามารถหาชิ้นส่วนเครื่องจักรได้อีก
และถ้ากัวหยางอยากจะได้พลังงานธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง เขาก็ต้องดำเนินโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องแน่นอน เช่น ดินเค็ม ทะเลทราย ทุ่งหญ้า แม่น้ำ...
ด้วยเหตุนี้ กัวหยางถึงได้มีความคิดที่จะลงทุนสร้างโรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรด้วยตัวเอง
เดิมทีเขาไม่ได้รีบร้อนที่จะทำเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เขาบังเอิญเจออวี๋หงไห่ที่ฮันโนเวอร์พอดี
บริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรของอวี๋หงไห่ที่เวยฟางถึงแม้จะไม่ได้โดดเด่นด้านการผลิตและวิจัย แต่ความสามารถด้านการตลาดก็เป็นกุญแจสำคัญเหมือนกันนะ!
ดังนั้นเขาถึงได้พูดเปรยๆ เรื่องการร่วมมือกันสร้างโรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร ทว่าเขากลับไม่คาดคิดเลยว่าปฏิกิริยาของอวี๋หงไห่จะเกินความคาดหมายของเขา
เห็นแค่อวี๋หงไห่มองเขาด้วยความเหลือเชื่อในตอนแรก ตามด้วยความสงสัยอย่างหนัก แต่หลังจากนั้นในแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกลังเล ว้าวุ่น สับสน และอารมณ์อันซับซ้อนอื่นๆ อีกมากมาย
กัวหยางที่สังเกตเห็นฉากนี้ก็ตัดสินใจที่จะเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก
"ประธานอวี๋ เรื่องโรงงานผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรผมไม่ได้พูดล้อเล่นนะ ผมมีแผนนี้จริงๆ เพียงแต่ว่าสถานที่ตั้งของโรงงานจะต้องอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือแน่นอน ศูนย์กลางการลงทุนของผมในอนาคตอันยาวไกลจะอยู่ที่นั่น"
"อีกอย่างผมก็แค่มีความรู้ผิวเผินในด้านนี้ ถึงเวลาทิศทางที่ชัดเจนยังไงก็ต้องพึ่งพาคุณ ส่วนเรื่องรูปแบบการร่วมมือ ถ้าคุณสนใจพวกเรามาคุยกันได้"
ดวงตาทั้งสองข้างภายใต้คิ้วเข้มของอวี๋หงไห่บางครั้งก็ฉายแววสิ้นหวังและเจ็บปวด บางครั้งก็เหม่อลอยเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
กัวหยางเองก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ทำได้แค่นั่งรออยู่ที่เดิมให้เขาตั้งสติได้
พักไปครู่หนึ่ง อวี๋หงไห่ถึงได้เงยหน้าขึ้นมามองกัวหยาง
"ประธานกัว ขอบคุณสำหรับคำเชิญนะ แต่เรื่องนี้ผมต้องขอกลับไปคิดดูอีกสักพัก พูดตามตรงนะ ตอนนี้ประธานกัวยังไม่มีอะไรที่ทำให้คนเชื่อถือได้เลย พูดไปก็ไม่มีหลักฐานอะไร"
กัวหยางยิ้มๆ ไม่ได้โกรธอะไร
จากภาษากายของอวี๋หงไห่ เขาดูออกว่าอีกฝ่ายมีความคิดแบบนี้อยู่ และนี่น่าจะเป็นคนที่มีเรื่องราวเบื้องหลังไม่น้อยเหมือนกัน
เพียงแต่ติดขัดด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง ประกอบกับตอนนี้กัวหยางมักจะ 'คุยโวโอ้อวด' ไปเรื่อย มันเลยทำให้คนเชื่อเขายาก
"ขอแค่ประธานอวี๋มีความตั้งใจก็พอแล้ว เรื่องโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรไม่ได้รีบร้อนในตอนนี้หรอก"
"อีกสักครึ่งปีแล้วกัน! ครึ่งปีให้หลังผมจะเชิญประธานอวี๋มาเป็นแขกที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเรา ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยมาคุยเรื่องโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรกันอย่างเต็มที่ ส่วนตอนนี้เรามาคุยเรื่องความร่วมมือตรงหน้ากันก่อนเถอะ"
"ผมอยากจะนำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตรจากต่างประเทศ ไม่รู้ว่าประธานอวี๋พอจะมีช่องทางบ้างไหม?"
ตอนนี้อวี๋หงไห่ปรับอารมณ์ได้แล้ว กลับมามีท่าทางฉลาดหลักแหลมเหมือนเดิม
"ไม่ทราบว่าประธานกัวเล็งเครื่องจักรกลการเกษตรแบรนด์ไหนไว้บ้างล่ะ?"
"คลาส เฟนท์ จอห์นเดียร์ โครเน่..." ชื่อยาวยืดที่กัวหยางพูดออกมา ทำเอามุมปากของอวี๋หงไห่กระตุกอย่างควบคุมไม่ได้
น้องชายคนนี้ยังมีสไตล์เหมือนเดิมเลยนะ แบรนด์พวกนี้ล้วนเป็นแบรนด์ที่แพงที่สุดในโลกตอนนี้ทั้งนั้น
"ประธานกัว ความจริงแล้วบางครั้งเครื่องจักรกลการเกษตรในประเทศก็พอใช้ได้อยู่นะ อีกอย่างในกรณีอย่างของคุณ โครงการจัดการที่ดินให้กลุ่มพัฒนาการเกษตรในท้องถิ่นรับเหมาไปทำโดยตรงจะดีกว่า ต้นทุนในการตั้งทีมก่อสร้างเองมันสูงเกินไป" อวี๋หงไห่พูดเนิบๆ
"เหตุผลพวกนี้ผมเข้าใจหมด โครงการพื้นที่การเกษตรในช่วงแรกหาจ้างกลุ่มพัฒนาการเกษตรน่ะได้ แต่ทีมวิศวกรรมการเกษตรของตัวเองก็ต้องตั้งขึ้นมาพร้อมกันด้วย เพราะโครงการหลังจากนี้ต้องใช้ทั้งหมด"
โครงการหลังจากนี้?
อวี๋หงไห่ทำหน้าไม่เชื่อเลยสักนิด แค่ดินเค็ม 2 แสนหมู่ในช่วงแรกก็พอให้คุณปวดหัวแล้ว
ปกติกำไรของหญ้าเลี้ยงสัตว์ในประเทศก็ต่ำอยู่แล้ว ช่วงแรกยังเทต้นทุนลงไปแบบไม่คิดชีวิตอีก โครงการนี้ไม่ถูกทิ้งร้างกลางคันก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
"ถึงอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องจักรกลการเกษตรนำเข้าเสมอไปนี่!"
"เครื่องจักรกลการเกษตรในประเทศก็ใช้ได้เหมือนกัน อีกอย่างบริษัทของประธานกัวเพิ่งจะก่อตั้ง ยังมีที่ต้องใช้เงินอีกเยอะ เครื่องจักรในประเทศก็ถูกกว่านะ หรือแม้แต่เครื่องจักรมือสองก็เอามาพิจารณาได้"
คำพูดของอวี๋หงไห่มีเหตุผลจริงๆ และก็มองจากมุมมองของเขาด้วย แถมก่อนหน้านี้เขาก็เคยคิดจะซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรมือสองแล้วใช้ชิ้นส่วนเครื่องจักรมาอัปเกรดดัดแปลงเหมือนกัน
แต่พอคิดทบทวนดูดีๆ แล้ว กัวหยางคิดว่ายังไงก็ต้องซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรนำเข้าอยู่ดี
อย่างแรกคือคุณภาพของเครื่องจักรกลการเกษตรในประเทศมันน่าเป็นห่วงจริงๆ ถึงจะใช้ชิ้นส่วนเครื่องจักรยกระดับได้ แต่เครื่องจักรนำเข้ารุ่นใหม่ล่าสุดก็เอามายกระดับได้อีกเหมือนกันนี่นา
อย่างที่สองคือร้านค้าเมล็ดพันธุ์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องออกมาได้ หากมีเครื่องจักรกลการเกษตรของจริงมาศึกษาเพิ่มเติม ภายหลังก็จะสร้างมูลค่าด้านการวิจัยและพัฒนาได้ไม่น้อย
นอกเหนือจากนี้ ก็เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง เขาหมายตาพวกเจ้ายักษ์ใหญ่พวกนี้มาตั้งนานแล้ว
แล้วอวี๋หงไห่เจ้านี่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ถึงช่องว่างระหว่างเครื่องจักรกลการเกษตรในประเทศกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก...
"ประธานอวี๋ หรือว่าบริษัทของคุณจะไม่มีคุณสมบัติเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์พวกนี้ล่ะ"
"อะแฮ่ม..."
อวี๋หงไห่ลูบหัวตัวเองด้วยความอับอาย
"ไม่ปิดบังคุณเลยนะประธานกัว แบรนด์ที่คุณพูดมาเมื่อกี้ผมเป็นตัวแทนจำหน่ายแค่ของจอห์นเดียร์เท่านั้น จอห์นเดียร์เข้ามาในตลาดประเทศจีนค่อนข้างเร็ว ปี 97 ก็สร้างโรงงานแห่งแรกในประเทศแล้ว"
สำหรับจอห์นเดียร์แล้ว กัวหยางคุ้นเคยเป็นอย่างดี เมื่อก่อนหลายครั้งที่เขาเก็บเกี่ยวฝ้าย เขาก็ใช้บริการเครื่องจักรของเดียร์ทั้งนั้น
ในช่วงพีคสุดจอห์นเดียร์ครองตลาดรถเก็บเกี่ยวฝ้ายในประเทศจีนถึง 70% ทำกำไรในประเทศเกินหนึ่งแสนล้านหยวนทุกปี
แต่มันไม่เคยผลิตรถเก็บเกี่ยวฝ้ายในประเทศเลย มีก็แค่เอามาประกอบ
ได้ยินแค่อวี๋หงไห่พูดต่อว่า "ส่วนคลาส เฟนท์ และโครเน่ ตอนนี้มีแค่คลาสเท่านั้นที่มีแผนจะเข้ามาทำตลาดในประเทศจีน ลองหาทางดูก็น่าจะพอหาซื้อได้"
"แต่เฟนท์กับโครเน่นี่ผมจนปัญญาจริงๆ"
กัวหยางจำได้ดีว่าจนถึงปี 2023 เฟนท์ก็ยังไม่มีความคิดที่จะเข้ามาในตลาดประเทศจีนเลย เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับการที่เฟนท์ถูกบริษัทเอจีโคของอเมริกาเข้าซื้อกิจการไปตั้งแต่ปี 1997 แล้วด้วย
รถแทรกเตอร์เฟนท์จำนวนน้อยนิดที่มีอยู่ในประเทศล้วนเป็นรถมือสองนำเข้าทั้งนั้น
จู่ๆ กัวหยางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"นำเข้าเครื่องจักรกลการเกษตรมือสองผ่านบริษัทบุคคลที่สามได้ไหมล่ะ? พวกคุณน่าจะมีบริษัทการค้าระหว่างประเทศที่คุ้นเคยกันบ้างสินะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น อวี๋หงไห่ก็ตาเป็นประกาย แต่จากนั้นเขาก็พูดข้อกังวลของตัวเองออกมา
"ถ้าแบบนั้นต้นทุนก็ต้องสูงขึ้นไม่น้อยเลยนะ"
กัวหยางพูดด้วยความใจป้ำ "เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา"
"อีกอย่างผมก็ไม่ได้ต้องการอะไรเยอะแยะ คุณแค่ช่วยหาแทรกเตอร์แรงม้าสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกจากสายการผลิตของพวกเขาสักสองคันให้ผมก็พอ อุปกรณ์เสริมพวกไถระเบิดดินดานกับเครื่องตีดินก็เอามาสักชุดหนึ่งด้วย"
"นอกจากนี้ เครื่องจักรของคลาสที่เกี่ยวข้องกับการปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ อย่างการตัดหญ้า เก็บเกี่ยวหมัก พลิกตาก คราดหญ้า อัดฟาง ห่อฟิล์ม ขนส่ง ทำเม็ด ฯลฯ ในทุกๆ ขั้นตอน ก็เตรียมมาให้ผมสักสองชุด... ช่างเถอะ เอาแค่ชุดเดียวก็พอ"